26/11/2025
😍😍
BERLINER PHILHARMONIKER
จักรวรรดิแห่งดนตรีคลาสสิค
--------
ขอพักเรื่องเครียดๆ
มะคืนแอดโอนช่วยทำบุญให้พี่น้องชาวใต้ไปแล้วจากอีกเพจนึง ลูกเพจก็ช่วยสนับสนุนกันเต็มที่ ต้องขอขอบพระคุณจริงๆ (แอดยังอยู่รพ.)
ทีนี้มาหาไรอ่านเพื่อผ่อนคลายกันดีกว่านิ
เมื่อพูดถึงวงออร์เคสตราที่ดีที่สุด ดังที่สุดในโลก หลายๆคนน่าจะต้องนึกถึง “Berliner Phiharmoniker หรือ Berlin Philharmonic (BPO)” อย่างแน่นอน
วันนี้จะเอาประวัติวงนี้ให้อ่านกันแบบคร่าวๆนะ
—-----
…. กองกบฏบนรถไฟ
กาลครั้งหนึ่ง ณ เมืองเบอร์ลินในยุคที่ยังมีรถม้า รถรางยังวิ่งบนถนน (น่าจะราวๆสมัยร.5 บ้านเรา)
มีวงออร์เคสตราวงหนึ่งที่โดนผู้จัดการวงกินหัวคิว เอาเปรียบนักดนตรีอย่างหนัก
ที่ขบวนรถไฟขบวนหนึ่ง นักดนตรีกลุ่มหนึ่งต้องขึ้นรถไฟชั้นสามไปทัวร์ เก้าอี้แข็งโป๊กยังกะ Frozen throne ใน DotA ช่องเก็บของมีหนูวิ่ง หลายสิบชีวิตนั่งกันเบียดเสียด แถมพวกเขาต้องอุ้มเครื่องดนตรีราคาเท่าบ้านขึ้นไปเอง ไม่มีที่เก็บก็ต้องกอดกล่องไว้ยังกะลูก
จนถึงจุดหนึ่ง นักดนตรีคนหนึ่งลุกขึ้นแล้วพูดว่า
“แมร่งดูแลนักดนตรีอย่างเฮีย ไปตั้งวงของเราเองกันเถอะ”
ทั้งกลุ่ม 50 กว่าคนเลยเดินออกจากสถานี เหมือนแก๊งมาเฟียอุปกรณ์ครบมือทุกคน
มันคือกบฏออร์เคสตราแห่งศตวรรษที่ 19
และนั่นคือวันที่ Berliner Philharmoniker ได้ถือกำเนิดขึ้น!
ไม่ได้กำเนิดด้วยทุน ด้วยชื่อเสียง … แต่กำเนิดจากศักดิ์ศรีของนักดนตรีที่ลุกขึ้นสู้กับความไม่เป็นธรรมของผู้จัดการวง!
—-----
Hans von Bülow (1887–1892) ยุคทองแรก
ไม่กี่ปีต่อมา มีชายคนหนึ่งก้าวเข้ามาเป็นผู้คุมวง ชื่อของเขาคือ Hans von Bülow (ฮานส์ ฟอน บือโลว์) ผู้มีพรสวรรค์ระดับตัวเอ้ของเยอรมันและยุโรป ณ ยุคนั้น
เขาเคยเป็นผัวเก่าของเมีย Wagner (งงมะ?) ปากจัด เคราเนี้ยบ และมีออร่าแบบศาตราจารย์ดัมเบิลดอร์ เป็นเบอร์ต้นๆที่คีตกวียุคนั้นทำงานด้วยเสมอ แถมเป็นนักเปียโนชื่อดังอีกด้วย
Bülow คือคนที่ตั้งมาตรฐานความเนี้ยบที่กลายเป็น DNA ของวง
เขาวางกฎเหล็กที่ยังหลงเหลือในวงมาถึงทุกวันนี้ เช่น
คุณภาพเสียงต้องแบบ perfectionist
นักดนตรีต้องเล่นพร้อมกัน หายใจพร้อมกัน
เล่นผิดทีเดียว = ไม่มีทางเป็น Berlin sound ได้
เป็นจุดเริ่มของ “Berlin school of orchestral discipline” แบบจริงจังเลยทีเดียว
—-----
Arthur Nikisch (1895–1922) ยุคโรแมนติกแบบหวานเจี๊ยบบบบ
Nikisch คือคนที่ทำให้วง ลื่นไหล อ่อนหวาน เซะซี่ ในแบบที่ยังได้กลิ่นอายอยู่ในวงรุ่นปัจจุบัน ผู้คนเรียกเขาว่า อาจารย์ผู้กระซิบให้วงทั้งวงหายใจพร้อมกัน
ลือกันว่า Nikisch แค่ “ยักคิ้วนิดเดียว” วงก็รู้ละว่าให้บรรเลงยังไง
(โคตรมีออร่าแบบ cult leader ซึ่งคอนดักบางคน ใช้หน้าคุมวงเลยนะเฟร้ย)
https://www.youtube.com/watch?v=yoi7Y-OkORg&list=RDyoi7Y-OkORg&start_radio=1
—-----
Wilhelm Furtwängler (1922–1954 มีเว้นช่วงสงครามโลกไปด้วย) ยุค “เทพเจ้าสายฟ้า”
หน้าตาปู่แกเหมือนนักวิทย์เนิร์ดๆ ตัวสูง ดูเป็นศาตราจารย์
เสียง BPO ในยุคเขาคือ ดุดัน + ลุ่มลึก + ยืดหยุ่น
บางทีแอดฟังเหมือนวงเล่น Rubato แบบหน่วงๆ แต่โคตะระได้ฟีล
ฉายา “เทพสายฟ้า” มาจากไดนามิคของวงที่เขาควบคุมมันลั่นเหมือนพายุ เหมือนเค้าสั่งวงได้เหมือนเทพเจ้าสั่งพายุยังไงยังงั้น
นักวิจารณ์เรียก Lightning conductor, Thunder god, The magician of the storm ฉายาเยอะแยะ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวใดๆกับ Thor หรือ Zeus เลย
แต่ในยุค Furtwängler ก็มี “เรื่องลับ” ที่คนไม่ค่อยเล่า:
1. ระบบ “Berlin sound แบบลับๆ”
– ในยุคนี้ วงมีการฝึกเขย่าเสียง (vibrato) แบบสูตรลับ
– เน้นเสียงเข้ม กว้าง อิ่มแบบ dark Germanic ที่คนทั้งโลกเลียนแบบไม่ได้
– มีคำเรียกเล่นๆในวงว่า “เสียงโบสถ์แบบเบอร์ลิน”
2. การคัดนักดนตรีแบบ German Only นักดนตรีต้องเรียนสำนักเยอรมัน ครูเยอรมัน อุดมการณ์เยอรมัน ดูบุนเดสลีก้า กินไส้กรอกเยอรมัน เบียร์เยอรมัน …พอๆ
3. เล่นผิดหนึ่งจุดแล้วโดนมองด้วยสายตา Furtwängler เหมือนจะโดนสาป มีนักดนตรีหลายคนเคยลาออกเพราะทนความกดดันไม่ได้
4. เรื่องการเมือง แน่นอนโดนนาซีเข้าเต็มๆ BPO ถือเป็นวงเชิดหน้าชูตาของร้าบานนาซีเลยนา
– ช่วงนาซี เขาพยายามปกป้องนักดนตรีเชื้อสายยิวหลายคนในวง
– แต่ชื่อเขาก็ถูกเล่นงานในสื่อหลังสงคราม เป็นช่วงที่วง “เกือบจะตาย” เลยทีเดียว
- ปฏิเสธที่จะจับมือกับฮิตเลอร์หนวดจิ๋ม
ปู่แกบอก “มือขวาผมถือบาตองอยู่ ไม่สะดวกจับมือด้วย” หรือไม่ก็จับมือแบบแค่จับ แล้วไม่แสดงออกว่าเคารพใดๆ
กล้างัดกับฮิตเลอร์อะ คิดดู
เรื่องปู่กับชาวยิวนี่ยาว แกช่วยเอาไว้เยอะ แถมแกยังเป็นคนสำคัญที่สนับสนุน Yehudi Menuhin ให้สามารถกลับไปแสดงที่เยอรมนีได้ด้วย
นักดนตรีทุกคนทั้งรักและเกรงกลัวคุณปู่อย่างมาก
นักดนตรีในวงเคยเล่าว่า “เมื่อคุณเห็น Furtwängler เดินเข้ามาในฮอลล์เพื่อซ้อมวง เหมือนคุณจะได้ยินเสียงเพลงออกมาจากตัวเค้าทันที”
https://www.youtube.com/watch?v=m1XGgF6xVqc&list=RDm1XGgF6xVqc&start_radio=1
—-----
Herbert von Karajan (1955–1989) ยุคจักรวรรดิเสียงทองคำ
หลังสงครามสงบ โลกก็ได้พบชายผู้เหมือนจะมาจากโลกอนาคต นั่นคือ Herbert von Karajan
เขามีทุกอย่าง เจ้าเสน่ห์ หล่อเข้ม บ้านรวย(สัส) รถสปอร์ต เรือยอร์ช เครื่องบิน สามารถแชะภาพขึ้นปกนิตยสารได้ตลอดปี ฟีลเหมือนเดวิดเบ็คแฮมแห่งวงการดนตรีคลาสสิค
Karajan เชื่อว่า เสียงออร์เคสตราต้องสวยเหมือนทองคำเงาวิบวับ ทำให้ยุคนี้คือยุคที่เสียง BPO = มาตรฐานทองของโลก มันคือ “Berlin sound” ที่ไม่มีใครทำตามได้
มันใหญ่มหึมาเลยละท่าน
ถ้า Furtwängler คือตำนาน ….. Karajan คือจักรพรรดิ
เขาเปลี่ยนวงให้เป็นเครื่องจักรผลิตเสียงระดับโลกแบบ production quality สูงสุดในโลก
อัดแผ่นเยอะ รางวัลแยะ เวิลด์ทัวร์กระจาย สาวกกระจุย ก่อนยุคอินเตอร์เน็ตหลายสิบปี
จุดเด่นยุค Karajan
เสียงจะ “กลม ใหญ่ มืด อิ่ม” เหมือนความหนักแน่นของชาวเยอรมัน ทุกเครื่องจะโทนดาร์คหมด ไม่ว่าจะทรัมเปต ทรอมโบน ฮอร์น บาสซูน คลาริเนท โอโบ
เสียงวงจะไม่หวานเจี๊ยบเหมือนเบอร์ลินยุคก่อน หรือ คู่เปรียบหลักอย่าง Vienna Philharmonic
และแน่นอนคนละขั้วแบบฝั่งอเมริกัน อันนั้น #มันช่างจ้าซะเหลือเกิน (วงอเมริกันยุคเก่าๆนี่แหลมบาดหูมาก)
กลายเป็นวงที่ขายดีที่สุดในโลก เพราะ DG อุ้มเต็มที่ แถมยังมี EMI อีก (DG ที่ไม่ใช่ Dolce Gabbana แต่เป็น Deutsche Grammophon)
ยุคนี้ Karajan คุมสไตล์ทุกอย่าง: เพลง, การซ้อม, เสียง, มุมกล้อง, โลโก้, การตลาด, การพิมพ์ปกแผ่น เรียกว่า เผด็จการนำวงได้เลย (ก็แกนาซีเก่านี่เนาะ)
เขาเป็นเหตุผลให้ Berliner Philharmoniker กลายเป็นบิ๊กแบรนด์ระดับ Louis Vuitton ของวงออร์เคสตรา
https://www.youtube.com/watch?v=Lu3T0f-H3JI&list=RDLu3T0f-H3JI&start_radio=1
—-----
Claudio Abbado (1989–2002) เข้าสู่ยุค Modern
Abbado ทำให้วง “เบา โฟกัส ใส โปร่ง”
เหมือนเอาแสงแดดเข้า The Philharmonie Hall ที่เคยปิดทึบมาหลายสิบปี กลายเป็นโปร่ง โล่งสบาย แต่ยังคงความขลังแบบยักษ์ใหญ่เยอรมัน
เขาเริ่มดึงมือดีจากวงอื่น ๆ เข้ามา รวมถึงการคัดนักดนตรีรุ่นใหม่ที่ตอนนี้กลายเป็นตำนานของโลก เช่น Albrecht Mayer (oboe), Emmanuel Pahud (flute), Stefan Dohr (horn)
“ซาวด์เบอร์ลินแบบสว่างแต่ยังมีความเข้มในฐานเสียง” เริ่มเกิดขึ้นในยุคนี้ ไม่ได้ดาร์คใหญ่บะลั่กอีกต่อไป
เขาไม่ได้ปกครองแบบกษัตริย์ แต่ปกครองแบบ “เพื่อนร่วมอุดมการณ์ศิลปะ”
หลายคนบอกว่า นี่คือยุคที่วงได้หัวใจกลับมาหลังความเคร่งเครียดมาหลายสิบปี
https://www.youtube.com/watch?v=up0t2ZDfX7E&list=RDup0t2ZDfX7E&start_radio=1
—-----
Simon Rattle (2002–2018) ยุค Digital age
Simon Rattle เอง หลังจากปั้น City of Birmingham จนดัง ก็ได้ย้ายมาอยู่บ้านใหญ่ขึ้นอย่าง BPO
เขาคือผู้สร้าง “Digital Concert Hall” เขาเปลี่ยนวงให้ขึ้นไปอยู่บนอินเทอร์เน็ตก่อนใคร แถมหัวธุรกิจ จะดูต้องจ่ายตังนะจ้ะ ไม่ให้ดูฟรีอีกต่อไป
ยุคนี้วงมีเสียงแบบ modern transparency คือเห็นทุกไลน์ ทุกจังหวะ ทุกชั้น ทุกแผนก
เสียงมีความโปร่ง sound มีความออกสากลมากขึ้น ไม่เยอรมันจ๋าแบบแต่ก่อน
**** เอาจริงๆ เดี๋ยวนี้ Sound วงค่อนข้างแยกยาก เหมือนๆกันไปหมด เพราะโลกมันแคบลง การแลกเปลี่ยนความรู้ สไตล์ เชื้อชาติ ทำให้แต่ละวงไม่แตกต่างกันมากแบบแต่ก่อน สมัยก่อนฟังปุ้บรู้เลยว่า นี่เยอรมัน นี่อเมริกัน นี่รัสเซีย สมัยนนี้นักดนตรีมาจากทั่วโลก มัน blend รวมกันไปพอสมควร****
แถมรับงานยุ่บยั่บ ทั้งอัดเสียง, backup, Soundtrack ยังรับเล้ย เรียกว่ารับงานรัวๆยังกะ London Symphony ที่ขึ้นชื่อเรื่องมือปืนรับจ้างอัดเสียง
Rattle เคยบอกนักดนตรีในวงว่า
“ถ้าพวกคุณยังเล่นแบบ Karajan อยู่ เราจะไม่มีอนาคต”
พูดแบบนี้ในวงที่เทิดทูน Karajan นี่โคตรเอา 55555
https://www.youtube.com/watch?v=6F8qv0JBWkE
—-----
ปัจจุบัน – Kirill Petrenko (2019– )
Petrenko เป็นสาย “technical precision + emotional nuclear”
ไม่ต้องมาดดาราแบบ Karajan ไม่ PR ไม่สำให้สื่อง่ายๆ ไม่ทำตัวเด่น
เหมือนนักฆ่ารัสเซียที่มาเงียบๆจากมุมมืด ไม่พูดไม่จา รอจังหวะกระซวกเน้นๆ
เขาเน้นความแหลมคมเฉียบแบบเลเซอร์ในรายละเอียด …. ที่สำคัญ ชำนาญเพลงโอเปร่าซะด้วย
เป็น Modern Russian ที่ไม่หยาบ ไม่โหด แต่ละเอียด เข้ม ชัด ซึ่งวงตอนนี้โคตรเข้าฟอร์ม
https://www.youtube.com/watch?v=ulCn9LokbTY&list=RDulCn9LokbTY&start_radio=1
—-----
เรื่องลับๆของวง
1) Berlin sound มีสูตรลับหลังคอนเสิร์ต
หลังซ้อม นักดนตรีรุ่นใหญ่จะมี “ห้องลับ” ไว้เข้าไปติวกันเรื่องสีเสียง
เขาเรียกกันเล่นๆว่า Klub der dunklen Töne (“ชมรมเสียงดำ”)
คือพื้นที่ที่เขาปรับซาวด์ให้เป็น โทนเข้มแบบเบอร์ลิน
2) Horn section ของ BPO ขึ้นชื่อระดับโลกมายาวนาน
และมีระบบ mentor–successor ที่สืบสายมาตั้งแต่ยุคเก่า
คนในวงเล่าว่า
“ถ้าฮอร์นไม่โอเค ยังไงวงก็ไม่ใช่ Berlin Philharmonic”
ตั้งแต่ยุค Gerd Seifert มาจน Stefan Dohr ทำให้ Horn section BPO แทบจะ “ไร้เทียมทาน”
ล่าสุดเห็นว่า เป็นคนจีนแล้วนะ!
3) วงยอมรับว่า 20 ปีแรกหลังสงครามจบ วงแม่งไม่มีคอนเสิร์ตฮอลล์ของตัวเอง
ชีวิตก็ลำบากเหมือนวงโนเนม
เล่นเร่ ๆ ตามโรงละคร/ลานกิจกรรม อัดเสียงก็อัดในโบสถ์ อัดคลิปก็ในห้องส่ง
จนกระทั่ง Philharmonie ถูกสร้างในปี 1963 โดย Karajan เป็นผู้ผลักดัน นั่นแหละ ถึงจะมีบ้านเป็นของตัวเองซะที
แถมล้ำจัด เวทีอยู่กลาง คนดูล้อมรอบ คิดดูว่า 60 กว่าปีที่แล้วสร้างได้ขนาดนี้
4) วงเคยมีความเชื่อ “เล่น Brahms = บททดสอบศักดิ์ศรี”
ผู้กำกับยุคเก่าบอกว่า
“ถ้าเล่น Brahms ไม่เป็น ก็ไม่ต้องเล่นอย่างอื่นแล้ว”
ในวงพูดกันว่า Brahms คือ “constitution” ของ BPO
5) Audition แทนที่จะให้เล่น Paganini ที่โหดสัส แต่ให้เล่น “Mozart” แทน
เพราะเชื่อว่า Paganini คือ กล้าม ที่ใครฝึกหนักก็ทำได้
แต่ Mozart คือ จิต ที่สอนกันไม่ได้
แต่ขอโทษ…เล่น Mozart ยังไงก็ออกมาฟังดู “ดุ” แบบเยอรมันอยู่ดี ต่างกับเพื่อนบ้านออสเตรีย ขานั้นเอาซะหวานเจี๊ยบบบบ อิอิ
—-----
สรุป
Berliner Philharmoniker คือวงที่
เกิดจากการกบฏ
เติบโตด้วยตำนาน
รุ่งเรืองด้วยจักรพรรดิ
พัฒนาโดยนักฝัน
และกำลังพุ่งไปอนาคตด้วยคุณชายละเมียดชื่อ Petrenko
วงนี้ไม่ใช่แค่วงออร์เคสตรา แต่เป็น “จักรวรรดิแห่งเสียงเพลงนับร้อยปี”
แอดเคยมีโอกาสได้ฟังสองครั้ง ครั้งแรกกับ Sir Simon Rattle ครั้งที่สองกับ Gustavo Dudamel ที่ไทย
ใครหาโอกาสฟังสดได้ ไปฟังเถอะ …. วงนี้คือที่สุดของโลกแล้ว
***เพิ่มเติม
ตอนแวะมาทัวร์เมืองไทย
https://www.facebook.com/share/v/14QW2bz7JRS
อันนี้ตอนซ้อม อำแรงอยู่นะ 🤣
https://www.facebook.com/share/v/175EjmvFjb
--------
ติดตามงานเขียนของแอดได้อีกเพจ
Sumran vintage เกี่ยวกับกระเป๋าหนัง และ ขายกระเป๋ามือสองครับ