Cloud9 Learning Center

Cloud9 Learning Center

แชร์

Cloud9 Learning Center : First journey to success, sky is the limit!

24/09/2024

👦🏻🧒🏻 การเล่นอิสระสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ทั้งร่างกาย จิตใจ เพราะเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ ได้เรียนรู้และเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ ซึ่งทักษะนี้จะถูกนำไปเชื่อมโยงใช้ในชีวิตด้านอื่นๆ ค่ะ
🧩โรงเรียนของเรามีพื้นที่ให้เด็กๆ ได้เล่นอย่างอิสระ ในช่วงเวลาพักเบรค, ระหว่างรอคลาสเรียน หรือแม้กระทั่งรอผู้ปกครองมารับ เพราะเรารู้ว่า ทุกช่วงเวลาของเด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้ และพวกเขาจะเรียนรู้ได้ดี เมื่อเด็กๆ มีความสุขค่ะ 😊
👨‍👩‍👧‍👦 ลองหาเวลาปล่อยให้เด็ก ๆ เล่นอย่างอิสระกันดูนะคะ หรืออาจไปร่วมเล่นกับเด็กๆ ดูก็น่าสนใจ แล้วเราจะพบว่า การเล่นอิสระนั้นมีประโยชน์ทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงอาจเป็นช่วงเวลาแห่งความทรงจำที่มีค่าของครอบครัวเลยก็ได้ค่ะ 💕

สำหรับเด็ก
ไม่ว่า จะปิดเทอม หรือ เปิดเทอม
เด็กๆ ก็อยากจะรู้สึกว่า ทุกวันเป็นวันเด็ก

และนี่คือประโยชน์ของการปล่อยให้เด็กเล่นอิสระ
มาช่วยกันติดแฮชแท็ก #ฉันจะทำทุกวันให้เป็นวันเด็ก
และปล่อยให้เด็กได้เล่นอิสระ อย่างน้อยวันละ 30 นาที ทุกวัน กันเถอะ

#ปิดเทอมสร้างสรรค์ #เล่นอิสระ #สสส
#สำนัก4


สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) : ThaiHealth
ปิดเทอมสร้างสรรค์
พื้นที่เรียนรู้เพื่อความสุขของเด็ก-Learning Space
Let’s play more เล่นเปลี่ยนโลก


อยากรู้ว่าเล่นอิสระ คืออะไร ดียังไง
อ่านเพิ่มเติมได้ในช่องแสดงความเห็น

08/08/2024

🎉🎉🎉 ขอแสดงความยินดีกับน้องเทนนิส 🥇เหรียญทองเทควันโดหญิง🥇🥋โอลิมปิก ปารีส 2024 ด้วยนะคะ

💐 น้องเทนนิสไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทย 🇹🇭 แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจและตัวอย่างดีๆ ให้เด็กๆ ในเรื่องของความพยายาม อดทน มุ่งมั่นเพื่อเป้าหมาย รวมถึงเรื่องความกตัญญูด้วยค่ะ 💕

ความเก่ง ความดี และความพยายามอย่างถูกวิธี จะเป็นหนทางสู่ความสำเร็จได้ ขอเพียงแต่ไม่หยุดพยายาม และรักษาความดีและมิตรภาพระหว่างทางไว้นะคะ

คุณครูขอให้เด็กๆ มองตัวอย่างดีๆ เช่นนี้ไว้ เพื่อสร้างกำลังใจ เป็นแบบอย่าง เติบโต และสร้างความสำเร็จในแบบฉบับของตัวเองค่ะ

#สิ่งสำคัญกว่ากำลังใจ

ในที่สุด ‘น้องเทนนิส’ ก็คว้าเหรียญทองสมัยที่ 2 ของตัวเองได้สำเร็จ ในการแข่งขันเทควันโดหญิงรุ่นน้ำหนัก 49 กก.

เราคงเห็นภาพในการเฉลิมฉลองเหรียญรางวัลไปแล้ว แต่เบื้องหลังของชัยชนะครั้งนี้มีความน่าประทับใจที่อยู่เบื้องหลัง

มีจังหวะในรอบก่อนหน้าการแข่งขันรอบชิงฯ ที่น้องเทนนิสให้สัญญาณกับ ‘โค้ชเช‘ ว่าเธอเตะถูกคู่แข่ง เมื่อโค้ชเชขอชาเลนจ์ ทำให้ได้คะแนนเพิ่มขึ้น

มันเป็นความเชื่อมั่นและเชื่อใจระหว่างน้องเทนนิสกับโค้ชเช กลายเป็นการประสานงานกันอย่างดี จนนำไปสู่การประสบความสำเร็จ

หมอคิดว่าการทำให้เด็กๆ ที่เราดูแลมีความหวังและกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ความเชื่อมั่นและเชื่อใจในกันและกัน

ผู้ใหญ่เชื่อมั่นว่าเด็กจะทำได้
เด็กเชื่อใจว่าผู้ใหญ่จะเป็นเซฟโซนของเขาเสมอ

ตรงนั้นเองที่จะทำให้เรากลายเป็นทีมที่จะร่วมกันฝ่าฟันไปในชีวิตข้างหน้าที่มีทั้งกลีบกุหลาบและขวากหนาม

กระทั่งในที่สุดที่เด็กๆ ของเราจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองได้ และมีความหวังกำลังใจด้วยตัวเอง

ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จที่ผ่านมาและวันนี้ของน้องเทนนิส โค้ชเช และทีมงานทุกๆ คน และขอบคุณที่มอบความสุขให้กับคนไทย

#หมอมินบานเย็น

Photos from Pingu's English School, Phuket's post 08/08/2024
19/05/2023

อีกหนึ่งคำแนะนำ ในการเลือกโรงเรียนแห่งแรกให้ลูกค่ะ 😊💕👧🏻👦🏻

#เมื่อครั้งหมอเลือกโรงเรียนอนุบาลให้ลูก

แชร์ประสบการณ์
(เป็นบทความที่ไม่ได้อิงหลักวิชาการ เอาแค่วิชาความเป็นพ่อแม่)

หมอเชื่อว่าพ่อแม่ ต้องการให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุด
แต่ ชีวิต บางครั้ง และบางเรื่อง
ไม่มีทาง...ให้เราเลือกมากนัก
หมอเป็นเด็กต่างจังหวัดที่ต้องมาใช้ชีวิตในเขตกรุงเทพและปริมณฑลมากว่า 10 ปีแล้ว
(บ้านกรุงเทพ ทำงาน นนทบุรี)
หมอเข้าใจดี....ว่า มันมีปัจจัยอะไรมากมายในการเลือกโรงเรียนให้ลูก

เราได้เห็นข่าว
เรื่องของ ความรุนแรงในโรงเรียน มามากแล้ว
ไม่ต้องไปกล่าวถึงเหตุการณ์นั้นให้สะเทือนใจอีก

มีเพื่อนของหมอ หลายคน
ที่ลูกต้องเข้าเรียนอนุบาลในเวลาอันใกล้นี้
เมื่อเห็นภาพข่าว ถึงกับจิตตก...ปรึกษาว่า
เมื่อต้องเลือกโรงเรียนให้ลูก
ต้องดูอะไร เลือกอย่างไร

หมอเอาคำตอบที่ให้คำแนะนำเพื่อน มาแชร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่หมอปฏิบัติจริง
แบ่งเป็น 2 ส่วน
● ส่วนแรก คือคำถามที่เราต้องตอบตัวเอง
● ส่วนที่ 2 คือ เทคนิคการสังเกต ที่หมอดูโรงเรียน

°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°
👉 Part 1 ตัวเรา

มีสิ่งสำคัญที่เราต้องรู้ก่อน

1.โรงเรียนที่สำคัญที่สุด ที่เราต้องเลือกให้ลูก
คือโรงเรียนอนุบาล (วันนี้เขียนแต่อนุบาลเท่านั้น)
เพราะเด็กวัยนี้ เป็นวัยที่ยังสร้างตัวตน จากต้นแบบ ก็คือคนใกล้ชิด
ไม่ว่าจะด้วยเหตุอันใดก็แล้วแต่
หากจำเป็นต้องส่งลูกไปอนุบาล
นั่นแปลว่า....ลูกต้องมี บ้านหลังที่สอง ที่ไม่มีเรา ประมาณวันละ 8 ชั่วโมง
เลือกให้ดีที่สุด ในบริบทที่เราทำได้

2. การเลือกโรงเรียน คือ ความเห็นพ่อแม่ แทบ 100%
เพราะฉะนั้น #อยากได้อะไรจากโรงเรียน
ตอบตัวเองให้ได้ก่อน

• อยากให้ลูกเล่นอย่างเดียวเลย

หรือ

• อยากให้เรียนเขียนอ่าน เตรียมความพร้อมวิชาการ

(ไม่วิจารณ์ เรื่องถูกผิดนะคะ เพราะแต่ละคนย่อมมีเหตุผลของตัวเอง)

หมอคิดว่า ยุคนี้ก็ไม่ยาก เราจะได้ข้อมูลจากพ่อแม่ที่เล่าในสื่อออนไลน์ส่วนหนึ่ง
(เชื่อได้ประมาณหนึ่ง เพราะข้อมูลส่วนใหญ่เป็นความคิดเห็น ขึ้นกับว่าเค้าต้องการมาเขียน เพราะเค้าเจอเหตุการณ์อะไรมา ชมก็ชมไปเลย แต่ถ้าเจอเรื่องลบๆก็จะแย่ไปเลย พ่อแม่กลางๆมักไม่ออกมาเขียน)
ส่วนหนึ่ง คือ ถ้าเรามีคนรู้จัก มีลูกเรียนอยู่ที่โรงเรียนนั้นๆ เราก็จะได้คำตอบ ที่ตรงกับสิ่งที่เราอยากรู้มากกว่า

#จริตของพ่อแม่ที่พ้องกับจริตของโรงเรียน
ถึงจะทำให้ความสัมพันธ์ ความไว้เนื้อเชื่อใจของพ่อแม่กับครูและโรงเรียนไปได้ด้วยดี

เช่น กรณีของลูกสาวหมอ
หมอเลือกโรงเรียนอนุบาล เพราะเราอยากให้ลูกไปเล่น ในสถานที่ปลอดภัยมีผู้ใหญ่ใจดี
ซึ่งหมอพอใจมาก ในขณะที่มีบางคน เตือนหมอว่า ลูกเรียนโรงเรียนนี้ อนุบาล 2 ยังไม่รู้จัก ก-ฮ เลย
เค้าเคยให้ลูกเรียน แล้วทนไม่ไหว เหมือนไม่สอนอะไร ต้องลาออก...ที่เล่าให้ฟัง คือ จะเห็นว่า ถ้าจริตของผู้ปกครอง ไม่พ้องกับนโยบายโรงเรียน ยากที่จะเข้าใจกัน

3.กางแผนที่
ยุคนี้คงไม่ยาก เทคโนโลยีช่วยเราได้
ลองจำลองเหตุการณ์ ตอนเช้าก่อนออกไปทำงาน ถ้าเราต้องไปส่งลูกไปรร.ที่เราอยากให้ไปเรียน
ใช้เวลาเดินทางนานเท่าไหร่ life style ของเราต้องปรับเปลี่ยนมากน้อยแค่ไหน
ไหวมั้ย??

4. ค่าเทอม
เมื่อได้ #รายชื่อของโรงเรียนที่ตรงกับความต้องการของเรา และ
การเดินทางที่เราคิดว่า life style ของเราปรับให้เข้ากับการเดินทางไปรับ ส่งลูก เช้า เย็นได้
ลองสำรวจ งบประมาณของเรา ซึ่งต้องตอบตัวเองอย่างจริงใจ ว่าเราไหวแค่ไหน

°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°°
Part 2 ต้องไปดูให้เห็นกับตา

เสร็จ 4 ขั้นตอนนี้ เราจะได้รายชื่อ โรงเรียน ที่เรา #จะต้องไปสำรวจด้วยตาตัวเอง

ซึ่งขั้นตอนการเข้าไปชมโรงเรียน ก็จะเป็นนโยบายของแต่ละโรงเรียน ว่าจะให้เราเข้าไปได้ตอนไหน
บางโรงเรียน มีจัด open house เป็นเรื่องเป็นราว
บางโรงเรียน อาจนัดวันเวลา และสามารถไปได้เลย

*** ถ้าได้ไปดูในวันที่ไม่ต้องมี open house จะดีมาก (ไม่แน่ใจก็ไป 2 รอบเลยก็ได้ open house และวันที่ไม่ใช่)
โรงเรียนที่เค้าเข้าใจ...เค้าจะรู้ว่า การที่พ่อแม่ ไว้วางใจ ส่งลูกเล็ก ไปให้เค้าดูแล เป็นเรื่องใหญ่มาก
ดังนั้น โรงเรียนดีๆ เราจะสัมผัสได้ถึงความจริงใจ ยินดี เชื้อเชิญ และอยากให้พ่อแม่มามีส่วนร่วมอยู่แล้ว **
======
ตอนไปดูโรงเรียนแล้วเราดูอะไร
หมอเรียงลำดับความสำคัญ ในความคิดของหมอเองนะคะ
👉1. #ดูความคิดผู้บริหาร แน่นอน โรงเรียนที่มีขนาดใหญ่ ผู้บริหารคงไม่สามารถออกมาต้อนรับคุณพ่อคุณแม่ที่ไปเยี่ยมชมโรงเรียนได้ทุกครั้ง
แต่ คนที่พาเราไปดูโรงเรียน
เค้าเสมือนตัวแทนของผู้บริหาร
หมอเชื่อเรื่อง แรงดึงดึงระหว่างมนุษย์เสมอ
ผู้บริหาร ให้ความสำคัญกับคุณสมบัติใดของผู้ทำงาน
เค้าจะเลือกคนที่มีคุณสมบัตินั้น...และคนคล้ายกัน อยู่ใกล้ชิดกัน
ก็จะกลายเป็นเบ้าหลอมของกันและกันอีกทีหนึ่ง

ดังนั้น คนที่มาพูดคุยกับเรา...เค้าคือตัวแทน
หมอเล่าเหตุการณ์ของตัวเองสักเล็กน้อย หมอเคยไปเยี่ยมโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมากๆ โรงเรียนหนึ่ง
คนที่พาเราเดินชมโรงเรียน ไม่ใช่ผู้บริหาร แต่เป็นตัวแทน ซึ่งคงทำหน้าที่นี้ ทุกวัน

เราบอกว่าลูกเราจะมาเข้าอนุบาล
คุณคนนั้น ก็คงพูดเหมือนกันเป็น pattern ว่าโรงเรียนยิ่งใหญ่ยังไง
มีชื่อเสียงมากแค่ไหน
คนดังส่งลูกเข้ามาเรียนมากน้อยแค่ไหน
ระหว่างการพูดคุย สังเกตว่าเค้า
ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับลูกของเรามากเท่าไหร่
พาเดินชม ห้องหรูหรา อุปกรณ์ทดลงวิทยาศาสตร์ (ซึ่งอนุบาลไม่มีวันจะได้ใช้)
จนกระทั่ง เดินไปถึงสนามเด็กเล่นในร่ม
ลูกสาวซึ่งตอนนั้นอายุเพียง 3 ขวบ
ก็อยากไปเล่นตามประสาเด็ก
คุณคนนั้น หันมาและพูดว่า
“ถ้าอยากเล่น ก็ต้องมาเรียนที่นี่นะคะ”
และพาเราเดินผ่านอย่างรวดเร็ว....หมอตัดโรงเรียนนี้ออกอย่างไม่ลังเล

คนที่ไม่เข้าใจธรรมชาติของเด็ก
ไม่สามารถสร้างโรงเรียนที่เด็กจะมีความสุขได้
ไม่ใช่โรงเรียนไม่ดีนะคะ....
แต่อาจจะไม่ดีสำหรับชั้นเด็กเล็ก

👉2. ดูครู
หมอให้ความสำคัญกับครูเป็นอันดับ 1
แต่ที่ต้องเขียนถึงผู้บริหารก่อน ก็เพราะ
ครูดีแค่ไหน ถ้าถูกบีบ ก็จะทนไม่ไหว
ลาออกกันได้ง่ายๆ
สมมติเราชอบคุณครูตอนไปดูโรงเรียนมากเลย
(วันที่เราไปดูโรงเรียนเราอาจจะถูกชะตากับคุณครู) แต่อย่างที่บอก แรงดึงดูดของมนุษย์ที่คิดเห็นตรงกัน •มีอยู่จริง•
ครูคนนั้น อาจจะลาออกในไม่ช้า
หากสถานที่นั้น ไม่ใช่สำหรับเค้า
ดังนั้น ดูนโยบายผู้บริหารก่อน....เป็นตัวแทนของทั้งโรงเรียน
ค่อยมาเจาะลึกเรื่องคุณครู

ปัจจัยที่หมอดูคุณครู
❤ครูที่เด็กรัก จะถูกล้อมหน้า ล้อมหลังด้วยเด็กๆตลอดเวลา
❤ดูแววตา ตอนที่เค้าพูดกับเด็ก
❤ครูดี ไม่ใช่ต้องยิ้มหัวเราะ น้ำเสียงมีเมตตาตลอดเวลา...นั่นก็ดู fake ไป ดูว่าเมื่อมีเด็กที่หลุดกลุ่ม เทคนิคของการเข้าหาเด็กเพื่อให้ กิจกรรมของห้องไปต่อได้ ครูทำอย่างไร (เขียนเหมือนต้อง observe นาน แต่จริงๆ ในชั้นอนุบาล เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ ทุกๆ 5 วินาที จะอ่านนิทาน คนนั้นวิ่ง คนนี้เดินมาดึงหนังสือใหนมือคุณครู....ดูว่าเค้าตอบสนองเด็กๆอย่างไร)
❤สังเกตว่า เมื่อเค้าเห็นเรา ท่าทีเค้าเป็นอย่างไร (หมอคิดว่าพวกเรามี sense กันพอสมควร)
❤mom figure เหมือนคุณแม่ อบอุ่น

👉3.ดูสนามเด็กเล่น
เป็นเรื่องที่หมอให้ความสำคัญมาก เพราะอย่างที่บอก จริตของเราคือ ส่งลูกไปเล่นในสถานที่ปลอดภัย และมีผู้ใหญ่ใจดี
หมอเล่าประสบการณ์ที่ไปดูโรงเรียนมาให้ฟังนะคะว่าหมอเจอ weak point อะไร จุดสังเกตอะไร

👉สนามเด็กเล่น มีพื้นที่มากพอกับจำนวนนักเรียนมั้ย ถ้าไม่กว้างพอ โรงเรียนจัดการอย่างไร เช่นให้สลับเวลากัน ถ้าในโรงเรียนมีมากกว่าชั้นอนุบาล....มีสนามเด็กเล่นสำหรับอนุบาลโดยเฉพาะหรือไม่
ลองนึก เด็กอนุบาล 1 กับพี่ประถม 1-2 เล่นรวมกัน... ถ้าต้องมาเล่นรวมกัน...คงนึกภาพออก
ถ้าโรงเรียน ไม่ชัดเจนเรื่องการใช้สนามเด็กเล่น และดูว่าเค้าไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร...หมอตัดออก

👉ดูเครื่องเล่น ว่ามีความปลอดภัยมั้ย
บริเวณที่เด็กวิ่งเล่น ถ้าดีที่สุด
คือพื้นสนามหญ้า หรือพื้นดินธรรมชาติ
แต่เข้าใจว่าเด็กมาเหยียบทุกวัน
การดูแลสนามธรรมชาติทำได้ยาก โรงเรียนก็จะนิยม ปูพื้นไปเลย
• ถ้าเป็นพื้นยางสำหรับสนามเด็กเล่น...[ผ่าน]
• ถ้าเป็นพื้นปูน แบบที่เด็กวิ่งแล้วไม่ลื่น...ยังพอ OK (ถ้าปัจจัยอื่นดีหมด)
• เป็นพื้นชนิดอื่น....เคยเจอ slide ลงมาเจอพื้นกระเบื้อง...แบบนี้แปลว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับสนามเด็กเล่น ซึ่งเป็นสถานปฏิบัติการเรียนรู้ในวัยอนุบาลอย่างแท้จริ....หมอตัดออก

👉การยึดของเล่นได้มาตรฐานหรือไม่
ถ้าเจอของเล่นสนามที่ไม่ยึดกับพื้น แปลว่าเค้าไม่ได้เห็นความปลอดภัยของเด็กเป็นที่ 1....หมอตัดออก

👉จุดสังเกตว่าเด็กได้เล่นจริงหรือไม่
ถ้าเด็กได้ใช้สนามเด็กเล่น หรือพื้นที่ในโรงเรียนจริงๆ....มันจะไม่ ดูดี เว่อร์ๆ
• ถ้ามี slide เด็กเล่นตลอดเวลา ถ้าตั้งอยู่บนพื้นหญ้าพื้นดิน....ตรงที่เด็กๆ slide ลงมา พื้นจะเป็นหลุม หรือต่อให้เป็นพื้นยาง บริเวนนั้น ก็จะไม่เนี๊ยบ
มีรอยบุ๋ม ลายลอก etc. แปลว่าเด็กเล่นจริง

• ชิงช้า เมื่อเด็กไกวเองได้ เค้าจะเอาเท้าถีบ เพื่อให้ตัวเองแกว่งแรงๆ พื้นตรงนั้นก็จะเป็นรอย ถ้าเนี๊ยบมาก หญ้าขึ้นเต็ม ให้คิดว่ามีชิงช้า เอาไว้โชว์ แต่เด็กไม่เคยได้เล่น

• บาร์ห้อยโหน...ไม่ต้องกังวล โรงเรียนไหนมี ต้องเคยมีคดี เด็กแขนหัก
แต่นั่นแปลว่า ของเล่นได้ใช้จริงๆ....การเล่นมาพร้อมความเสี่ยง ลองดูทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องนี้
(หมอเป็นแม่สายโหดนะคะ หมอคิดว่าอุบัติเหตในการเล่น เกิดขึ้นได้ แต่ต้องไม่ใช่การตั้งใจทำร้ายกัน)

👉4.ดูความยืดหยุ่น และแนวทางการแก้ปัญหาของโรงเรียน
แน่นอน ปัญหาของพ่อแม่ เกิดขึ้นทุกวัน
หมอเจอบ่อย กรณีไปรับลูกได้สายกว่าที่ควรเป็น เพราะงานของเรา
โรงเรียนเจอเด็กปีละหลายคน และแน่นอน มาพร้อมกับพ่อแม่หลากหลายนิสัย
หลากหลายอาชีพ ความเชื่อ บุคลิก
หมอจะสมมติ เหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แล้วถาม ดูว่าคำตอบเป็นอย่างไร (ชอบคำตอบแบบไหนนั่นคงแล้วแต่เรา อันนี้ชี้นำไม่ได้)

👉5.การสื่อสารระหว่างครูกับโรงเรียน และการยอมให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วม
เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก
ถ้าโรงเรียน มองลูกของเรา เหมือนลูกหลานจริงๆ
ข้อมูลจากเรา ต้องเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเค้าเสมอ เพราะถ้าเราอยากให้เด็กคนหนึ่งมีความสุข
คนที่รู้ใจลูกมากที่สุด ต้องเป็นพ่อแม่
ด้วยเหตุผลที่ว่า #ปรารถนาดีกับเด็กอย่างจริงใจ เราจะรับรู้เลยว่าครูไม่รู้สึกรำคาญ
เมื่อเราอยากรู้ข้อมูล หรือ เราอยากได้ข้อมูลอะไรบางอย่าง
กรณีของลูกสาวหมอ ช่วงที่เธอเข้าอนุบาลใหม่ๆ
คุณครูเล่าว่า เค้ามีปัญหาตอนนอนกลางวัน
แต่ครูรู้วิธีแก้แล้วคือ
คุณครูต้องเข้านอนพร้อมลูกสาวหมอ รอจนเธอหลับสนิท จึงจะลุกไปทำอย่างอื่น
และกะเวลาว่าเธอจะตื่น แล้วก็จะแอบไปนั่งข้างๆ เพื่อให้ตื่นมาแล้วเห็นครู
พอเราได้ฟังแบบนั้น เราก็รู้ว่าคุณครูใส่ใจลูกเราจริงๆ
(เพราะเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ที่บ้านต้องทำ ตอนนอนกลางวันที่บ้าน คืออยู่ข้างๆ)
เราอาจจะต้องถาม รูปแบบการสื่อสาร
***แต่ต้องตั้งอยู่บน พื้นฐานของการให้เกียรติ และเคารพความเป็นส่วนตัวของคุณครู**
โรงเรียนอนุบาลของลูกสาวหมอ ใช้การเขียนบันทึกประจำสัปดาห์
(ด้วยเหตุผลที่พ่อแม่ไม่ได้ลงไปพูดคุยกับคุณครูมากนักเพราะเรื่องขาดแคลนที่จอดรถ)
ซึ่งหมออ่านและตอบอย่างใส่ใจทุกครั้ง

ที่เล่ามาทั้งหมด
หวังว่าจะเป็นประโยชน์ สำหรับคนที่มีทางเลือก

แต่ก็มีบางครอบครัว ไม่ได้มีทางให้เลือกขนาดนั้น
หมอเข้าใจค่ะ ตัวหมอเองตอนอนุบาล เป็นเด็กในอำเภอเล็กๆ จ.นครศรีธรรมราช
เราก็เรียนโรงเรียนอนุบาลรัฐบาลใกล้บ้าน ก็คือไม่ต้องเลือก
และหมอเชื่อว่า สิ่งนี้ก็เป็นทางเลือกหลักของคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้
ถ้าจะไปแตะเรื่องความเหลื่อมล้ำ เดี๋ยวจะยาว
เอาเป็นว่า
ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดกับตัวเอง ถ้าเราไม่มีทางเลือก
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราเลือกให้ลูกได้เสมอ คือ เราต้องเลือกที่จะเลี้ยงดูลูกด้วยความรัก
และ #ความเข้าใจในพัฒนาการของเด็ก เมตตา และให้เกียรติลูกในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
(ความรู้ที่ถูกต้อง และฟรีมีมากมายในยุคนี้)
....เพราะคนที่สำคัญเหนือใคร คือคนในครอบครัวค่ะ

หมอแพม

23/10/2022

เมื่อผู้ใหญ่มีเรื่องทุกข์ใจหรือเจอกับปัญหา ก็จะมีหลายวิธีในการขจัดเรื่องทุกข์ใจ ตั้งแต่ขอคำปรึกษาจากคนในครอบครัวหรือเพื่อน ๆ ทำกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย หรือแม้กระทั่งพิมพ์ระบายในโซเชียลมีเดีย

แต่เด็ก ๆ ที่เพิ่งทำความรู้จักโลกนี้ได้ไม่กี่ปี พวกเขาเรียนรู้วิธีการจัดการกับอารมณ์กับปัญหาตามวัย เมื่อมีเรื่องหนักใจ หรือในวันที่เขาผ่านเรื่องแย่ ๆ เขาอาจจะไม่มีโอกาสในการโทรศัพท์หาเพื่อน ออกไปชอปปิ้ง กินอาหารที่ชอบ แต่หนึ่งในวิธีที่เขารู้จัก คือ การชวนเล่น

“เตะฟุตบอลด้วยกันได้ไหม” “ช่วยเล่นเป็นหมาป่าหน่อย” อาจเป็นประโยคที่เด็ก ๆ กำลังส่งสัญญาณบางอย่างเพื่อขอความช่วยเหลือให้เขาก้าวข้ามความรู้สึกแย่ ๆ ของวันนั้น

บางครั้งการเป็นผู้ใหญ่มานานก็ทำให้เราหลงลืมไปว่าเมื่อตอนเป็นเด็ก สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่การสั่งสอน บอกกล่าว หรือแก้ปัญหา แต่เพียงต้องการให้คนใกล้ ๆ ตัวหันมาใส่ใจ มีเวลาเล่นด้วยกันสักหน่อย เท่านั้นก็อาจเพียงพอให้วันนี้เป็นวันที่ดีขึ้นได้

การมีเวลาเล่นกับเขา ในวันที่เขาต้องการก็เป็นการให้ความสนใจที่ผู้ใหญ่ทำได้เพราะนั่นอาจเป็นความสุขและการขจัดความทุกข์ไม่กี่อย่างที่เด็ก ๆ รู้จักในช่วงวัยไม่กี่ขวบปีนั้น และการชวนให้เล่นก็คือการพยายามแก้ปัญหาในแบบของเขาแล้ว

อ้างอิง : หนังสือ Playful Parenting โดย Lawrence J. Cohen

เรื่อง : ปัญญาพร แจ่มวุฒิปรีชา
ภาพ : กรกนก สุเทศ

#ทุกพิกัดคือการเรียนรู้

21/10/2022

ให้ธรรมชาติช่วย วิจัยพบพื้นที่สีเขียวช่วยพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันเด็กได้! คาดเพราะเด็กที่เล่นในที่สีเขียว พัฒนาจุลินทรีย์ที่หลากหลายมากกว่า

พื้นที่สวนสาธารณะสำหรับเด็กเล่นเมื่อถูกเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่สีเขียวมากขึ้นหรือจนกระทั่งเป็นป่าขนาดย่อม จะสามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเด็กดีขึ้นได้ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เด็กจะสามารถพัฒนาจุลินทรีย์ที่มีความหลากหลายบนผิวหนังและในลำไส้ได้มากกว่าเด็กที่ไม่ค่อยได้ใช้เวลากลางแจ้ง

ทั่วตะวันตกอัตราการเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (autoimmune diseases) เพิ่มสูง
ขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับโรคหอบหืด โรคผิวหนังอักเสบ โรคเบาหวาน โรคลำไส้อักเสบ และโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS) ซึ่งโอกาสที่ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ดังกล่าวนั้นเกี่ยวเนื่องกับสุขอนามัยของเด็ก ๆ ที่ได้สัมผัสกับจุลินทรีย์น้อยลงกว่าในอดีต ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเจอกับความท้าทายที่น้อยกว่า จึงอาจก่อให้เกิดการทำงานผิดพลาดได้

นักวิจัยระบุว่าจากการทดลองแสดงให้เห็นว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมนอกเมืองจะสามารถปรับตัวได้ง่ายในแต่ละสภาพแวดล้อมมากกว่า

ความผิดปกติที่เกิดเพิ่มขึ้นของระบบภูมิคุ้มกันในประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองของตะวันตก เกิดจากกลไกของระบบภูมิคุ้มกันที่ล้มเหลว ซึ่งจากการศึกษานี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าหากเราปล่อยให้เด็กได้สัมผัสกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่มีความหลากหลายมากกว่า สามารถช่วยเพิ่มกลไกการควบคุมที่จำเป็นได้

ซึ่งการศึกษาได้รับความร่วมมือจากเด็ก 75 คนในสองเมืองของฟินแลนด์ ซึ่งทำให้พบความแตกต่างที่ชัดเจน โดยพบว่าเด็กที่ได้ใช้เวลาท่ามกลางสภาพแวดล้อมธรรมชาติอย่างพืชและดินวันละ 90 นาที เป็นเวลา 28 วันพบความหลากหลายของจุลินทรีย์บนผิวหนังและในลำไส้มากกว่าเด็กที่เล่นอยู่แต่ในสนามหินกรวด ซึ่งผลจากการตรวจเลือดยังแสดงให้เห็นอีกว่าการเปลี่ยนแปลงมีประโยชน์ต่อโปรตีนและเซลล์ในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน

ดังนั้นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวจึงมีความจำเป็นต่อเด็กไม่ว่าจะในเรื่องของพัฒนาการที่เคยการศึกษาก่อนหน้าได้เคยระบุไว้ รวมไปถึงเรื่องสุขภาพของเด็ก ๆ

https://www.theguardian.com/environment/2020/oct/14/greener-play-areas-boost-childrens-immune-systems-research-finds

https://advances.sciencemag.org/content/6/42/eaba2578

18/09/2022

🎋อ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ
เด็กๆ สามารถทำได้นะคะ 💞👧🏻👦🏻

▶︎ ลูกไม่สู้คน: 4 แนวทางสอนลูกป้องกันตัวเองจากการถูกรังแก

ข่าวผู้ใหญ่ใช้ความรุนแรงกับเด็ก ก็ทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกไม่สบายใจมากพออยู่แล้ว แต่หากความรุนแรงที่เกิดกับลูก มาจากเด็กหรือเพื่อนวัยเดียวกันอย่างที่เราเห็นในข่าวการทำร้ายร่างกายที่เกิดขึ้นในเด็กอนุบาล อาจยิ่งทำให้คุณพ่อคุณแม่เป็นกังวลมากขึ้น เพราะหากปล่อยให้ ลูกไม่สู้คน หรือไม่รู้จักปกป้องตัวเองเสียเลย ลูกก็อาจตกเป็นเป้าหมายของการถูกรังแกได้ง่าย

Sherri Gordon ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันการกลั่นแกล้ง ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับพฤติกรรมของวัยรุ่น ยืนยันว่า การกลั่นแกล้งเป็นปัญหาที่ผู้คนเผชิญอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในห้องเรียน ทางอินเทอร์เน็ต หรือในที่ทำงาน และสามารถสร้างผลกระทบร้ายแรงได้ โดยเฉพาะในเด็กปฐมวัยที่คุณพ่อคุณแม่เห็นว่า ลูกไม่สู้คน นั้นเป็นเพราะลูกยังไม่รู้จักการต่อสู้เพื่อปกป้องตัวเอง จึงอาจมีการเผชิญหน้ากับการถูกรังแกในโรงเรียนได้ทุกเมื่อ

ถึงอย่างนั้น คุณพ่อคุณแม่สามารถปรับทัศนคติที่มีต่อการเป็นเด็กไม่สู้คนของลูก ให้กลายเป็นความภูมิใจที่ลูกสามารถควบคุมสติอารมณ์ของตัวเองได้ แต่ในขณะเดียวกัน คุณพ่อคุณแม่อาจต้องสอนให้ลูกรู้วิธีการป้องกันตัวและตอบโต้อย่างสันติวิธี เพื่อไม่ให้ลูกกลายเป็นเหยื่อหรือโดนเพื่อนรังแกซ้ำๆ ได้

1. มาดเข้ม สยบทุกความเคลื่อนไหว

#ภาษากาย ความมั่นใจในตัวเองจะเป็นเกราะป้องกันชั้นแรก หากคุณพ่อคุณแม่สอนให้ลูกก้าวเดินได้อย่างสง่าผ่าเผย มีรอยยิ้มที่สดใส กล้าที่จะสบตา และทักทายคนอื่นด้วยท่าทีที่เป็นมิตร บุคลิกท่าทางเหล่านี้จะช่วยลดโอกาสการถูกกลั่นแกล้งได้ดี ในขณะที่เด็กที่ดูไม่มีความมั่นใจ เดินห่อไหล่ หลบสายตา และดูอ่อนแอ จะตกเป็นเป้าของการถูกแกล้งได้ง่าย

#การใช้น้ำเสียงที่หนักแน่น หากเพื่อนทำให้ลูกรู้สึกไม่ปลอดภัย มีท่าทีคุกคาม รังแก หรือทำให้บาดเจ็บ การใช้น้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจังในการปฏิเสธเพื่อน เช่น “เราไม่ชอบให้ตี” หรือ “อย่าดึงแขนคนอื่น” อาจทำให้เพื่อนรู้สึกตัวและหยุดพฤติกรรมได้ แต่เพื่อป้องกันสถานการณ์บานปลาย คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกเดินหนีไปหาเพื่อนหรือคุณครู เพื่อพาตัวเองออกมาจากอันตรายให้เร็วที่สุด

สำหรับเด็กวัยอนุบาล ทักษะทั้งสองอย่างนี้จะต้องใช้เวลาและการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่เพียงแต่ช่วยให้ลูกสามารถจัดการสถานการณ์แย่ๆ ในโรงเรียนได้แล้ว การฝึกบุคลิกภาพและการใช้น้ำเสียงที่ดียังมีประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะการเข้าสังคมต่อไปในอนาคตอีกด้วย

2. มีเพื่อน และหลีกเลี่ยงการอยู่ลำพัง

Dr. Karyn Healy นักจิตวิทยาและนักวิจัยด้านการป้องกันและจัดการกับการกลั่นแกล้งของเด็ก มหาวิทยาลัยควีนแลนด์ อธิบายว่า เด็กที่โดดเดี่ยว ไม่มีเพื่อนหรือไม่ได้อยู่ในกลุ่มเพื่อน มีความเสี่ยงที่จะถูกกลั่นแกล้งได้ง่าย โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยที่ชอบเก็บตัว และอยู่ตามลำพังในห้อง สนามเด็กเล่น หรือโรงอาหาร รวมถึงเด็กโตจะที่ชอบอยู่ตามลำพังบนรถประจำทาง หรือเดินไปเข้าห้องน้ำคนเดียว ก็มีโอกาสจะตกเป็นเป้าหมายของการรังแกได้ง่าย

เพื่อลดโอกาสที่ลูกจะถูกรังแก ด็อกเตอร์ฮีลลี่แนะนำว่า การมีเพื่อนที่ดีสักคนนั้นสำคัญมาก เพราะการมีเพื่อนจะทำให้เด็กๆ มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น รู้สึกว่ามีใครสักคนอยู่เคียงข้าง หากเกิดการถูกกลั่นแกล้ง มีโอกาสที่เพื่อนจะช่วยตอบโต้ หรือพากันหลีกเลี่ยง ก็จะช่วยให้สถานการณ์เหล่านั้นไม่บานปลาย จนนำไปสู่การทำร้ายร่างกายที่รุนแรง

ตรงกันข้าม หากมีกลุ่มเพื่อนที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว ก็มีโอกาสที่จะนำลูกไปสู่การเป็นผู้รังแกคนอื่นได้

3. เน้นหลีกเลี่ยง ไม่เน้นสู้

ผู้ปกครองชาวอเมริกันเรียกวิธีป้องกันตัวที่ปลอดภัยที่สุดนี่ว่า on flight, not fight ซึ่งหมายถึงในการต่อสู้ ไม่จำเป็นต้องต่อสู้ แต่ลูกควรเดินหนีจากเพื่อนคนนั้นให้เร็วที่สุด และรีบไปขอความช่วยเหลือจากคุณครูจะดีกว่า

คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกได้ว่าการเดินหนีไม่ใช่ความขลาดกลัว แต่คือ การแสดงความกล้าหาญที่จะพาตัวเองออกจากสถานการณ์ที่มีความรุนแรง หลีกเลี่ยงการโต้กลับทันที เพราะอาจทำให้ได้รับบาดเจ็บมากขึ้นกว่าเดิม ที่สำคัญวิธีนี้ยังสามารถนำไปใช้เมื่อเจอกับคนแปลกหน้า ที่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยได้เช่นกัน

4. เรียนรู้วิชาป้องกันตัว

แม้ว่าการสอนให้ลูกสู้คนด้วยการใช้กำลังจะเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่เด็กๆ สามารถเรียนรู้วิชาหลบหมัด หรือดิ้นให้หลุดจากการถูกล็อกตัว เพื่อปกป้องตนเองจากการถูกรังแกได้

กีฬาเทควันโดเป็นหนึ่งในวิชาป้องกันตัวเองขั้นพื้นฐานที่เด็กเล็กสามารถเรียนรู้ได้ โดยการรับรองจาก American Taekwondo Association พัฒนาจากสาขาศิลปะการต่อสู้ ให้เทควันโดเป็นวิชาทางเลือกเสริมที่จะสอนเด็กๆ เรื่องความมั่นใจ และการควบคุมตนเอง เพื่อนำไปปรับใช้ในสถานการณ์ที่ถูกรังแกได้



อ้างอิง
https://www.verywellfamily.com/how-kids-can-defend-themselves-against-bullies-460789
https://www.kidspot.com.au/parenting/primary-school/is-it-ever-ok-to-teach-your-kids-to-hit-back-when-it-comes-to-bullying/news-story/fb5543f0b18a70864cb4573e4da2a161
https://lifeeducationqld.org.au/podcasts/beating-bullying-with-dr-karyn-healy/

28/08/2022

ความมั่นใจของเด็กๆ เริ่มต้นได้จากที่บ้านนะคะ

เริ่มจากการดูแลตัวเองอย่างง่ายๆ แล้วค่อยๆ พัฒนาสู่การช่วยเหลือตัวเอง ช่วยเหลือผู้อื่น จนนำไปสู่ความมั่นใจที่จะพัฒนาต่อเป็นทักษะผู้นำค่ะ 🌷🌈

ลูกช่วยเหลือตนเองได้เพราะพ่อแม่เปิดโอกาสให้ลูกทำเอง + เมื่อลูกทำช้า, ทำผิดพลาด พ่อแม่ยอมรับ ให้เวลาลูก ไม่เร่ง, ไม่หงุดหงิด, ไม่ดุ และยังเปิดโอกาสให้ลูกแก้ตัวด้วย

ลูกชอบแก้ปัญหาต่างๆด้วยตัวเอง ไม่เอาแต่เรียกคนช่วย (เรียกเฉพาะไม่ได้จริงๆ) ก็เพราะพ่อแม่ทำตามคำแนะนำข้อข้างบน....

***ความมั่นใจของลูก มาจากประสบการณ์ตรงทั้งทำได้ดี+ทำแล้วผิดพลาด + แก้ไขด้วยตนเอง จนถึงที่สุด... ไม่ใช่ได้แต่ผลลัพธ์ที่ดี เพราะมีคนสานต่อจนสำเร็จ***

ในช่วงที่ลูกลงมือทำงาน จนบรรลุเป้าหมายที่วางไว้นั้น เขากำลังฝึกทักษะสมองEF ที่พ่อแม่ไม่ต้องลงทุนส่งเรียนที่ไหน ช่วงเวลานี้สมองลูกต้องคิดและทำเพื่อแก้ปัญหาตลอด... พ่อแม่จึงควรปล่อยให้ลูกทำเต็มที่ อย่ากลัวเลอะ, อย่ากลัวลูกลำบาก, อย่าสงสารลูก, อย่ากลัวอันตรายเกินเหตุ, อย่ากลัวช้า.... มองให้ลึกถึงระดับเซลสมองลูก เราจะได้เปิดโอกาสให้ลูกได้ทำเอง...

และหากลูกทำผิด ก็ควรดีใจนะคะ😊 เพราะถือเป็นโจทย์ยากอีกข้อ ที่จะกระตุ้นสมองลูกให้คิดมากขึ้น, ให้รู้จักคิดต่างจากวิธีเดิม เพื่อไม่ทำผิดซ้ำอีก ... ยิ่งคิดแก้ปัญหาจากข้อผิดพลาดบ่อยๆ จะยิ่งมีไหวพริบดีค่ะ

ดังนั้น หน้าที่ของพ่อแม่ก็คือ เปิดโอกาสให้ลูกทำ + ยอมรับความผิดพลาดของลูก (คือใจเย็น ให้กำลังใจ) +ให้โอกาสลูกแก้ไขตนเอง ค่อยๆสอน จนกว่าจะได้ หรือถ้าเราจะช่วย ก็ช่วยแบบจับมือทำ แบบที่จะทำให้เลย ขอเป็นตัวเลือกสุดท้าย จริงๆค่ะ

และอีกข้อที่นอกจากเปิดโอกาสแล้ว พ่อแม่ควรหางานที่ท้าทายความสามารถลูกหรือยากอีกนิด ให้ลูกทำเป็นระยะ ๆ ส่วนใหญ่ก็คืองานบ้าน ถือเป็นโจทย์เพื่อเพิ่มประสบการณ์*** (ตามที่เขียนไว้ข้างบน)... เป็นการสร้างความมั่นใจลูกให้มากขึ้น + มีไหวพริบดีขึ้น ๆ ค่ะ 🥰

ที่ทำได้วันนี้ ก็เพราะเคยทำไม่ได้หลายสิบครั้งในวันก่อน.. ปล่อยลูกนะคะ

#เลี้ยงลูกให้มั่นใจ #ทักษะสมองEF #เด็กมั่นใจ

หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก

12/08/2022

🙏💐 เนื่องในโอกาสมงคลเฉลิมพระชนพรรษา 90 พรรษา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
12 สิงหาคม 2565

สุขสันต์วันแม่ แด่คุณแม่ทุกท่านนะคะ
👧🏻👦🏻💕🤰

Photos from M.O.M's post 28/07/2022

มาช่วยกันปลูกฝัง 4 ทักษะชีวิต ที่ดีต่ออนาคตของเด็กๆ กันค่ะ 💞👦🏻👧🏻

07/07/2022

เมื่อเด็กๆ มีพลังมากล้น ผู้ใหญ่ต้องสอน ‘ทักษะการควบคุมกำกับตนเอง’ (Inhibitory control) ให้กับพวกเขา

เมริษา เพจ ตามใจนักจิตวิทยา เน้นย้ำว่า ทักษะนี้จะทำให้เด็กปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ ไม่ทำให้ตัวเองหรือผู้อื่นเดือดร้อน และสามารถกำกับตัวเองไปจนถึงเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้ ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ใหญ่นอกจากจะส่งเสริมพัฒนาเด็กในด้านต่างๆ แล้ว เราควรจะหันกลับมาให้ความสำคัญ กับการพัฒนาทักษะการควบคุมกำกับตนเองให้กับเด็กๆ ควบคู่ไปด้วย

ซึ่งการพัฒนาทักษะการควบคุมกำกับตนเองจะเกิดขึ้นได้เมื่อ...

✔️เด็กมีพื้นฐานความสัมพันธ์ภายในบ้านที่ดี เขาสามารถวางใจในสภาพแวดล้อมได้ กล่าวคือ พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูมีเวลาคุณภาพให้กับเด็ก (เล่น อ่านนิทาน ทำงานบ้าน และ การสัมผัสทางร่างกาย กอด หอม และอื่นๆ)

✔️เด็กสามารถควบคุมร่างกายของตนเองได้ เช่น เด็กสามารถวางแผนการเคลื่อนไหว ร่างกาย (ลุก ยืน เดิน นั่ง นอน) ด้วยตนเอง เด็กควบคุมการขับถ่ายได้แล้ว และเด็ก สามารถพูดสื่อสารบอกความต้องการของตนให้กับผู้อื่นได้รับรู้

หากเด็กๆ ไม่มี 2 ข้อนี้ อย่าเพิ่งคาดหวังจะพัฒนาทักษะการควบคุมกำกับตนเองในเชิง ความคิด จิตใจ และการกระทำ เพราะนั่นย่อมไม่เกิดขึ้นในเด็กที่ยังไม่สามารถวางใจในสภาพแวดล้อมและควบคุมร่างกายตนเองได้ ซึ่งโดยปกติแล้วเด็กจะเริ่มเรียนรู้พัฒนาทักษะนี้ได้ตอนประมาณ 3 ปีขึ้นไป

สุดท้าย ‘การควบคุมตนเอง’ เป็นทักษะที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งสามารถเดินไปบนหนทาง แห่งการเรียนรู้อันยาวไกล โดยไม่ยอมแพ้หรือไม่ตกเหวไปเสียก่อน อย่าเร่งเรียน เร่งทุก อย่าง แต่ลืมที่จะสอนทักษะที่สำคัญอันนี้ให้กับเด็กๆ ของเรา

อ่านบทความ https://thepotential.org/family/high-energy-children/

02/05/2022

‘การเล่น’ และ บันได 7 ขั้นสู่ศตวรรษที่ 21

บันได 7 ขั้นสู่ศตวรรษที่ 21 คืออะไร?

บันได 7 ขั้นสู่ศตวรรษที่ 21 คือแนววคิดของ นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ที่กล่าวว่าการเลี้ยงลูกให้มี Executive Function หรือ EF นั้น เด็กควรที่จะได้รับการดูแลจากคุณพ่อคุณแม่ตามบันได 7 ขั้น ซึ่งหากสามารถทำตามขั้นบันไดในแต่ละขั้นให้สมบูรณ์ เด็กย่อมมี โอกาสประสบความสําเร็จในชีวิตได้มากกว่า

หลักการของ EF คือการที่เด็กรู้จักกำหนดเป้าหมาย วางแผน และลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อโลกในศตวรรษที่ 21 ที่ทุกอย่างซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เด็กที่สามารถปรับตัว มีความยั้งคิด ยืดหยุ่น และมุ่งมั่นในสิ่งที่ทำ ย่อมที่จะมีโอกาสในใช้ชีวิตที่ตอบโจทย์โลกในปัจจุบัน

ตามบันได 7 ขั้นสู่ศตวรรษที่ 21 ของหมอประเสริฐ จะสังเกตุได้ว่าบันได 3 ขั้นแรกจะเปรียบเหมือนรากฐานของการสร้างความเชื่อใจระหว่างพ่อแม่และลูก ส่วนขั้นที่ 4 - 7 จะเป็นการเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต่อโลกในปัจจุบันโดยขึ้นบันไดทั้ง 7 ขั้นประกอบไปด้วย

บันไดขั้นที่ 1: แม่มีจริง (Object Constancy) - มอบความรักความอบอุ่นให้ลูก

บันไดขั้นนี้ควรเกิดขึ้นตั้งแต่ลูกยังเป็นทารก ซึ่งคือการทำให้ลูกรู้ว่าแม่นั้นมีอยู่จริงผ่านการมอบความรักความอบอุ่น กอดลูก และให้เวลากับเขาให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปีแรกของชีวิต

บันไดขั้นที่ 2 : สร้างสายสัมพันธ์ (Attachment) - พ่อแม่เล่นกับลูก

หลังจากที่ลูกเรียนรู้ว่าแม่มีอยู่จริงแล้วก็ถึงช่วงเวลาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก ในช่วงวัย 1-3 ปี คือเวลาที่พ่อเเม่ควรเล่นกับลูก ให้เวลากับเขาให้ได้มากที่สุด เพราะคือการทำให้ลูกรู้สึกสบายใจ ปลอดภัยที่ได้อยู่กับพ่อแม่ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการเลี้ยงดูลูกในอนาคต

บันไดขั้นที่ 3 : สร้างตัวตน (Self) - วัยแห่งการเล่นอิสระ

บันไดขั้นที่สามอยู่ในช่วงเวลาที่เด็กเริ่มที่จะมีความคิดอิสระ และแยกออกจากพ่อแม่ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการสร้างตัวตนนั่นเอง สิ่งที่พ่อแม่ควรสนับสนุนคือการเปิดโอกาสให้ลูกได้ “เล่นอิสระ (Free Play)” โดยไม่ชี้นำ แต่คอยสนับสนุนลูกในการเล่นอยู่ห่าง ๆ การเล่นอิสระจะทำให้เขาได้สำรวจและทดลองสิ่งใหม่ ๆ ด้วยตัวเอง และเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะเล่น สิ่งเหล่านี้จะเป็นทักษะที่นำไปสู่การสร้างตัวตนของเด็กนั่นเอง

บันไดขั้นที่ 4 : การนับถือตนเอง (Self Esteem) - แรงผลักในการพัฒนาตนเอง

หลังจากที่เด็กได้สำรวจตัวเองผ่านการเล่นสักระยะหนึ่งและ การสร้าง Self Esteem หรือ การมนับถือตนเอง นั้นสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นแรงผลักดันให้เขาพัฒนาตนเอง และมีความพยายามในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ ซึ่งหากทำได้เขาจะมี Self Esteem และความมั่นใจในการทำสิ่งอื่น ๆ ได้ในอนาคต

บันไดขั้นที่ 5 : ควบคุมตัวเอง (Self Control) - สามารถเล่นหรือทำกิจกรรมได้สำเร็จด้วยตัวเอง

การควบคุมตนเองคือรากฐานสำคัญของ EF โดยเวลาที่สำคัญในการสร้าง Self Control คือช่วง 3-7 ปี หรือปฐมวัย สิ่งที่ควรทำคือ “การเล่น” นอกจากการเล่นจะทำให้เด็กได้เจอสิ่งใหม่ ๆ แล้ว เด็กยังเรียนรู้การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า คิดวิเคราะห์สถานการณ์ที่เจอ และรู้ที่จะควบคุมจิตใจและร่างกายของตัวเองตามประสบการณ์จากการเล่นที่ได้เจอมา

บันไดขั้นที่ 6 : EF (Executive Functions) - พัฒนาการของสมอง

บันได 5 ขั้นที่ผ่านมาคือการวางรากฐานสำหรับการสร้าง EF ซึ่งขั้นที่ 6 นี้คือการที่เด็กจะพัฒนากระบวนการทำงานของสมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึกและการกระทำ ซึ่งมีความสำคัญต่อการตัดสินใจ การวางเเผนและการบริหารจัดการในชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งเด็กอายุระหว่าง 3-7 ปีเป็นช่วงเวลาที่เด็กสามารถพัฒนา EF ได้ดีที่สุด เพราะเป็นช่วงที่สมองส่วนหน้ามีการพัฒนามากที่สุด สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ EF ได้ที่ https://www.facebook.com/leeway.th/posts/517332648839629/

บันไดขั้นที่ 7 : ทักษะศตวรรษที่ 21 - เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นในโลกปัจจุบัน

บันไดขั้นสุดท้ายนี้คือการที่เด็กมีทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในโลกปัจจุบัน ซึ่งคือการพัฒนาทักษะ การเรียนรู้ และประสบการณ์ต่าง ๆ ของเด็กตั้งแต่บันไดขั้นแรกจากถึงขั้นที่ 6 นั่งเอง

แนวคิดบันได 7 ขั้นนี้เป็นหลักคิดที่ทุกครอบครัวสามารถปฏิบัติได้จริง โดยเฉพาะการใช้ "การเล่น" ที่ไม่มีต้นทุน คนทุกกลุ่มทุกชนชั้นสามารถทำได้โดยไม่ต้องเสียตังค์เลยสักบาท เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่ต้องตระหนักถึงความสำคัญและให้เวลาลูกเล่นและสนับสนุนการเล่นของเขาให้ได้มากที่สุดนั่นเอง



อ้างอิง:

หนังสือเลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้ EF

#30นาทีเล่นอิสระทุกวันสร้างพลังสุข #บันได7ขั้นสู่ศตวรรษที่21 #หมอประเสริฐ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Changwat Phuket?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Changwat Phuket
83000