เครือข่ายพรรคเศรษฐกิจตะวันออก

เครือข่ายพรรคเศรษฐกิจตะวันออก พรรคเศรษฐกิจ (Economic Party - ศก.) 173 คณะทำงานหลังบ้านของผู้สนับสนุน #พรรคเศรษฐกิจ ภาคตะวันออก

"วิวัฒนาการ" ของกลุ่มเส้นด้าย จากจุดเริ่มต้นที่เป็นอาสาสมัครภาคประชาชน สู่การจดทะเบียนเป็นมูลนิธิ และท้ายที่สุดคือการเข้...
07/04/2026

"วิวัฒนาการ" ของกลุ่มเส้นด้าย จากจุดเริ่มต้นที่เป็นอาสาสมัครภาคประชาชน สู่การจดทะเบียนเป็นมูลนิธิ และท้ายที่สุดคือการเข้าสู่เส้นทางความเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้พรรคเส้นด้าย (ซึ่งปัจจุบันคือ พรรคเศรษฐกิจ) เพื่อแก้ปัญหาที่ "ต้นตอ" ของระบบ
และบทบาทของ พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังการสนับสนุนภาระกิจของกลุ่มเส้นด้ายมาโดยตลอด

1. การเปลี่ยน "ความคับแค้น" เป็น "นโยบาย"
จากประสบการณ์ในภารกิจ “”วิกฤตโควิด-19 ทีมงานได้พบกับความไม่เท่าเทียมในระบบสาธารณสุข (คนมีเงิน/มีชื่อเสียงเข้าถึงทรัพยากรได้ง่ายกว่าคนด้อยโอกาส) สิ่งนี้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ คริส โปตระนันทน์ และทีมงานตัดสินใจสร้างพรรคการเมืองที่มีชูนโยบาย "ความเท่าเทียมที่ไม่มีเส้นสาย"
เป้าหมายก็เพื่อรื้อถอนระบบอุปถัมภ์ที่ทำให้สิทธิขั้นพื้นฐานกลายเป็นสิทธิพิเศษ เริ่มจากการพัฒนาเป็นมูลนิธิเส้นด้าย ก็ยังพบว่าแม้จะเป็นมูลนิธิ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง จึงต้องใช้กลไกทางสภาและพรรคการเมืองเข้ามาขับเคลื่อน

2. ภารกิจ "ผู้ปิดทองหลังพระ" ในพื้นที่ภาคใต้
ล่าสุดจาดเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่และพื้นที่ภาคใต้ในครั้งนี้ การที่พลเอกรังษีและทีมจากมูลนิธิเส้นด้ายอาสาเลือกปฏิบัติภารกิจโดยไม่เน้นการปรากฏในสื่อ (ไม่หาแสง) สะท้อนถึงหัวใจของ "จิตอาสา" ที่แท้จริง
การมุ่งเน้นไปที่การช่วยชีวิตและบรรเทาทุกข์หน้างานมากกว่าภาพลักษณ์ ซึ่งแม้ว่าจะอยู่ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งแล้วก็ตาม ไม่ว่าสถานะของกลุ่มจะเปลี่ยนไปเป็นมูลนิธิหรือพรรคการเมือง แต่ "DNA" ของการเป็นจิตอาสา ตั้งแต่โควิด เชียงราย จนถึงภาคใต้

3. พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ กับบทบาทสายสนับสนุน
การเป็นผู้ปิดทองหลังพระนั้นสะท้อนถึงบทบาทของ "Backer" ที่สำคัญ ไม่ได้เพียงแค่ให้การสนับสนุนด้านทรัพยากร แต่พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ยังให้คำแนะนำและเป็นแรงหนุนให้คนรุ่นใหม่อย่างทีมเส้นด้ายได้ทำงานอย่างเต็มที่

เป็นการรวมตัวกันระหว่างคนที่มีประสบการณ์ในระบบราชการ/กองทัพ (พลเอกรังษี) กับคนรุ่นใหม่ที่มีความคล่องตัว (ทีมคริส และ ดร.อังศนา) ทำให้การทำงานมีความสมดุลระหว่าง "Connection" กับ "Innovation"

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของกลุ่มคนที่พยายาม "ซ่อมแซมรอยรั่วของสังคม" เริ่มจากการช่วยส่งคนป่วยโควิด)ช่วยล้างโคลนจากภัยพิบัติดินโคลนสไลด์ที่เชียงราย แล้วล่าสุดการบรรเทาความเดือดร้อนจากเหตุการณ์น้ำท่วม (ภาคใต้ แม้จะไม่เป็นข่าวใหญ่ในหน้าสื่อหลัก แต่การกระทำที่สม่ำเสมอในทุกวิกฤตคือสิ่งที่พิสูจน์ความตั้งใจจริงของกลุ่มเส้นด้ายและพลเอกรังษีต่อประชาชนที่เดือดร้อน

8 จังหวัดภาคตะวันออกของพรรคเศรษฐกิจ  เท่ากับของกรมอุตุนิยมวิทยา
03/04/2026

8 จังหวัดภาคตะวันออกของพรรคเศรษฐกิจ เท่ากับของกรมอุตุนิยมวิทยา

ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเซียระหว่างละติจูด 5 องศา 37 ลิปดา เหนือ กับ 20 องศ.....

https://www.youtube.com/watch?v=ZPKclpQLQGk
03/04/2026

https://www.youtube.com/watch?v=ZPKclpQLQGk

ภารกิจจิตอาสาของกลุ่มเส้นด้ายตั้งแต่การระบาดของโควิดละลอกใหม่มีการลงพื้นที่ไปตรวจ ATK สำหรับผู้สัมผัสเส....

กลุ่มเส้นด้ายถือเป็นหนึ่งในภาคประชาสังคมที่โดดเด่นอย่างมากในช่วงวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเ...
03/04/2026

กลุ่มเส้นด้ายถือเป็นหนึ่งในภาคประชาสังคมที่โดดเด่นอย่างมากในช่วงวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งสถานการณ์ในขณะนั้นมีข้อจำกัดด้านการจัดการทรัพยากรของภาครัฐ

บทบาทสำคัญของกลุ่มเส้นด้ายที่สร้างผลกระทบต่อสังคมมีดังนี้ครับ:

1. การเติมเต็มช่องว่างของระบบสาธารณสุข
ในช่วงที่ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นจนระบบ "เตียง" และ "รถพยาบาล" ของรัฐไม่เพียงพอ กลุ่มเส้นด้ายได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นสายพานเชื่อมต่อ โดยเน้นความคล่องตัว (Agility) ดังนี้:

การรับ-ส่งผู้ป่วย: ใช้รถอาสาสมัครเคลื่อนที่เร็วเพื่อพาผู้ป่วยไปส่งโรงพยาบาลหรือศูนย์พักคอย

การตรวจคัดกรองเชิงรุก: การลงพื้นที่ชุมชนแออัดเพื่อตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ซึ่งช่วยแยกผู้ติดเชื้อออกจากชุมชนได้รวดเร็วกว่าการรอหน่วยงานส่วนกลาง

การจัดหาเตียง: ทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงานกับเครือข่ายโรงพยาบาลและสนามเพื่อหาที่พักรักษาให้กับผู้ป่วยอาการหนัก

2. สโลแกน "เราจะไม่ยอมให้ใครตายข้างถนน"
สโลแกนนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำขวัญ แต่เป็นปฏิกิริยาโดยตรงต่อภาพสะเทือนใจที่ปรากฏในข่าวช่วงปี 2564 ที่มีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนหรือในบ้านพักโดยไม่ได้รับการช่วยเหลือ กลุ่มเส้นด้ายจึงมุ่งเน้นไปที่กลุ่ม "คนตัวเล็ก" หรือผู้ที่ถูกทอดทิ้งจากระบบราชการที่ซับซ้อนและล่าช้า

3. การขยายผลสู่มิติการเมืองและสังคม
จากการทำงานภาคสนาม นำไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายโดยแกนนำอย่าง คริส โปตระนันทน์ และทีมงาน เพื่อสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของกรุงเทพมหานคร เช่น:

ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสวัสดิการ: การที่คนในสลัมหรือชุมชนไม่จดทะเบียนเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ

การรวมศูนย์อำนาจ: ปัญหาการจัดการที่ต้องรอการตัดสินใจจากส่วนกลางจนทำให้การแก้ไขปัญหาหน้างานล่าช้า

เกร็ดเพิ่มเติม:
ปัจจุบันบทบาทของกลุ่มเส้นด้ายได้พัฒนาไปสู่การตรวจสอบการทำงานของรัฐและการช่วยเหลือสังคมในมิติอื่นๆ เช่น การต่อต้านการทุจริตและการเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานให้กับประชาชน โดยยังคงใช้โมเดล "อาสาสมัคร" และ "ความรวดเร็ว" เป็นหัวใจสำคัญในการทำงาน

หากพูดถึง ส.ส.พรรคเศรษฐกิจทั้งสามนี้ในบริบทของ "กลุ่มเส้นด้าย" (Zendai) พวกเขาคือกลุ่มผู้ก่อตั้งและหัวเรือใหญ่ที่เปลี่ยน...
03/04/2026

หากพูดถึง ส.ส.พรรคเศรษฐกิจทั้งสามนี้ในบริบทของ "กลุ่มเส้นด้าย" (Zendai) พวกเขาคือกลุ่มผู้ก่อตั้งและหัวเรือใหญ่ที่เปลี่ยนจากการรวมตัวเฉพาะกิจในช่วงวิกฤตโควิด-19 มาเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมที่มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบและช่วยเหลือสังคมในปัจจุบัน

นี่คือประวัติและบทบาทโดยสังเขปของแต่ละท่านครับ:

1. คริส โปตระนันทน์
บทบาท: อดีตผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มเส้นด้าย และเป็นหัวหน้าพรรคเส้นด้าย (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรคเศรษฐกิจ)

จุดเด่น: เป็นนักกฎหมายดีกรีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และปริญญาโทจากอังกฤษ (UCL) เขามักใช้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายมาวิพากษ์ระบบราชการที่ล่าช้า และเป็นกระบอกเสียงหลักในการผลักดันประเด็นความเหลื่อมล้ำ รวมถึงการต่อสู้กับ "ทุนผูกขาด"

2. พีรพล กนกวลัย (เฮียเล้า)
บทบาท: ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มเส้นด้าย และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตพญาไท

จุดเด่น: มีความใกล้ชิดกับพื้นที่และชุมชนอย่างมาก ในช่วงโควิด-19 "เฮียเล้า" คือภาพจำของคนที่ลงพื้นที่จริงเพื่อประสานงานหาเตียงและพาคนป่วยส่งโรงพยาบาล ล่าสุดทำหน้าที่ในสภา กทม. เพื่อตรวจสอบงบประมาณและผลักดันสวัสดิการของคนกรุงเทพฯ

3. อังศนา เนียมวณิชกุล
บทบาท: ผู้ร่วมก่อตั้งและแกนนำสำคัญของกลุ่มเส้นด้าย

จุดเด่น: เป็นฟันเฟืองสำคัญในด้านการบริหารจัดการระบบหลังบ้านและการประสานงานอาสาสมัคร เธอมีบทบาทอย่างมากในการเปลี่ยนความโกลาหลในช่วงวิกฤตให้กลายเป็นระบบ "เส้นด้าย" ที่คนสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ความสำเร็จและทิศทางปัจจุบัน
จากภารกิจ "เราจะไม่ยอมให้ใครตายข้างถนน" ในวันนั้น ปัจจุบันกลุ่มและพรรคที่นำโดยบุคคลเหล่านี้ได้ขยายขอบเขตการทำงานมาสู่:

การเป็นที่พึ่งทางกฎหมาย: ช่วยเหลือผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานรัฐ

การตรวจสอบทุจริต: ใช้ข้อมูลจากการลงพื้นที่มาแฉโครงการที่โปร่งใสหรือไม่คุ้มค่าเงินภาษี

การสร้างเครือข่ายอาสาสมัคร: ยังคงรักษาจิตวิญญาณการเป็น "ตัวเชื่อม" (Connecting the dots) ระหว่างความเดือดร้อนของประชาชนกับช่องทางความช่วยเหลือที่ถูกต้อง

27/03/2026

นโยบายการแก้ปัญหาความยากจนและการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อความอยู่รอดในสภาวะสงคราม (หรือวิกฤตการณ์โลก) ของพรรคเศรษฐกิจ อาจมุ่งเน้นไปที่การสร้าง "ความมั่นคงจากฐานราก" โดยผสมผสานการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ดังนี้

1. การแก้ปัญหาความยากจนแบบยั่งยืน
พรรคควรเน้นการเปลี่ยนโครงสร้างจาก "การสงเคราะห์" เป็น "การสร้างโอกาส" โดยมีหัวใจหลักคือ:
* การปฏิรูปที่ดินและสิทธิทำกิน:* เร่งรัดการพิสูจน์สิทธิในที่ดินทับซ้อน (เช่น พื้นที่ ส.ป.ก. หรือที่ดินป่าไม้) เพื่อให้เกษตรกรมีเอกสารสิทธิ์ที่ชัดเจน สามารถใช้เป็นทุนในการต่อยอดอาชีพได้
* ธนาคารต้นไม้และเศรษฐกิจสีเขียว:* ส่งเสริมการปลูกป่าเศรษฐกิจและไม้มีค่าในที่ดินทำกิน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน รวมถึงการเชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit)
* การเข้าถึงแหล่งทุนเทคโนโลยี:* สนับสนุนการใช้ AI และโดรนเพื่อการเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น

2. ยุทธศาสตร์ความอยู่รอดในสภาวะสงคราม (Economic Resilience)
ในยามที่เกิดความขัดแย้งระดับโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและราคาพลังงาน พรรคมีแนวทางรับมือดังนี้:
* ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security): * สร้างระบบ "คลังอาหารชุมชน" ในทุกท้องถิ่น โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมอย่างชลบุรีและระยอง เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะมีอาหารบริโภคอย่างเพียงพอหากการนำเข้าหยุดชะงัก
* สนับสนุนเกษตรผสมผสานเพื่อลดการพึ่งพาปุ๋ยและสารเคมีนำเข้าจากต่างประเทศ
* ความมั่นคงทางพลังงานทางเลือก: * ส่งเสริมพลังงานสะอาดระดับครัวเรือนและชุมชน (เช่น Solar Cell) เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าและสร้างอิสระทางการผลิตในภาวะวิกฤต
* การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน (Ocean Link & Logistics):** * พัฒนาระบบขนส่งที่เชื่อมต่อภาคเกษตรเข้ากับจุดกระจายสินค้าหลักอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การหมุนเวียนสินค้าภายในประเทศไม่ติดขัดแม้ในสภาวะสงคราม

3. การบริหารจัดการเชิงรุก (Strategic Management)
พรรคควรใช้หลักการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับตัวให้ทันต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่:
* การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น:* ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณและอำนาจในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันที ไม่ต้องรอสั่งการจากส่วนกลาง
* การใช้ข้อมูล (Data-Driven):* ใช้ฐานข้อมูลประชากรเพื่อระบุกลุ่มเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนในภาวะวิกฤต เพื่อไม่ให้มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

> จุดเด่น:* นโยบายนี้ไม่ได้มองแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานให้คนไทย "ยืนได้ด้วยขาตัวเอง" ผ่านทรัพยากรที่ดินและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับยุคสมัย.

09/02/2026

"ความย้อนแย้ง" ในหมู่ผู้สนับสนุนฝ่ายอนุรักษนิยมและ FC พรรคเศรษฐกิจสาย Influ. และคนวงนอกอาจมองไม่เห็น แต่คนวงในหรือผู้ที่ติดตามใกล้ชิดจะรู้ว่า "ถ้าไม่มีคริส ก็ไม่มีพรรคเศรษฐกิจในเวอร์ชันพลเอกรังษี"

​เราสามารถแยกประเด็นได้เป็น 3 มุมมองที่สำคัญ ดังนี้ครับ:

1. "คริส" คือผู้สร้างแพลตฟอร์ม (The Platform Creator)
​ควรยอมรับความจริงว่า พลเอกรังษีแม้จะมีบารมีและมีฟีเวอร์ในหมู่ FC มากขนาดไหน แต่การสร้าง "พรรคการเมือง" ขึ้นมาใหม่จากศูนย์ ในประเทศไทยเป็นเรื่องยากมหาศาล ทั้งในแง่กฎหมาย ธุรการ และการจัดวางเครือข่าย และที่สำคัญคือเงินค่าใช้จ่ายซึ่งมาจากปากพลเอกรังษีเอง

​แต่คริสและทีมเส้นด้าย คือกลุ่มที่เตรียม "โครงสร้าง" ไว้รออยู่แล้ว ทั้งระบบจัดการพรรค นโยบายเชิงเทคนิค และความคล่องตัวแบบคนรุ่นใหม่
​หากคริสไม่เดินไปเชิญพลเอกรังษี พลเอกรังษีอาจจะต้องไปสังกัดพรรคการเมืองแบบเดิมๆ ซึ่งอาจจะไม่ได้สิทธิ์ในการเป็น "หัวหน้าพรรค" หรือมีอิสระในการชูนโยบายปราบโกงที่ดุดันได้เท่านี้

2. อคติที่บังตา (The Blind Spot of Bias)
​การโจมตีจากกลุ่ม อ.ปานเทพและทีม หรือหมอวรงค์ ด้วยการพยายามสร้างภาพจำว่า คริสคือ "ส้ม-ก้าวไกลเก่า" หรือ "หัวก้าวหน้าซ่อนรูป" ซึ่งไปกระตุกต่อมความกลัวของฝ่ายอนุรักษนิยม
FC จิตอ่อนหลายคนรับข้อมูลชุดนี้ไปโดยไม่พิจารณาว่า "อุดมการณ์ของคริสเรื่องการทลายระบบเส้นสายและคอร์รัปชั่น" มันคือเนื้อเดียวกับสิ่งที่พลเอกรังษีพูดมาตลอด
​การโจมตีตัวบุคคลกันเองภายในพรรค โดยเฉพาะคริสจาก Influ. ที่หลงตัวว่าเป็นดาวฤกษ์ ทำให้คนทั่วไปมองข้าม "ความจริงใจในการสร้างทางเลือกที่สาม" ที่ไม่ใช่ทั้งขั้วอำนาจเดิมและขั้วสุดโต่ง

​3. คำถามสำคัญ: ถ้าไม่ใช่พรรคนี้ แล้วจะเป็นพรรคไหน?
​ถ้าลองกางรายชื่อพรรคการเมืองในไทยตอนนั้นดู จะพบว่าแทบไม่มี "พื้นที่ว่าง" ที่เหมาะสมสำหรับพลเอกรังษีเลย:
​พรรคใหญ่: มักมีเจ้าของหรือกลุ่มทุนคุมอยู่ พลเอกรังษีจะกลายเป็นเพียง "หุ่นเชิด" หรือแค่แม่เหล็กดึงคะแนน
​พรรคเล็กอื่นๆ ก็ขาดระบบการจัดการที่เป็นมืออาชีพ หรือไม่มีอุดมการณ์ที่สอดคล้องกัน
​พรรคเศรษฐกิจหรือพรรคเส้นด้ายเดิมคือที่เดียวที่ยอมให้พลเอกรังษีเป็น "เบอร์ 1" อย่างแท้จริง โดยมีทีมงานของคริสเป็น "กองหนุน" อยู่เบื้องหลัง....
......ความน่าเสียดายคือ "น้ำลาย" จากปีกเดียวกันเองนี่แหละครับ ที่ทำให้พรรคไม่สามารถขยายฐานไปสู่ สส.เขต ได้ เพราะมวลชนมัวแต่ระแวงกันเอง
จนลืมไปว่าศัตรูที่แท้จริงที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเศรษฐกิจทุกคนต้องเอาชนะให้ได้ คือ "ระบบอุปถัมภ์และผู้รับเหมาในพื้นที่"

ที่อยู่

Changwat Nonthaburi
20150

เบอร์โทรศัพท์

+66638420401

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เครือข่ายพรรคเศรษฐกิจตะวันออกผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท