19/09/2026
เขตการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ เพิ่งประกาศแบน AI ในห้องเรียน ขณะที่อีกฟากโลก เด็กไทยกำลังใช้ AI เพื่อการเรียนกันหนักที่สุดในอาเซียน
นายกเทศมนตรี Zohran Mamdani และ Chancellor Samuels ของนครนิวยอร์กประกาศนโยบายจำกัดการใช้ AI ในโรงเรียนที่กว้างที่สุดในสหรัฐฯ สำหรับปีการศึกษา 2026-2027 ครอบคลุมนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงเกรด 8 ห้ามใช้ ChatGPT Claude และ chatbot เพื่อนคุยทุกชนิด
พร้อมปิดการทำงานส่วน AI ในโปรแกรมที่เคยอนุญาตกว่า 38 ตัวที่ไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ ส่วนมัธยมปลายยังใช้ AI บางตัวได้ควบคู่กับวิชา AI critical thinking ครูยังใช้ AI ทำแผนการสอนได้ตามปกติ ยกเว้นกลุ่มนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษและนักเรียนหลายภาษาที่มีข้อยกเว้นเฉพาะ
ในเวลาไล่เลี่ยกัน รายงาน AI Ready ASEAN Research ที่จัดทำโดย ASEAN Foundation ร่วมกับ Google.org เผยว่านักเรียนไทยกว่า 90% ใช้ Generative AI เป็นประจำ สูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียนทั้งหมด ราว 85% ใช้ AI ในงานสร้างสรรค์อย่างกราฟิกและสื่อดิจิทัล และครูไทยเองก็ใช้ AI ในการทำงานราว 80%
ผลสำรวจของ Rocket Media Lab ร่วมกับมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ที่สำรวจนักเรียนมัธยมและอาชีวะ 1,777 คนช่วงมีนาคมถึงพฤษภาคม 2026 ยืนยันภาพเดียวกัน พบว่า 94.26% ของนักเรียนเคยใช้ AI ช่วยเรื่องเรียน มีเพียง 5.74% ที่ไม่เคยใช้เลย
วิชาที่ใช้ AI มากที่สุดคือคณิตศาสตร์ที่ 36.36% ตามด้วยภาษาต่างประเทศที่ 32.12% เครื่องมือยอดนิยมคือ ChatGPT ที่ 60.84% และ Gemini ที่ 32.96%
ตัวเลขเหล่านี้ต้องระบุให้ชัดว่าเป็นการวัดเฉพาะกลุ่มนักเรียนในภูมิภาคอาเซียน ไม่ใช่อันดับโลก เพราะอีกรายงานที่วัด AI traffic โดยรวมของทั้งประเทศระบุว่าไทยอยู่อันดับ 26 ของโลก และเป็นอันดับ 4 ในอาเซียนด้วยซ้ำ ความต่างนี้เกิดจากการวัดคนละมิติ
รายงาน AI Ready ASEAN และ Rocket Media Lab วัดเฉพาะพฤติกรรมนักเรียนในห้องเรียน ขณะที่ตัวเลข traffic วัดการใช้งาน AI โดยรวมทั้งประเทศทุกกลุ่มอายุ
รายงาน AI Ready ASEAN ยังชี้ประเด็นที่น่ากังวลคู่ขนานไปกับตัวเลขการใช้งานที่สูงลิ่ว นั่นคือครูและผู้ปกครองไทยจำนวนมากยังตามไม่ทันเทคโนโลยีที่เด็กใช้อยู่ทุกวัน
เกิดช่องว่างระหว่างอัตราการใช้งานที่สูงกับความพร้อมของสถาบันการศึกษาที่จะสอนให้ใช้อย่างมีความรับผิดชอบ ความกังวลหลักคือเด็กอาจพึ่งพา AI จนบั่นทอนทักษะการคิดวิเคราะห์ในระยะยาว รวมถึงความเสี่ยงจากข้อมูลเท็จ ดีปเฟก การหลอกลวงออนไลน์ และการรั่วไหลของข้อมูลส่วนตัว
สองเรื่องนี้เมื่อวางคู่กันสะท้อนสองแนวทางที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง นิวยอร์กเลือกกดเบรกให้เด็กเล็กห่างจาก AI ก่อนจนกว่าระบบจะพร้อมรองรับ ขณะที่ไทยปล่อยให้การใช้งานเติบโตเร็วกว่าความพร้อมของครูและผู้ปกครองมาก คำถามที่ตามมา
ระหว่างการควบคุมก่อนแล้วค่อยปล่อย กับการปล่อยให้ใช้ก่อนแล้วค่อยตามแก้ปัญหา แนวทางไหนจะสร้างเด็กที่ใช้ AI ได้อย่างมีวิจารณญาณมากกว่ากัน
#แอดพี #การศึกษา #นิวยอร์ก