Dinoherotoys

Dinoherotoys

แชร์

ของเล่น ของสะสม

22/05/2026

ยังมีเรื่องราวใหม่ๆเสมอสำหรับไดโนเสาร์สายพันธุ์นี้

งานวิจัยล่าสุดพบว่ามีการพบต่อมขับเกลือคล้ายกับนกทะเลในไดโนเสาร์กลุ่ม Spinosauridae ซึ่งเป็นไปได้ว่าพวกมันจะลงไปจับปลาในทะเลกินได้นั่นเอง

พอได้ยินข่าวผมนึกถึง 3 ตัวนี้ขึ้นมาเลย 🤣

22/05/2026

🦖ทำไมไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่จึงมีแขนหน้าที่สั้นลง?
ในบรรดาไดโนเสาร์กินเนื้อหรือที่เรียกกันว่าเทอโรพอด (Theropods) ภาพจำของไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ หรือ
ที่มีร่างกายใหญ่โตมหึมาแต่กลับมีแขนคู่หน้าเล็กและสั้นจนดูขัดตา เป็นหนึ่งในภาพจำที่เป็นเอกลักษณ์และสร้างความแปลกใจให้แก่ทั้งนักวิทยาศาสตร์และผู้คนทั่วไปมานานนับทศวรรษ ทว่าทีเร็กซ์ไม่ใช่เทอโรพอดเพียงกลุ่มเดียวที่เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงนี้ งานวิจัยชิ้นนี้ช่วยเผยให้เห็นว่า ปรากฏการณ์ที่แขนหน้าลดรูป (Forelimb Reduction) นี้เกิดขึ้นซ้ำๆในเทอโรพอดหลายสายพันธุ์ที่ไม่ได้เป็นญาติสนิทกันโดยตรง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ วิวัฒนาการเบนเข้า (Convergent Evolution)

คำถามสำคัญคือ อะไรคือปัจจัยผลักดันและกลไกทางวิวัฒนาการที่ทำให้ไดโนเสาร์เหล่านี้พร้อมใจกัน ลดขนาดแขนหน้าของพวกมันลง?

ที่ผ่านมานักบรรพชีวินวิทยาทราบดีว่าไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดมหึมาหลายกลุ่มมีแขนหน้าที่สั้นลง ควบคู่ไปกับการมีขนาดร่างกายที่ใหญ่โตและความแข็งแกร่งของกะโหลก แต่ยังไม่เคยมีการสร้างระบบการวัดเชิงปริมาณและสถิติที่เทียบกันได้อย่างแม่นยำในวงกว้าง
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (UCL) และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ จึงได้สร้างระบบให้คะแนนแบบใหม่ที่เรียกว่า Cranial Robusticity Score (CRS) หรือ คะแนนความแข็งแกร่งของกะโหลกศีรษะขึ้นมา โดยคำนวณจากปัจจัยสำคัญ 4 ประการ ได้แก่:
1.อัตราส่วนความสูงต่อความยาวของกะโหลกศีรษะ
2.สัณฐานวิทยาของฟัน วัดจากอัตราส่วนฐานตัวฟัน
จำนวนชิ้นกระดูกกะโหลกที่เชื่อมติดกันเป็นชิ้นเดียว 3.และโอกาสในการขยับเขยื้อนของกะโหลก
4.การประมาณการแรงกัด (Bite Force) ที่อ้างอิงจากพื้นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อขากรรไกร
ทีมวิจัยได้วิเคราะห์สถิติตามสายวิวัฒนาการของเทอโรพอด 85 สายพันธุ์ โดยคำนวณจาก อัตราส่วนความยาวกะโหลกต่อแขนหน้า (SFR) และตั้งเกณฑ์ว่า หากค่า SFR ตั้งแต่ 1.0 ขึ้นไป ถือว่าแขนหน้าเริ่มหดสั้นลง และถ้าแตะระดับ 1.2 จะถือว่าเป็นอวัยวะลดรูปที่แทบไม่ได้ใช้ประโยชน์เป็นหลักแล้ว

จากการวิเคราะห์ทางสถิติและสายวิวัฒนาการ ทีมวิจัยได้ค้นพบข้อสรุปที่น่าทึ่งหลายประการ:
1. ผลการวิเคราะห์ระบุชัดเจนว่า การลดรูปของขาหน้า (ค่า SFR สูง) มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างรุนแรงกับดัชนีความแข็งแกร่งของกะโหลกศีรษะ (CRS) และการมีขนาดร่างกายที่ใหญ่โตระดับยักษ์ ยิ่งเทอโรพอดมีขนาดตัวใหญ่และมีกะโหลกที่หนา แข็งแรง และแรงกัดสูงมากเท่าใด ขาหน้าของพวกมันก็จะยิ่งหดสั้นลงเท่านั้น
2. ไม่ใช่แค่เรื่องการเจริญเติบโตตามวัย ในอดีตเคยมีสมมติฐานว่า ขาหน้าที่สั้นลงอาจเป็นเพียงผลพลอยได้จากรูปแบบการเจริญเติบโตที่แปรผันตามขนาดตัวแต่งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่ารูปแบบการหดสั้นลงของไดโนเสาร์แต่ละกลุ่มมีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้น ไดโนเสาร์เทอโรพอดอย่างกลุ่ม Deinocheirus หรือ Therizinosaurus กลับมีขาหน้าที่ยาวใหญ่ ในขณะที่เทอโรพอดขนาดใหญ่ที่ล่าปลาหรือมีพฤติกรรมเฉพาะอย่างกลุ่มSpinosaurids และMegaraptorids ก็ยังคงรักษาขาหน้าที่ยาวและมีกรงเล็บใหญ่ไว้ แสดงว่าพฤติกรรมการกินเนื้อและวิธีการล่าคือหัวใจสำคัญของวิวัฒนาการนี้

เมื่อเทอโรพอดมีวิวัฒนาการให้ขนาดตัวใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับขนาดของเหยื่อที่ใหญ่ขึ้นตามยุคสมัย พวกมันจำเป็นต้องมีหัวและกะโหลกที่ใหญ่หนาขึ้นเพื่อใช้ในการสังหารเหยื่อ ท้ายที่สุด ทิศทางของวิวัฒนาการจึงเลือกที่จะเปลี่ยนผ่านจากการใช้ขาหน้าในการจับยึดเหยื่อ มาเป็นการใช้กะโหลกที่แข็งแกร่งและพลังกัดมหาศาลในการปลิดชีพแทน ส่งผลให้แขนหน้าลดความสำคัญลงและค่อยๆ หดสั้นลงในที่สุด

งานวิจัยระบุว่ามีไดโนเสาร์กินเนื้ออย่างน้อย 5 สายหลักที่มีวิวัฒนาการขาหน้าลดรูปอย่างเป็นอิสระจากกัน โดยมีแบบแผนการลดรูปของกระดูกแต่ละชิ้น แตกต่างกันไป ดังนี้

1.Tyrannosauridae กลุ่มของทีเร็กซ์แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการลดรูปของแขนหน้าที่ชัดเจนและรวดเร็วมากในช่วงปลายยุคครีเทเชียส โดยในสายวิวัฒนาการของพวกมัน แขนคู่หน้าทุกส่วน กระดูกต้นแขน รัศมี และมือจะค่อยๆ ลดขนาดลงในสัดส่วนที่พอๆ กันพร้อมๆ กัน จนกระทั่งในสกุลที่วิวัฒนาการมาถึงขั้นสุดอย่าง Tyrannosaurus rex จะมีค่า SFR สูงถึง 1.622 ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ขาหน้าลดรูปเทียบกับกะโหลกมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง
2.Abelisauridae เช่น Carnotaurus และ Majungasaurus เทอโรพอดกลุ่มนี้มีขาหน้าที่ลดรูปรุนแรงที่สุดในแง่ของสัดส่วนองค์ประกอบกระดูกชิ้นเล็กๆ กลไกวิวัฒนาการของพวกมันเป็นแบบทีละขั้นโดยเริ่มจากส่วนมือ ที่หดสั้นลงหรือสูญหายไปก่อน จากนั้นกระดูกส่วนปลายแขนจึงค่อยๆ หดสั้นตามลงมา ทั้งนี้อาจเป็นเพราะตระกูลอเบลิซอริดมีระยะเวลาในประวัติศาสตร์วิวัฒนาการยาวนานกว่ากลุ่มอื่นมาก
3.Carcharodontosauridae เช่น Meraxes และ Giganotosaurus มีค่า SFR สูงในช่วง 1.562 ถึง 1.923 ซึ่งแสดงถึงแขนหน้าที่สั้นลงอย่างสุดโต่งเช่นกัน แต่กลไกของกลุ่มนี้จะตรงกันข้ามกับอเบลิซอริด คือ กระดูกส่วนปลายแขนจะหดสั้นลงรุนแรงก่อน แล้วส่วนมือจึงค่อยๆ ลดรูปตามมาในภายหลัง
4.Ceratosauridae พบการลดรูปของขาหน้าในสกุล Ceratosaurus ซึ่งแม้ว่าขนาดตัวของมันจะปัดขึ้นไปเกือบแตะเกณฑ์เทอโรพอดยักษ์ (1.1ตัน) แต่ก็พบแบบแผนการลดรูปกระดูกส่วนมือที่คล้ายคลึงกับบรรพบุรุษของ Abelisauridae
5.Megalosaurinaeเช่น Torvosaurus เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่พบว่ามีค่า SFR ผ่านเกณฑ์แขนหน้าลดรูป โดยพบลักษณะกระดูกส่วนรัศมี ที่มีขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ใกล้เคียงที่มีขนาดตัวเล็กกว่า

แขนหน้าขนาดจิ๋วของทีเร็กซ์หรือคาร์โนทอรัส ไม่ใช่ความผิดพลาดทางวิวัฒนาการ หรือเป็นเพียงแค่อวัยวะที่ไร้ประโยชน์ที่เกิดขึ้นลอยๆ แต่ความจริงแล้ว มันคือผลลัพธ์ของการจัดสรรทรัพยากรทางร่างกายที่ชาญฉลาดของธรรมชาติ
เมื่อการมีกะโหลกศีรษะที่แข็งแกร่งและแรงกัดที่ทรง พลังสามารถทำหน้าที่บดขยี้และสังหารเหยื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพเบ็ดเสร็จ พลังงานและโครงสร้างร่างกายที่เคยต้องแบ่งไปพัฒนาแขนหน้าจึงถูกลดทอนลง วิวัฒนาการเบนเข้าที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเทอโรพอดต่างตระกูลเหล่านี้ คือข้อพิสูจน์ชั้นดีว่า เมื่อกะโหลกและขากรรไกรทรงประสิทธิภาพ มือก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป

ที่มา: Drivers and mechanisms of convergent forelimb reduction in non-avian theropod dinosaurs [2026]

18/05/2026

ทำไมนาคาไททันมีสีฟ้า 🦕🟦

หลังการเปิดตัวนาคาไททันไปนั้นเกิดคำถามที่หลายคนต่างสงสัยกันและถามมาทุกวันว่า ทำไมถึงออกแบบนาคาไททันมาเป็นสีฟ้าแบบนี้ แล้วนักบรรพชีวินวิทยาเขารู้สีของไดโนเสาร์ได้ยังไงนะ

ต้องบอกก่อนว่าความจริงนาคาไททันนั้นเราไม่ทราบสีที่แท้จริงของมัน แต่ก็ใช่ว่านักบรรพชีวินวิทยาทำสีสดใสมาแบบไม่มีหลักฐานอะไรเลย แม้ว่าการค้นพบไดโนเสาร์ส่วนมากจะเป็นการค้นพบเพียงซากดึกดำบรรพ์ชิ้นส่วนกระดูกบางชิ้นที่หลงเหลืออยู่ในความจริงแล้วมีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ประเภทผิวหนังของไดโนเสาร์อยู่หลายตัวอย่างด้วยกัน ฟอสซิลของผิวของสัตว์ดึกดำบรรพ์นั้นช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจเกี่ยวกับสัตว์พวกนี้ได้มากขึ้น ผิวหนังเหล่านี้ก็จะได้รักษาไว้ซึ่งเมลานิน (Melanin) และ เมลาโนโซม (Melanosome) ที่สร้างเมลานิน ซึ่งมีลักษณะเป็นเม็ดกลม ๆ เล็ก ๆ กระจายตัวอยู่ ทำให้ทราบได้มากขึ้นเกี่ยวกับสีสันของพวกมัน ซึ่งเราพบทั้งในไดโนเสาร์ออร์นิธิสเคียน (Ornithischian) ไดโนเสาร์กินเนื้อพวกเทอโรพอด (Theropod) และทีสสำคัญมีการค้นพบผิวหนังและทราบสีของไดโนเสาร์คอยาว (Sauropod) แล้วด้วย

ในงานวิจัยของ Tess Gallagher และคณะ นี้เอง ก็ได้ศึกษาฟอสซิลของเกล็ดซอโรพอดที่พบเมลาโนโซมของลูกไดโนเสาร์ซอโรพอดหลายตัวที่คาดว่าเป็นของดิพโพลโดคัส (Diplodocus) พบเมลาโนโซมที่มีลักษณะคล้ายแผ่น (Disc-shaped) และเมลาโนโซมที่มีลักษณะคล้ายวงรี (Oblong-shaped) แม้ไม่สามารถบอกสีที่เจาะจงได้แน่นอน แต่ขนาดและรูปทรงของเมลาโนโซมของดิพโพลโดคัสอยู่ในช่วงเดียวกับสัตว์ที่มีโทนหลักสีตั้งแต่น้ำตาลเข้ม จนถึงสีดำ และยังอาจมีโทนที่เข้มหรือสว่างขึ้นจากการกระจายตัวของเมลาโนโซมหลายแบบ นอกจากนี้เมลาโนโซมยังพบแบบที่รวมเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กระจายตัวอยู่ห่างกัน” บ่งชี้ว่าผิวหนังอาจมี ลวดลายจุดคล้ำกระจาย ไม่ใช่สีเรียบทั้งแผ่น ด้วยเหตุนี้การค้นพบเมลาโนโซมหลายแบบในดิพโพลโดคัสจึงชี้ว่า ซอโรพอดเด็กเหล่านี้ไม่ได้มีสีผิวเรียบหรือตุ่น ๆ แบบภาพจำเก่า แต่มีความเป็นไปได้ที่จะมีลวดลายและโทนสีมากกว่าที่เคยเข้าใจ

นอกจากนี้อีกข้อสนับสนุนที่สำคัญคือการมองเห็นสีของสัตว์ในกลุ่มนกและสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดของไดโนเสาร์ ในปัจจุบันนกจำนวนมากสามารถมองเห็นสีได้ดีกว่ามนุษย์ โดยเฉพาะการมองเห็นในช่วงรังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet หรือ UV) ทำให้พวกมันรับรู้ลวดลาย สีสัน และการสะท้อนแสงที่มนุษย์มองไม่เห็น ขณะที่สัตว์เลื้อยคลานหลายชนิด เช่น กิ้งก่า เต่า หรืออีกัวนา ก็มีการมองเห็นสีที่พัฒนาดีเช่นกัน สีสันสดใสในสัตว์เหล่านี้จึงมีบทบาทสำคัญทั้งในการจดจำชนิด การเลือกคู่ การพรางตัว และการสื่อสารระหว่างกัน

เมื่อพิจารณาว่าไดโนเสาร์เองก็อยู่ในสายวิวัฒนาการเดียวกับสัตว์เหล่านี้ นักวิทยาศาสตร์จึงมองว่าไดโนเสาร์ไม่ได้มีสีหม่นเรียบง่ายแบบสัตว์ใหญ่ในปัจจุบันเสมอไป แต่มีความเป็นไปได้ที่จะมีสีสัน ลวดลาย หรือแม้แต่การสะท้อนแสงบางอย่างเพื่อใช้ในการสื่อสารกัน

การออกแบบนาคาไททันให้มีสีฟ้าไม่ได้เป็นการใส่สีแฟนตาซีเกินจริงแต่เป็นการตีความบนพื้นฐานขององค์ความรู้ทางบรรพชีวินวิทยาและชีววิทยามาประกอบสร้างเป็นภาพจำให้คนทั่วไปจดจำได้ ทางเราเชื่อเลยว่าจากนี้เมื่อเห็นคอยาวสีฟ้าทุก ๆ คนจะนึกถึงเจ้านาคาไททันขึ้นมาเป็นอันดับแรก ถือเป็นการใช้สีเพื่อให้คนทั่วไปที่ไม่ได้รู้จักไดโนเสาร์มากมายนัก รู้จักไดโนเสาร์ตัวนี้ได้มากขึ้น ส่วนเหตุผลจริง ๆ ที่มันออกมาเป็นสีฟ้าไม่ใช่สีสันสดใสอื่น ๆ นั้น คือดร.ศิตะ ชอบสีฟ้าครับ แฮร่

แหล่งอ้างอิง
Tess Gallagher, Dan Folkes, Michael Pittman, Tom G. Kaye, Glen W. Storrs, Jason Schein; Fossilized melanosomes reveal colour patterning of a sauropod dinosaur. R Soc Open Sci. 1 December 2025; 12 (12): 251232.

#ไดโนเสาร์เล่าแบบไทยๆ #นาคาไททัน

17/05/2026

นาคาไททันในโลกของยักษ์ใหญ่🦕

แม้ว่านาคาไททันจะเป็นไดโนเสาร์ที่ตัวใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่รู้หรือไม่ครับว่าความจริงแล้วนาคาไททันเป็นเพียงไดโนเสาร์ยักษ์ไซส์มาตรฐานในโลกไดโนเสาร์เท่านั้นเอง พวกไดโนเสาร์ในกลุ่มซอโรพอดโดยเฉพาะพวกตัวยักษ์หลายชนิดมีความยาวอยู่ที่ 25-30 เมตร

ในบรรดายักษ์เหล่านั้นยังคงมี เหล่าไดโนเสาร์คอยาวยักษ์ ที่ใหญ่กว่ามาตรฐานและเป็นที่สุดในหลาย ๆ ด้าน เช่น รูยางโกซอรัส (Ruyangosaurus giganteus) ที่ยาวได้กว่า 35 เมตร จากจีนที่เข้าท้าชิงไดโนเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชียร่วมกับ มาเมนชิซอรัส ซิโนแคนาโดรัม (Mamenchisaurus sinocanadorum) ที่มาเมนชิซอรัสสปีชี่ส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยมีความยาวลำคออย่างเดียวอยู่ที่ 15 เมตร
หรือไม่ว่าจะเป็นซอโรโพไซดอน (Sauroposeidon proteles) ไดโนเสาร์กลุ่มกลุ่มซอมโฟสปอนดิลิ (somphospondyli) ญาติห่างๆนาคาไททันที่เป็นไดโนเสาร์ที่สูงที่สุดในโลก

แต่ในปัจจุบันนี้ยังคงไม่มีใครล้มอาเจนติโนซอรัส ไดโนเสาร์กลุ่มลองโกซอเรีย(Lognkosauria) ที่พบในประเทศอาเจนตินา ในปัจจุบันมันได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยความยาว 35 เมตรและหนักได้ถึง 80 ตัน โดยประมาณขนาดจากฟอสซิลกระดูกขาหลัง (Femur) ที่พบไม่สมบูรณ์ซึ่งไม่พบร่วมกับตัวอย่างแรก (Holotype) คาดว่าสามารถยาวได้ถึง 2.5 เมตรเลยทีเดียว


#ไดโนเสาร์เล่าแบบไทยๆ #นาคาไททัน

16/05/2026

ถ้าคุณคิดว่าภูเวียงโกซอรัสตัวใหญ่แล้ว นาคาไททันใหญ่กว่าเกือบ 2 เท่า ด้วยขนาดลำตัวยาว 27 เมตร มันถือเป็นหนึ่งใน 10 ไดโนเสาร์ที่ตัวใหญ่ที่สุดในเอเชีย และขนาดของมันสามารถใหญ่ได้เทียบเคียงแบรคิโอซอรัสผู้โด่งดังได้อย่างสบายๆ

แล้วเขารู้ได้ไงว่าใหญ่ขนาดนั้น เครื่องการันตีแรกคือกระดูกต้นขาหลังที่ยาวกว่า 2 เมตร จากนั้นนักบรรพชีวินวิทยาใช้สูตรคำนวนขนาด ทั้งความยาวและน้ำหนักของสัตว์ 4 ขาที่คิดค้นและใช้กันทั่วโลก โดยคำนวนจากขนาดเส้นรอบวงของขาหน้าและขาหลัง
ของมัน จนได้น้ำหนักถึง 27 ตันหรืออาจจะมากกว่า และยาวถึง 27 เมตร

#นาคาไททัน

12/05/2026

[English Below]
เฉลย🫣! แอคชั่นฟิกเกอร์ตัวแรกของเราก็คือออ…
“สยามโมไทแรนนัส อีสานเอนซิส” ทรราชแห่งสยามจากภาคอีสาน ในยุครีเทเชียสตอนต้น! 🦖🇹🇭

ใครที่รอเป็นเจ้าของ... เตรียมติดตามรายละเอียดการ Pre-order เร็ว ๆ นี้! 🔥💥
—————————————————————
The answer is here🫣! Our first action figure is...
"Siamotyrannus isanensis" — The Tyrant of Siam from Northeast Thailand, during the Early Cretaceous! 🦖🇹🇭

Stay tuned for Pre-order details soon! 🔥💥

Photos from Prehistoric Media's post 12/04/2026

โหดจัดเรื่องนี้

20/02/2026

นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนหน้าตา แต่มันคือชนิดใหม่! 🔥🦖
พบกับ สไปโนซอรัส มิราบิลิส (Spinosaurus mirabilis)
สไปโนซอรัสชนิดใหม่จากประเทศไนเจอร์ครับ หงอนยาวเด่นสะดุดตาสุดๆ
บอกเลยว่าตอนนี้ผมโคตรตื่นเต้นเลย
รูปถ่ายหัวกะโหลกคู่กับ Paul Sereno โดย Keith Ladzinski

20/02/2026

[ ย้อนรอยงานวิจัย สไปโนซอรัส เมื่อข้อถกเถียงยังคงดำเนินต่อไป ]

ไหนๆนักบรรพชีวินวิทยา พอล เซเรโน่ ก็ได้สปอยทาง IG story ว่าวันพฤหัสนี้ (วันศุกร์ไทย) น่าจะมีข่าวใหม่เกี่ยวกับสไปโนซอร์จากแลปของเขามาแล้ว ดังนั้นวันนี้เราจะมาย้อนดูงานวิจัยของ เซเรโน่ และคณะ เมื่อปี 2022 กันครับ ที่หัวเปเปอร์จั่วมาเลยว่า “Spinosaurus is not an aquatic dinosaur” หรือแปลไทยว่า “สไปโนซอรัสไม่ใช่ไดโนเสาร์น้ำ" กันครับ

ไดโนเสาร์กินปลาผู้โด่งดังอย่าง Spinosaurus เป็นที่รู้จักจากรูปลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นปากยาว ฟันทรงกรวย กระโดงหลังสูงราว 2 เมตร ขาหลังสั้นเมื่อเทียบกับลำตัว และหางที่มีสันสูงคล้ายครีบ ด้วยลักษณะทางกายวิภาคเหล่านี้ นับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา นักวิจัยจำนวนหนึ่งจึงตีความว่ามันอาจเป็นไดโนเสาร์ประเภท “สัตว์น้ำแท้จริง” (aquatic) ที่ว่ายน้ำและดำน้ำจับปลาได้อย่างคล่องแคล่ว (aquatic pursuit predator) ; ส่วนนักวิจัยอีกจำนวนหนึ่งกลับตีความว่ามันเป็นสัตว์กึ่งสัตว์น้ำ (semi-aquatic) ที่ใช้ชีวิตใกล้แม่น้ำและล่าปลาเป็นหลักโดยการยืนและเดินริมฝั่งเท่านั้นคล้ายกับนกกระสา (shoreline wader)

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในปี 2022 โดยทีมของ พอล เซเรโน่ ได้ทำการศึกษาใหม่อย่างละเอียด และได้ตีความใหม่เกี่ยวกับคำว่าสัตว์น้ำ (aquatic) กับ สัตว์กึ่งสัตว์น้ำ (semi-aquatic) อีกด้วยครับ ดังนี้

- Aquatic = สัตว์น้ำ หมายถึง คำจำกัดความกว้างๆของสัตว์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในน้ำเป็นส่วนใหญ่และมีการวิวัฒนาการปรับเปลี่ยนกายวิภาคเพื่ออาศัยอยู่ในน้ำโดยเฉพาะและลดรูปอวัยวะที่ใช้เคลื่อนไหวบนบกไป เช่น วาฬเป็นสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในน้ำทั้งชีวิตและได้เปลี่ยนขาเป็นครีบเพื่อว่ายน้ำและมีระบบประสาทสัมผัสที่ออกแบบมาเพื่อสื่อสารในน้ำ, เต่าทะเลก็เป็นสัตว์น้ำแม้ว่าจะมีจังหวะหนึ่งที่ต้องขึ้นบกมาวางไข่ แต่ทว่าร่างกายของมันได้ลดรูปอวัยวะเดินบนบกจนกลายเป็นครีบเพื่อว่ายน้ำไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวบนบกได้ดี อีกทั้งมันยังใช้ชีวิตอยู่ในน้ำตลอดเวลาอีกด้วย

- Semi-aquatic = สัตว์กึ่งสัตว์น้ำ หมายถึง สัตว์ที่พึ่งพาอาศัยน้ำที่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนร่างกายเพื่ออาศัยในน้ำโดยเฉพาะทั้งหมด โดยยังคงสภาพสรีระบางอย่างที่สามารถใช้งานบนบกได้อยู่ แม้ว่าจะสามารถว่ายน้ำ ดำน้ำ ได้ก็ตาม และที่สำคัญสัตว์กึ่งสัตว์น้ำหลายๆชนิดยังสามารถใช้ชีวิตบนบกได้ดีอีกด้วย เช่น นกน้ำ จระเข้ และเต่าน้ำจืดที่ยังคงเคลื่อนที่คล่องแคล่วบนบกและบางครั้งสามารถใช้ชีวิตบนบกได้เป็นระยะเวลานานพอสมควรอีกด้วย

ฉะนั้นที่ทีมงานต้องการจะสื่อคือการแบ่งสัตว์สองกลุ่มนี้ออกจากกันนั้นต้องพิจารณาจากการใช้งานของสรีระร่างกาย ไม่ใช่พฤติกรรมการว่ายน้ำดำน้ำเพียงอย่างเดียว โดยพวกเขาได้ใช้เทคนิคค่อนข้างหลากหลายครับ โดยนำกระดูกทั้งหมดของ Spinosaurus ไปทำ CT scan และสร้างแบบจำลองสามมิติครบทั้งโครงกระดูก กล้ามเนื้อ หลอดลม และถุงลม ก่อนนำไปคำนวณทางฟิสิกส์ เช่น การจำลองการลอยตัวในน้ำในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผลการศึกษาโดยรวมพบว่า Spinosaurus มีความยาวประมาณ 14 เมตร น้ำหนักราว 7.3 ตัน และมีจุดศูนย์รวมมวลอยู่เหนือขาหลังเหมือนเทอโรพอดชนิดอื่น จึงยืนยันว่าเดินด้วยสองขา ไม่ใช่สี่ขา อีกทั้งกระดูกคอยังมีโพรงอากาศ (pneumatic cavity) จำนวนมากเช่นเดียวกับไดโนเสาร์กินเนื้อทั่วไป และทีมงานก็ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับมันดังนี้

1.) การทรงตัวและการเดิน
แบบจำลองแสดงให้เห็นว่าจุดศูนย์รวมมวลของ สไปโนซอรัส อยู่เหนือขาหลังเช่นเดียวกับเทอโรพอดอื่นๆ ทำให้สามารถทรงตัวและเดินด้วยสองขาได้ตามปกติ แม้ขาหลังจะดูสั้นเมื่อเทียบกับลำตัวก็ตาม และไม่ได้มีโครงสร้างพิเศษที่บ่งชี้ถึงการเคลื่อนที่แบบสัตว์น้ำโดยเฉพาะ โพรงอากาศในกระดูกคอจำนวนมากก็เป็นปกติที่พบร่วมกับเทอโรพอดทั่วๆไปอีกด้วย

2.) ความสามารถในการดำน้ำ
เมื่อจำลองการลอยตัว นักวิจัยพบว่าความหนาแน่นของร่างกาย สไปโนซอรัส อยู่ที่ 833 kg/m³ ซึ่งต่ำกว่าความหนาแน่นของน้ำที่ 1000 kg/m³ และต่ำกว่าจระเข้ที่มีความหนาแน่น 1026 kg/m³ ความหนาแน่นระดับนี้ทำให้ร่างกายมีแนวโน้มที่จะลอยขึ้นสู่ผิวน้ำตลอดเวลา จึงไม่สามารถดำน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่างจากสัตว์น้ำที่ต้องมีความหนาแน่นสูงพอจะจมตัวลงไปได้

3.) ความยืดหยุ่นของลำตัว
การศึกษาข้อต่อกระดูกตั้งแต่สันหลังถึงสะโพกพบว่ามีความไม่ยืดหยุ่นและไม่ทนต่อแรงบิด แตกต่างจากจระเข้ที่อาศัยการบิดลำตัวในการว่ายน้ำ ดังนั้น สไปโนซอรัส จึงไม่สามารถใช้ลำตัวสร้างแรงขับเคลื่อนในน้ำได้ดี

4.) พลังของหางในการว่ายน้ำ
แม้ก่อนหน้านี้งานวิจัยโดย นิซ่าร์ อิบราฮิมในปี ค.ศ. 2020 จะคาดว่าหางอาจทำหน้าที่เหมือนใบพายช่วยโบกพัดขณะว่ายน้ำและดำน้ำ แต่การศึกษาใหม่ของ เซเรโน่และคณะ พบว่ากระดูกก้านสันหลังหาง (caudal neural spine) ของมันสูงเรียวเล็กและแข็งตลอดแนวแถมยังซ้อนกัน ไม่เหมือนหางของจระเข้ วาฬ หรือโมซาซอร์ ที่มีกระดูกหางเตี้ยแต่กลับมีกล้ามเนื้อหางหนาที่สูงขึ้นมาเป็นรูปใบพายทำให้ยืดหยุ่นได้ดีขณะโบกสะบัดใต้น้ำ อีกทั้งปลายหางของ สไปโนซอรัส ก็ไม่ได้เป็นทรงใบพายเช่นเดียวกับสัตว์น้ำเหล่านั้น เพราะมีปลายแหลม และจากขนาดตัวกว่า 7 ตัน หางของมันสร้างพลังได้เพียง 820 วัตต์ (683 นิวตัน) ทำให้เคลื่อนที่บนผิวน้ำได้ราว 4.3 กม./ชม. ซึ่งถือว่าช้าและไม่สอดคล้องกับนักล่าใต้น้ำ (aquatic pursuit predator) ที่ต้องการความเร็วและเสถียรภาพสูง

5) หน้าที่ของหาง
ทีมวิจัยยังเสนอว่ากระโดงหางที่สูงมากอาจไม่ได้มีไว้ช่วยว่ายน้ำ แต่มีหน้าที่ด้านการแสดงออกทางเพศ คล้ายกิ้งก่าบาซิลิสต์ที่ใช้โครงสร้างคล้ายกระโดงเพื่อโอ้อวดหรือดึงดูดเพศตรงข้าม

6) หลักฐานจากบนบก
นอกจากนี้หลักฐานเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนว่าสไปโนซอรัสสามารถใช้ชีวิตบนบกได้นั้นคือฟอสซิลกรามของมันที่ค้นพบลึกเข้ามาในแผ่นดินแอฟริกา และพบร่วมกับชั้นหินที่มีซอโรพอดขนาดใหญ่อย่าง เรบบาชิซอรัส (Rebbachisaurus) ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมบนบกที่ค่อนข้างแห้งแล้ง จึงเป็นไปได้ว่า สไปโนซอรัส อาจใช้ชีวิตใกล้ชิดกับสัตว์บกชนิดอื่นๆมากกว่าที่เคยเชื่อ

🚨แต่!!!!
แต่นั่นไม่ได้แปลว่า “ว่ายน้ำไม่เป็น” นะครับ ตรงนี้ผมคิดว่าสำคัญมากๆเลยที่ต้องย้ำกัน เพราะว่างานวิจัยของ นิซ่าร์ อิบราฮิม และคณะในปี 2020 เคยเปรียบเทียบประสิทธิภาพหางของ สไปโนซอรัส กับไดโนเสาร์ชนิดอื่น และพบว่ามันว่ายน้ำได้ดีกว่าเทอโรพอดชนิดอื่นถึงประมาณ 8 เท่า แม้จะไม่ดีเท่าจระเข้ก็ตาม

นอกจากนี้ ปากที่ยาว ฟันทรงกรวย ปุ่มประสาทรับสัมผัสบริเวณปลายปาก และตำแหน่งจมูกที่อยู่สูง ล้วนเหมาะกับการล่าปลาอย่างยิ่ง มันสามารถลงไปยืนในน้ำลึกประมาณ 2.6 เมตร ใช้วิธีจุ่มปากลงไปตรวจจับการเคลื่อนไหวของปลา แล้วจู่โจมแบบนกกระสา (shoreline wader) ได้นั่นเอง

กล่าวง่ายๆ คือ "สไปโนซอรัส ยังว่ายน้ำได้ดีเมื่อเทียบกับสัตว์บกและไดโนเสาร์ทั่วๆไป เพียงแต่ไม่เหมาะกับการดำน้ำลึกใช้ความเร็วเพื่อไล่ล่าเหยื่อใต้น้ำเท่านั้น"

📌 โดยสรุปแล้ว งานวิจัยนี้ชี้ว่า สไปโนซอรัส ไม่ใช่สัตว์น้ำ (aquatic) อย่างแท้จริง เพราะไม่สามารถดำน้ำได้ ไม่สามารถว่ายน้ำได้เร็วพอ และไม่มีโครงสร้างลำตัวที่เหมาะกับการล่าใต้น้ำ แต่ยังคงเป็นสัตว์กึ่งสัตว์น้ำ (semi-aquatic) ที่ว่ายน้ำบนผิวน้ำได้ดีกว่าเทอโรพอดชนิดอื่น หากินบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโดยใช้ปากยาวๆจุ่มลงไปในน้ำ คอยดักซุ่มรอปลาเข้ามาใกล้และฉกกินคล้ายนกกระสา (shoreline wader) และเป็นนักล่าริมน้ำขนาดยักษ์ที่มีตำแหน่งเฉพาะตัวในระบบนิเวศยุคครีเทเชียสนั่นเองครับ

อย่างไรก็ตาม นี่มิใช่ข้อสรุปของสมรภูมิวิชาการนี้ เพราะตราบใดที่มีการค้นพบใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ ซากดึกดำบรรพ์ที่พบมากขึ้นก็ย่อมสร้างความเข้าใจอันลึกซึ่งมากขึ้นของเราต่อไดโนเสาร์ลึกลับตัวนี้

References:
Sereno, P. C., Myhrvold, N., Henderson, D. M., Fish, F. E., Vidal, D., Baumgart, S. L., ... & Conroy, L. L. (2022). Spinosaurus is not an aquatic dinosaur. Elife, 11, e80092.

Ibrahim, N., Maganuco, S., Dal Sasso, C., Fabbri, M., Auditore, M., Bindellini, G., ... & Pierce, S. E. (2020). Tail-propelled aquatic locomotion in a theropod dinosaur. Nature, 581(7806), 67-70.

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Chachoengsao?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Chachoengsao
24000