Snowball Investor

Snowball Investor Page ให้แบ่งปันข้อมูลด้านการลงทุนเน้?

แอดโกส : ผมตั้งใจที่จะทำเพจนี้ขึ้นเพื่อ "พัฒนาตัวเอง" เพราะผมรู้ตัวว่าตัวผมเองก็ยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกมาก ความตั้งใจของผมในการพัฒนาตัวเองคือการ "เริ่มฝึกสอนเพื่อนๆ" โดยในการเริ่มฝึกสอนของผม ผมจะไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เลย เว้นเพียงแต่ต้นทุนค่าห้อง ค่าอาหาร หรือเอกสาร เท่านั้น และผู้ที่สนใจเรียน ผมจะรับแต่เพื่อนๆ ที่เพิ่งเริ่มลงทุนไม่เกิน 2 ปีเท่านั้น (เกินกว่านี้อาจต้องขอให้มาช่วยสอนผมแทนครับ :P)



เพจนี้จึงอาจไม่มีสาระประโยชน์สำหรับนักลงทุนรุ่นเก๋า ที่ลงทุนมานานเกิน 3 ปีนะครับ ใจจริงอยากไว้เป็นกลุ่มสำหรับแชร์เรื่องการออมและการลงทุนสำหรับเพื่อนๆ ที่ยังไม่เคยเริ่ม หรือเพิ่มเริ่มได้แค่ 1-2 ปีครับ

นอกจากนี้ผมยังตั้งเป้าว่าจะเขียนบทความ หรือเรื่องอะไรสักอย่างเกี่ยวกับลงทุน ประมาณเดือนละ 1 บทความ เพื่อเป็นบีบตัวเองให้ศึกษา หาความรู้ครับ อาจดูเหมือนจะตั้งเป้าต่ำไปหน่อย แต่ผมรู้น้อย คิดว่าตั้งเป้าไว้แค่นี้น่าจะดีกว่าตั้งเป้าเขียนให้มาก แต่กลายเป็นบทความที่ไม่มีประโยชน์ หรือว่าตั้งเป้าไว้แล้วทำไม่ได้จริงครับ

ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ ที่สนใจเข้ามาติดตามครับ
===========================================
แอดซัมเมอร์ : การลงทุนทุกแบบไม่จำเป็นต้องเครียด ถ้าเมื่อไรก็ตามที่เริ่มเครียด/ไม่มีความสุข/ไม่สนุก ก็หยุดไปพักหายใจหาแรงจูงใจใหม่ๆ สำหรับหลายๆคนการลงทุนไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเสมอไปเรายังมีอย่างอื่นให้ทำอีกมาก
ส่วนการพัฒนาตัวเองเรื่อยๆเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่อยากให้เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครนอกจากตัวเราเองเมื่อวานนี้ เพราะเราอาจจะเกิดความทุกข์ในใจได้
ดังนั้นเราเลยอยากให้คนที่หลงเข้ามาอ่านก็ดีตั้งใจเข้ามาอ่านก็ดี เป็นเหมือนเพื่อนคุยกันและได้พบกับความสนุกได้สาระในโลกของการลงทุนบ้างไม่มากก็น้อย

อันนี้ดี 👍
31/07/2026

อันนี้ดี 👍

ASML ร่วงแรง เพราะจีนผลิต DUV ได้เอง... ต้องกังวลไหม?ช่วงนี้คนตกใจกับข่าวว่า จีนทำเครื่อง DUV Lithography ได้เอง จนหุ้น ...
29/07/2026

ASML ร่วงแรง เพราะจีนผลิต DUV ได้เอง... ต้องกังวลไหม?
ช่วงนี้คนตกใจกับข่าวว่า จีนทำเครื่อง DUV Lithography ได้เอง จนหุ้น ASML ปรับตัวลงแรง
แต่ถ้ามองดีๆ ข่าวนี้เนี่ยะมีทั้งเรื่องจริง และตกใจเกิ๊น
ยังไงก็เป็นความจริง
จีนทำเครื่อง DUV ได้แล้ว ซึ่งเป็นแสดงว่าพวกเขาพยายามไม่พึ่งตัวจ้างเทคโนโลยีต่างชาติ ถ้าใช้เวลาแล้วเนี่ยมันเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญจริง ASML อาจหายตลาด DUV ในจีนไปบ้างแน่นอน
แต่ที่คนไม่ได้พูดถึง
ปัจจุบัน จีนยังเพิ่งเริ่มผลิต DUV ได้อยู่ที่ระดับ "หลักไม่กี่เครื่องต่อปี" ยังไม่ถึงขั้นผลิตเต็มสเกล
ประเด็นใหญ่คือ DUV ของจีนพอประมาณหรือยัง? Yield ดีหรือเปล่า? จะเสถียรพอขายให้ลูกค้าได้บ้างหรือ เรื่องพวกนี้ยังต้องดูอีก 3-5 ปี
สำคัญกว่านั้น ธุรกิจที่กำไรสูงสุดของ ASML ไม่ใช่ DUV หรอก เป็น EUV และ High-NA EUV ที่จีนยังไม่มีวิธีทำเลย ในตอนนี้ยังดำเนินการผ่านข้อจำกัดการส่งออกจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่น
ผมจะติดตามแค่ 3 เรื่องนี้:

1.จีนเพิ่มกำลังการผลิต DUV ได้เร็วแค่ไหน
2.Order backlog ของ ASML ยังแข็งแกร่งอยู่หรือเริ่มอ่อนตัว โดยเฉพาะรายได้จากจีน
3.ASML ยังคงความเป็นแม่ของตลาดในด้าน EUV และ High-NA EUV ได้หรือไม่ (จีนผลิต DUV ได้กี่เครื่องต่อปี และ Yield เป็นอย่างไร, รายได้จาก Service และ Installed Base ยังเติบโตหรือไม่)

หรือลองดูโพสนี้เป็นอีกแนวทางนึงก็ได้นะ (admin lady)

CNBC's Arjun Kharpal discusses The Information report that China is...

อีก1เรื่องสินะ กับวงการอสังหา
22/07/2026

อีก1เรื่องสินะ กับวงการอสังหา

🚨 ช็อกวงการอสังหาฯ! ทลายเครือข่าย "นอมินีจีน" ฮุบบ้านหรู 33 หลัง มูลค่าทะลุพันล้าน! 🚨

ใครที่อยู่หมู่บ้านหรูย่านพัฒนาการ-กรุงเทพกรีฑาแล้วสงสัยว่าทำไมมีชาวต่างชาติอยู่เยอะ ต้องอ่านข่าวนี้ด่วน! ล่าสุดตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) และ ปอศ. บุกทลายขบวนการชาวจีนที่ใช้ชื่อ "คนไทย" บังหน้า เพื่อกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยเรียบร้อยแล้วครับ!

นี่คือมหากาพย์การฮุบบ้านหรูที่แยบยลที่สุด สรุปข้อเท็จจริงแบบเข้าใจง่ายๆ มาให้แล้ว 👇

🏘️ มหากาพย์กว้านซื้อบ้านหรูพันล้าน

จุดเริ่มต้น: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และชาวบ้านร้องเรียนว่าหมู่บ้านหรูย่านถนนพัฒนาการและกรุงเทพกรีฑา มีชาวจีนเข้ามาอยู่เยอะมากจนสร้างความเดือดร้อน

ตัวบงการใหญ่: ตำรวจสืบจนพบว่าเรื่องนี้มี "นายห่าว เติ้ง" สัญชาติจีน เป็นนายทุนใหญ่และผู้สั่งการตัวจริง

นอมินีชาวไทย: ใช้คนไทยคือ น.ส.ปิยนุช และคุณแม่ (นางสาคร) มาเป็นหุ่นเชิด คอยถือหุ้นและเป็นกรรมการบริษัทแทน

สเกลความเสียหาย: ขบวนการนี้ตั้งบริษัทอำพรางขึ้นมาถึง 33 แห่ง! เพื่อกว้านซื้อบ้านพักหรู 33 หลัง มูลค่ารวมจุกๆ กว่า 1,275 ล้านบาท (โดยเงินทุนทั้งหมดมาจากนายทุนจีน)

🕵️‍♂️ ทริคอำพรางหลบกฎหมายไทย

ขบวนการนี้หัวหมอมาก โดยแบ่งรูปแบบการฮุบอสังหาฯ เพื่อเลี่ยงข้อกฎหมายเป็น 3 สเต็ป:

สเต็ป 1: ใช้บริษัทนอมินีที่มีคนไทยถือหุ้น ซื้อบ้านเก็บไว้ก่อน

สเต็ป 2: พอมีลูกค้าชาวจีนมาซื้อ จะทำการ "เปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น" ยกบริษัทให้ชาวจีนเข้าครอบครองบ้านทันที

สเต็ป 3: บางส่วนก็ใช้บริษัทนอมินีซื้อบ้านเก็บไว้ ก่อนปล่อยเช่าหรือขายผ่านเอเจนซีชาวจีนด้วยกันเอง

หลักฐานมัดตัว: ตำรวจเจอ "เอกสารโอนลอยหุ้น" ถึง 30 ชุด ที่ น.ส.ปิยนุช และนางสาคร เซ็นชื่อทิ้งไว้ล่วงหน้า เพื่อรอเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นตามคำสั่งนายห่าว เติ้ง สะท้อนชัดเจนว่าคนไทยเป็นแค่หุ่นเชิดบังหน้า!

⚖️ บทสรุปและหลักฐานที่ยึดได้

ปฏิบัติการค้นเป้าหมาย 20 จุดครั้งนี้ ตำรวจยึดของกลางเพียบ! ทั้งโฉนดที่ดิน, สัญญาซื้อขายและเอกสารสิทธิ์ 30 ชุด, พาสปอร์ตหลายสัญชาติ 15 เล่ม, ตราประทับบริษัท 6 ชิ้น และวัตถุคล้ายธนบัตรไทย-ต่างประเทศ มูลค่าราว 1.4 ล้านบาท

เบื้องต้นผู้ต้องหาโดนแจ้งข้อหาหนักตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ความผิดฐานเป็นนอมินี) และประมวลกฎหมายที่ดิน พร้อมเตรียมรายงานผลไปยัง "กรมที่ดิน" เพื่อดำเนินการตามกฎหมายเรื่องการจำหน่ายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงเตรียมขยายผลกวาดล้างผู้ร่วมขบวนการต่อไป
งานนี้บอกเลยว่าตำรวจเอาจริง! ใครที่คิดจะรับจ้างเป็นนอมินีถือครอง

ทรัพย์สินแทนนายทุนต่างชาติ ต้องดูเคสนี้ไว้เป็นบทเรียนราคาแพงครับ!
#นอมินีจีน #ทุนจีนสีเทา #ข่าวอสังหา #ตำรวจสอบสวนกลาง #ปอศ #ข่าวเศรษฐกิจ #บ้านหรู #กรุงเทพกรีฑา

10/07/2026

แอดมินเลดี้ จะมาบอกวิธีเก็บเงินเดือนละ1หมื่นให้ถึง 9หมื่นล้าน ในช่วง38ปี ทำยังไง

1. ลงทุนให้ผลตอบแทนทบต้น CAGR 45%/ปี

2. มีพอร์ตเก่าอยู่แล้ว 8.999999หมื่นล้าน เติมไป1หมื่นบาท ก็ครบพอดี

3.เกิดมาแล้วก็เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเกือบเท่าแสง ตลอดเวลา ก็จะทำให้เวลาของคุณเมื่อเทียบกับคนอื่น เท่ากับ7.5แสนปี แค่นี้ก็มีเวลาออมเงินเดือนละหมื่นได้ครบแล้ว

#ง่ายจะตาย

https://www.youtube.com/watch?v=5pwjr0CxF2wสิ่งที่ไทยจะได้จริงๆกับระบบเศรฐกิจ ในระยะยาวดีจริงมั้ย, นอกจากกระแสระยะสั้น แ...
06/07/2026

https://www.youtube.com/watch?v=5pwjr0CxF2w

สิ่งที่ไทยจะได้จริงๆกับระบบเศรฐกิจ ในระยะยาวดีจริงมั้ย, นอกจากกระแสระยะสั้น แบบ Hype ของหุ้นไทยบางตัว

ทั้งผลกระทบในการใช้ไฟ, น้ำ, เสียง กับสิ่งแวดล้อมในไทย

Data Center ลงทุน 800,000 ล้าน ไทยได้ประโยชน์แค่ไหน ? | Talk ลงทุนแ...

อีก1เรื่องราว ที่ความหมายในชีวิต มีมากกว่าการเงินและการลงทุน
11/05/2026

อีก1เรื่องราว ที่ความหมายในชีวิต มีมากกว่าการเงินและการลงทุน

1. วันนี้ ผมอ่านข่าวหุ้น e.l.f. Beauty ที่ผมกำลังศึกษาธุรกิจอยู่ แล้วผมดันไปเจอข่าวว่า สก๊อตต์ วินเซนต์ โบร์บา อดีตผู้ร่วมก่อตั้ง e.l.f. Beauty กำลังจะรับศีลบวชเป็นสงฆ์คาทอลิกด้วยวัย 53 ปี ในวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2026

ผมอ่านแล้วอึ้งไปเลย เพราะไม่คิดว่าหุ้นที่ตัวเองศึกษาอยู่ จะมี Co-Founder เป็นคาทอลิก และที่สำคัญ พออ่านและหาข้อมูลไปเรื่อยๆ พบว่า โบร์บา ขายธุรกิจ e.l.f. Beauty และมุ่งหน้าสู่เส้นทางการเป็นสงฆ์คาทอลิกอย่างจริงจัง ตั้งแต่ ค.ศ. 2021 ด้วยเหตุนี้ วันนี้ ผมจึงไม่เขียนข่าวพระสันตะปาปา แต่ขอเขียนเรื่องของ โบร์บา กับหุ้น elf ให้ทุกท่านได้เข้าใจละกัน

2. โดยส่วนตัว ผมมี passion มากๆ กับการค้นคว้าหาข้อมูลคาทอลิกที่เป็นนักธุรกิจที่สร้างกิจการด้วยตัวเอง (เป็นผู้ก่อตั้งหรือ Founder) และมีความศรัทธาอย่างจริงจัง คำว่า “จริงจัง” ของผมคือทำตัวเป็นคริสตชนที่ดี มีความรู้ลึกและเข้าใจเรื่องของคาทอลิก และสำคัญสุด ต้องทำตัวเป็นประโยชน์ช่วยเหลือส่วนรวมด้วย ไม่ใช่ปฏิบัติตัวดี มีความรู้ลึก แต่ไม่ช่วยเหลือส่วนรวม

สาเหตุที่ผมมี passion กับการค้นคว้าหาข้อมูลพวกคาทอลิกที่เป็นคนสร้างธุรกิจด้วยตัวเอง ก็เพราะผมอยากรู้ว่า พวกเขาแบ่งเวลายังไง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความเชื่อกับธุรกิจ (ตัวผมเองก็เป็น Co-Founder ในบริษัทของผม ผมชอบใช้ตัวอย่างเหล่านี้มาสอนและเตือนสติตัวเองเรื่องความเชื่อ เพราะอย่างที่บอกไป ความยากของการรักษาสมดุลของการให้เวลาครอบครัว + ธุรกิจ + Pope Report เป็นเรื่องท้าทายมากๆ สำหรับผม ... อีกอย่าง ผมว่าคนเป็นเจ้าของกิจการ จะมีความเครียดสูงกว่าพวกนักธุรกิจคาทอลิกที่เป็นผู้บริหาร เพราะเจ้าของคือต้องอยู่กับกิจการนั้น 24 ชั่วโมง แต่พวกผู้บริหารไม่ใช่แบบนั้น)

เขียนมายืดยาว ผมขอเขียนบทความถึง “ว่าที่สงฆ์คาทอลิกคนใหม่” สก๊อตต์ วินเซนต์ โบร์บา ออกมาเป็นข้อๆ เพื่อให้เห็นภาพเส้นทางชีวิตที่น่าทึ่งของเขา แบบเจาะลึกทุกรายละเอียดกันครับ

3. โจเซฟ ชามาห์ กับ สก๊อตต์ วินเซนต์ โบร์บา ร่วมกันสร้างธุรกิจ e.l.f. (Eyes. Lips. Face.) ในปี 2004 ด้วยการสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภคและใช้ Data มาเป็นตัวขับเคลื่อน ทั้งสองคนสังเกตเห็นว่าผู้หญิงจำนวนมากขับรถเบนซ์หรือ BMW แต่กลับแวะซื้อเครื่องสำอางราคาถูกในร้าน 99-cent store (เหมือนร้าน 20 บาท) สิ่งนี้เป็นเครื่องหมายบอกว่าผู้หญิงทุกคน ต่อให้มีกำลังซื้อสูงขนาดไหน แต่ถ้าเจอของคุณภาพดีราคาไม่แพง พวกเธอจะเจอแรงดึงดูดอย่างแรงให้เข้าไปซื้อ นี่คือการบอกว่า ผู้หญิงทุกคนฉลาดพอที่จะรู้ว่าเครื่องสำอางคุณภาพดี ไม่จำเป็นต้องราคาแพงเสมอไป และยังเป็นการชี้ให้เห็นช่องว่างทางการตลาดว่า ตลาดเครื่องสำอางกำลังตั้งราคาเกินจริงด้วย

4. โบร์บาจึง disrupt ตลาดนี้ด้วยการตั้งราคาเริ่มต้นเพียง 1 ดอลลาร์ (33 บาท) และใช้ช่องทางขายคือ e-commerce ยุคนั้นคนยังไม่ชินกับการซื้อของออนไลน์ โบร์บาจึงต้องอาศัยพลัง Word of mouth แทนการทุ่มงบโฆษณาแบบแบรนด์ดังๆ

5. ก่อนจะมาสร้างอาณาจักร e.l.f. โบร์บาเริ่มต้นด้วยการเป็นนายแบบสังกัด Ford Models และพออายุ 30 ปี เขาก็สร้างแคมเปญให้กับแบรนด์ความงามระดับโลกมาแล้วหลายเจ้า ทั้ง Neutrogena, Sebastian, Joico, Murad และ Hard Candy เขายังสร้างแบรนด์สกินแคร์ในชื่อตัวเอง Scott-Vincent Borba ด้วย

6. นอกจากนี้ โบร์บายังเปิดคลินิกความงามระดับ Hi-End ในเบเวอร์ลี่ย์ ฮิลส์, มีบ้านพักหรูริมทะเล มีรถสปอร์ต Aston Martin, จัดปาร์ตี้กับ ปารีส ฮิลตัน และช่วงหนึ่งคบกับ เดมี่ มัวร์ ด้วย

7. อย่างไรก็ตาม โบร์บายอมรับว่า ทุกคืนที่เขาอยู่ในปาร์ตี้และท่ามกลางคนดัง เขาไม่มีความสุขเลย โบร์บาเล่าว่า เขายืนมองทุกอย่างรอบตัวแล้วรู้สึกถึงความว่างเปล่าที่อธิบายออกมาไม่ได้ เขาเงยหน้ามองฟ้าแล้วพูดกับพระเจ้าว่า “ถ้าชีวิตมีแค่วนอยู่กับการทำงาน หาเงิน ปาร์ตี้ แล้วก็ใช้ชีวิตไปวันๆ พระเจ้าไม่น่าจะสร้างผมมาใช้ชีวิตแบบนี้”

8. โบร์บาเริ่มค่อยๆ ถอยห่างออกจากชีวิตแบบนี้ เขาเริ่มขายทรัพย์สินที่มี และเอาเงินเหล่านั้นไปบริจาค

ค.ศ.2021 โบร์บา ขายหุ้น e.l.f. ทิ้งทั้งหมด ลาออกจากทุกตำแหน่งในบริษัท จากนั้น เขาไปทำงานกับซิสเตอร์คณะธรรมทูตเมตตาธรรม (ของนักบุญเทเรซาแห่งกัลกัตต้า) เพื่อช่วยดูแลคนไร้บ้านที่ซานฟรานซิสโก และในที่สุด เขาก็สมัครเข้ารับการอบรมเป็นสงฆ์คาทอลิกที่สามเณราลัย เซนต์ แพทริค เมืองเมลโล่ พาร์ค รัฐแคลิฟอร์เนีย

8. ที่น่าสนใจคือนี่ไม่ใช่การกลับใจแบบกะทันหัน แต่เป็นผลจากเมล็ดพันธุ์ความเชื่อที่ถูกหว่านมาตั้งแต่วัยเด็ก พ่อแม่ของโบร์บาเป็นคาทอลิกที่มีความศรัทธาต่อแม่พระฟาติมา โบร์บาเล่าว่า ตอน 10 ขวบ เขาไปมิสซากับแม่ และแม่ชี้ให้เขาดูสงฆ์คาทอลิกที่กำลังถวายมิสซา พร้อมถามว่า “อยากเป็นแบบคุณพ่อไหม”

9. โบร์บาเล่าว่า วันที่ตัดสินใจว่าจะไปสมัครเข้าบ้านเณร เขาขับรถพร้อมความอึดอัดในใจ และต้องหาที่จอดกลางทางเพื่อสวดขอพระว่า “พระเจ้า โปรดช่วยทำให้ฝันของผมเป็นจริงได้ไหม (ได้บวชเป็นสงฆ์คาทอลิก) และถ้าผมทำสำเร็จ ผมจะถวายชีวิตและการรับใช้ให้พระองค์”

10. วินาทีที่ โบร์บาขับไปถึงบ้านเณรเพื่อมาสมัคร เขาขับรถหรูไปสมัครและได้เจอกับคุณพ่อผู้อำนวยการที่ยืนรอต้อนรับ คุณพ่อท่านนี้พูดกับโบร์บาว่า “พ่อคิดว่า พ่อมีงานต้องทำกับคุณเยอะเลยแหละ” ซึ่งโบร์บาหัวเราะทันที เพราะเขารู้ตัวว่า นี่คือภาพที่ขัดกันสุดขั้ว

11. ตัดภาพมาเดือนมิถุนายน 2025 โบร์บาได้รับการบวชเป็นสังฆานุกร และอีกไม่กี่วันต่อจากนี้ เขากำลังจะได้รับการบวชเป็นสงฆ์คาทอลิกในวันที่ 23 พฤษภาคม 2026

โบร์บาบอกว่า “นี่ไม่ใช่กระแสเรียกที่มาช้า” แต่เป็นตัวเขาเองที่ตอบรับเสียงเรียกของพระเจ้า “ช้าไปหน่อย” ทั้งที่พระเจ้าเรียกเขาให้เป็นติดตามพระองค์ตั้งแต่ตอน 10 ขวบ

12. โบร์บาบอกว่า “ผมไม่เคยมีความสุขมากเท่านี้มาก่อน ไม่เคยเต็มเปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดีขนาดนี้ ทุกอย่างที่โลกมอบให้ผม ผมพร้อมคืนทุกอย่างกลับไปให้หมด เพื่อที่ผมจะได้เป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซู”

13. Pope Report คิดว่าแก่นที่น่าสนใจที่สุดของชีวิต สก๊อตต์ โบร์บา ไม่ใช่เรื่อง “ไปบวช” แต่เป็นเรื่องของคนที่บรรลุเป้าหมายของโลกธุรกิจและชื่อเสียงแล้ว แต่พบว่า “ความสำเร็จ” กับ “ความหมายของชีวิต” ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป

หลายคนใช้ทั้งชีวิตเพื่อวิ่งตามสิ่งที่สังคมบอกว่ามีค่า ทั้งเงิน ชื่อเสียง บ้าน รถ หรือ status แต่พอได้จริงๆ บางคนกลับเริ่มถามว่า “แล้วไงต่อ”

ผมว่าตรงนี้แหละที่เรื่องของโบร์บาทรงพลังมาก เพราะเขาไม่ได้พูดเรื่องนี้จากมุมของคนที่ “ไม่เคยมี” แต่พูดจากมุมของคนที่เคยมีครบหมดแล้ว

14. อีกเรื่องที่ผมชอบมากคือเขาไม่ได้ดูถูกธุรกิจหรือความสำเร็จ

จริงๆ e.l.f. ก็เป็นธุรกิจที่ช่วยคนจำนวนมาก e.l.f. ช่วยทำให้เครื่องสำอางคุณภาพดีเข้าถึงง่ายขึ้น และสร้างมูลค่ามหาศาล

ดังนั้นเรื่องนี้ ไม่ใช่ “ธุรกิจไม่ดี” หรือ “เงินไม่สำคัญ” แต่คือการเตือนว่า ต่อให้ธุรกิจสำเร็จมากแค่ไหน มันก็ยังตอบคำถามบางอย่างในชีวิตไม่ได้อยู่ดี

ผมคิดว่าเรื่องของโบร์บาทำให้เห็นสิ่งหนึ่งชัดมาก คือมนุษย์ไม่ได้ต้องการแค่ “ความสำเร็จ” แต่ต้องการ “ความหมาย” ด้วย

และหลายครั้ง สองอย่างนี้ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป

ถ้ามองประเทศไทยเป็น “บริษัทจดทะเบียน”ต้องยอมรับตรง ๆ ว่า พื้นฐานเดิมมันไม่ตอบโจทย์โลกยุคนี้แล้วถ้าจะหวัง turnaroundคุณไม...
06/02/2026

ถ้ามองประเทศไทยเป็น “บริษัทจดทะเบียน”
ต้องยอมรับตรง ๆ ว่า พื้นฐานเดิมมันไม่ตอบโจทย์โลกยุคนี้แล้ว

ถ้าจะหวัง turnaround
คุณไม่เลือก CEO คนเดิม
ไม่เลือกทีมบริหารที่เคยพาบริษัทวนลูปปัญหาเดิม
และไม่เลือกคนที่แค่พูดเก่ง แต่ไม่เคยทำของจริง

การเลือกตั้งก็เหมือนกัน

อย่าเลือกพรรคการเมืองด้วย “ความกลัว”
อย่าเลือกด้วย “ความเกลียด”
และอย่าเลือกเพราะมัวแต่จ้องจับผิดเปลือกนอกของบางพรรค
ในขณะที่มองข้ามข้อบกพร่องของพรรคที่ตัวเองชอบ

ถ้าจะตรวจสอบ — ต้องตรวจทุกพรรคด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ดูให้ลึกกว่าแค่วาทกรรม
ดูว่าเขาเคยทำอะไรจริงในสภา
เคยผลักดันกฎหมายอะไร
เคยยืนหยัดกับเรื่องไหน
และ core business ของเขาคือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หรือแค่บริหารวันต่อวัน

ประเทศนี้ไม่ต้องการ “ผู้จัดการรักษาการ” อีกแล้ว
แต่ต้องการ ทีม turnaround ที่กล้าเปลี่ยนกติกา และอยากเปลี่ยนจริง

ออกไปเลือกตั้งครับ
และอย่าลืมโหวตประชามติ
เพราะถ้ากติกายังไม่เป็นธรรม
ต่อให้ได้ผู้บริหารเก่งแค่ไหน
บริษัทนี้ก็ยากจะฟื้นอย่างยั่งยืน

(ขอขอบคุณภาพจากเพจ Thai News Pix)

05/02/2026

ถ้าบริษัทที่ทำแอพให้ประกันสังคม บังคับให้คนอยากเข้าประชุมAGM ปีนี้ต้องมีหุ้นขั้นต่ำ1,000หุ้นนะ
เผลอๆมีลิ่ง3วัน 3คืนอ่ะ 😌

งบ MSFT ออกมาแล้ว แย่แบบที่ตลาดกังวลเลยมั้ย (By แอดมินlady)https://www.microsoft.com/en-us/investor/earnings/fy-2026-q2/...
31/01/2026

งบ MSFT ออกมาแล้ว แย่แบบที่ตลาดกังวลเลยมั้ย (By แอดมินlady)
https://www.microsoft.com/en-us/investor/earnings/fy-2026-q2/press-release-webcast

ฝั่งมองโลกแง่ดี
1. Moat & Advantage (ป้อมปราการทางธุรกิจ)

•Commercial RPO (Remaining Performance Obligation): ตัวเลขนี้คือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดของ Moat ในปัจจุบัน RPO พุ่งสูงถึง 625 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เติบโต 110% เมื่อเทียบกับปีก่อน)

- RPO คือมูลค่าสัญญาที่ลูกค้าตกลงจะจ่ายในอนาคต ซึ่งหมายถึงการผูกมัดระยะยาว (Lock-in) กับ Microsoft แม้ว่า 45% ของการเติบโตนี้จะมาจากสัญญาที่เกี่ยวข้องกับ OpenAI แต่ส่วนที่เหลือก็ยังเติบโตถึง 28% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่แข็งแกร่งในผลิตภัณฑ์หลัก

2. รายได้หลักยังมาจากกลุ่มคลาวด์ที่โตอยู่ เพียงแต่ azure ตลาดคาดว่าจะโต39% แต่ไตรมาสนี้โตแค่38% (แต่ถ้าลดลงหลายๆไตรมาสติดกัน อันนี้สิน่ากลัวจริง)

3. Profitability & Cash Flow (ความสามารถในการทำกำไรและกระแสเงินสด)

3.1 กำไรสุทธิ (Non-GAAP) เติบโต 23% เป็น 30.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

3.2 กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (OCF): เติบโต 60% อันนี้ถือว่าดีมาก

ฝั่งที่กังวล
1. FCF ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากบริษัทเร่งลงทุนใน Capital Expenditure (CapEx) สูงถึง 37.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในไตรมาสเดียว การลดลงของ FCF นี้ไม่ใช่ปัญหาทางธุรกิจ แต่เป็น "การตัดสินใจจัดสรรเงินทุน" (Capital Allocation) เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต (AI Infrastructure)

2. ในมุมบริษัท มองว่าการลงทุน capex เยอะขนาดนี้ เพราะต้องการรองรับการเติบโตแบบก้าวกระโดดในอีก3-5ปีข้างหน้า

3. สัญญาณที่ตลาดกังวล: ตลาดกังวลเรื่อง "Margin Compression" (อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อย) และการคาดการณ์การเติบโตของ Azure ที่ 37-38% ในไตรมาสหน้า ซึ่งต่ำกว่าที่บางคนคาดหวัง

4.แอดลองเข้าข้างตลาดดู ก็พบว่าในส่วนของ CapEx vs. Revenue: ตลาดกังวลว่าการลงเงินไปถึง $37.5 พันล้านในไตรมาสเดียว (และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอีก) เพื่อแลกกับการเติบโตของ Azure ที่เริ่ม "ทรงตัว" (Steady) ที่ 38% อาจหมายความว่า "ประสิทธิภาพของเงินลงทุน" (Capital Efficiency) กำลังลดลงก็ได้

5. 45% ของการเติบโตของ RPO มาจากสัญญาที่เกี่ยวข้องกับ OpenAI!!! และหาก OpenAI ประสบปัญหาด้านการบริหาร, กฎหมาย, หรือถูกคู่แข่ง (เช่น Google หรือ Anthropic) แซงหน้าด้วยโมเดลที่ฉลาดกว่าและถูกกว่า "ป้อมปราการ" ที่ Microsoft สร้างไว้บนพื้นฐานของ OpenAI อาจพังทลายลงก็เป็นไปได้

5.1 แม้ OpenAI จะเป็นหัวใจของ AI strategy ระยะสั้น
แต่ Moat ที่แท้จริงของ Microsoft อยู่ที่ ‘การฝัง AI เข้าไปใน workflow ขององค์กร’
ไม่ใช่การเป็นเจ้าของโมเดลที่ฉลาดที่สุด

6. นี่ยังไม่นับเรื่องต้นทุนของคลาวด์ที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งค่าไฟ, ค่าฮาร์ดแวร์เช่นเมมโมรี่ที่แพงขึ้น

ในมุมของแอดเลดี้ "MSFT: เดิมพันครั้งใหญ่บนทางสองแพร่ง — ป้อมปราการใหม่ หรือ กับดักทุนมหาศาล?"

หากเชื่อว่า Microsoft คือ 'ผู้ชนะถาวร' การย่อตัวครั้งนี้คือบททดสอบความอดทน ประวัติศาสตร์หุ้นสหรัฐฯ สอนเราเสมอว่า 'การซื้อกิจการที่ยอดเยี่ยมในวันที่ตลาดหวาดกลัวชั่วคราว' คือจุดเริ่มต้นของผลตอบแทนที่มหาศาลเสมอ

แต่ในมุมกลับ หาก 'AI Bubble' คือความจริง การทุ่มงบ CapEx ระดับ 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส อาจกลายเป็น 'การลงทุนเกินตัว' ที่แลกกับกำไรที่ไม่คุ้มค่าในอนาคตก็เป็นได้

ไม่มีนักลงทุนคนไหนอยากเล่นเกมที่กรรมการอยู่ฝั่งเดียวกับคู่แข่งเศรษฐกิจก็เช่นกันถ้ากติกาไม่ยุติธรรม → เงินไม่เข้า → ประเท...
23/01/2026

ไม่มีนักลงทุนคนไหนอยากเล่นเกม
ที่กรรมการอยู่ฝั่งเดียวกับคู่แข่ง

เศรษฐกิจก็เช่นกัน
ถ้ากติกาไม่ยุติธรรม → เงินไม่เข้า → ประเทศไม่โต

การแก้รัฐธรรมนูญ = การซ่อมสนามให้เล่นได้แฟร์อีกครั้ง 🙂

แอดมินladyรายงาน

การแข่งฟุตบอลของประเทศหนึ่ง มีกฎประหลาด นั่นคือทีม A จะได้รับอภิสิทธิ์พิเศษมากกว่าทุกทีมที่เหลือ

โดยทีม A นอกจากจะร่วมลงแข่งแล้ว ยังมีอำนาจในการเลือกกรรมการ, เลือกไลน์แมน, เลือกผู้ตัดสิน VAR และ สามารถแต่งตั้งคณะกรรมการวินัยมารยาทได้ด้วย ว่าง่ายๆ คือ ทีม A สามารถกำหนดทิศทางทุกอย่าง ได้ด้วยมือตัวเอง

สมมุติปีไหนถ้าทีม A เก่งกว่าทีมอื่นอยู่แล้ว พวกตัวช่วยต่างๆ ก็จะยังไม่ถูกงัดมาใช้ แต่ถ้าปีไหนที่พวกเขารู้สึกว่า มีคู่แข่งที่อันตรายย่างกรายเข้ามา ก็ไม่ลังเล ที่จะเอาตัวช่วยมาใช้งานทันที

ตัวอย่างเช่น ในซีซั่นล่าสุด สโมสรน้องใหม่ ทีม B พุ่งแรงขึ้นมา เข้าใกล้ที่จะเป็นแชมป์ ทีม A จะยอมปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้แล้ว พวกเขาจึงสั่งให้กรรมการ (ที่เป็นคนของตัวเอง) หาเรื่องควักใบแดง ไล่กัปตันทีม B ออกจากสนาม ด้วยเหตุผลที่เบาหวิวมาก จากนั้นก็ล็อบบี้ คณะกรรมการวินัยมารยาท (ที่เป็นคนของตัวเองเช่นกัน) ให้แบนกัปตันทีม B คนนั้นไปเลย 10 เกม หวังจะไม่ให้ได้ผุดได้เกิด

เพื่อเป้าหมายคือคว้าแชมป์ ทีม A พร้อมใช้อำนาจทุกอย่างที่มีในมือ กรรมการ, ไลน์แมน, VAR เพื่อบ่อนทำลายทีมอื่นแบบเนียนๆ อยู่ตลอดเวลา

แจกจุดโทษแบบค้านสายตา, ควักใบแดงในจังหวะที่ไม่มีอะไร, สั่งแบนยาวกว่าปกติ ฯลฯ

ทีม A ทำอะไรจะไม่เคยผิด แต่ทีมอื่น ทำอะไรก็ผิดเสมอ เอาเป็นว่า ดูจากนอกโลกยังรู้ ว่ากรรมการเอียงจนไม่รู้จะเอียงยังไงแล้ว

เวลาผ่านไป ทีมอื่นๆ เริ่มไม่พอใจว่าทำไมกรรมการไม่มีความยุติธรรมเลย เอาแต่กลั่นแกล้งกัน ฝั่งทีม A ก็จะสวนกลับไปว่า "เฮ้ย ไม่ยอมรับคำตัดสินหรอ?" ทั้งๆ ที่ ก็รู้กันดี ว่ากรรมการทุกคน ถูกแต่งตั้งมาจากใคร

ในวันหนึ่งทีม B C D E รวมถึงแฟนบอลจำนวนมาก ต่างทนไม่ไหวแล้ว และตั้งคำถามว่า ทำไมกฎฟุตบอลของประเทศเรา ต้องให้อภิสิทธิ์ทีม A ในการเลือกกรรมการด้วย

ทำไมคนคัดเลือกกรรมการ ไม่ใช่คนกลาง ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย แล้วเมื่อกฎเป็นแบบนี้ มันจะสร้างความยุติธรรมอย่างแท้จริงได้อย่างไร

ทีมอื่นๆ จึงเรียกร้องไปที่สมาคมฟุตบอล ว่าเปลี่ยนแปลงกฎเถอะ จะแพ้ จะชนะ ก็ให้มันยุติธรรม ให้มันแฟร์ได้ไหม ดังนั้นสมาคมฟุตบอลเลยบอกว่า งั้นขอไปทำประชามติ ถามแฟนบอลทั้งประเทศก่อน ว่าอยากให้เปลี่ยน หรือ อยากให้ทีม A กุมอำนาจทุกอย่างแบบเดิม

ถ้าเกิดแฟนบอล "เห็นชอบให้เปลี่ยน" ก็จะมีการเริ่มร่างกฎใหม่ขึ้นมา

แต่ถ้าแฟนบอล "ไม่เห็นชอบให้เปลี่ยน" ก็จะยึดกฎเดิม ให้ทีม A เลือกกรรมการทุกตำแหน่ง ได้อย่างตามใจชอบเช่นเคย การโกงก็จะเกิดขึ้นต่อไปแบบไม่สิ้นสุด

อนาคตของวงการฟุตบอลในประเทศนี้จะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับประชามติของแฟนบอล ว่าอยากจะเปลี่ยนกฎ หรือ พอใจกับสิ่งเดิมที่เป็นอยู่

สำหรับประเทศไทย ณ เวลานี้ เรื่องรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ได้ต่างกับนิทานฟุตบอลที่ทุกท่านเพิ่งอ่านจบไป

เพราะรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ มันมีแต่ความบิดเบี้ยวเต็มไปหมด

ความพังทุกอย่าง เริ่มต้นจากรัฐประหารของ คสช. ในปี 2557 เมื่อยึดอำนาจได้แล้ว คสช. ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็สั่งฉีกรัฐธรรมนูญ โดยไม่ได้สนใจว่า กว่าที่ประชาชนจะช่วยร่างขึ้นมาได้หนึ่งฉบับนั้น ต้องใช้ความพยายามแค่ไหน

คสช.ปกครองประเทศ ระหว่างปี 2557 ถึง 2559 โดยไม่คืนอำนาจให้ประชาชน ไม่ยอมให้มีการเลือกตั้ง ประเทศไทยก็ถูกแช่แข็งอยู่อย่างนั้น เศรษฐกิจก็ฝืดเคือง มูลค่าการส่งออกของไทย ถดถอยลงเรื่อยๆ

แต่ถามว่าเซอร์ไพรส์หรือเปล่า ก็ไม่ เพราะการเอาคนที่มีหน้าที่ปกป้องประเทศ มาปกครองประเทศ เป็นการใช้งานทหารที่ผิดรูปแบบอยู่แล้ว

ส่วนสาเหตุว่าทำไม พวกเขาไม่คืนอำนาจให้ประชาชนเสียที ก็เพราะคสช. ตั้งใจจะ "ร่างรัฐธรรมนูญ" ฉบับของตัวเองขึ้นมาก่อน เพื่อล็อกอำนาจให้อยู่กับตัวเอง ต่อไปให้นานที่สุด

ในยุคปัจจุบัน คุณไม่สามารถขับรถถัง มายึดอำนาจกันได้บ่อยๆ เพราะโลกจะไม่ยอมรับ ดังนั้นอุตส่าห์ทำรัฐประหารทั้งทีแล้ว ก็ต้องวางแผนให้อยู่ได้ยาวๆ ไปเลย

ตอนแรก คสช. สั่งให้ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโน เขียนรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเขียนเสร็จ คสช.ไม่พอใจ สั่งคว่ำฉบับนี้ทิ้ง โดย ดร.บวรศักดิ์ อธิบายเหตุผลที่โดนคว่ำ ในเวลาต่อมาว่า "เขาอยากอยู่ยาว"

คสช.เปลี่ยนคนเขียนรัฐธรรมนูญ เป็นมีชัย ฤชุพันธุ์ และสุดท้ายก็เขียนเสร็จจริงๆ โดยฉบับของมีชัย มีชื่อเล่นที่รู้จักกันในชื่อ "รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง" อธิบายคือ จะให้อำนาจกับ คสช.รวบทุกอย่างโดยสมบูรณ์ ในฐานความคิดว่า คสช. และทหารที่ยึดอำนาจจะไม่โกงประเทศ ดังนั้นให้อำนาจไปเยอะๆ รับรองว่าประเทศที่โดนปกครองโดยทหารไทย จะเจริญรุ่งเรืองแน่

รัฐธรรมนูญของมีชัย ได้ใส่เงื่อนไขแปลกประหลาดเข้าไปนับไม่ถ้วน เช่น

- คสช. จะเป็นคนแต่งตั้ง วุฒิสมาชิก (ส.ว.) ทั้ง 250 คน และจะให้อำนาจล้นฟ้า สามารถเบรกได้ทุกอย่าง แม้แต่เลือกนายกรัฐมนตรีก็ยังทำได้

- องค์กรอิสระทั้งหมด เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ สตง. กกต. ป.ป.ช. และ ผู้ตรวจการแผ่นดิน จะถูกแต่งตั้งโดย สนช. และ วุฒิสมาชิก ซึ่งทั้งหมดถูกเลือกมาจาก คสช. อีกที

- ให้อำนาจมหาศาลกับศาลรัฐธรรมนูญ ให้คน 9 คน มีอำนาจยุบพรรค ถอดถอนนายกฯ ใครก็ตามที่ขวางทาง ก็มีศาลรัฐธรรมนูญเป็นอาวุธ ที่พร้อมกำจัดให้กระเด็น ในโลกนี้ไม่มีศาลไหนจะมีอำนาจทางการเมืองมากเท่ากับ ศาลรัฐธรรมนูญไทยอีกแล้ว

- ลดพลังของประชาชน ไม่ให้มีอำนาจในการถอดถอนบุคคลในองค์กรอิสระ ในอดีต ถ้าเกิดเหตุตึกถล่ม สตง. ประชาชน 20,000 คน สามารถยื่นถอดถอดผู้ว่า สตง. ได้ แต่ในรัฐธรรมนูญของคสช. ประชาชนทำอะไรไม่ได้

คสช.วางกับดักแล้ว กับดักเล่า เพื่อให้ตัวเองอำนาจไร้เทียมทาน เพื่อที่จะเป็นผู้ชนะในเกมนี้ตลอดไป

โดยเฉพาะองค์กรอิสระ จะเป็นคนของตัวเองทั้งหมด สั่งซ้ายหัน ขวาหัน ก็ได้เลย ถ้ามีใบสั่งอยากให้ทำอะไร ก็สามารถจัดให้ได้ตามนั้น

เมื่อร่างรัฐธรรมนูญของมีชัยเขียนเสร็จแล้ว ก็จำเป็นต้องเข้าสู่การประชามติ ขอความเห็นชอบจากประชาชน

แต่ฉบับนี้ ประชาชนไม่ได้เขียน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง มีหน้าที่เดียวคือโหวต ว่ารับ หรือไม่รับ แค่นั้น

ความกั๊กของเรื่องนี้ คือ คสช.จะไม่ยอมให้มีการเลือกตั้ง ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญ แปลว่า ถ้าประชาชนไม่ยอมโหวตเห็นชอบกับฉบับนี้ พวกเขาก็จะยึดอำนาจต่อไปเรื่อยๆ

จึงมีคำกล่าวในยุคนั้นว่า "รับๆ ไปก่อน แก้ทีหลัง" จะได้เลือกตั้งสักที

แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งที่รณรงค์ให้ Vote No ตัวอย่างเช่น ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ นำโดย รังสิมันต์ โรม ออกไปประท้วง และแจกใบปลิว ว่าถ้า "โหวตรับ" จะเป็นเครื่องมือให้คสช. อยู่ในอำนาจต่อไปแบบไม่สิ้นสุด

ปรากฏว่า กลุ่มของรังสิมันต์ โดนจับข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน

คสช.ใช้อำนาจทุกอย่าง ไม่ให้คนเสนอความเห็นแย้ง ที่จะ Vote No ในช่วงนั้น ประเทศไทยจึงขาดการถกเถียงข้อดี-ข้อเสีย ว่ารับ หรือ ไม่รับ อันไหนดีกว่ากัน

ในความจริงคือ มีชัย ฤชุพันธุ์เขียนสอดไส้กับดักทุกอย่างไว้ด้านในรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แต่น้อยคนมาก ที่จะเข้าใจ และรู้ถึงความน่ากลัวที่คสช.วางไว้

หลายคนคิดกันแค่ว่า "รับไปก่อน แก้ทีหลัง" เอาเรื่องเฉพาะหน้าก่อน เพื่อให้คสช. ยอมคืนอำนาจเสียที

และสุดท้าย 7 สิงหาคม 2559 ประชามติของมีชัยก็ผ่าน ฝ่ายรับร่าง เป็นผู้ชนะด้วยคะแนนเสียง 16.8 ล้าน ส่วนฝ่ายโหวตโน มีแค่ 10.5 ล้านเสียงเท่านั้น

ก็จริงอยู่ว่า ฝ่ายรับร่าง เป็นผู้ชนะคราวนั้น แต่มันอยู่ในสถานการณ์ยึดอำนาจโดยคสช. อารมณ์เหมือน มีคนถามว่า "รักฉันไหม ถ้าบอกไม่รักจะยิงให้ตาย" ด้วยความหวาดกลัว ด้วยความไม่มั่นคงทางอารมณ์ หลายคนก็คงต้องตอบว่ารักไปก่อน โดยไม่ได้มีเวลา และโอกาสจะพิจารณาอย่างรอบคอบ

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถูกประกาศใช้ 6 เมษายน 2560 และเราจึงเรียกมันว่า "รัฐธรรมนูญ 2560" นั่นเอง

เมื่อเวลาผ่านไป เราจึงเห็นความน่ากลัวของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มากขึ้นเรื่อยๆ อย่าว่าแต่ปราบโกงเลย มันยิ่งทำให้การโกง เกิดขึ้นง่ายกว่าเดิมมาก เพราะประชาชนไม่มีสิทธิ์จะตรวจสอบอะไร

- คดี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ มีนาฬิกาหรูมากกว่า 20 เรือน และแหวนเพชรหลายวง แต่ไม่มีแจ้งในบัญชีทรัพย์สิน เรื่องนี้เข้าข่ายยื่นบัญชีเท็จ อาจโยงไปว่า ร่ำรวยผิดปกติได้ แต่ผลการสอบ โดย ป.ป.ช. (หนึ่งในองค์กรอิสระ ที่แต่งตั้งจากคสช.) มีมติไม่รับสอบสวน ขอเอกสารอะไรก็ไม่ให้ เขาอ้างว่า "แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน" ก็จบเลยง่ายๆ ไปอย่างนั้น

- ส.ว. สามารถสั่งหันซ้าย หันขวาได้ตามใจชอบ ตอนที่พล.อ.ประยุทธ์ แข่งเลือกนายกฯ กับธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ปรากฏว่า ส.ว. โหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์ ครบ 250 คน แบบไม่มีแตกแถวเลย

- พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยมีคดีที่ต้องตัดสินโดยศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด 5 ครั้ง เช่นคดีถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ, คดีบ้านพักหลวง ฯลฯ แต่ทั้งหมด ศาลรัฐธรรมนูญ (ซึ่งแต่งตั้งจากคสช.) ตัดสินให้ พล.อ.ประยุทธ์ ชนะคดี 100%

ในทางกลับกัน เมื่อเป็นพรรคอื่น กลับโดนเล่นงานเป็นปกติ นายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย สองคน เศรษฐา ทวีสิน กับ แพทองธาร ชินวัตร โดนศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 ครั้งซ้อน

เช่นเดียวกับฝั่งสีส้ม ก็โดนมาแล้วมากมาย พรรคอนาคตใหม่โดนยุบ ตามด้วยพรรคก้าวไกลโดนยุบ จนต้องก่อตั้งพรรคประชาชนขึ้นมาใหม่ในวันนี้

พูดตรงๆ คือ ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ยังไม่เห็นว่าจะปราบคอร์รัปชั่นอะไรได้ เครนหล่น ปูนร่วง ตึกถล่ม สารพัดเหตุการณ์ ก็ยังไม่มีอธิบดีไหน หรือ คนในองค์กรอิสระใด ที่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เรื่องราวทุกอย่าง ถูกปล่อยผ่านไปเฉยๆ ให้ประชาชนต้องทำใจกันเอง

หลังจาก ส.ว.ที่แต่งตั้งโดยคสช. 250 คนหมดวาระไป ก็นำมาสู่การเลือก ส.ว.ชุดใหม่ จำนวน 200 คน ซึ่งก็มีอำนาจเยอะเหมือนเดิม

แต่ปัญหาก็เกิดอีก เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้สนใจจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการคัดเลือก ส.ว. แต่ออกแบบในสูตรประหลาด ที่เอื้อให้มีการฮั้วกันเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

คนที่มีเงิน คนที่รู้จักเกม ก็ย่อมวางแผนฮั้วได้ เพื่อยึดเอาจำนวน ส.ว.มาเป็นของตัวเอง

ถามว่า ส.ว. 200 คนทุกวันนี้ มาจากจังหวัดอะไรเยอะที่สุด เดาได้ไหมครับ?

หลายคนอาจจะตอบว่า กรุงเทพฯ อยู่แล้ว ก็เมืองหลวงประเทศอยู่ที่นี่ แต่ไม่ใช่ครับ คำตอบคือ จังหวัดบุรีรัมย์ต่างหาก ที่มี ส.ว. มากถึง 14 คน (กทม. 9 คน, นนทบุรี 3 คน, เชียงใหม่ 2 คน)

เหลือเชื่อมาก ที่กรุงเทพฯ ศูนย์กลางความรู้ และเมืองหลวงของไทยที่มีประชากรสิบล้านคน แต่กลับมีผู้มีคุณวุฒิน้อยกว่าจังหวัดบุรีรัมย์เสียอีก

ดังนั้นอย่ามาบอกกันเลยครับ ว่าไม่มีการฮั้ว ส.ว. เกิดขึ้น ชาวบ้านเขาก็ฉลาดกันนะ แล้วมันน่าขำที่หลักฐานการฮั้วมีมากมาย และเราก็รู้กันทั้งรู้ ว่าทำกันแบบไม่อายฟ้าดิน แต่ กกต. ก็ยังเอาผิดอะไรไม่ได้

ตามหลักการแล้ว วุฒิสมาชิก คือคนที่มีความรู้เฉพาะทางที่เก่งกาจ และ สามารถถ่วงดุลอำนาจของสภาได้ แต่เมื่อ ส.ว.ถูกฮั้วกันมาแบบนี้ จะไปต่างอะไรจากอาวุธในการต่อรองอำนาจของพรรคการเมือง

แน่นอนครับ ว่าพรรคที่ฮั้ว ส.ว. มันผิดอยู่แล้ว แต่เราก็ต้องยอมรับว่า พรรคการเมือง ก็ย่อมต้องหาหนทางที่ตัวเองจะเป็นผู้ชนะในเกมให้ได้ ต่อให้ไม่ใช่พรรค ก. วันนึงก็อาจมีพรรค ข. ทำอยู่ดี

ดังนั้นการแก้ปัญหาจริงๆ ก็คือการออกแบบรัฐธรรมนูญให้รัดกุม และไม่ทำให้เกิดการฮั้ว ส.ว. ได้ ตั้งแต่แรก

คืนเกียรติภูมิกลับมาให้กับวุฒิสมาชิก ไม่ใช่ให้คนเขาด่า ว่าเป็นทาสรับใช้ของนักการเมืองแบบทุกวันนี้

มันแน่ชัดอยู่แล้วครับ ว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ที่ออกแบบโดยคณะรัฐประหาร พวกเขาไม่ได้นึกถึงประชาชนเป็นศูนย์กลาง ยิ่งทำให้ประเทศไทย เต็มไปด้วยปัญหา จับไปตรงไหนก็เจอแผล มันเอื้อให้เกิดการโกง การทุจริต แบบเป็นประวัติการณ์

สำหรับการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญนั้น อธิบายง่ายๆ คือมี 2 วิธี

วิธีที่ 1 แก้รายมาตรา ไม่ต้องเขียนขึ้นใหม่ทั้งฉบับ แต่ปัญหาของวิธีนี้ จะสามารถเริ่มทำได้ ถ้าหากได้รับเสียงสนับสนุน จากส.ว. เกิน 1 ใน 3

ปัญหาคือ ส.ว. ที่จับกลุ่มกัน ที่เขาเรียกกันว่า ส.ว.สีน้ำเงิน ในปัจจุบันมีมากกว่า 2 ใน 3 ของวุฒิสภาเสียอีก นั่นแปลว่า มาตราอะไรก็ตาม ที่ส.ว.สีน้ำเงิน ไม่เห็นชอบ ก็จะไม่ผ่าน ไม่นำมาสู่การแก้ไขอย่างแท้จริง

ดังนั้นการแก้รายมาตรามันเลื่อนลอย นอกจากนั้น รอยแผลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเยอะเกินไป ถ้าต้องมานั่งแก้กันรายมาตรา รอโหวตในสภาอีก ชาติหนึ่งก็แก้ไม่หมด สู้เขียนฉบับใหม่ดีกว่า

ส่วนวิธีที่ 2 นั่นคือ เขียนขึ้นใหม่ทั้งฉบับ แต่วิธีนี้จะยากตรงที่ ต้องใช้ประชามติ หรือการโหวตของประชาชน อย่างน้อย 3 ครั้ง

คนที่ทำให้มันต้องยากขนาดนี้ ก็คือศาลรัฐธรรมนูญ ที่อยากให้มันแก้ยากที่สุดนั่นเอง

การทำประชามติ ต้องใช้วิธีลงคูหา แน่นอนว่าต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน ต้องยอมรับว่า มีเหตุให้ต้องใช้เงินหลวงเพิ่ม

แต่ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้า คสช.ไม่ฉีกมันตั้งแต่แรก ถ้าเสียดายงบประเทศนัก จะรัฐประหารทำไม

ก็นะ คิดว่าถ้าให้เราต้องทนอยู่กับอะไรแบบนี้ ตึกถล่มสตง. และ ใช้วัสดุฟุ่มเฟือยในอาคารขนาดนั้น แต่ยังจับมือใครดมไม่ได้ แค่ใช้งบในการทำประชามติ ก็ไม่ได้เป็นเงินที่แพงเกินไปหรอกครับ

สำหรับผม เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ คือเรื่องสำคัญยิ่งกว่า ใครจะชนะเลือกตั้งอีก เพราะตราบใดที่กฎยังไม่ยุติธรรม ประเทศจะเดินต่อได้ยังไง

มีบางคนจะชอบพูดว่า "สนใจแต่แก้รัฐธรรมนูญ ทำไมไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องก่อน"

ขออธิบายเป็นภาษาฟุตบอลละกัน เหมือนมีคนมาบอกว่า "โอ๊ย จะแก้ไขกฎสมาคมอะไร ทีม A จะยึดอำนาจกรรมการอยู่ ก็ปล่อยเขาไปเถอะ สนใจก่อนดีกว่า ว่าจะทำให้ลีกของเรานิยมได้ยังไง จะเรียกคนดูเข้าสนามได้มากกว่านี้ได้ไหม"

ก็ต้องถามกลับว่า จะมีแฟนบอลที่ไหนอยากเข้ามาดู ถ้าหากเห็นๆ กันอยู่ ว่าลีกฟุตบอลยังเต็มไปด้วยการโกง และการเล่นไม่แฟร์

แต่ถ้าคุณจัดการหลังบ้านได้สะอาด เกมสนุก ยุติธรรม ไม่มีฮั้ว ไม่มีล็อกผล เดี๋ยวคนดูก็จะทยอยเข้าสนามเอง รายได้ก็จะตามมา

ปัญหาปากท้องนั้น ต้องเริ่มต้นจากการดูแลบ้านตัวเองก่อน ถ้าบ้านของเราสะอาด แข็งแรง เราจะมีพลังในการคิดไอเดียใหม่ๆ เพื่อหาเงินสู้ชีวิต

แต่ถ้าบ้านผุพัง สกปรก มั่วไปทุกอย่าง อย่าไปหวังเลย ว่าจะแก้ไขอะไรได้ในระยะยาว

สำหรับการจะยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับเก่า แล้วเปลี่ยนไปใช้ฉบับใหม่แทน จะต้องผ่านการโหวตของประชาชนทั้งหมด 3 ครั้ง

ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะเป็นครั้งที่ 1 เป็นแค่คำถามง่ายๆ ว่า "เห็นชอบไหม ที่จะเริ่มต้นเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" แค่นั้นครับ

ยังไม่ได้มีการกำหนดว่าเนื้อในของรัฐธรรมนูญต้องเป็นยังไง ใครเป็นคนร่าง เขาถามแค่เราพอใจไหม กับ รัฐธรรมนูญ 2560 ของคสช. อยากเปลี่ยนทั้งฉบับเลยหรือเปล่า

ถ้าอยากเปลี่ยน โหวตเห็นชอบ

ถ้าไม่อยากเปลี่ยน โหวตไม่เห็นชอบครับ

สุดท้ายก็อยู่ที่ดุลยพินิจของแต่ละท่าน ว่าจะเลือกอะไร ท้ายที่สุด ไม่มีใครบังคับใจใครได้

แต่ถ้าอนุญาตให้ผมโน้มน้าวสักนิด ผมจะบอกว่า อนาคตข้างหน้าใกล้ๆ นี้ ประเทศไทยจะเจอความยากขึ้นเรื่อยๆ

อเมริกา กับ ยุโรป กำลังซัดกันเรื่องกรีนแลนด์, จีน กับ ไต้หวัน ก็ยังตึงเครียด, ปัญหาสแกมเมอร์ที่ยังไม่จบสิ้น ฯลฯ

การที่ประเทศไทยจะยืนหยัดในโลกที่รุนแรงแบบนี้ได้ ภายในของเราต้องมีความแข็งแกร่งมากๆ ไม่เปิดช่องว่างให้คนอื่นมาโจมตีได้

แต่ถ้ายังมีกฎหมายที่ช่วยเหลือคนโกงกิน คนคอร์รัปชั่นแล้วยังตรวจสอบไม่ได้ จนสูบเงินชาติไปไม่หยุดแบบนี้ เราจะเอาอะไรไปสู้กับวิกฤติรอบด้าน แพ้ตั้งแต่ในมุ้งแล้ว

และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นอีก คือความคิดที่ว่า "เราอยากส่งต่อสังคมแบบไหน ไปให้ลูกหลานของเราในเจเนเรชั่นต่อไป"

สังคมแห่งความทุจริต ตรวจสอบไม่ได้ หรือสังคมปกติ ที่คนทำผิดมีสิทธิ์โดนลงโทษจริง

ไม่ว่าคุณจะเชียร์พรรคไหน คงคิดตรงกันว่า รัฐธรรมนูญที่มีอยู่ตอนนี้ มันเป็นปัญหา ดังนั้นเลือกตั้งเสร็จแล้ว ไปทำประชามติต่อด้วยนะครับผม

8 กุมภากาเห็นชอบ คือคำตอบเดียวของผมครับ

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Snowball Investorผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง Snowball Investor:

ทางลัด

แชร์

ประเภท