True Digital Academy

โทร เส้นทาง เว็บไซต์

True Digital Academy TDA aims to enhance the digital competencies of Individuals, Organizations and Thailand

26/09/2026

Skill เดิมที่เคยทำให้คุณเก่ง แต่วันนี้องค์กรอาจไม่ได้ต้องการเหมือนเดิม

เช็ก 3 ทางแก้ “เลือกเรียน” ยังไงให้ไม่สูญเปล่า 👇

25/09/2026

15 องค์กร 1 ห้อง กับบทสนทนาระหว่างผู้บริหารที่ไม่มีบนเวทีทั่วไป
นี่คือ Executive Strategy Reflection Roundtable พื้นที่ปิดที่ True Digital Academy และ Thoughtworks ชวนผู้นำในอุตสาหกรรม FMCG & Manufacturing มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความท้าทาย และมุมมองต่ออนาคตขององค์กร
ไม่ใช่เวทีบรรยาย
แต่คือพื้นที่สำหรับคำถามที่ผู้นำกำลังเผชิญจริง
ครั้งหน้า…เราอาจได้พบกันในอุตสาหกรรมของคุณ

เซฟไว้เช็กตัวเอง! ⚠️ 5 สัญญาณว่างานของคุณกำลังหยุดนิ่งจนน่าเป็นห่วงหรือไม่? ด้วย Career Stagnation Test  💡 Career Stagna...
25/09/2026

เซฟไว้เช็กตัวเอง! ⚠️ 5 สัญญาณว่างานของคุณกำลังหยุดนิ่งจนน่าเป็นห่วงหรือไม่? ด้วย Career Stagnation Test
💡 Career Stagnation คือภาวะที่งานยังเดินต่อ แต่ Skill, Scope และประสบการณ์ใหม่แทบไม่เพิ่มขึ้น หาก 6-12 เดือนที่ผ่านมา คุณไม่ได้เรียนรู้ Skill ใหม่ ไม่ได้ทำงานที่ท้าทายขึ้น หรือไม่มีผลงานใหม่ให้เล่า ลองเช็ก 5 คำถามนี้ว่าเรากำลังโต หรือแค่ทำงานเดิมได้คล่องขึ้น
งานยังเหมือนเดิม เงินเดือนยังเข้า ทีมก็คุ้นมือดี แต่ Career Stagnation มักค่อย ๆ เกิดขึ้นเมื่อเราทำงานเดิมเก่งขึ้น ขณะที่ Skill, Scope และประสบการณ์ไม่โตตามตลาด
✅ Career Stagnation Test มีสัญญาณอะไรบ้าง? (ให้ 1 คะแนนทุกข้อที่ตอบ “ใช่”)
1️⃣ งานวันนี้แทบไม่ต่างจากเมื่อ 1-2 ปีก่อน?

→ Task, Process และ Scope เพิ่มแค่ความคล่อง ไม่ใช่ความสามารถใหม่
2️⃣ 6-12 เดือนที่ผ่านมาแทบไม่มี Skill ใหม่ที่ใช้กับงานจริง?

→ ไม่ใช่นับจำนวน Course แต่ถามว่า “วันนี้เราทำอะไรได้มากกว่าเมื่อปีที่แล้ว?”
3️⃣ ไม่ได้ทำ Project ที่ต้องคิดหรือทำอะไรใหม่มานานแล้ว?

→ ลองดูว่าปีที่ผ่านมา มี Project ที่ทำให้เรียนรู้ ทดลอง หรือรับผิดชอบสิ่งใหม่หรือไม่
4️⃣ Network แทบไม่ขยายออกจากทีมเดิม?

→ การคุยกับคนต่างทีม ต่างสายงาน หรือคนที่ทำโจทย์ใหม่ ๆ ช่วยให้เห็น Trend, Skill และ Career Option ใหม่
5️⃣ ถ้าสมัครงานพรุ่งนี้ ยังนึกไม่ออกว่าจะเอาอะไรใหม่ใส่ Resume หรือ Portfolio?

→ ถ้าตัดประสบการณ์ 2 ปีก่อนออก เรายังมี Project, Skill หรือ Impact ใหม่อะไรให้เล่าไหม?
🟩 0-1 “Safe Zone” — ยังมี Movement ที่ดี แต่ควรเช็กตัวเองเป็นระยะ

🟨 2-3 “Growth Zone” — เริ่มมีบางส่วนที่นิ่ง ลองแก้ 1-2 จุด เช่น Project, Skill หรือ Network

🟥 4-5 “Danger Zone” — ควรทบทวน Career Plan เพราะความเสี่ยงรวมถึง Skill Relevance ประสบการณ์ และทางเลือกที่อาจแคบลง
📢 คะแนนสูงไม่ได้แปลว่าต้องลาออก สิ่งสำคัญคือหาว่าอะไรใน Career กำลังนิ่ง
▪️ Skill นิ่ง → Upskill เรื่องที่เชื่อมกับงานและตลาดจริง
▪️ Scope นิ่ง → ขอ Project ที่ยากขึ้นหรือรับผิดชอบงานกว้างขึ้น
▪️ Project นิ่ง → หาโจทย์ใหม่ที่ต้องเรียนรู้หรือทดลอง
▪️ Network นิ่ง → คุยกับคนต่างสายหรือต่างทีม
▪️ Career Path นิ่ง → สำรวจ Internal Mobility หรือ Career Path ใหม่
Career Growth จึงไม่ได้ขึ้นกับการ “เรียนเพิ่ม” อย่างเดียว แต่รวมถึงโอกาสใช้ Skill ใหม่ รับผิดชอบงานท้าทาย และเห็นเส้นทางเติบโต
📢 สรุป

แบบทดสอบนี้ไม่ได้บอกว่าควรเปลี่ยนงานหรือไม่ แต่ช่วยให้เห็นว่า Career ส่วนไหนกำลังโต และส่วนไหนเริ่มนิ่ง

ลองเลือก 1 จุดที่ตอบ “ใช่” แล้วถามตัวเองว่า ปีนี้จะทำอะไร 1 อย่าง เพื่อให้ Skill, Scope หรือ Experience ขยับไปข้างหน้า?
📑 อ่านบทความบนเว็บไซต์: https://www.truedigitalacademy.com/blog/career-stagnation-test
🟥 กดติดตาม TDA ไว้ เพื่ออัปเดตแนวคิดการทำงาน ทักษะอนาคต และเครื่องมือ AI ที่ช่วยให้ทีมและองค์กร "พร้อม" เติบโต
----------
📌 พร้อมยกระดับทีมให้พร้อมรับอนาคต ด้วย Corporate In-House Training ด้าน AI & People Enablement Solutions ที่ออกแบบให้เหมาะกับบริบทธุรกิจของคุณ
📩 ติดต่อ: [email protected]
หรือทัก Inbox Messenger เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

🔑 1-on-1 Meeting ควรคุยอะไร? แจก Framework 10-10-10 ใช้ได้จริง ช่วยให้หัวหน้าเข้าใจทีมแบบหมดเปลือก⚠️ คำเตือน! 1-on-1 ไม่...
24/09/2026

🔑 1-on-1 Meeting ควรคุยอะไร? แจก Framework 10-10-10 ใช้ได้จริง ช่วยให้หัวหน้าเข้าใจทีมแบบหมดเปลือก
⚠️ คำเตือน! 1-on-1 ไม่ควรเป็นแค่การรายงานงาน หรือ Perfomance Review แต่ควรเป็นพื้นที่เพื่อเข้าใจคน แก้ Blocker แลกเปลี่ยน Feedback และคุยเรื่อง Growth โดยแบ่ง 30 นาทีเป็น 3 ช่วง: คน งาน และการเติบโต
❌ “งานถึงไหนแล้ว?” “Deadline ทันไหม?” “มีอะไรติดหรือเปล่า?” ถ้าคุยแค่นี้ทุกสัปดาห์ Status Update คุยให้จบใน Chat ก็ได้
👉 ลองใช้ Framework 10-10-10 | 30 นาที = 10 คน + 10 งาน + 10 Growth
🟩 10 นาทีแรก: Check-in เรื่อง "คน"

→ เข้าใจว่าเขากำลังรู้สึกและเจอกับอะไร

💬 “ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง แบบเอาจริง ๆ”
💬 “มีอะไรที่อยากให้พี่รู้ไหม”
💬 "Energy 1-10 ตอนนี้ให้เท่าไหร่์"

เพื่อเข้าใจสิ่งที่ Project Board บอกไม่ได้
🟧 10 นาทีถัดมา: Check-in เรื่อง "งาน"

→ คุยเพื่อหา Priority, Blocker และสิ่งที่ Manager ช่วยปลดล็อกได้

💬 “อะไรทำให้งานช้าที่สุด?”
💬 “มีอะไรที่อยากให้ช่วยตัดสินใจไหม?”

เพื่อให้เกิด Next Actions ที่ชัดเจน และเปิดให้ลูกทีมเป็นคนเสนอ Agenda ได้
🟥 10 นาทีสุดท้าย: Check-in เรื่อง "การเติบโตและ Feedback"

→ คุย Feedback, Skill, Career และสิ่งที่อยากพัฒนาต่อ

💬 “อยากพัฒนา Skill ไหนเอามาช่วยงานบ้าง?”
💬 “อีก 6-12 เดือน อยากโตไปทางไหน?”
💬 "อยากลองทำอะไร หรือรับผิดชอบอะไรเพิ่มไหม?"
🟦 Next Actions:
→ ปิดท้ายให้ชัดเจนว่า ใครทำอะไร และจะกลับมาเช็กกันเมื่อไร
🔑 Tip: เลือกคำถามให้เหมาะกับสถานการณ์ และไม่จำเป็นต้องถามทุกข้อ และเลือกเพียง 1-2 คำถาม แล้วปล่อยให้บทสนทนาดำเนินต่อจากคำตอบไปเรื่อย ๆ
📢 1-on-1 ไม่จำเป็นต้องมีทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน แต่ควรสม่ำเสมอและมีเวลาสำหรับบทสนทนาที่มีความหมาย

โดย Gallup ระบุว่า Meaningful Conversation ใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที และ Meaningful Feedback อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งมีความสัมพันธ์กับ Engagement ที่สูงขึ้น
📢 1-on-1 ที่ดี จะช่วยให้หัวหน้าเข้าใจว่า..
▪️ ทีมติดอะไร / ไม่เข้าใจอะไร
▪️ ต้องการ Support หรือ Feedback แบบไหน
▪️ อะไรทำให้งานยากขึ้น
▪️ อยากพัฒนา Skill และเติบโตไปทางไหน
เพราะ 1-on-1 ที่ดีไม่ใช่การพูดให้ครบทุกหัวข้อ แต่คือการทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันมากขึ้น และรู้ว่าต้องทำอะไรต่อ
📑 อ่านฉบับเต็มบนเว็บไซต์: https://www.truedigitalacademy.com/blog/one-on-one-meeting-framework
🟥 กดติดตาม TDA ไว้ เพื่ออัปเดตแนวคิดการทำงาน ทักษะอนาคต และเครื่องมือ AI ที่ช่วยให้ทีมและองค์กร "พร้อม" เติบโต
----------
📌 พร้อมยกระดับทีมให้พร้อมรับอนาคต?
ด้วย Corporate In-House Training ด้าน AI & People Enablement Solutions ที่ออกแบบให้เหมาะกับบริบทธุรกิจของคุณ
📩 ติดต่อ: [email protected]
หรือทัก Inbox Messenger เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

🚀 Thailand’s Quantum Future Starts with Talent.Quantum Club Thailand proudly introduces the Quantum Ready Thailand Certi...
24/09/2026

🚀 Thailand’s Quantum Future Starts with Talent.

Quantum Club Thailand proudly introduces the Quantum Ready Thailand Certification Program — a structured pathway designed to develop Thai talent from understanding quantum fundamentals to building real, applicable quantum capabilities.

Start your journey with the QRT Foundation Course – Understand & Execute Basic Circuits, designed for STEM students and developers ready to step into the quantum era.

⚛️ Learn and experiment with real QPUs
🌏 Connect quantum learning to real-world industry applications
🎓 Access a world-class quantum education platform
🏅 Earn a Thailand-specific certification powered by QTric and Qbraid

🔥 50 Complimentary Seats are available for qualified applicants in this first cohort.

This is more than a course. It is the beginning of building a new generation of Quantum-Ready Thailand talent — ready to learn, build, and create real impact.

📌 Apply by: 5 October 2026
📣 Qualified applicants announced: 10 October 2026
📲 Register by Scan QR code or click https://bit.ly/4AjX3zU

Learn Quantum. Build Capability. Create the Future.

🔑 ROI or RIP: ทำ AI เป็นร้อย Use Cases แล้วธุรกิจได้อะไร?ทุกวันนี้หลายองค์กรเร่งลงทุนใน AI และสร้าง Use Case เพิ่มขึ้น แ...
23/09/2026

🔑 ROI or RIP: ทำ AI เป็นร้อย Use Cases แล้วธุรกิจได้อะไร?
ทุกวันนี้หลายองค์กรเร่งลงทุนใน AI และสร้าง Use Case เพิ่มขึ้น แต่คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “เรามี AI กี่ Use Cases?” แต่อยู่ที่ “AI กำลังสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริงหรือไม่?”
📝 สรุป 11 Key Takeaways จาก Session “ROI or RIP: Beyond the Pilot Phase” โดยคุณกระทิง เรืองโรจน์ พูนผล, Co-Founder, House Of Wisdom ในงาน KBTG Techtopia: Human of Tomorrow กับหลากหลายประเด็นที่ชวนให้ผู้นำกลับมาทบทวนว่า การทำ AI Transformation ที่แท้จริงควรเริ่มจากตรงไหน
📌 1. เลิก “AI การละคร” และหยุด Automate the Past

ทุกบริษัททุ่มงบประมาณด้าน AI เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แต่การมี AI Use Case จำนวนมากไม่ได้แปลว่ากำลัง Transform หากเพียงนำ AI มาครอบกระบวนการเดิม เหมือนการทำม้าให้ตัวใหญ่ขึ้น หรือการนำ Ferrari ไปดวงจันทร์ แต่ไม่ได้สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจน อาจกลายเป็นแค่ “AI Theater”

ผู้นำจึงต้องถามว่า “ถ้าออกแบบองค์กรใหม่โดยมี AI เป็นรากฐาน เราจะออกแบบงานอย่างไร?” นี่คือจุดเริ่มต้นของแนวคิด AI-Native Organization
📌 2. เมื่อ Intelligence กลายเป็น Commodity องค์กรต้องคิดไกลกว่า “ใช้ AI เป็น”

ในอดีต Intelligence เป็นทรัพยากรที่หายากและมีต้นทุนสูง แต่วันนี้ AI กำลังทำให้ Intelligence เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ความได้เปรียบจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ใครมี AI แต่คือ “ใครนำ AI ไป เปลี่ยนวิธีสร้างคุณค่าได้จริง”
📌 3. ต้องเตรียมรับยุค Agentic Commerce เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน

เมื่อ AI Agent เข้ามาช่วยตั้งแต่ Discovery → Shopping → Checkout → Payment และกำเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคใหม่ คำถามใหม่คือ ถ้าลูกค้าใช้ AI เป็นตัวกลางในการค้นหาและตัดสินใจซื้อ องค์กรเราจะถูกค้นพบและถูกเลือกอย่างไร?
📌 4. AI Transformation ไม่ได้ติดที่ Technology แต่ติดที่ Organization

หลายองค์กรไม่ได้ขาด AI Tools แต่ติดอยู่กับปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ วิธีคิดและโครงสร้างองค์กร ได้แก่
1. Vision Gap ผู้นำมองไม่เห็นภาพอนาคตระยะยาว
2. Use Case Trap สร้าง Use Case จำนวนมาก แต่ไม่มีทิศทางที่ชัดเจน
3. Middle Management Bottleneck ถูกกดดันหลายด้าน แต่ขาดทักษะในการขับเคลื่อนนวัตกรรม
4. Process Improvement Gap นำ AI ไปครอบกระบวนการเดิมที่มีปัญหาอยู่แล้ว

องค์กรอาจต้องถามว่า “เรากำลังแก้ปัญหาที่ถูกต้องหรือยัง?”
📌 5. สิ่งที่ AI Delegate ไม่ได้ คือการตัดสินใจของผู้นำ

4 ทักษะสำคัญที่ ‘ผู้นำ’ ยังต้องพัฒนาด้วยตัวเอง อ้างอิงจาก Kai-Fu Lee ได้แก่ Strategic Foresight มองเห็นและประเมินอนาคต, Taste ตัดสินว่าอะไรดีและมีคุณค่า, Conviction ยืนหยัดและตัดสินใจบนสิ่งที่เชื่อว่าถูกต้อง และ Courage กล้ารับมือกับความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลง เพื่อเปลี่ยนจาก ‘ผู้สั่งงาน’ ไปสู่ ‘ผู้ตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญที่สุด’
📌 6. AI Transformation ไม่ได้สำเร็จด้วย Technology เพียงอย่างเดียว
Framework 10:20:70 ชี้ให้เห็นว่า Model 10% + Tech & Environment 20% ขณะที่ People, Culture, Skills และ Ways of Working มีสัดส่วนถึง 70% ซึ่งเป็นเรื่องการบริหารจัดการคน วัฒนธรรมองค์กร การปรับเปลี่ยนทักษะ และรูปแบบการทำงาน
📌 7. สร้าง Value จาก AI ด้วย Deploy, Reshape, Invent

1. Deploy = ทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้น
2. Reshape = เปลี่ยนวิธีทำสิ่งเดิม
3. Invent = สร้างสิ่งใหม่
องค์กรจึงต้องรู้ว่า AI Initiative ของตัวเองอยู่ระดับไหน
📌 8. เมื่อ AI เปลี่ยนงาน โครงสร้างองค์กรก็ต้องเปลี่ยน

ปรับจาก Pyramid → Diamond Shape ลดสัดส่วนงานระดับ Junior ลง พร้อมแนวคิด One-Pizza Team, DRI และ Nanopreneurs เพื่อให้ทีมเล็กลง คล่องตัวขึ้น และทำงานร่วมกับ AI ได้มากขึ้น

โดย HR ควรมีกรอบจำแนกประเภทงานเป็น 3 กลุ่ม คือ งานที่ต้องใช้ความเป็นมนุษย์สูง งานที่เครื่องจักรทำได้ดีกว่าและมีขอบเขตชัดเจน และงานที่มนุษย์ทำร่วมกับ AI
📌 9. CEO ต้องเลือก 1-3 Domain สำคัญที่เปลี่ยน Bottom Line

แทนการกระจาย AI ไปทุก Use Case โดย CEO ต้องเลือก Domain สำคัญแล้ว Go Deep เพื่อสร้าง Impact จริง พร้อมขยับบทบาทสู่ Decision Maker, Governance Architect และ Capital Allocator
📌10. 5 คำถามสำหรับเช้าวันจันทร์ (Monday Morning Questions)
หลังจากพูดถึง Technology, People, Process และ Leadership แล้ว คำถามสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ “เราจะซื้อ AI ตัวไหนเพิ่ม?” แต่คือคำถามเหล่านี้

❓ 1. What future are you building for?
❓ 2. Are we transforming the business or automating the past?
❓ 3. เรากำลังลงกับ Bets ไหนจนเปลี่ยน Bottom Line ได้จริง?
❓ 4.เราจะเปลี่ยนพนักงานเป็น DRI / Nanopreneurs ได้อย่างไร?
❓ 5. งานและการตัดสินใจตรงไหนที่ยังต้องเป็น Deeply Human?
📌 11. Final Takeaway: เรากำลังเลือกว่าจะสร้างอนาคตแบบไหน

AI Transformation ไม่ได้มีแค่เรื่อง Technology แต่เกี่ยวข้องกับอนาคตที่มนุษย์กำลังเลือกสร้าง ระหว่าง 2 Scenario คือ AI Abundance (AI ช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ แก้ปัญหาสำคัญ มนุษย์ทำงานน้อยลง) กับ Digital Darwinism (เกิดความเหลื่อมล้ำมหาศาล ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่แค่กลุ่ม Tech)

แม้ AI จะมี Intelligence สูงขึ้น แต่คุณค่าของมนุษย์ยังอยู่ที่ Empathy, Compassion, Meaning, Caring, Love และ Courage

เพราะสุดท้ายแล้ว เป้าหมายอาจไม่ใช่การสร้างองค์กรที่ “ใช้ AI ได้มากที่สุด” แต่คือการใช้ AI เพื่อสร้างคุณค่าที่ดีขึ้นสำหรับมนุษย์

Transform as a human. Transform for humans.
🟥 กดติดตาม TDA ไว้ เพื่ออัปเดตแนวคิดการทำงาน ทักษะอนาคต และเครื่องมือ AI ที่ช่วยให้ทีมและองค์กร "พร้อม" เติบโต

🔑 เมื่อ AI แย่งคิดจนเราเสื่อมถอย: Playbook การอยู่รอดของ "มนุษย์ธรรมดา" ด้วยการสะสมจุด และการเป็น "โชคดีของผู้อื่น"📝 สรุ...
22/09/2026

🔑 เมื่อ AI แย่งคิดจนเราเสื่อมถอย: Playbook การอยู่รอดของ "มนุษย์ธรรมดา" ด้วยการสะสมจุด และการเป็น "โชคดีของผู้อื่น"
📝 สรุปสาระสำคัญจากเซสชัน “(Normal) Human playbook in the age of AI” โดยคุณโจ้ - ธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการบริษัท และกรรมการอิสระ (Chairman of the Board of Directors & Independent Director), Bluebik Group PCLจากงาน KBTG Techtopia
📌 ทางรอดของมนุษย์ธรรมดาในวันที่สู้ AI ไม่ได้
ในยุคที่ทุกคนต่างหวาดหวั่นกับการมาถึงของ AI และพยายามวิ่งตามเทคโนโลยีจนเหนื่อยล้า หลายคนอาจรู้สึกว่าการเอาชนะ AI เป็นเรื่องของเหล่า "กระทิง" หรือยอดมนุษย์ทางเทคโนโลยีเท่านั้น

ทว่าสำหรับ "มนุษย์ธรรมดา" ที่ไม่ได้มีทักษะโค้ดดิ้งขั้นเทพ การหาทางอยู่รอดจึงไม่ใช่การพยายามไปประมวลผลข้อมูลแข่งกับเทคโนโลยี แต่คือการกลับมาทบทวนและดึงศักยภาพความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงออกมาใช้งาน
📌 1. ระวังการเป็น "มนุษย์ที่อ่อนล้าทางสติปัญญา"

ความน่ากลัวในปัจจุบันคือการที่มนุษย์พึ่งพา AI ในทุกๆ เรื่อง ตั้งแต่การย่อเอกสาร สรุปบทความ ไปจนถึงการคิดคำตอบเพื่อปฏิสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด พฤติกรรมนี้ทำให้เราขาดความจริงใจ และอาจกลายเป็น "มนุษย์ที่อ่อนล้าทางสติปัญญา" โดยไม่รู้ตัว ทั้งที่การเรียนรู้ของมนุษย์เกิดขึ้นจากกระบวนการที่เรียกว่า Intelligent Discomfort Tolerance หรือการอดทนต่อความไม่สบายใจในการคิด ทบทวน และตั้งใจเผชิญหน้ากับความไม่รู้เพื่อตกผลึกความคิดด้วยตนเอง
📌 2. นิยาม "Good Day vs Bad Day" เสียใหม่

เรามักเข้าใจว่า "วันที่ดี" คือวันที่สบาย งานน้อย ได้นั่งกินกาแฟชิลๆ และกลับบ้านเร็ว ทว่าในมุมมองของการเติบโต วันที่สบายเกินไปอาจกลายเป็น "วันที่แย่" เพราะเราไม่ได้เรียนรู้หรือพัฒนาอะไรเลย ในทางกลับกัน วันที่ดีที่แท้จริงคือวันที่เราได้เจอปัญหา ได้ใช้ความคิดแก้ปัญหาอย่างเครียดนิดๆ และได้ตกผลึกบทเรียนใหม่ๆ กลับไป เราจึงต้องย้อนถามตัวเองว่า เครื่องมือ AI ที่นำมาใช้ ทำให้ชีวิตเราง่ายจนกลายเป็นวันที่หยุดเรียนรู้ไปหรือเปล่า
📌 3. ทางรอดคือการสะสม "จุด" (Connecting the Dots)

AI มีความเชี่ยวชาญสูงในเรื่อง Pattern และ Data ซึ่งสามารถแทนที่ทักษะเชิงเดี่ยว หรือ I-Shaped Skill เช่น บัญชี กฎหมาย หรือการตรวจภาพรังสีแพทย์ ได้อย่างง่ายดาย ทางรอดของมนุษย์ธรรมดาจึงเป็นการสะสม "จุด" ไม่ว่าจะเป็นทักษะ ประสบการณ์ และผู้คน เพื่อนำมาเชื่อมโยงสิ่งที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันเข้าด้วยกันในแบบที่ AI ทำไม่ได้
📌 4. ศิลปะแห่งการ Skill Stacking (ผสมผสานทักษะ)

เราไม่จำเป็นต้องเป็นเลิศระดับเก่งที่สุดในโลกด้านใดด้านหนึ่ง แต่ให้ใช้แนวคิด Skill Stacking คือการเรียนรู้หลายๆ ทักษะให้เก่งกว่าค่าเฉลี่ย แล้วนำมารวมกัน ดังเช่นกรณีของ Steve Jobs ที่นำวิชาตัวอักษรศาสตร์ (Calligraphy) มาผสมผสานกับคอมพิวเตอร์จนเกิดเป็นระบบกราฟิกที่สวยงามของ Apple หรือกรณีของ "มาดามรถถัง" ที่นำวิชาดูดวงมาเปิดใจลูกค้าในต่างประเทศจนขายอาวุธสงครามได้
ทักษะในการสะสมแบ่งออกเป็น 3 ระดับ:

🔹Needed Skill: ทักษะจำเป็นขั้นพื้นฐาน เช่น การเงิน การเขียนโค้ด หรือ AI

🔹Wanted Skill: ทักษะที่สนใจเฉพาะตัว เช่น การทำอาหาร หรือการดูดวง

🔹Meta Skill: ทักษะศิลปะระหว่างมนุษย์ เช่น Storytelling, Negotiation และการโน้มน้าวใจ
การผสมผสานทักษะเหล่านี้ทำให้เรากลายเป็นคนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เหมือนกับคุณโจ้ที่เป็นนักธุรกิจที่เขียนหนังสือได้ และเป็นนักเขียนที่เข้าใจธุรกิจ หรือคุณคมสันต์ ลี ที่ใช้ทักษะภาษาจีนและไทยปนกันในการสร้างโอกาสทางธุรกิจได้อย่างโดดเด่น
📌 5. ประสบการณ์จริงเกิดจากการกล้าผิดพลาด

การทำงาน 10 ปี ไม่ได้แปลว่าเรามีประสบการณ์ 10 ปีเสมอไป เพราะหากเราทำสิ่งเดิมซ้ำๆ มันก็เป็นเพียงแค่ประสบการณ์ 1 ปีที่ทำซ้ำ 10 ครั้ง ประสบการณ์ใหม่ๆ เกิดจากการพาตัวเองออกจาก Comfort Zone ไปในที่ที่ทำให้ตัวเราเล็ก และกล้าลองทำสิ่งใหม่จนเกิดความผิดพลาด เพราะความผิดพลาดจะกลายเป็นจุดใหญ่ที่จำแม่นและตกผลึกเป็นบทเรียนชีวิต
📌 6. เป็น "ตัว X" ที่ดึงดูดผู้คนด้วยการเป็นผู้ให้ (Giver)

แทนที่จะมุ่งเน้นแต่การเป็นผู้นำอยู่ด้านบน ให้เปลี่ยนมาเป็น "ตัว X" ที่สามารถดึงดูดผู้คนเข้ามาสร้างประโยชน์ร่วมกัน มีน้ำใจ และเป็นผู้ให้ ดังเช่นบทเรียนของ "น้ำเต้าหู้โทฟุซัง" หรือแบรนด์ "ทองสมิธ" ที่เกิดจากการช่วยเหลือและเปิดโอกาสให้กัน นอกจากนี้ หากต้องการเติบโต เราต้องพาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มคนที่เป็นกัลยาณมิตร และสร้างคุณลักษณะที่ทำให้ผู้ใหญ่อยากเอ็นดูและให้โอกาส
📌 7. เปลี่ยนทรัพยากรชีวิต ให้เรากลายเป็น "โชคดีของผู้อื่น"

มนุษย์เรามีทรัพยากรอยู่ 3 อย่าง คือ เงิน เวลา และแรง การนำทรัพยากรเหล่านี้ไปใช้ ไม่ควรใช้อย่างเดียวเพื่อหาเงินเท่านั้น แต่ควรนำไปใช้นำมาซึ่งประสบการณ์ ความทรงจำดีๆ และการทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น

บทเรียนจากผู้ป่วยระยะสุดท้ายผ่านคุณหมอแน๊ต (โรงพยาบาลคูณ) ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่คนเราเสียใจมากที่สุดเมื่อใกล้ตายคือการทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว และการจะ "ตายดี" ได้นั้น เริ่มต้นจากการ "อยู่ดี" ซึ่งหมายถึงการทำตนเองให้เป็น "โชคดีของผู้อื่น" ไม่ใช่การหวังโชคดีให้ตัวเอง แต่เป็นการทำให้คนรอบข้างรู้สึกว่า "โชคดีจังที่มีคนนี้อยู่ในทีม ในครอบครัว หรือในชีวิต"
📌 8. 3 เข็มทิศยามเช้าเพื่อคงความเป็นมนุษย์

เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการฝึกฝน 3 คุณลักษณะสำคัญที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้:

🔹Curiosity (ความอยากรู้อยากเห็น): ตั้งเป้าอยากเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง โดยไม่ปล่อยให้ Algorithm โซเชียลมีเดียเป็นตัวชี้นำ

🔹Discipline (วินัย): สร้างวินัยผ่านการลงมือทำซ้ำๆ เช่น การออกกำลังกายตอนเช้า เพื่อสอนสมองให้เข้าใจกระบวนการทำซ้ำเพื่อสร้างผลลัพธ์

🔹Empathy (ความเห็นอกเห็นใจ): ใส่ใจและพยายามเข้าใจความรู้สึกของคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้า
📌 บทสรุป: จุดที่มากพอ จะต่อเป็นภาพชีวิตใหม่

การอยู่รอดในยุค AI ของมนุษย์ธรรมดา ไม่ใช่การวิ่งไล่ตามเทคโนโลยีจนลืมความเป็นมนุษย์ แต่เป็นการสะสม "จุด" จากทักษะ ประสบการณ์ และผู้คนให้มากพอเมื่อจุดเหล่านี้ถูกต่อเข้าด้วยกัน จะกลายเป็นไอเดียใหม่ ความเข้าใจในตนเอง และความสามารถในการแก้ปัญหาที่งดงาม ตื่นเช้ามา ทบทวนวินัย ความอยากรู้ และความเข้าใจผู้อื่น แล้วทำตัวเองให้เป็น "โชคดีของใครบางคน" ในทุกๆ วัน
📑 อ่านบทความบนเว็บไซต์: https://www.truedigitalacademy.com/blog/human-playbook-kbtg-techtopia-2026
🟥 กดติดตาม TDA ไว้ เพื่ออัปเดตแนวคิดการทำงาน ทักษะอนาคต และเครื่องมือ AI ที่ช่วยให้ทีมและองค์กร "พร้อม" เติบโต
#โจ้ธนา

💡 เมื่อคำแนะนำจากหัวหน้าถูกโต้แย้งด้วยการใช้ข้อมูลจาก AI...หัวหน้าควรยันด้วยประสบการณ์ของตัวเอง หรือเชื่อตาม AI?จริง ๆ แ...
21/09/2026

💡 เมื่อคำแนะนำจากหัวหน้าถูกโต้แย้งด้วยการใช้ข้อมูลจาก AI...หัวหน้าควรยันด้วยประสบการณ์ของตัวเอง หรือเชื่อตาม AI?
จริง ๆ แล้วโจทย์อาจไม่ใช่ “ใครถูก” แต่คือจะตัดสินใจอย่างไร เมื่อ AI กลายเป็นอีกหนึ่งเสียงในห้องประชุมไปแล้ว
งานวิจัย TeamViewer ร่วมกับ Sapio Research ปี 2026 พบว่า 61% ของผู้จัดการและพนักงานกว่า 4,200 คนใน 9 ตลาดทั่วโลก "ยังคงต้องการให้มนุษย์ตรวจสอบก่อน AI ลงมือทำ"
📌 ทำไมทีมบางคนถึงเชื่อ AI มากกว่าหัวหน้า?

หนึ่งในแนวคิดที่ใช้อธิบายคือ "Automation Bias" หรือ "แนวโน้มที่มนุษย์จะเชื่อคำแนะนำจากระบบอัตโนมัติมากเกินไป" โดยเฉพาะเมื่อไม่มั่นใจหรือมีข้อจำกัดด้านเวลา

แต่ AI เห็น “ข้อมูล” ขณะที่หัวหน้าต้องมอง “บริบท” เช่น ความสัมพันธ์กับลูกค้า วัฒนธรรมองค์กร ความรู้ของทีม และผลกระทบระยะยาว

ดังนั้นประเด็นไม่ใช่ AI ผิดหรือหัวหน้าผิด แต่คือ ข้อมูลจาก AI ต้องนำมาพิจารณาร่วมกับบริบทก่อนตัดสินใจ
📌 หัวหน้าควรรับมืออย่างไรเมื่อลูกน้องใช้ AI โต้แย้ง?

ให้เปลี่ยนจาก “AI vs. Human Judgment” เป็นกระบวนการตัดสินใจร่วมกัน 3 ขั้นตอน คือ

🔹 1. Validate the Data → ตรวจสอบว่า AI ใช้ข้อมูลจากไหน ช่วงเวลาใด พิจารณาตัวแปรอะไร และมีข้อมูลอะไรที่ขาดหายไป

🔹 2. Add the Human Context → เติมบริบทด้านคน ความสัมพันธ์ ความเสี่ยง และผลกระทบระยะยาวที่อาจไม่ได้อยู่ในข้อมูล

🔹 3. Shift from “Who is Right” to “What is Wise” → เปลี่ยนคำถามจาก “AI ถูกหรือฉันถูก?” เป็น “ทางเลือกไหนเหมาะที่สุดสำหรับสถานการณ์นี้?”
📌 ถ้า AI กับหัวหน้าเห็นต่างกัน ใครควรตัดสินใจ?

ให้ลองใช้ Framework นี้ในห้องประชุม

🔹 AI sees Data → วิเคราะห์ข้อมูลและมองหา Pattern

🔹 Human sees Context → เติมบริบท ความสัมพันธ์ ความเสี่ยง และผลกระทบ

🔹 Leader owns the Decision → ผู้นำรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและผลลัพธ์
📌 หลังจากนี้...บทบาทใหม่ของหัวหน้าจะ "ไม่ใช่คนรู้ดีที่สุด" แต่คือ "คนตัดสินใจในความไม่แน่นอน"

👉 AI เห็นข้อมูล → คนเห็นบริบท → หัวหน้ารับผิดชอบต่อการตัดสินใจ
สำหรับผู้นำในยุค AI ทักษะสำคัญจึงไม่ใช่การเลือกว่าจะเชื่อ AI หรือเชื่อคน แต่คือรู้ว่า

✅ เมื่อไรควรใช้ข้อมูล

✅ เมื่อไรควรถามเพิ่ม

✅และเมื่อไรต้องใช้ Human Judgment
หากองค์กรกำลังพัฒนาทีมให้ทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวคิดนี้สามารถต่อยอดสู่ AI Literacy, Critical Thinking และ Leadership Skills ได้
📑 อ่านบทความฉบับเต็มได้บนเว็บไซต์: https://www.truedigitalacademy.com/blog/ai-team-management
📌 พร้อมยกระดับทีมให้พร้อมรับอนาคต?
Corporate In-House Training ด้าน AI & People Enablement Solutions ที่ออกแบบให้เหมาะกับบริบทธุรกิจของคุณ
ติดต่อได้ที่ 📩 [email protected] หรือ Inbox Messenger

20/09/2026

งานสาย Data ใช้ AI ตัวไหนดี?
รวมมาให้แล้ว! 👇

19/09/2026

🤖 มาดูกันว่า ถ้าต้องเสียเงินอัปเกรดจริง ๆ ตัวไหนคุ้มค่า และเหมาะกับการใช้งานกับเรามากที่สุด
ัวไหนดี

ที่อยู่

True Digital Park At 7 Floor, 101 Sukhumvit Road, Bangchak, Phra Khanong
Bangkok
10260

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 10:00 - 18:00
พฤหัสบดี 10:00 - 18:00
ศุกร์ 10:00 - 18:00

เบอร์โทรศัพท์

+66839740906

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ True Digital Academy โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

แชร์

หมวดหมู่