17/07/2025
การข้องเกี่ยวกับดอกเบี้ยคือการประกาศสงครามกับอัลลอฮ์
ในโลกสมัยใหม่ที่ระบบการเงินแบบทุนนิยมครอบงำวิถีชีวิตของผู้คน แนวคิดเรื่องดอกเบี้ย (اَلرِّبَا) ได้กลายเป็นเรื่องปกติที่สังคมยอมรับโดยไม่ตั้งคำถาม แต่อิสลามในฐานะศาสนาที่สมบูรณ์แบบได้มองเห็นภัยร้ายของดอกเบี้ยมานานกว่า 1,400 ปี และได้กำหนดบทบัญญัติห้ามดอกเบี้ย (หะรอมริบา) อย่างชัดเจน เพื่อปกป้องทรัพย์สินและเกียรติยศของมนุษย์จากการถูกทำลายด้วยระบบการเงินที่ชั่วช้านี้
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا اتَّقُوا اللهَ وَذَرُوا مَا بَقِيَ مِنَ الرِّبَا إِن كُنتُم مُّؤْمِنِينَ ۞ فَإِن لَّمْ تَفْعَلُوا فَأْذَنُوا بِحَرْبٍ مِّنَ اللهِ وَرَسُولِهِ وَإِن تُبْتُمْ فَلَكُمْ رُءُوسُ أَمْوَالِكُمْ لَا تَظْلِمُونَ وَلَا تُظْلَمُونَ
“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ และจงละทิ้งสิ่งที่ยังเหลืออยู่จากการกินดอกเบี้ย หากพวกท่านเป็นผู้ศรัทธาจริง, และหากพวกท่านไม่ปฏิบัติเช่นนั้น ก็จงรู้ไว้เถิดว่า พวกท่านกำลังทำสงครามกับอัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ และหากพวกท่านกลับตัว (เลิกกินดอกเบี้ย) พวกท่านก็จะได้เงินต้นของพวกท่านกลับคืน โดยพวกท่านจะไม่อธรรมและจะไม่ถูกอธรรม”
(อัลกุรอาน : อัลบะเกาะเราะฮ์ : 2:278-279)
ดอกเบี้ยสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม มันเป็นเครื่องมือขูดรีดที่ทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้นโดยไม่ต้องทำงาน ขณะที่คนจนต้องแบกรับภาระหนี้สินที่เพิ่มพูนอย่างไม่รู้จบ สังคมจึงเกิดความเหลื่อมล้ำสูงสุด เจ้าหนี้กลายเป็นผู้มีอำนาจเหนือลูกหนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กลายเป็นความสัมพันธ์ทางการเงินที่ขาดมนุษยธรรม
การห้ามดอกเบี้ยของอิสลามมีรากฐานมาจากการสร้างความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ อิสลามต้องการระบบที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน โดยส่งเสริมการค้าที่เป็นธรรม (اَلْبَيْعُ) การลงทุนแบบหุ้นส่วน (اَلْمُضَارَبَةُ) และการช่วยเหลือกันแบบไม่หวังผลตอบแทน (اَلْقَرْضُ الْحَسَنُ) แทนระบบกู้ยืมแบบขูดรีด แท้จริงโทษและบาปที่เกิดขึ้นจากการเข้าไปเกี่ยวพันธ์กับดอกเบี้ย ทั้งในด้านการเป็นผู้กินดอกเบี้ย ผู้เสียดอกเบี้ย ผู้เป็นพยาน และผู้ทำสัญญาธุรกรรมที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยทั้งหมด ร้ายแรงเทียบเท่าการที่ชายคนหนึ่งมีเพศสัมพันธ์กับแม่ของตนเอง ดังที่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ได้กล่าวว่า
« اَلرِّبَا ثَلَاثَةٌ وَسَبْعُونَ بَابًا أَيْسَرُهَا مِثْلُ أَنْ يَنْكِحَ اَلرَّجُلُ أُمَّهُ ، وَإِنَّ أَرْبَى اَلرِّبَا عِرْضُ اَلرَّجُلِ اَلْمُسْلِمِ »
“ดอกเบี้ยมี 73 ประตู (ระดับความผิด) ซึ่งความผิดที่เบาที่สุดนั้นเหมือนกับการที่ชายคนหนึ่งมีเพศสัมพันธ์กับแม่ของเขา และแท้จริงดอกเบี้ยที่ร้ายแรงที่สุดคือการทำลายเกียรติของชายมุสลิม”
(บันทึกโดยอิบนุมาญะฮ์ เลขที่ 2275)
นี่แสดงให้เห็นว่าอิสลามมองดอกเบี้ยไม่ใช่เพียงความผิดทางเศรษฐกิจ แต่เป็นความผิดทางศีลธรรมที่ทำลายโครงสร้างสังคม
ในยุคที่สถาบันการเงินต่าง ๆ หันมาใช้ระบบการเงินแบบดอกเบี้ย จึงทำให้มุสลิมกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า ดอกเบี้ยกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมมุสลิมทั่วไป อิสลามกลับกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการห้ามปรามการเกี่ยวข้องกับดอกเบี้ย (ริบา) ทุกประเภทอย่างเด็ดขาด ไม่เพียงแต่ผู้ให้หรือผู้รับดอกเบี้ยเท่านั้นที่ตกอยู่ในความผิด แต่รวมถึงทุกฝ่ายที่สมรู้ร่วมคิดหรืออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมดังกล่าว
หะดีษจากท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า
لَعَنَ رَسُولُ اللَّهِ ﷺ آكِلَ الرِّبَا، وَمُوكِلَهُ، وَكَاتِبَهُ، وَشَاهِدَيْهِ، وَقَالَ: هُمْ سَوَاءٌ
"ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ﷺ ได้สาปแช่งผู้กินดอกเบี้ย ผู้ให้ดอกเบี้ย ผู้จดบันทึก และพยานทั้งสองของมัน และกล่าวว่า พวกเขาเท่าเทียมกัน (ในความผิด)" (บันทึกโดยมุสลิม)
และท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ กล่าวไว้ว่า
دِرْهَمُ رِبًا يَأْكُلُهُ الرَّجُلُ وَهُوَ يَعْلَمُ، أَشَدُّ مِنْ سِتَّةٍ وَثَلَاثِينَ زَنْيَةً
"หนึ่งดิรฮัมที่มนุษย์กินจากดอกเบี้ยทั้งที่รู้ตัวนั้น ร้ายแรงกว่าการทำซินา 36 ครั้ง"
*บันทึกโดย อะหมัด (2/353), อัล-ฮากิม (2/37), หะดีษเศาะฮี้ห์*
หะดีษนี้ไม่เพียงเปิดเผยความรุนแรงของบาปดอกเบี้ยเท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตการลงโทษไปถึงผู้มีส่วนร่วมทุกขั้นตอน แสดงให้เห็นว่าอิสลามมิได้มองปัญหาแค่ที่ผลลัพธ์ แต่รวมถึงกระบวนการทั้งหมดที่นำไปสู่การก่อเกิดดอกเบี้ย
ในปัจจุบัน มีบางคนพยายาม เลี่ยงบัญญัติการห้ามดอกเบี้ย (ริบา) โดยเปลี่ยนชื่อจาก "ดอกเบี้ย" เป็นคำอื่น เช่น:
"ค่าบริการ"
"ค่าธรรมเนียม"
"ผลตอบแทนการลงทุน"
"ส่วนแบ่งกำไร" (แต่ในทางปฏิบัติยังคงคำนวณแบบดอกเบี้ย)
ท่านนบีมุฮัมมัด ได้กล่าวว่า
يَأْتِي عَلَى النَّاسِ زَمَانٌ لَا يُبَالِي الْمَرْءُ بِمَا أَخَذَ الْمَالَ، أَمِنْ حَلَالٍ أَمْ مِنْ حَرَامٍ»
"จะมาถึงยุคหนึ่งที่มนุษย์ไม่สนใจว่าทรัพย์ที่ได้มาฮะลาลหรือหะรอม"
(บันทึกโดยอัลบุคอรีย์, เลขที่ 2059)
แม้จะใช้คำอื่นแทน แต่หากสาระสำคัญยังคงเป็นการกู้ยืมเงินแล้วต้องคืนมากกว่าเดิมโดยอัตโนมัติ (ไม่ใช่การแบ่งปันผลกำไรหรือขาดทุนจริง) ก็ถือว่าเป็น ดอกเบี้ย (ริบา) ตามหลักชารีอะฮ์ ซึ่ง ฮะรอมอย่างชัดเจน
การพยายาม "เล่นคำ" เพื่อเลี่ยงดอกเบี้ย เป็นการหลอกตัวเองและผู้อื่น เพราะอัลลอฮ์ทรงรู้ทุกการโกหก ทางรอดที่แท้จริงคือการละทิ้งดอกเบี้ยทุกรูปแบบ และหันมาสู่ระบบการเงินที่ฮะลาลอย่างแท้จริง
ขณะที่ดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือขูดรีดที่ทำให้เงินไหลจากคนจนสู่คนรวย ซะกาต (اَلزَّكَاةُ) คือกลไกอันชาญฉลามที่อิสลามออกแบบมาเพื่อกระจายความมั่งคั่งจากคนรวยสู่คนจนอย่างเป็นระบบ ดังที่อัลลอฮ์ตรัสว่า
وَفِي أَمْوَالِهِمْ حَقٌّ لِّلسَّائِلِ وَالْمَحْرُومِ
“และในทรัพย์สมบัติของพวกเขามีสิทธิสำหรับผู้ขัดสนและผู้ไร้โอกาส”
(อัลกุรอาน : อัซซาริยาต : 51:19)
ระบบซะกาตช่วยให้เงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจจริง แทนที่จะถูกกักตุนโดยกลุ่มคนเพียงหยิบมือ เพราะเป็นกระจายความมั่งคั่งและลดความเหลื่อมล้ำ
ในมุมมองของอิสลาม การจ่ายซะกาตและการบริจาค ไม่ใช่เป็นการทำให้ทรัพย์สินลดน้อยลง แต่นั่นเป็นการเพิ่มพูนและเสริมความสิริมงคลในด้านชีวิตความเป็นอยู่ทั้งดุนยาและอาคิเราะฮ์ ดังที่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ได้กล่าวว่า
« ما نَقَصَتْ صَدَقةٌ مِن مالٍ ، وما زادَ اللهُ عَبْدًا بعَفْوٍ إلَّا عِزًّا ، وما تَواضَعَ أحَدٌ لِلهِ إلَّا رَفَعَهُ اللهُ »
“ทรัพย์สินไม่เคยลดน้อยลงเพราะการให้ทาน (ศอดาเกาะฮ์) และอัลลอฮ์ไม่ทรงเพิ่มให้แก่บ่าวผู้ให้อภัยเว้นแต่เกียรติยศ และไม่มีผู้ใดถ่อมตนเพื่ออัลลอฮ์ เว้นแต่อัลลอฮ์จะทรงยกย่องเขา”
(บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2588)
นี่คือกลไกอันชาญฉลาดที่รักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองทรัพย์สินส่วนบุคคลกับการดูแลสังคมส่วนรวม โดยทำงานในสองมิติพร้อมกัน
อะห์หมัดมุสตอฟา อาลี โต๊ะลง
03/03/2025
ชีวิตของจันทร์เสี้ยว (ฮิล้าล)
........................................................
ทุกสิ่งล้วนเป็นบ่าวของอัลลอฮ์ พวกเขาจะทำการสักการะและการสดุดี (ตัสเบี๊ยะฮ์) ต่อพระองค์อย่างไม่ขาดสาย ดังที่อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า
«وَإِن مِّن شَيْءٍ إِلَّا يُسَبِّحُ بِحَمْدِهِ وَلَـٰكِن لَّا تَفْقَهُونَ تَسْبِيحَهُمْ»
“และไม่มีสรรพสิ่งใด ๆ เว้นแต่ มันจะทำการกล่าวสดุดีด้วยการสรรเสริญพระองค์อัลลอฮ์ โดยที่พวกท่านไม่เข้าใจการสดุดีของพวกมัน” อัลอิสรออ์ : 44)
แน่นอน ปรากฎการณ์เหล่านี้ มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่สามารถสัมผัสและรับรู้ได้ ยกเว้นบางคนเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ (ศ็อลฯ)
จากเรื่องราวดังกล่าว คำรายงานของท่านฏ้อลฮะฮ์ บุตร อุบัยดี้ลลอฮ์ได้เผยความเร้นลับผ่านถ้อยคำดุอาอ์ของท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ (ศ็อลฯ) ขณะที่ท่านเห็นจันทร์เสี้ยวแรกของเดือน (ฮิล้าล) ว่า
«اللهُ أَكْبَرُ، اللَّهُمَّ أَهِلَّهُ عَلَيْنَا بِالْأَمْنِ وَالْإِيمَانِ، وَالسَّلَامَةِ وَالْإِسْلَامِ، وَالتَّوْفِيقِ لِمَا يُحِبُّ رَبُّنَا وَيَرْضَى، رَبُّنَا وَرَبُّكَ اللهُ»
อัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ โอ้อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงให้มัน (ฮิล้าล) เผยขึ้นให้เราได้เห็น ด้วยความปลอดภัย ด้วยศรัทธา ด้วยความสันติ ด้วยอิสลาม และด้วยความสำเร็จลุล่วง ตามที่พระผู้เป็นเจ้าของเรารักและยินดี พระเจ้าของเราและพระเจ้าของท่านคืออัลลอฮ์” (บันทึกโดยอัตติรมิซีย์ อะห์หมัด และอัดดาริมีย์)
จากถ้อยคำสุดท้ายในอัลฮะดีษนี้ ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ได้กล่าวว่า “พระเจ้าของเรา” หมายถึงพระเจ้าของท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์และเหล่าศอฮาบะฮ์ ส่วนคำว่า “พระเจ้าของท่าน” นั้น ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ได้ตอบโต้กับ “จันทร์เสี้ยว” ที่กำลังเผยขึ้นมาในขณะนั้น นี่แหละคือสิ่งหนึ่งที่บ่งชี้ถึงการรับรู้ของจันทร์เสี้ยวขณะที่ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์สนทนากับมัน เป็นการยืนยันถึงการมีชีวิตของจันทร์เสี้ยวในอีกรูปแบบหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ
ปรากฏว่า ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ (ศ็อลฯ) จะกล่าวดุอาอ์นี้ เมื่อได้เห็นจันทร์เสี้ยว เสมือนกับว่า ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ (ศ็อลฯ) ปรารถนาให้ทุก ๆ เดือนเริ่มต้นด้วยความมีสิริมงคล (บารอกัต) ความมั่นคงให้ศาสนา ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มุสลิมเฝ้ารอคอยการปรากฎตัวของฮิล้าล เพราะการเข้าเดือนอย่างตรงตามปฏิทินที่อัลลลอฮ์ได้ทรงกำหนดไว้บนฟากฟ้าของแต่ละพื้น มีผลเกี่ยวพันกันอย่างชัดเจนต่อการปฏิบัติอิบาดะฮ์ตรงตามวันและเวลาที่อัลลอฮ์ทรงกำหนด เช่น การถือศีลอดสุนัตต่าง ๆ ที่สำคัญในรอบเดือนหรือในปีหนึ่งจะมีเพียงครั้งหนึ่ง และยังเป็นการทำให้การถือศีลอดฟัรดูรอมฎอนคลาดเคลื่อนจากที่อัลลอฮ์ทรงกำหนด และการมุ่งเน้นเพื่อแสวงหาค้ำคืนลัยละตุ้ลก็อดร์ก็ต้องคลาดไป ซึ่งมีผลต่อการตอบรับอามัลของอัลลอฮ์อย่างมากมาย
ฉะนั้นการบิดเบือดและเปลี่ยนแปลงปฏิทินของอัลลอฮ์ตามความต้องการของตนเองนั้น เป็นการสร้างความเสียหายต่ออิบาดะฮ์ของประชาชาติอิสลามอย่างร้ายกาจ ซึ่งผู้ทำเช่นนั้นจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายดังกล่าวอย่างไม่อาจคำนวณนับได้
.............................
อ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ จิตวิญญาณเชิงนิเวศในศาสนาอิสลาม
เรียบเรียงโดย อะห์หมัดมุสตอฟา โต๊ะลง
26/02/2025
เรื่องเล่าขานเกี่ยวกับธิดาของ "ฮูเลกู" ที่เกี่ยวข้องกับนักวิชาการมุสลิมผู้ปาฐกถาในกรุงแบกแดดหลังการล่มสลายโดยพวกมองโกลในปี 1258**
มีเรื่องเล่าว่า ธิดาของ "ฮูเลกู" ขณะที่กำลังเดินท่องไปตามถนนในกรุงแบกแดด ได้เห็นกลุ่มคนจำนวนมากล้อมวงฟังคำสอนของนักวิชาการมุสลิมท่านหนึ่ง ความสงสัยจึงเกิดขึ้นในใจนาง เธอจึงถามองครักษ์ว่า "นั่นคืออะไร?"
องครักษ์ตอบว่า "เป็นนักวิชาการมุสลิมที่ผู้คนมักมาชุมนุมฟังคำสอนของเขา"
ธิดาของฮูเลกูจึงสั่งให้จับตัวนักวิชาการมานำหน้าเธอ โดยมัดมือและเท้าด้วยผ้าโพกหัวของเขาเอง เมื่อนำตัวมาถึง นางถามว่า "เจ้าเป็นนักวิชาการของชาวมุสลิมจริงหรือ?"
เขาตอบว่า "ใช่"
นางจึงกล่าวเย้ยหยันว่า "พระเจ้าทรงรักเรา ไม่รักพวกเจ้า เพราะพระองค์ประทานชัยให้เราพิชิตพวกเจ้า ไม่ใช่ช่วยพวกเจ้าให้ชนะเรา"
นักวิชาการทูลขอว่า "ขอท่านปล่อยผมจากพันธนาการและประกันความปลอดภัยให้ ผมจะตอบคำถามท่าน"
เมื่อถูกปล่อยและได้รับคำมั่นถึงความปลอดภัย นักวิชาการถามนางว่า "ท่านรู้จักคนเลี้ยงแกะไหม?"
นางตอบว่า "ทุกคนรู้จัก"
เขาถามต่อว่า "ถ้าแกะของเขาหลุดฝูงและไม่เชื่อฟัง เขาจะทำอย่างไร?"
นางตอบว่า "เขาจะส่งหมาของเขาไปต้อนฝูงแกะให้กลับมา"
เขาถามอีกว่า "แล้วเมื่อแกะกลับมา เขาจะทำอย่างไรกับหมา?"
นางตอบว่า "ก็เพียงระงับภัยจากหมา ไม่ให้ทำร้ายแกะอีก"
นักวิชาการจึงอธิบายว่า "นี่คือสถานการณ์ของพวกเรากับพวกท่าน พระเจ้า (อุปมาดั่ง) คนเลี้ยงแกะ เราเป็นฝูงแกะ ส่วนพวกท่านเป็นหมา พระองค์ทรงใช้หมาของพระองค์ (พวกมองโกล) มาต้อนเราเมื่อเราเบี่ยงเบนจากคำสั่ง แต่เมื่อเรากลับสู่ทางที่ถูกต้อง พระองค์จะทรงเรียกหมาตัวนั้นกลับ"
---
25/02/2025
ในหนังสือ "ประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์" โดยผู้เขียน จูล ช็อกเกน หน้า 21 ระบุว่า
อัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์ของอาหรับเป็นเพียงแง่มุมหนึ่งจากหลายแง่มุมของยุคทองที่รุ่งเรืองในระดับสากล ซึ่งศิลปะและวิทยาศาสตร์ทุกแขนงต่างเฟื่องฟู อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง ผู้มีส่วนร่วมในความสำเร็จของยุคดังกล่าวจำนวนมากมิได้เป็นชาวอาหรับ
แต่พวกเขาล้วนซึมซับความรุ่งโรจน์ทางปัญญาของอาหรับ เติบโตและแข็งแกร่งภายใต้ร่มเงาของวัฒนธรรมอาหรับที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ หนึ่งในบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ในยุคนั้นคือ จัมชีด อิบนุ มะซูด อิบนุ มะฮ์มูด ฆิยาษุดดีน อัล-คาชี (ค.ศ. 1393–1449) ชาวเปอร์เซีย ผู้เป็นผู้อำนวยการหอดูดาวแห่งหนึ่งในซามาร์คันด์ มีความเป็นไปได้ว่าอัล-คาชีอาจเป็นบุคคลแรกที่ใช้เศษส่วนทศนิยม หรือไม่ก็รับแนวคิดนี้มาจากชาวจีน
นอกจากนี้ อัล-คาชียังคำนวณค่าของ ( π² ) ได้อย่างแม่นยำอย่างที่ไม่เคยมีใครเทียบได้จนถึงปลายศตวรรษที่ 16 โดยค่าของ ( π² ) ที่เขาคำนวณได้คือ ( 6.2831853071795865 ) เขายังมีส่วนสำคัญต่อวิชาตรีโกณมิติและการคำนวณ related ข้อเท็จจริงคือ อัล-คาชีรู้สึกอิ่มเอมใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ทำการคำนวณที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน และเขาใช้นวัตกรรมเชิงกลที่ส่วนใหญ่คิดค้นขึ้นเองเพื่อช่วยในการทำงาน
ตัวอย่างเช่น เขาประดิษฐ์ "แผ่นกลจักร" สำหรับคำนวณเวลาที่ดาวเคราะห์สองดวงจะเข้าใกล้กันที่สุด รวมถึงสร้าง "เครื่องคำนวณเชิงกล" ที่สามารถทำนายจันทรคราสได้ เขายังคิดค้นอุปกรณ์สำหรับวัดมุมเชิงมุมของวัตถุท้องฟ้า การคำนวณของเขาส่วนใหญ่อาศัย "แผ่นคำนวณแบบเลื่อนได้ (สไลด์รูล)" ซึ่งถือเป็นรูปแบบดั้งเดิมของคอมพิวเตอร์วิเคราะห์ในยุคแรกเริ่ม
23/02/2025
"ภาพต้นฉบับงานเขียนของนักวิชาการชาวอาหรับผู้หนึ่ง ที่กำลังอธิบายปรากฏการณ์จันทรคราส 🌙... หลังจากที่นักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์มุสลิมอย่างอัล-ฟาราบี (الفارابي) และอิบนุฮัยตัม (ابن الهيتم) ประสบความสำเร็จในการคำนวณเวลาการเกิดจันทรคราสและสุริยุปราคาได้อย่างแม่นยำจนควรจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์... สิ่งเหล่านี้คือองค์ความรู้ที่ชาวยุโรปเรียนรู้จากวิทยาการและศิลปะแห่งอัลอันดะลุส (الأندلس) [สเปนยุคอิสลาม]... ในช่วงเวลาที่ชาวยุโรปวิ่งกันโกลาหลบนถนน ร้องไห้ส่งเสียงกรีดร้องระหว่างเกิดจันทรคราส เพราะเชื่อว่ามีอสูรกายกำลังกลืนกินดวงจันทร์!"
---
# # # **ขยายความเพิ่มเติม:**
1. **ความก้าวหน้าทางดาราศาสตร์ของนักวิชาการมุสลิม:**
- **อัลฟาราบี** (ค.ศ. 872–950) เป็นนักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ผู้มีผลงานด้านดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ และทฤษฎีดนตรี เขามีส่วนพัฒนาการคำนวณวงโคจรของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์
- **อิบนุ อัลฮัยตัม** (ค.ศ. 965–1040) ถูกยกย่องว่าเป็น "บิดาแห่งทัศนศาสตร์สมัยใหม่" เขาศึกษาการหักเหของแสงและเสนอแบบจำลองการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ที่แม่นยำ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการทำนายสุริยุปราคาและจันทรคราส
2. **อัลอันดะลุส: ศูนย์กลางความรู้สู่ยุโรป:**
- ในยุคกลาง (ศตวรรษที่ 8–15) ดินแดนอัล-อันดะลุส (สเปนและโปรตุเกสในปัจจุบัน) ภายใต้การปกครองของมุสลิม เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างโลกอิสลามและยุโรป
- งานเขียนทางวิทยาศาสตร์ของนักปราชญ์มุสลิมถูกแปลเป็นภาษาละตินในเมืองโตเลโดและกอร์โดบา กลายเป็นพื้นฐานให้มหาวิทยาลัยยุโรปในยุคเรอเนสซองส์
3. **ความเชื่อของชาวยุโรปยุคกลาง vs วิทยาศาสตร์อิสลาม:**
- ชาวยุโรปในยุคกลางส่วนใหญ่อธิบายปรากฏการณ์ดาวเคราะห์ผ่านตำนาน เช่น เชื่อว่าจันทรคราสเกิดจาก "สัตว์ร้าย" หรือ "มังกร" กินดวงจันทร์ จึงใช้วิธีตีเกราะเคาะระฆังเพื่อขับไล่
- ในคอนทราสต์ นักดาราศาสตร์มุสลิมใช้วิธีการทางคณิตศาสตร์และสังเกตการณ์ผ่านอุปกรณ์ เช่น
แอสโตรเลบเพื่อคำนวณล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ
4. **มรดกทางประวัติศาสตร์:**
- งานของอิบนุฮัยตัมส่งอิทธิพลต่อนิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส** (ผู้เสนอแบบจำลองดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง) และ **โยฮันเนส เคปเลอร์**
- คำว่า "อัลกอริทึม" (Algorithm) มาจากชื่อ **อัล-ควาริซมี** (Al-Khwarizmi) นักคณิตศาสตร์มุสลิมผู้บุกเบิกพีชคณิต
---
**สรุป:** ข้อความนี้เน้นย้ำถึงความเจริญรุ่งเรืองของวิทยาศาสตร์อิสลามในยุคทอง (ศตวรรษที่ 8–13) ซึ่งไม่เพียงแต่รักษาความรู้โบราณแต่ยังพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นสะพานเชื่อมให้ยุโรปก้าวพ้นยุคกลางเข้าสู่ยุคเรอเนสซองส์ ในขณะที่สังคมยุโรปยังติดกับดักความเชื่อเชิงไสยศาสตร์ นักวิชาการมุสลิมกลับใช้เหตุผลและหลักฐานเชิงประจักษ์ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการส่งต่อความรู้ระหว่างวัฒนธรรม
16/02/2025
# # # อัล-บัตตานี (Al-Battani) บุคคลต้นแบบแห่งวงการดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์
อัล-บัตตานี (Al-Battani) หรือชื่อเต็มว่า อะบู อับดุลลอฮ์ มุฮัมมัด บิน ญาบิร บิน สินาน อัล-บัตตานี (أبو عبد الله محمد بن جابر بن سنان البتاني) เป็นนักดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ชาวมุสลิมที่มีชื่อเสียงในยุคทองของอิสลาม เกิดเมื่อปี ค.ศ. 858 ที่เมืองฮัรราน (Harrran) ในดินแดนที่ปัจจุบันอยู่ในประเทศตุรกี และเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 929
# # # ผลงานสำคัญของอัล-บัตตานี
อัล-บัตตานีเป็นหนึ่งในนักดาราศาสตร์ที่มีผลงานโดดเด่นในยุคกลาง เขาพัฒนาวิธีการคำนวณทางดาราศาสตร์ให้แม่นยำยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเกี่ยวกับการคำนวณ ตำแหน่งของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ ผลงานสำคัญของเขาคือ
1. การคำนวณความเอียงของแกนโลก – อัล-บัตตานีสามารถวัดค่ามุมเอียงของโลกได้อย่างแม่นยำกว่าที่เคยมีมา ซึ่งช่วยให้นักดาราศาสตร์ในยุคต่อมาสามารถพัฒนาแบบจำลองการเคลื่อนที่ของดวงดาวได้ดีขึ้น
2. การหาค่าความยาวของปีสุริยคติ (Solar Year) – เขาคำนวณว่าหนึ่งปีสุริยคติ หรือระยะเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ใช้เวลาประมาณ 365 วัน 5 ชั่วโมง 46 นาที 24 วินาที ซึ่งมีความแม่นยำมากกว่าค่าที่นักดาราศาสตร์กรีกโบราณเคยคำนวณไว้
3. การศึกษาการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์และดาวเคราะห์ – อัล-บัตตานีสามารถคำนวณตารางตำแหน่งของดวงจันทร์และดาวเคราะห์ได้แม่นยำมากขึ้น ซึ่งช่วยให้สามารถทำนายปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ เช่น จันทรุปราคาและสุริยุปราคา ได้ดีกว่าเดิม
4. การใช้ฟังก์ชันตรีโกณมิติในดาราศาสตร์ – อัล-บัตตานีเป็นหนึ่งในนักคณิตศาสตร์กลุ่มแรกที่ใช้ ฟังก์ชันไซน์ (sine) และโคไซน์ (cosine) แทนที่ระบบเชือก (chord) ของนักคณิตศาสตร์กรีก ทำให้การคำนวณมีประสิทธิภาพและใช้งานได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ เขายังคำนวณตารางค่าไซน์อย่างละเอียด ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาคณิตศาสตร์ยุคต่อมา
# # # ผลงานที่ส่งผลกระทบต่อโลกวิทยาศาสตร์
อัล-บัตตานีเขียนตำราสำคัญที่ชื่อว่า "อัล-ซิจ อัล-ซาบิอี" (الزيج الصابئي) หรือ "The Sabian Tables" ซึ่งเป็นหนังสือที่รวมข้อมูลทางดาราศาสตร์ที่เขาคำนวณขึ้น และมีอิทธิพลอย่างมากต่อวงการดาราศาสตร์ในยุคกลาง หนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาละตินในศตวรรษที่ 12 ภายใต้ชื่อ "De Scientia Stellarum" (ว่าด้วยวิทยาศาสตร์แห่งดวงดาว) และถูกนำไปใช้โดยนักดาราศาสตร์ชาวยุโรป เช่น นิโคลัส โคเปอร์นิคัส (Nicolaus Copernicus) ซึ่งได้นำข้อมูลของอัล-บัตตานีไปใช้ในการพัฒนาแบบจำลองระบบสุริยะของเขา
# # # มรดกและอิทธิพลของอัล-บัตตานี
อัล-บัตตานีได้รับการยกย่องว่าเป็น "ปโตเลมีแห่งอาหรับ" (Ptolemy of the Arabs) เนื่องจากผลงานของเขามีอิทธิพลต่อทั้งโลกอิสลามและยุโรปเป็นเวลาหลายศตวรรษ มีการตั้งชื่อหลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์ว่า "Al-Battani" เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา
กล่าวโดยสรุป อัล-บัตตานีเป็นนักดาราศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เขาช่วยปรับปรุงความแม่นยำของข้อมูลดาราศาสตร์ คิดค้นแนวคิดทางคณิตศาสตร์ที่เป็นรากฐานของตรีโกณมิติ และมีอิทธิพลต่อวงการดาราศาสตร์ตะวันตกอย่างมาก
16/02/2025
#ความก้าวหน้าทางวิชาการในโลกอาหรับอิสลาม
ชาวอาหรับและมุสลิมในยุคทองของอิสลามได้สร้างผลงานและการค้นพบที่สำคัญซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่ออารยธรรมของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกอิสลามเริ่มเสื่อมถอยและยุโรปเริ่มรุ่งเรือง บางส่วนของผลงานเหล่านี้ถูกนำไปอ้างว่าเป็นของนักวิชาการตะวันตกหรือถูกนำไปใช้โดยไม่มีการอ้างอิงถึงต้นกำเนิดของมัน นี่คือตัวอย่างบางส่วนของการค้นพบและสิ่งประดิษฐ์ที่พัฒนาขึ้นโดยมุสลิมและถูกนำไปใช้โดยตะวันตก:
# # # 1. **การแพทย์และเภสัชกรรม**
- **อิบนุ ซีนา (Avicenna)**: เขียนหนังสือ "กฎหมายการแพทย์" (The Canon of Medicine) ซึ่งเป็นตำราอ้างอิงทางการแพทย์ในยุโรปเป็นเวลาหลายศตวรรษ
- **อัล-ซาห์ราวี (Al-Zahrawi)**: รู้จักในฐานะบิดาแห่งการผ่าตัดสมัยใหม่ เขียนหนังสือ "อัล-ตัสรีฟ" ซึ่งรวมถึงเครื่องมือผ่าตัดและภาพประกอบทางเทคนิคที่นักวิชาการยุโรปนำไปใช้
# # # 2. **ดาราศาสตร์**
- **อัล-บีรูนี (Al-Biruni)**: เขาคำนวณเส้นรอบวงของโลกได้อย่างแม่นยำ ก่อนที่โคเปอร์นิคัสจะทำได้หลายศตวรรษ
- **อัล-ฟาร์ฆานี (Al-Farghani)**: งานเขียนของเขาเกี่ยวกับดาราศาสตร์มีอิทธิพลต่อนักวิชาการยุโรป และเป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญในยุคเรอเนสซองส์
# # # 3. **คณิตศาสตร์**
- **อัล-ควาริซมี (Al-Khwarizmi)**: บิดาแห่งพีชคณิต หนังสือของเขา "อัล-ญับร์ wa อัล-มุคาบาละห์" (The Compendious Book on Calculation by Completion and Balancing) เป็นพื้นฐานของพีชคณิตในยุโรป และคำว่า "algorithm" มาจากชื่อของเขา
- **อัษ-ษาบิต บิน กุรเราะ (Thabit ibn Qurra)**: มีส่วนร่วมในการพัฒนาทางเรขาคณิตและกลศาสตร์
# # # 4. **วิศวกรรม**
- **พี่น้องตระกูลมูซา (Banu Musa)**: เขียนเกี่ยวกับเครื่องจักรกลและประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ซับซ้อน เช่น นาฬิกาน้ำและเครื่องมือยกน้ำ ซึ่งต่อมาถูกค้นพบใหม่ในยุโรป
# # # 5. **เคมี**
- **ญาบิร บิน ฮัยยาน (Jabir ibn Hayyan)**: รู้จักในฐานะบิดาแห่งเคมีสมัยใหม่ เขาเป็นผู้วางรากฐานของการทดลองทางเคมี งานของเขาถูกแปลเป็นภาษาละตินและเป็นพื้นฐานของเคมีในยุโรป
# # # 6. **ทัศนมาตรศาสตร์**
- **อิบนุ อัล-ฮัยษัม (Ibn al-Haytham)**: บิดาแห่งทัศนมาตรศาสตร์สมัยใหม่ หนังสือของเขา "Kitab al-Manazir" (Book of Optics) อธิบายการมองเห็นของตาและเป็นพื้นฐานของทฤษฎีทัศนศาสตร์ในยุโรป
# # # 7. **สถาปัตยกรรม**
- การออกแบบทางสถาปัตยกรรมหลายอย่าง เช่น สะพานโค้ง (arch), โดม (dome), และโรงอาบน้ำสาธารณะ (public baths) พัฒนาขึ้นในอารยธรรมอิสลามและถูกนำไปใช้ในยุโรปในช่วงยุคกลางและยุคเรอเนสซองส์
---
# # # **การค้นพบเหล่านี้ถูกนำไปอ้างว่าเป็นของตะวันตกได้อย่างไร?**
1. **การแปลและการดัดแปลง**: เมื่อหนังสือของนักวิชาการมุสลิมถูกแปลเป็นภาษาละติน ชื่อของพวกเขามักถูกลบหรือถูกเปลี่ยนเป็นชื่อของนักแปล
2. **การค้นพบใหม่**: ในบางกรณี นักวิชาการยุโรปค้นพบหรือพัฒนาความคิดของมุสลิมใหม่โดยไม่มีการอ้างอิงถึงต้นกำเนิด
3. **การควบคุมทางการเมืองและวัฒนธรรม**: หลังการล่มสลายของอัล-อันดาลุส (สเปนมุสลิม) ยุโรปได้ยึดครองมรดกทางวิทยาศาสตร์ของอิสลามจำนวนมากโดยไม่ยอมรับแหล่งที่มา
14/02/2025
(ผลิตกระดาษที่ไม่สามารถเผาไหม้ได้ หมึกเรืองแสง และเหล็กที่ไม่เป็นสนิม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเมื่อกว่า 1,300 ปีที่แล้ว!)
นี่คือผลงานของนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ "ญาบิร อิบนุ ฮัยยาน"
ประวัติของญาบิร อิบนุ ฮัยยาน
ญาบิร อิบนุ ฮัยยาน เกิดในปี ค.ศ. 721 (ฮ.ศ. 103) และเสียชีวิตในเมืองกูฟะหฺ ประเทศอิรักราวปี ค.ศ. 815 (บ้างก็ว่า 803) ท่านเป็นที่รู้จักของชาวตะวันตกในนาม เกเบอร์ (Geber) ขึ้นชื่อเลื่องลือว่าเป็นบิดาแห่งเคมี ท่านเป็นนักเคมีที่ยิ่งใหญ่มาก ตำราชื่อ كتاب الكيمياء หนังสือเคมี, และ كتاب السبعين เป็นตำราถูกแปลเป็นภาษาของยุโรปหลายภาษา เช่น ภาษาลาติน ภาษาฮีบรู ภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน ภาษาฝรั่งเศส มีอิทธิผลต่อนักเคมีชาวยุโรปต่อมาอีกหลายศตวรรษ นอกจากนี้ท่านยังมีความสามารถโดดเด่นในหลากหลายสาขาวิชา เช่น เคมี ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ การแพทย์ โลหะวิทยา และปรัชญา
แต่ผลงานของเขาที่เป็นที่รู้จักและโดดเด่นที่สุดคือ ด้านเคมี ซึ่งเขาได้นำความรู้ด้านนี้มาใช้ในการคิดค้นและพัฒนาเทคนิคที่เปลี่ยนแปลงโลกวิทยาศาสตร์ไปตลอดกาล
---
ผลงานสำคัญของญาบิร อิบนุ ฮัยยาน
1. คิดค้นหมึกเรืองแสง
หมึกชนิดนี้สามารถใช้ในการอ่านเอกสารหรือคัมภีร์ในที่มืด
2. ค้นพบกรดหลายชนิดที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน
กรดไนตริก (Nitric acid)
กรดไฮโดรคลอริก (Hydrochloric acid)
กรดซัลฟิวริก หรือ กรดกำมะถัน (Sulfuric acid)
3. เป็นผู้คิดค้นคำว่า "อัลคาไล" (Alkali) และค้นพบโซดาไฟ (NaOH - Sodium hydroxide)
คำว่า "อัลคาไล" ที่เราใช้ในเคมีปัจจุบันมาจากแนวคิดของเขา
ค้นพบสารโซเดียมไฮดรอกไซด์ หรือที่รู้จักกันว่า "โซดาไฟ"
4. เป็นคนแรกที่สามารถแยกทองคำออกจากเงินได้โดยใช้ปฏิกิริยากับกรด
วิธีนี้ถูกนำไปใช้มาจนถึงทุกวันนี้
5. เป็นคนแรกที่คิดค้น "น้ำทอง" (Aqua regia) และสามารถใช้เขียนตัวอักษรได้
"น้ำทอง" เป็นสารละลายที่สามารถละลายทองคำได้
6. เป็นผู้คิดค้นวิธีการกลั่นทางเคมีเป็นคนแรกของโลก
วิธีการกลั่นที่เขาคิดค้นนี้ถูกนำไปใช้ในกระบวนการแยกสารต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน
7. คิดค้นกระดาษที่ไม่สามารถเผาไหม้ได้
เป็นการปฏิวัติวงการการผลิตเอกสารในยุคนั้น
8. คิดค้นสารเคลือบป้องกันสนิมสำหรับเหล็ก
สารเคลือบชนิดนี้ช่วยป้องกันเหล็กไม่ให้เกิดสนิมได้ตลอดกาล
9. มีส่วนช่วยในการค้นพบกระบวนการถ่ายภาพแบบเนกาทีฟ (Negative photography)
จากการศึกษาผลกระทบของแสงที่มีต่อ ซิลเวอร์ไนเตรต (Silver nitrate)
---
มรดกทางวิทยาศาสตร์ของเขา
ญาบิร อิบนุ ฮัยยาน เสียชีวิตในปี ค.ศ. 815 (ฮ.ศ. 200) หลังจากฝากผลงานและองค์ความรู้มากมายให้กับโลก เคมีสมัยใหม่จำนวนมากตั้งอยู่บนรากฐานของการค้นพบของเขา
แม้เวลาจะผ่านไปกว่าพันปี ชื่อของเขายังคงถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ในฐานะ "บิดาแห่งเคมี" อย่างแท้จริง
25/09/2024
ท่านอบูบักร์ได้กล่าวว่า
แท้จริงท่านอุมัรได้มาหาฉันแล้วกล่าวว่า “แท้จริงการฆ่าฟันนั้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับผู้คนในวัน (แห่งสงคราม) ยะมามะห์นี้ และแท้จริงฉันกลัวว่าการฆ่าฟันจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับนักอ่านอัลกุรอานในถิ่นฐานต่าง ๆ แล้วอัลกุรอานส่วนมากจะสูญหายไป เว้นแต่ท่านทั้งหลายจะต้องรวบรวมมัน และแท้จริงฉันมีความคิดเห็นว่า ท่านจะต้องรวบรวมอัลกุรอาน”
ท่านอบูบักร์กล่าวกับท่านอุมัรว่า
كيفَ أفْعَلُ شَيئًا لَمْ يَفْعَلْهُ رَسولُ اللهِ صلَّى اللهُ عليه وسلَّم؟
“ฉันจะทำสิ่งที่ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิว่าซัลลัม) ไม่เคยทำได้อย่างไร?”
ท่านอุมัรกล่าวว่า
هُوَ واللهِ خَيْرٌ
“ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ การรวบรวมอัลกุรอานนั้นเป็นความดี”
แล้วท่านอุมัรก็ยังคงทบทวนเรื่องนี้กับท่านอบูบักร์ จนกระทั่งอัลลอฮ์ทรงเปิดใจให้ท่านอบูบักร์ และเห็นด้วยกับความคิดเห็นของท่านอุมัร
(บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ เลขที่ 4679)
فَقالَ أبو بَكْرٍ: إنَّ عُمَرَ أتَانِي، فَقالَ: إنَّ القَتْلَ قَدِ اسْتَحَرَّ يَومَ اليَمَامَةِ بالنَّاسِ، وإنِّي أخْشَى أنْ يَسْتَحِرَّ القَتْلُ بالقُرَّاءِ في المَوَاطِنِ، فَيَذْهَبَ كَثِيرٌ مِنَ القُرْآنِ إلَّا أنْ تَجْمَعُوهُ، وإنِّي لَأَرَى أنْ تَجْمَعَ القُرْآنَ، قالَ أبو بَكْرٍ: قُلتُ لِعُمَرَ: كيفَ أفْعَلُ شَيئًا لَمْ يَفْعَلْهُ رَسولُ اللَّهِ صلَّى اللهُ عليه وسلَّم؟ فَقالَ عُمَرُ: هو واللَّهِ خَيْرٌ، فَلَمْ يَزَلْ عُمَرُ يُرَاجِعُنِي فيه حتَّى شَرَحَ اللَّهُ لِذلكَ صَدْرِي، ورَأَيْتُ الذي رَأَى عُمَرُ،
الراوي : زيد بن ثابت | المحدث : البخاري | المصدر : صحيح البخاري
الصفحة أو الرقم: 4679 | خلاصة حكم المحدث : [صحيح] وذكر له متابعة وعلق عليه
08/09/2024
เดือนร่อบีอุ้ลเอาว้าล (رَبِيْعُ الأَوَّلِ)
ร่อบีอุ้ลเอาว้าล เป็นเดือนที่สามของปฏิทินฮิจเราะห์ตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งตั้งชื่อตามนี้เพราะตรงกับฤดูใบไม้ผลิ โดยในยุคก่อนอิสลามจะเรียกเดือนนี้ด้วยชื่อว่า “เคาวาน” (خَوَّان) หรือ “คูวาน” (خُوَّان) และได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นชื่อ “ร่อบีอุ้ลเอาว้าล” เมื่อประมาณปี ค.ศ. 412 ในยุคสมัยของกิล้าบ บุตร มุรเราะฮ์ ซึ่งเป็นปู่ทวด (ปู่คนที่ 5) ของนะบีมุฮัมหมัด ﷺ
คำว่า “ร่อเบียะอ์” (رَبِيْعٌ) ตามนิยามทางภาษา หมายถึง การผลิใบ หรือช่วงฤดูกาลที่อยู่ระหว่างฤดูหนาวกับฤดูร้อน และคำว่า “อัลเอาว้าล” (اَلأَوَّل) หมายถึง ช่วงแรก
สาเหตุที่ชาวอาหรับตั้งชื่อว่า “ร่อบีอุ้ลเอาว้าล” เนื่องจากชาวอาหรับแบ่งฤดูหนาวเป็น 2 ช่วง จะเรียก 2 ช่วงนี้ว่า “ร่อเบียะอ์” โดยในขณะตั้งชื่อเดือนนั้นเป็นช่วงที่อากาศเริ่มเย็นตัวลง เนื่องจากช่วงแรกเป็นช่วงของน้ำและมีฝนตกชุก จึงเรียกช่วงนี้ว่า “ร่อบีอุ้ลเอาว้าล” และช่วงที่สองเป็นช่วงแห่งการผลิใบของพืชพรรณ จึงเรียกช่วงนี้ว่า “ร่อบีอุ้ซซานีย์” ซึ่งอันที่จริงแล้ว ฤดูหนาวก็คือฤดูใบไม้ผลิสำหรับชาวอาหรับ เรื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวจะมีน้ำค้างตกลงมา
จากหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในเดือนร่อบีอุ้ลเอาว้าลนี้ ก็คือการเกิดของท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ﷺ ท่านได้ถือกำเนิดตรงกับวันจันทร์ที่ 12 เดือนร่อบีอุ้ลเอาว้าล ปีช้าง ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน ปีคริสต์ศักราชที่ 571 ดังที่มีรายงานว่า แท้จริงท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ﷺ เกิดในวันจันทร์ ในขณะที่ถูกถามถึงการถือศีลอดในวันจันทร์ ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ﷺ จึงกล่าวว่า
ذَاكَ يَوْمٌ وُلِدْتُ فِيهِ، وَيَوْمٌ بُعِثْتُ، أَوْ أُنْزِلَ عَلَيَّ فِيهِ
“วันดังกล่าวเป็นวันที่ฉันถือกำเนิด และเป็นวันที่ฉันถูกส่งมา หรือได้ถูกประทานลงมาเหนือฉัน” (บันทีกโดยมุสลิม เลขที่ 1162)
และได้มีรายงานจากท่านอิบนุเกส บุตร มัคร่อมะฮ์ ؓ ว่า
“ฉันและท่านนะบีเกิดในปีช้าง” (บันทึกโดยชุเอบ เลขที่ 5968)
สาเหตุที่เรียกปีที่ท่านนะบีมุฮัมมัด ﷺ เกิด ถูกเรียกว่า ปีช้าง เพราะว่าอับรอหะฮ์ ทหารของประเทศเอธิโอเปีย ได้ยกกองทัพทหารและโขลงช้างจำนวนมากเพื่อทําลายกะบะฮ์ เพราะผู้คนไม่ประกอบพิธีฮัจญ์ยังวิหารที่เขาได้สร้างไว้ในเมืองเยเมนด้วยเงินและทอง แต่กลับมุ่งหน้ามายังกะบะฮ์ และในขณะที่กองทัพช้างเข้าใกล้กะบะฮ์ อัลลอฮ์จึงได้ส่งนกอะบาบี้ลซึ่งเท้าของมันมีหินก้อนเล็ก ๆ เพื่อที่จะมาขว้างและทำลายกองทัพช้าง จนพ่ายแพ้กลับไป
จากคำรายงานของท่านอิบนุมัสอู้ด ท่านอิบนุอะซากี้ร ได้รายงานจากท่านอบีญะฟัร อัลบากี้ร ว่า “กองทัพช้างได้ย่างเข้ามาในช่วงครึ่งแรกของเดือนมุฮัรรอม ในขณะที่ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ﷺ ถือกำเนิดถัดจากนั้น 55 คืน” และท่านอัลฮาฟิซ อัลดุมยาฏีย์ได้ยืนยันว่าเป็นทัศนะที่ถูกต้อง
ส่วนวันที่และเดือนเกิดของท่านนะบีนั้น นักวิชาการมีความเห็นต่างกัน ซึ่งในเรื่องนี้ ท่านอิบนุอิสฮากได้กล่าวว่า “ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ﷺ ถือกำเนิดในวันจันทร์ที่ 12 เดือนร่อบีอุ้ลเอาว้าล ปีช้าง” (อิบนุฮิชาม, หนังสือ อัซซีเราะฮ์ อันนะบะวีย์ (السيرة النبوية) เล่มที่ 1 หน้าที่ 183)
ท่านอิบนุกะษีร ได้กล่าวว่า “ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ﷺ ถือกำเนิดในวันจันทร์ ในช่วงค่ำคืนของเดือนร่อบีอุ้ลเอาว้าล และได้มีนักวิชาการบางท่านได้กล่าวว่า ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์เกิดในวันที่ 8 และบางท่านว่าเกิดวันที่ 10 และบางท่านว่าเกิดวันที่ 12 และท่านอัซซุเบร บุตร บักก๊ารได้กล่าวว่า ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์เกิดในเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นทัศนะน้อยคนนักจะยึดถือตามที่ท่านอัซซุฮัยลีย์ได้กล่าวไว้” (อิบนุกะษีร, หนังสือ อัลฟุศู้ล ฟี ซีเราะฮ์ อัรร่อซู้ล (الفصول في سيرة الرسول) หน้าที่ 9) และนักวิชาการบางท่านได้กล่าวว่า “ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ﷺ เกิดในวันที่ 9 เดือนร่อบีอุ้ลเอาว้าล” (หนังสือ อัรร่อฮีก อัลมัคตูม (الرحيق المختوم) หน้าที่ 45)
หากเราย้อนกลับไปดูปฏิทินฮิจเราะฮ์ศักราชของนักดาราศาสตร์เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้นั้น จะพบว่า วันจันทร์ของเดือนร่อบีอุ้ลเอาว้าล ไม่ได้ตรงกับวันที่ 12 ซึ่งในการนี้ เชคศอฟียุดดีน อัลมุบาร็อก เฟารีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัรร่อฮีก อัลมัคตูม” (الرحيق المختوم) ว่า “นายแห่งบรรดาร่อซู้ล ﷺ ได้ถือกำเนิดขึ้นในกลุ่มชนบนีฮาเช็ม ณ นครมักกะฮ์ ในช่วงเช้าของวันจันทร์ที่ 9 เดือน ร่อบีอุ้ลเอาว้าล ปีแรกของสถานการณ์ (สงคราม) ช้าง และเป็นปีที่ 40 ของการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์คอสโรว์ อนูเชอร์วาน แห่งเปอร์เชีย ซึ่งตรงกับวันจันทร์ที่ 20 หรือ 22 เดือนเมษายน ค.ศ.570 ซึ่งในการนี้ได้รับการตรวจสอบและยืนยันข้อเท็จจริงมาแล้วจากเชคมะห์มูด บาชา ซึ่งเป็นนักวิชาการอาวุโสและเป็นนักดาราศาสตร์
ในขณะที่ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ﷺ ถือกำเนิดนั้น มีเหตุการณ์พิศวงเกิดขึ้นมากมาย หนึ่งในนั้น เป็นเหตุการณ์ที่ได้รับการยืนยันจากคำรายงานของท่านอัลฮาฟิซ อิบนุ ฮะญัร ไว้ในหนังสือ “ฟัตฮุ้ลบารีย์” ว่า “เมื่อพระนางอามินะฮ์คลอดท่านร่อซูลุ้ลอฮ์ ﷺ ได้มีแสงรัศมีหนึ่งที่บ้านพักหรือคริหาสน์ได้จุดไว้ และได้สิ่งที่มาชี้ความกระจ่างให้ก็ฮะดีษนี้ก็คือ ฮะดีษของท่านอัลอิรบาฎ บุตร ซารียะฮ์ ซึ่งเขาได้กล่าวว่า “ฉันได้ยินท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ﷺ กล่าวว่า
إِنِّي عَبْدُ اللهِ وَخَاتَمُ النَّبيِّينَ وَإِنَّ آدَمَ لِمُنْجَدِلٌ فِيْ طِيْنِتِهِ ، وَسَأَخْبَرُكُمْ عَنْ ذٰلِكَ دَعْوَةُ أَبِيْ إِبْرَاهِيْمَ وَبِشَارَةُ عِيْسَى لِيْ وَرُؤْيَا أُمِّي الَّتِيْ رَأَتْ. وَإِنَّ أُمَّ رَسُوْلِ اللهِ صَلَّى اللهُ عليْهِ وَسَلَّمَ رَأَتْ حِيْنَ وَضَعَتْهُ نُوْرًا أَضَاءَتْ مِنْهُ قُصُوْرُ الشَّامِ
“แท้จริงฉันคือบ่าวของอัลลอฮ์ และเป็นนะบีองค์สุดท้าย ในขณะที่แท้จริงอาดัมยังคงอยู่ในดิน (ยังไม่ถูกสร้าง) และฉันจะบอกแก่พวกท่านให้ทราบถึงเรื่องดังกล่าวว่า แท้จริงฉันคือการเรียกร้องของอิบรอฮีมผู้เป็นบรรพบุรุษของฉัน ฉันคือข่าวที่อีซาได้แจ้งถึงฉัน และความฝันที่มารดาของฉันเห็น เฉกเช่นเดียวกับเหล่ามารดาของบรรดานะบีที่พวกนางได้เห็น และแท้จริงขณะที่มารดาของท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์คลอดท่านนั้น พระนางได้เห็นแสงรัศมีหนึ่งที่ปราสาทแห่งชามได้จุดไว้” (บันทึกโดยอะห์หมัด เลขที่ 1/42)
ฉะนั้น เมื่อถึงเดือนร่อบีอุ้ลเอาว้าลของทุกปี มุสลิมทั่วโลกส่วนใหญ่จะจัดงานเพื่อรำลึกถึงท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ﷺ เพื่อแสดงความรักและยกย่องท่าน เฉกเช่นเดียวกับอัลลอฮ์และสรรพสิ่งทั้งหลายยกย่องท่าน
การจัดงานฉลองวันประสูติท่านนะบีมุฮัมมัด ﷺ หรือจะเรียกตามภาษาอาหรับว่า “เมาลิดนะบี” นั้น เป็นเรื่องส่งเสริมให้ปฏิบัติ โดยที่ท่านญาลาลุดดีน อัซซายูตีได้ยกตัวบทให้เรื่องดังกล่าวว่า “การจัดฉลองวันประสูติท่านนะบีมุฮัมมัด ﷺ นั้นเป็นการแสดงออกถึงการขอบพระทัยอัลลอฮ์ และแสดงถึงความปีติยินดีต่อการมาของท่านนะบีมุฮัมมัด ﷺ “มีความโปรดปรานไหนบ้างที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าการมีท่านนบีมูฮัมหมัด?” และพิธีกรรมส่วนใหญ่ในงานฉลองก็เป็นสิ่งที่บทบัญญัติได้ระบุว่ามันเป็นสุนัตและส่งเสริมให้ปฏิบัติ”
ในงาน “เมาลิดนะบี” นั้นประกอบไปด้วยการร่วมกันเพื่อรับฟังพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน การกล่าวถึงประวัติของท่านนะบีมุฮัมมัด ﷺ การแสดงความปีติยินดีต่อการมาของท่านนะบี หลังจากนั้นก็รับฟังคำชี้แจงและตักเตือนกันในเรื่องที่ดีจากบรรดานักวิชาการอิสลาม พูดคุยกันในเรื่องของศาสนา กล่าวสรรเสริญชมเฉยท่านนะบีด้วยกับถ้อยคำที่สละสลวย และรับประทานอาหารร่วมกัน ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งจากประการต่าง ๆ ของอิสลาม และเป็นแขนงหนึ่งของการศรัทธา จริงอยู่ท่านนะบีไม่ได้สั่งใช้ให้จัดงานฉลองให้กับท่าน แต่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ท่านนะบีกระทำซึ่งแสดงถึงความสำคัญของวันเกิดของท่านเอง และท่านนะบีมุฮัมมัด ﷺ นั้น นับว่าเป็นคนแรกที่จัดงานเมาลิดนะบี เพราะได้มีหลักฐานจากท่านอีหม่ามมุสลิม ซึ่งรายงานมาจากท่าน อบีกอตาดะฮฺ อัลอันซอรีย์ว่า
وَسُئِلَ ﷺ عن صَوْمِ يَومِ الاثْنَيْنِ، قالَ: ذَاكَ يَوْمٌ وُلِدْتُ فِيهِ، وَيَوْمٌ بُعِثْتُ، أَوْ أُنْزِلَ عَلَيَّ فِيهِ
ท่านนะบีมุฮัมมัด ﷺ ได้ถูกถามถึงเรื่องการถือศีลอดในวันจันทร์ ท่านนะบีกล่าวว่า “วันดังกล่าวนั้นเป็นวันที่ฉันเกิด และเป็นวันที่ (อัลกุรอาน) ถูกประทานลงมายังฉัน” (บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 1162)
ดังนั้นอัลฮะดีษนี้ จึงชี้ชัดว่าท่านนะบีมุฮัมมัด ﷺ ให้ความสำคัญกับวันเกิดของท่านด้วยการถือศีลอดในทุกวันจันทร์ เพราะท่านนะบีเกิดในวันนี้ และการกระทำของท่านนบีได้บ่งชี้อีกว่า สมควรที่เราและท่านทั้งหลายจะต้องให้ความสำคัญกับวันนี้ ด้วยการปฏิบัติอามัลอิบาดะฮ์ เพื่อเป็นการขอบพระทัยต่ออัลลอฮ์ (ซุบฮาฯ) ด้วยการถือศีลอด หรือการปฏิบัติศาสนกิจอื่น ๆ ที่ศาสนาอนุญาต
การแสดงความปิติยินดีต่อท่านนบีมูฮัมหมัดนั้นเป็นสิ่งที่อัลกุรอานสั่งใช้ ดังที่อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า
﴿ قُلْ بِفَضْلِ اللهِ وَبِرَحْمَتِهِ فَبِذَٰلِكَ فَلْيَفْرَحُوا هُوَ خَيْرٌ مِّمَّا يَجْمَعُونَ ﴾
“จงกล่าวเถิด ด้วยความประเสริฐของอัลลอฮฺและพระเมตตาของพระองค์ แล้วด้วยพระเมตตาของพระองค์ดังกล่าวนั้น พวกเขาจงแสดงความปิติยินดีเถิด ซึ่งมันดียิ่งกว่าสิ่งที่พวกเขารวบรวมไว้” (ยูนุส : 58)
จากโองการนี้ ท่านอิบนุอับบาส (รอฎิ) ได้อธิบายว่า “ความประเสริฐของอัลลอฮ์นั้นคือความรู้ และพระเมตตาของพระองค์ก็คือการมีท่านนะบีมุฮัมมัด ดังที่อัลกุรอานได้กล่าวไว้ว่า
﴿وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلَّا رَحْمَةً لِّلْعَالَمِيْنَ﴾
“และเรามิได้ส่งเจ้า (มุฮัมมัด) เพื่อการอื่นใด นอกจากเพื่อเป็นเมตตาต่อโลกทั้งมวล” (อัลอัมบิยาอ์ : 107)
นอกจากนี้ ยังได้มีการยืนยันว่าท่านนะบีมุฮัมมัด ﷺ ทำอากีเกาะห์ ให้กับตัวเองหลังจากได้รับตำแหน่งร่อซู้ล ตามที่ได้มีกล่าวไว้ในหนังสือสุนันกุบรอ บทว่าด้วยเรื่องการทำอะกีเกาะห์ : อัล-บัยฮากีย์ ทั้ง ๆ ที่ได้มีรายงานมาว่า ท่านอับดุลมุฏฏอเล็บปู่ของท่านนะบีมุฮัมมัดได้เคยทำอะกีเกาะห์ให้กับท่านนะบีมาแล้วในวันที่ 7 หลังจากการเกิดของท่าน โดยที่อะกีเกาะห์นั้นจะไม่ถูกนำมาทำเป็นครั้งที่ 2 แต่ทว่าการกระทำของท่านนะบีนั้น เป็นการแสดงให้ประชาชาติของท่านได้รู้ถึงความสำคัญในวันเกิดของนะบีมุฮัมมัดนี้
ดังนั้นการแสดงความปีติยินดีด้วยการมีนะบีมุฮัมมัด ﷺ นั้นเป็นสิ่งที่ถูกเรียกร้องในทุกเวลา ทุกโอกาส ทุกความโปรดปราน และทุกความประเสริฐ แต่ทว่าเป็นการดีที่จะเน้นในทุก ๆ วันจันทร์ และในทุก ๆ ปีที่ครบรอบวันเกิดของท่านนะบี และแน่นอนอัลกุรอานได้สั่งใช้ให้ผู้ศรัทธาทั้งหลายทำการซอลาวาตต่อท่านนะบีว่า
﴿إِنَّ اللهَ وَمَلائِكَتَهُ يُصَلُّوْنَ عَلَى النَّبِيِّ يَا أَيُّهَا الَّذِْينَ آمَنُوا صَلُّوْا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوا تَسْلِيمًا﴾
“แท้จริงอัลลอฮ์และมะลาอิกะฮ์ของพระองค์จะประสาทพร (ซอลาวาต) แก่นะบี โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย พวกเจ้าจงประสาทพรให้เขา และกล่าวสลามแก่เขาโดยความคารวะ” (อัลอะห์ซาบ : 56)
นอกจากนี้ ในเดือนร่อบีอุ้ลเอาว้าลยังมีเหตุการณ์ที่สำคัญอีกหนึ่งเหตุการณ์ นั่นก็คือการอพยพของท่านนะบีมุฮัมมัด ﷺ จากนครมักกะฮ์สู่นครมะดีนะฮ์
ในความเข้าใจของมุสลิมส่วนใหญ่คิดว่า การอพยพของท่านนะบีมุฮัมมัด ﷺ นั้นเกี่ยวพันกับเดือนมุฮัรรอม แต่ในความเป็นจริงแล้ว การอพยพของท่านนะบีมุฮัมมัด ﷺ ถูกเริ่มตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 27 เดือนศอฟัร (ซึ่งตรงกับวันที่ 10 กันยายน ค.ศ.622) โดยท่านนะบีได้ออกจากนครมักกะฮ์ไปหลบภัยอยู่ที่ถ้ำซูร ซึ่งอยู่ในเขตมักกะฮ์ เป็นเวลา 3 วัน หลังจากนั้น ท่านนะบีและท่านอบูบักร์ก็ได้เดินทางออกจากถ้ำซูรในวันจันทร์ที่ 1 เดือนร่อบีอุ้ลเอาว้าล จนกระทั่งถึงเมืองมะดีนะฮ์ในวันที่ 12 เดือนร่อบีอุ้ลเอาว้าล
แท้จริงท่านนะบีมุฮัมมัด ﷺ อพยพถึงยังนครมะดีนะฮ์ในเดือนร่อบีอุ้ลเอาว้าล แต่เพราะเหตุในปฏิทินฮิจเราะฮ์ศักราชจึงถูกเริ่มด้วยเดือนมุฮัรรอม?
ท่านอัลฮาฟิซ อิบนุฮะญัร ได้กล่าวถึงเรี่องนี้ว่า “แท้จริงพวกเขาได้เลื่อนประวัติศาสตร์การอพยพจากเดือนร่อบีอุ้ลเอาว้าลไปยังเดือนมุฮัรรอม เนื่องจากความตั้งใจมั่นที่จะเริ่มอพยพเกิดขึ้นในเดือนมุฮัรรอม ครั้นเมื่อการให้สัตยาบันนั้นเกิดขึ้นในช่วงเดือนซุ้ลฮิจญะฮ์ โดยที่เดือนซุ้ลฮิจญะฮ์นั้นมาก่อนการอพยพ ดังนั้นฮิล้าลแรกที่ขึ้นหลังจากทำสัตยาบันและตั้งมั่นว่าจะอพยพนั้นคือฮิล้าลของเดือนมุฮัรรอม ฉะนั้นจึงเหมาะสมที่จะให้มุฮัรรอมเป็นเดือนเริ่มต้นศักราช” (อัลฮาฟิซ อิบนุฮะญัร, หนังสือฟัตฮุ้ลบารีย์ เล่มที่ 7 หน้าที่ 268)
เรียบเรียงโดย รังสิมันตุ์ (อะห์หมัดมุสตอฟา) โต๊ะลง