ติวสอบราชการ Polymath

ติวสอบราชการ Polymath

แชร์

ติวสอบงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ท้องถิ?

Photos from NBT Connext's post 06/02/2020
24/10/2019

ชัค ฟีนีย์ กับภรรยา เฮลกา เช่าอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ ที่ ซาน ฟรานซิสโก เขาไม่มีรถยนต์ ไม่มีข้าวของหรู ไม่มีเครื่องประดับ เขาสวมนาฬิกาพลาสติกคาสิโอเรือนละ 15 เหรียญ

เขามักเดินทางชั้นประหยัด หิ้วของด้วยถุงพลาสติก กินอาหารง่าย ๆ ไม่แพง ไม่เข้าภัตตาคารหรู ดื่มไวน์ราคาถูกเกือบที่สุดในร้าน

ดูเผินผ่าน ชายวัยใกล้ 90 ผู้นี้เป็นคนยากจน

แต่เขาเคยมีทรัพย์สินมากถึงแปดพันล้านดอลลาร์ และละลายมันไปหมดสิ้น

ชัค ฟีนีย์ บริจาคทรัพย์สินมูลค่าแปดพันล้านดอลลาร์ให้สังคม เพื่อพัฒนาโลกให้ดีขึ้น



ชัค ฟีนีย์ เป็นชาวอเมริกัน เชื้อสายไอริช เติบโตที่ถิ่นคนไอริช ณ อลิซาเบธ เมืองคนงานใน นิว เจอร์ซีย์ เขาภูมิใจรากเหง้าของเขามาก และมีความผูกพันกับแผ่นดินต้นกำเนิด

ระหว่างสงครามเกาหลี ชัคเป็นเจ้าหน้าที่วิทยุในกองทัพอากาศ เรียนจบมหาวิทยาลัยคอร์แนลด้วยทุนของกองทัพ จบปี 1956 เดินทางไปฝรั่งเศสเพื่อเรียนต่อ แต่เข้าไปทำธุรกิจโดยขายสินค้าให้ทหารเรือที่ไปประจำท่าเรือต่าง ๆ

ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1960 ชัคร่วมทุนกับเพื่อนชื่อ รอเบิร์ต มิลเลอร์ ก่อตั้งบริษัท Duty Free Shoppers จำหน่ายเหล้าบรั่นดี ซิการ์ น้ำหอม เพชรพลอย ฯลฯ ที่ฮ่องกง ให้นักท่องเที่ยวในร้านดิวตี-ฟรีของสนามบินต่าง ๆ ธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม สี่ปีต่อมา ร้านของพวกเขาขยายไป 27 ประเทศ พนักงานสองร้อยคน

แม้ว่าความคิดเรื่องร้านดิวตี-ฟรีเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1947 ที่ไอร์แลนด์ แต่ด้วยฝีมือของ ชัค ฟีนีย์ และเพื่อนที่ทำให้มันแพร่หลายไปทั่วโลก

ในปี 1964 รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดประเทศหลังสงคราม ชาวญี่ปุ่นสามารถท่องโลกได้ ด้วยเงินตรามากมาย นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นโลดแล่นไปทั่วโลก จุดที่นิยมคือฮาวายและฮ่องกง ฟีนีย์จ้างพนักงานสาวชาวญี่ปุ่นและไกด์มาทำงาน กิจการขยายตัวออกไปในวงการอื่น ร้านดิวตี-ฟรีผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วสหรัฐฯและเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลก ทำเงินมหาศาล

ธุรกิจของเขาไปโลดมาก จนนิตยสารฟอร์บส์จัดเขาเป็นคนรวยอันดับที่ 31 ในอเมริกา

แต่ฟอร์บส์พลาดสองเรื่อง ข้อหนึ่ง เขารวยกว่าตัวเลขที่ฟอร์บส์คำนวณ และ ข้อสอง ความรวยระดับอภิมหาเศรษฐีของเขาอันตรธานไปแล้ว



วันที่ 23 พฤศจิกายน 1984 ชัคกับภรรยาคนแรกและทนายความ บินไปที่นัสซอ เมืองหลวงของบาฮามาส์ ศูนย์กลางการเงินของโลก กระทำเรื่องลับ ที่นั่นเขาเซ็นเอกสารโอนถ่ายทรัพย์สินทั้งหมดของเขา หุ้น 38.75 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจดิวตี-ฟรี ของเขาฯลฯ ไปไว้ในมูลนิธิที่เขาเพิ่งก่อตั้ง คือ Atlantic Philanthropies

แล้วกลับบ้าน

เขาเป็นอภิมหาเศรษฐีแค่ชื่อเท่านั้น ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ แม้แต่เพื่อนของเขา

มันเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเขาและคนล้าน ๆ คนในโลก

หลังจากนั้น ชัค ฟีนีย์ ก็ดำเนินธุรกิจไปตามเดิม หาเงิน แต่เงินทั้งหมดที่หาได้ถูกมูลนิธิลึกลับนี้นำไปช่วยเหลือคนทั้งโลก ส่วนใหญ่ในเรื่องการศึกษา

มันอาจเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตแบบชาวไอริชในอเมริกา ที่สอนให้ประหยัดและช่วยเหลือกัน ชัคเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เรียบง่าย พอเพียง พ่อแม่ช่วยเหลือชาวบ้าน แม่เป็นนางพยาบาล สอนเขาด้วยการกระทำ ช่วยเหลือคนอื่นเสมอ

เขายังได้รับแรงบันดาลใจจากข้อเขียนของ เดล คาร์เนกี ชื่อ The Gospel of Wealth ที่เขียนว่า “มหาเศรษฐีคือคนดูแลทรัพย์สินให้คนจน”

เขาเชื่อว่าทางช่วยเหลือทั้งบ้านเกิดเมืองนอนของเขาและโลกคือการศึกษา ตลอดสามสิบปีต่อมา เขาบริจาคเงินมหาศาลเข้าสถาบันศึกษาต่าง ๆ และขอให้สถาบันไม่เผยชื่อผู้บริจาค มหาวิทยาลัยและองค์กรการกุศลจำนวนมากไม่รู้ว่าเงินมาจากไหน จนบางครั้งเชื่อว่ามันเป็นเงินของพวกมาเฟีย

เขาให้เงินจำนวนมากแก่มหาวิทยาลัยในไอร์แลนด์ นอกจากนี้ยังบริจาคไปที่เวียดนาม ออสเตรเลีย คิวบา แอฟริกาใต้



แม้จะส่งเงินทองให้มูลนิธิแทบหมดแล้ว ชัคยังทำงานหาเงินต่อไปอย่างเข้มข้น ขยายธุรกิจดิวตี-ฟรี หาตลาดใหม่ ๆ เขารักการหาเงิน แต่ไม่ใช่เพื่อสนองตัณหาการใช้จ่ายของตัวเอง

ชัคบอกว่า “ผมไม่ได้เกลียดเงิน แต่คุณใช้เงินได้เท่าที่คุณใช้นั่นแหละ”

มหาเศรษฐีจำนวนมากจ้างนักการตลาดประชาสัมพันธ์ตนเองเมื่อทำเรื่องการกุศลสักอย่าง แต่ต่างจากคนรวยที่บริจาคจำนวนมาก เขาไม่เคยให้ชื่อของเขาปรากฏบนป้ายติดอาคารที่เขาสร้างทั้งหลาย เขาเก็บมันเป็นความลับ

ทว่าความลับของเขาก็แตกในปี 1997 เมื่อเขาและหุ้นส่วนขายหุ้น ทำให้โลกรู้ว่าทรัพย์สินของเขาเป็นขององค์กรการกุศล

นิตยสาร Forbes ให้สมญาเขาว่า เจมส์ บอนด์ แห่งการกุศล เพราะเขาเดินทางไปทั่วโลก ปฏิบัติภารกิจลับ อุทิศเงินเพื่อการศึกษา สาธารณสุข สิทธิมนุษยชน

ในเดือนมีนาคม ปี 2003 เขาก้าวไปอีกขั้น โดยเซ็นมอบยกทรัพย์สินทั้งหมดในชีวิตของตนให้องค์กรการกุศล

ชัค ฟีนีย์ เชื่อในปรัชญาที่เขาเรียกว่า Giving While Living คนเราควรให้ตอนที่ยังมีชีวิต ไม่ใช่หลังตายไปแล้ว

เขาอาจเป็นมหาเศรษฐีคนเดียวในโลกที่ให้เงินเพื่อการกุศลออกไปเกือบหมดขณะที่ยังมีชีวิตอยู่

เขาบอกคนอื่นว่า อย่ารอจนแก่หรือตายค่อยให้เงินคนอื่น ให้เงินไปตอนที่ยังมีแรง สายสัมพันธ์ และอิทธิพลที่จะสร้างให้มันเกิดขึ้น

เขาบอกว่า “ถ้าคุณให้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เงินจะทำงานอย่างรวดเร็ว ทุกคนจะเห็นการกระทำและผลลัพธ์ ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่เราเป็น ปัญหาที่เราแก้คือปัญหาที่เราจัดการทำอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริง ๆ”

เขาเป็นนักลงทุน มีวิสัยทัศน์และจมูกไวในเรื่องธุรกิจ และเขาก็ใช้วิสัยทัศน์ของนักธุรกิจในการกุศล

ชัค ฟีนีย์ บอกว่า คนมีเงินมากมีหน้าที่บางอย่างเพื่อสังคม เขาเห็นว่าจุดหมายของความร่ำรวยก็คือการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติ

ภาพลักษณ์ของเขาที่คนอื่นมองคือคนประหยัด แต่ความจริงเขาเป็นคนที่ใช้เงินอย่างฉลาดต่างหาก เขาใช้เงิน ไม่ให้เงินใช้ตัวเขา เขาประหยัดในเรื่องที่สมควรประหยัด แต่ไม่ประหยัดหากมองเห็นว่าสมควร เช่น ครั้งหนึ่งเมื่ออยู่ที่เวียดนาม เขาให้ลูกน้องกลับสหรัฐฯด้วยเครื่องบินคองคอร์ด เพื่อให้ลูกน้องกลับบ้านทันฉลองวันหยุดกับครอบครัว

ส่วนตัวเขาเอง มักบินชั้นประหยัด เขาบอกว่าบินชั้นหนึ่งหรือชั้นประหยัด ก็ถึงจุดหมายพร้อมกัน

เช่นเดียวกัน สวมนาฬิกาโรเล็กซ์หรือคาสิโอ ก็บอกเวลาได้เหมือนกัน

ชัค ฟีนีย์ เป็นแรงบันดาลใจให้มหาเศรษฐีจำนวนมากเดินตามรอย เช่น วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ และ บิล เกตส์ รวมไปถึง อามิต จันทรา มหาเศรษฐีชาวอินเดีย ผู้บริจาคเงินส่วนใหญ่ของตนเพื่อสร้างโรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล

ชัคไม่ต้องการ ‘บีบ’ มหาเศรษฐีคนใดให้ทำตาม หรือตัดสินคนที่ไม่ยอมคืนกำไรให้สังคม แต่เขาบอกว่า ถ้าทำอย่างที่เขาทำ “มันสนุกมาก”

มันสนุกมากที่บริจาคจนเหลือเงินเพียงสองล้านเหรียญ หรือเท่ากับ 0.001 เปอร์เซ็นต์ของทรัพย์สินแปดพันล้านที่เขาเคยครอบครอง

มีคนถามเขาว่าทำไปทำไม เขาตอบว่า “มันเป็นสิ่งถูกต้องที่จะทำ”

และมันเป็นสิ่งถูกต้องที่ใช้ชีวิตง่าย ๆ พอเพียง

เพราะ “คุณสามารถสวมกางเกงครั้งละตัว”



จากหนังสือใหม่เรื่อง ความสุขเล็ก ๆ ก็คือความสุข
โดย วินทร์ เลียววาริณ

10/07/2019

ดราม่า “ทันตแพทยสภา” ไม่รับรองหลักสูตร 3 ม.ดัง
ใคร ทำอะไร ที่ไหน และทำไมถึงไม่ผ่านมาตรฐาน


ปลายเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา มีข่าวเล็กๆ อยู่ชิ้นหนึ่ง ที่มีผลกระทบเป็นวงกว้างกับวงการ “ทันตแพทย์” นั่นก็คือ 3 หลักสูตรของคณะทันตแพทยศาสตร์ ใน 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยเนชั่น มหาวิทยาลัยกรุงเทพ-ธนบุรี และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ไม่ผ่าน “การรับรอง” ของแพทยสภา รวมถึงไม่ได้รับการพิจารณา “ความสอดคล้อง” ของหลักสูตรระดับอุดมศึกษา จากสำนักมาตรฐานและประเมินผลการศึกษา ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)

ตามมาด้วยการออกแถลงการณ์ในนาม “ทันตแพทยสภา” ด้วยการบอกว่า ถึงหลักสูตรจะไม่ผ่าน บัณฑิตคณะทันตแพทย์ ก็ยังมีสิทธิ์ในการสอบใบประกอบโรคศิลป์

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ Gossipสาสุข จะค่อยๆ อธิบายว่าเป็นมาอย่างไร

(1) โดยปกติ บัณฑิตต้องเรียนในหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์ ที่ทันตแพทยสภารับรองเท่านั้น จึงจะสมัครเป็นสมาชิกทันตแพทยสภาได้ เมื่อเป็นสมาชิดทันตแพทยสภาแล้วจึงมีสิทธิสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพื่อเป็นหลักประกันว่า ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ได้รับการฝึกวิชาในการประกอบทันตกรรมมาเป็นอย่างดี เป็นไปตามคุณภาพและมาตรฐาน ไม่ใช่จบจากไหนไม่รู้

ที่ผ่านมา อธิการบดี หรือผู้บริหารมหาวิทยาลัย จะมีหน้าที่ในการส่งเอกสาร เพื่อให้ทันตแพทยสภา เข้าไปพิจารณาหลักสูตรการเรียนการสอน และทันตแพทยสภา จะเป็นผู้เข้าไปตรวจสอบหลักสูตร ตรวจสอบคุณภาพอาจารย์ ตรวจสอบการเรียนการสอน เครื่องไม้เครื่องมือ อย่างละเอียด ถ้าผ่านเกณฑ์ทันตแพทยสภาก็จะให้การรับรอง

ตรงนี้ หากใครจบหลักสูตรดังกล่าวมา ก็จะได้รับการรับรองปริญญาจากทันตแพทยสภาทันที และมีผลกับทุกคนที่เรียนจบหลักสูตรเดียวกัน โดยได้รับการรับรองปริญญาเหมือนกันหมด

ส่วนบัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัยที่ไม่ผ่านการรับรอง คือเดินถือปริญญามาเฉยๆ ก็ต้องพิจารณารับรอง “เฉพาะบุคคล” ซึ่งจะเข้มงวดมากกว่า และหากรับรองใครคนใดคนหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่า คนอื่นๆ ที่จบหลักสูตรเดียวกัน จะได้รับการรับรองด้วย

เพราะฉะนั้น จบหลักสูตรไหน จบมหาวิทยาลัยไหน ย่อม “มีผล” กับการประกอบอาชีพทันตแพทย์แน่นอน

(2) แล้วทำไมหลักสูตรของ 3 มหาวิทยาลัยถึงมีปัญหา?

มีหลายสาเหตุ

ข้อแรกคือ “อาจารย์” ด้านทันตแพทยศาสตร์มีน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการ การเปิดหลักสูตรใหม่ของมหาวิทยาลัย ต้องมี “อาจารย์ประจำ” เป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรอย่างน้อย 5 คน แต่ในวงการทันตแพทย์ จำนวนอาจารย์มีไม่เพียงพอ

เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาขั้นพื้นฐาน (สกอ.) กำหนดคุณสมบัติอาจารย์อย่างเข้มข้น เช่น ต้องมีผลงานวิชาการมากน้อย ต้องมีตำแหน่งทางวิชาการ หรือมีงานวิจัย มีตำรา ซึ่งทำให้ทันตแพทย์ส่วนใหญ่ “เลี่ยง” การเป็นอาจารย์ และทำงานเฉพาะในโรงพยาบาลรัฐ-เอกชน หรือคลินิก ก็เพียงพอแล้ว

ข้อนี้เป็นปัญหาในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ที่มีข้อจำกัดเรื่องอาจารย์ประจำผู้รับผิดชอบหลักสูตรไม่เพียงพอ แต่ทันตแพทยสภา พยายาม “ดัน” ให้ผ่าน และบอกว่าแม้สภาไม่รับรองก็ไม่เป็นไร เนื่องจากกรรมการผู้ใหญ่ในทันตแพทยสภาบางคน ดันมีชื่อพ้องกับผู้รับผิดชอบหลักสูตรของ ม.กรุงเทพธนบุรีด้วย

ข้อที่สอง– มหาวิทยาลัยมุ่งเน้นการค้ามากเกินไป

อย่างที่ทราบกันดี สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยเฉพาะคณะทันตแพทยศาสตร์ เป็นคณะที่บัณฑิตจบใหม่ ยังมีโอกาสในการทำงานมาก และรายได้สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยค่อนข้างเยอะ

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จึงมีมหาวิทยาลัย “ผุด” หลักสูตรด้านทันตแพทยศาสตร์ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก โดยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นหนึ่งในนั้น

ม.วลัยลักษณ์ เปิดหลักสูตรภายใต้ชื่อ “วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์นานาชาติ” โดยเริ่มต้นจากหลักสูตรปริญญาโท ซึ่งเปิดง่ายกว่า และไม่ต้องอาศัยการรับรองจากสภาวิชาชีพ ใครจบไป ก็เอาใบปริญญาไปใช้ได้เลย

อย่างไรก็ตาม ที่มีปัญหาก็คือหลักสูตรปริญญาตรี ที่ 2 ปี จะเรียนที่แคมปัสหลัก นครศรีธรรมราช แต่อีก 4 ปีหลัง จะเรียนที่ “วิทยาเขตอื่น” ในกรุงเทพฯ โดยนักศึกษาต้องเสียค่าเรียนปีละ 1.2 ล้านบาท

เดิมผู้บริหารระบุว่า หลักสูตรดังกล่าว จะตอบโจทย์ในการกระจายทันตแพทย์ในพื้นที่ภาคใต้ อย่างไรก็ตาม กรรมการทันตแพทยสภาไม่เชื่อว่า การเรียนปีละ 1.2 ล้าน และเรียนในกรุงเทพฯ เป็นหลัก จะสามารถกระจายแพทย์ในภาคใต้ได้จริง

ขณะเดียวกัน หากอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 หากจะเปิด “วิทยาเขต” เสริม จะต้องเริ่มหลักสูตรหลักให้ครบ 1 รอบ นั่นคือ 6 ปีก่อน เพื่อดูว่าหลักสูตรมีคุณภาพจริงหรือไม่ สามารถ “ไปต่อ” ได้หรือไม่ ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการป้องกัน “มหาวิทยาลัยห้องแถว” เหมือนบางประเทศ

อย่างไรก็ตาม หลักสูตรดังกล่าว กลับอาศัยช่องว่างของการเป็นมหาวิทยาลัยรัฐ ที่ไม่ต้องใช้ระเบียบเดียวกับมหาวิทยาลัยเอกชน เปิดวิทยาเขตขึ้นในกทม.ตั้งแต่แรก ทั้งที่ ม.วลัยลักษณ์ อยู่ที่นครศรีธรรมราช

มากไปกว่านั้น “แคมปัส” ที่ม.วลัยลักษณ์จะเช่า เพื่อทำการเรียนการสอนระดับปริญญาตรีในกรุงเทพฯ ยังไม่มีสัญญาเช่าชัดเจน มีเพียงการแจ้งทำสัญญาว่า “จะเช่า” อาคารของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งเท่านั้น ซึ่งทำให้สภาฯ ไม่มั่นใจว่าสถานที่ทำการเรียนการสอนมีความเหมาะสมหรือไม่

เพราะสถานที่การเรียนการสอนทันตแพทยสภา จำเป็นต้องตั้งยูนิตทำฟันจำนวนหนึ่งเพื่อทำการเรียนการสอนให้ได้มาตรฐาน รวมถึงต้องมีระบบปั๊มน้ำ ระบบระบายน้ำ และเครื่องมืออีกจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ ถึงมีการส่งเอกสารกลับไปกลับมาอยู่หลายรอบของทั้ง 2 มหาวิทยาลัย เนื่องจากทันตแพทยสภา ไม่มั่นใจในคุณภาพ

ข้อที่สาม– มหาวิทยาลัยเนชั่น ยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบ “ความสอดคล้อง” ของหลักสูตรให้ สกอ.พิจารณา เช่นเดียวกับ ม.วลัยลักษณ์และ ม.กรุงเทพธนบุรี

เรื่องดังกล่าว เพิ่งมีการแก้กฎหมายในระยะหลัง เนื่องจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ความเห็นว่า สกอ. ไม่ได้มีหน้าที่ “รับทราบ” หลักสูตร ทั้งยังขัดกับ พ.ร.บ.อุดมศึกษาเอกชน ที่ให้ “สภามหาวิทยาลัย” เท่านั้นที่มีอำนาจรับทราบ – รับรองหลักสูตร

สกอ.จึงเปลี่ยนบทบาทตัวเอง เป็นผู้พิจารณา “ความสอดคล้อง” ของหลักสูตร กับเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาที่ สกอ.ดูแล หาก “ไม่สอดคล้อง” สกอ.ก็จะประกาศขึ้นเว็บไซต์

แต่ถ้า “ไม่สอดคล้อง” ก็ยังทำการเรียนการสอนได้ปกติ ซึ่งทั้งหลักสูตรของ ม.วลัยลักษณ์ ม.เนชั่น และม.กรุงเทพธนบุรี เปิดการเรียนการสอนไปแล้ว และทางมหาวิทยาลัย แจ้งว่ายังอยู่ในระหว่างการส่งความสอดคล้องของหลักสูตรไปให้ สกอ.พิจารณา

(3) ถ้าสภาวิชาชีพไม่รับรอง แล้วจะทำอย่างไร?

จนถึงขณะนี้ กรรมการทันตแพทยสภา โดยเฉพาะส่วนที่มาจากมหาวิทยาลัย ค่อนข้าง “กังวล” กับคุณภาพของบัณฑิตที่จบจากสถาบันที่ไม่ได้รับการรับรอง และยืนยันว่าหากไม่มีกระบวนการรับรองหลักสูตรจากสภาวิชาชีพ คนที่เสียหายที่สุดคือประชาชน เพราะจะไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่า ทันตแพทย์ที่ทำฟันให้นั้น มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ได้มาตรฐานจริงหรือไม่

การเริ่มต้นจาก “ด่านแรก” คือทำให้หลักสูตรเป็นไปอย่างมาตรฐาน จึงเป็นเรื่องจำเป็น และไม่ใช่แค่ใครก็ได้ ที่จบมาแล้วจะสามารถ “สอบผ่าน” ได้รับใบประกอบวิชาชีพ แต่ต้องจบจากหลักสูตรที่ผ่านมาตรฐาน ทันตแพทยสภาให้การรับรอง รวมถึงมีเกณฑ์ที่ “สอดคล้อง” กับเกณฑ์มาตรฐานของ สกอ.

เพราะฉะนั้น ก่อนจะส่งบุตรหลานเรียน “ทันตแพทยศาสตร์” กรุณาควรตรวจสอบให้ดีว่า หลักสูตรดังกล่าว ได้รับการรับรองโดยทันตแพทยสภา และ สกอ.หรือไม่

และทันตแพทยสภา ก็ควรรักษาบทบาทหน้าที่ตัวเองอย่างเคร่งครัด นั่นคือการใช้อำนาจหน้าที่ “ประเมินคุณภาพ” ก่อนรับรองหลักสูตร มากกว่าจะบอกว่าจบจากที่ไหนก็ได้ แต่หากมีคุณภาพ ก็สามารถสอบใบประกอบวิชาชีพได้จริง ไม่เช่นนั้น ข่าวลือเรื่อง "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ก็คงไม่ใช่เพียงแค่ข่าวลือ เป็นแน่

ุข #ทันตแพทย์ #หมอฟัน

Photos 03/02/2019

คุณครูทอมป์สันโกหกนักเรียนชั้น ป.5 ของเขา ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มสอนเลย คุณครูบอกว่า ครูรักนักเรียนเท่ากันหมดทุกคนเลย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะว่ามีเด็กตัวเล็กๆ ท่าทางขี้เกียจคนหนึ่งชื่อ "เท็ดดี้ สต๊อดดารด์" ครูทอมป์สันได้จับตาดูเท็ดดี้มาระยะหนึ่งและสังเกตว่าเขาไม่ค่อยเล่นดีๆ กับเด็กคนอื่นเท่าไหร่ เสื้อผ้าของเท็ดดี้สกปรกและตัวเหม็นหึ่งอยู่ตลอดเวลา และบางทีเขาก็เกเร ครูทอมป์สันตรวจงานของเท็ดดี้ด้วยหมึกสีแดง กากบาทไปหนาๆ และใส่ตัว F ตัวใหญ่ๆ ลงไปบนหัวกระดาษ

โรงเรียนที่คุณครูทอมป์สันสอน ครูต้องทบทวนประวัติของเด็กแต่ละคนด้วย แต่ครูทอมป์สันก็ไม่ยอมตรวจประวัติของเท็ดดี้ จนกระทั่งเหลือแฟ้มสุดท้าย เมื่อครูตรวจแฟ้ม ครูทอมป์สันก็แปลกใจมากที่ พบว่าครูชั้น ป.1 ของเท็ดดี้เขียนไว้ว่า "น้องเท็ดดี้เป็นเด็กที่ฉลาดและร่าเริง ทำงานเรียบร้อย มารยาทดี เป็นเด็กที่น่ารักมากทีเดียว" ส่วนคุณครูที่สอนเท็ดดี้ตอน ป.2 เขียนว่า " เท็ดดี้เป็นเด็กที่เรียนเก่งมาก เพื่อนๆ ชอบกันทุกคน แต่กำลังมีปัญหาเพราะแม่ของเท็ดดี้กำลังป่วยหนัก และชีวิตทางบ้านต้องลำบากมากแน่ๆ " คุณครูที่สอนเท็ดดี้ตอน ป.3 เขียนว่า " เขาเสียใจมากที่เสียแม่ไป เขาพยายามเต็มที่แล้วแต่คุณพ่อก็ไม่ค่อยให้ความรักความสนใจเขาเท่าไหร่ และชีวิตที่บ้านเขาต้องส่งผลกระทบต่อเขาแน่ๆ ถ้าไม่มีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ " คุณครูที่สอนเท็ดดี้ตอน ป.4 เขียนว่า " เท็ดดี้ไม่ยอมเข้าสังคมและไม่ค่อยสนใจการเรียนเท่าที่ควร ไม่ค่อยมีเพื่อนและหลบหนีจากห้องเรียน

ตอนนี้ คุณครูทอมป์สัน รู้ถึงปัญหาแล้วและอับอายในการกระทำของตนเองมาก ครูรู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิมอีก เมื่อนักเรียนในห้องซื้อของขวัญวันคริสต์มาสมาให้ ห่อในกระดาษสีสดๆ พร้อมผูกโบว์อย่างดี ยกเว้นแต่ของเท็ดดี้ ของขวัญของเท็ดดี้ถูกห่ออย่างหยาบๆ ในกระดาษลูกฟูกหนาๆ ที่ได้มาจากถุงใส่กับข้าว ครูทอมป์สันกัดฟัน เปิดกล่องของเท็ดดี้ดูกลางกองของขวัญอื่น ๆ เด็กบางคนเริ่มหัวเราะเมื่อเห็นว่า เท็ดดี้ให้กำไลลูกปัดที่ไม่ครบเส้น และขวดน้ำหอมที่เหลือน้ำหอมอยู่ก้นขวดแก่ครู แต่ครูก็หยุดเสียงหัวเราะของเด็กๆ เมื่อครูเอ่ยขึ้นว่ากำไลเส้นนั้นสวยเพียงใด เขาสวมมันไว้ที่ข้อมือ และฉีดน้ำหอมไปบนข้อมือด้วย เท็ดดี้ เฝ้ารออยู่จนเย็นให้นานพอที่จะพูดว่า "ครูทอมป์สันครับ วันนี้ครูตัวหอมเหมือนที่แม่ผมเคยหอมเลยครับ"

หลังจากที่นักเรียนทุกคนกลับบ้าน ครูทอมป์สันก็ร้องไห้เป็นชั่วโมง หลังจากวันนั้นเอง คุณครูเลิกสอนหนังสือ เลิกสอนการเขียนและเลิกสอนเลขคณิต แต่คุณครูเริ่มสอนเด็กๆ แทน คุณครูทอมป์สันเอาใจใส่เท็ดดี้เป็นพิเศษ เมื่อครูพยายามช่วยเขา จิตใจของเขาก็กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง ยิ่งครูให้กำลังใจเท็ดดี้เท่าไหร่ เขาก็ยิ่งตอบรับเร็วขึ้นเท่านั้น ภายในสิ้นปีนั้นเอง เท็ดดี้ได้กลายเป็นเด็กที่ฉลาดที่สุดในห้อง และถึงวันนี้แม้ว่าคุณครูจะบอกว่าครูรักเด็กทุกคนเท่ากัน แต่ความจริง เท็ดดี้ก็ได้กลายไปเป็น "ศิษย์โปรด" ของครูไปแล้ว

หนึ่งปีต่อมา คุณครูพบจดหมายอยู่ใต้ประตู จดหมายนั้นมาจากเท็ดดี้ บอกครูว่าคุณครูเป็นครูที่ดีที่สุดที่เขาเคยมี หกปีต่อมา ครูก็ได้จดหมายจากเท็ดดี้อีก บอกว่าเขาเรียนจบม.ปลายแล้ว ได้ที่สามในทั้งระดับ และคุณครูยังคงเป็นครูที่ดีที่สุดที่เขาเคยเจอมาในชีวิต สี่ปีหลังจากนั้น คุณครูก็ได้จดหมายอีก บอกว่าแม้ว่าชีวิตเขาจะลำบากบ้างเขาก็ไม่ได้เลิกเรียนหนังสือ และจะจบปริญญาตรีในเร็วๆ นี้ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และยังย้ำกับครูทอมป์สันว่า คุณครูเป็นครูที่ดีที่สุดและเป็นครูคนโปรดในชีวิตของเขา จากนั้นสี่ปีผ่านไปจดหมายอีกฉบับหนึ่งก็มาถึง ครั้งนี้เขาอธิบายว่าหลังจากที่เขาได้รับปริญญาตรีแล้ว เขาตัดสินใจที่จะเรียนต่ออีกนิด จดหมายนั้นอธิบายว่า คุณครูยังเป็นครูที่ดีที่สุดที่เขาเคยมี ครั้งนี้เขาลงชื่อในจม.ของเขายาวขึ้นอีกหน่อย

จดหมายนั้นลงชื่อว่า นพ. ทีโอดอร์ เอฟ. สต๊อดดารด์

เรื่องยังไม่จบแค่นี้ ฤดูใบไม้ผลิในปีนั้นก็ยังมีจดหมายมาอีก เท็ดดี้บอกว่า เขาได้เจอสาวคนหนึ่งและก็จะแต่งงานกัน เขาบอกมาในจม. ว่าพ่อของเขาได้เสียไปเมื่อสองสามปีก่อนและ เขาสงสัยว่าคุณครูทอมป์สัน จะตกลงมานั่งในที่นั่งสำหรับพ่อเจ้าบ่าวในงานแต่งงานหรือไม่ แน่นอนที่สุด ครูทอมป์สันมา และทายสิว่าเกิดอะไรขึ้น คุณครูใส่กำไลข้อมือเส้นนั้น เส้นที่มีลูกปัดหายไปหลายลูก และฉีดน้ำหอมที่เท็ดดี้จำได้ว่าแม่เขาฉีดตอนที่ฉลองเทศกาลคริสต์มาสครั้งสุดท้ายด้วยกัน ครูกับศิษย์กอดกันกลม

คุณหมอเท็ดดี้กระซิบในหูคุณครูทอมป์สันว่า "ขอบคุณมากนะครับคุณครูที่เชื่อในตัวผม ขอบคุณครูมาก ที่ทำให้ผมรู้สึกสำคัญและแสดงให้ผมเห็นว่าผมสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้" ครูทอมป์สัน กระซิบตอบพร้อมน้ำตานองหน้าว่า "หมอเท็ดดี้ เธอเข้าใจผิดแล้วแหละ เธอต่างหากที่สอนครูว่าครูสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้ ครูไม่รู้จักการสอนที่แท้จริงเลย จนกระทั่งครูได้พบได้รู้จักเธอนั่นแหละ"

เรื่องเล่าเร้าพลังนี้สอนให้รู้ว่า...ครูสามารถเปลี่ยนชีวิตนักเรียนได้ ด้วยการเปลี่ยนวิถีการสอนของครู

Cr เรื่อง : แชร์จาก Facebook
Cr ภาพ : http://developerso.ywaaw.com/2012/10/12/992/

Photos from เราคนไทยรักในหลวง's post 12/01/2019
ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


105/306
Bangkok
10700