26/05/2026
MAIR Chula
เพจนำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
เพจนำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับหลักสูตรฯ แก่ผู้ที่สนใจเข้าศึกษาปริญญาโท และนิสิตปัจจุบัน ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
26/05/2026
21/05/2026
🚨 เตือน นิสิตจุฬาฯ ที่สำเร็จการศึกษาปีการศึกษา 2567 ทุกท่าน!
อย่าลืมเคลียร์ข้อมูลกันนะ! สำนักบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ ขอแจ้งเตือนเกี่ยวกับ "บริการด้าน IT" เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล 👇
⏱️ บริการที่ใช้ต่อได้ถึง สิงหาคม 2569 เท่านั้น!
Microsoft 365 (OneDrive, SharePoint)
Google Workspace
CUNET Account
WiFi และ VPN ของมหาวิทยาลัย
โปรแกรมต่าง ๆ
♾️ บริการที่ใช้ต่อได้ตลอดไป (หลังสิงหาคม 2569)
เปลี่ยนไปใช้ระบบอีเมลสำหรับนิสิตเก่า 👉 .chula.ac.th
ได้พื้นที่ 5 GB (เก็บข้อมูลย้อนหลัง 1 ปี) และข้อมูลในอีเมลเดิมจะถูกลบ
🚨 สำคัญมาก! ป้องกันข้อมูลสูญหาย อย่าลืม Backup หรือย้ายข้อมูลออกจากอีเมลและ OneDrive ของมหาวิทยาลัย ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นี้เท่านั้นนะ!
คลิกดูวิธีย้ายข้อมูลได้ที่นี่เลย
👉 https://www.it.chula.ac.th/howto-export-data
21/05/2026
ผู้สมัครหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต แผน ก ( ในเวลาราชการ ) แผน ข (นอกเวลาราชการ ) ประจำปีการศึกษา 2569 ขอให้ผู้สมัครตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิสอบสัมภาษณ์ จาก Link รายละเอียดดังนี้
https://sites.google.com/chula.ac.th/mairchula/
18/05/2026
“การดูแลเป็นภาระโหดที่ไม่มีใครสามารถทำได้ตามลำพังเลย และผู้ให้การดูแลก็ยังอายุน้อยลงเรื่อยๆ ด้วย”
ทุกวันนี้เราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยประชากรสูงอายุ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ และมีอัตราการเกิดต่ำติดอันดับโลก ในสังคมที่คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก และสังคมที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการพื้นฐาน ตั้งแต่ลืมตาดูโลก เติบโต แก่ชรา ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต คำถามสำคัญคือเรื่องของ ‘การดูแล’
ชวนอ่านสรุปความจากงานเปิดตัวหนังสือ ‘บ้านนี้ไม่มีรัก: วิกฤตการดูแล การล้มล้างระบบครอบครัว และ Birthcare Center’ หนังสือเล่มล่าสุดของ สรวิศ ชัยนาม ที่พยายามทลายมายาคติของครอบครัวแสนอบอุ่น เพื่อเผยให้เห็นภาระงานดูแลอันหนักอึ้ง พร้อมจุดประเด็นข้อเสนอว่าด้วยการ ‘ล้มล้างระบบครอบครัว’ เพื่อเปลี่ยนให้การดูแลชีวิตกลายเป็นเรื่องของสังคม ไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่ง
อ่านได้ที่: https://www.the101.world/crisis-of-care-and-family-abolition/
🎙️ สรวิศ ชัยนาม อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เขียนหนังสือ ‘บ้านนี้ไม่มีรัก’
“ทุนนิยมเป็นระบบที่ไม่ได้แยแสเรื่องการผลิตซ้ำทางสังคม (social reproduction) หรือไม่ได้แยแสเรื่องการสร้างคนเลย”
“นอกจากไม่ได้แยแสเรื่องการผลิตซ้ำทางสังคมแล้ว ทุนนิยมยังทอดทิ้งให้เราดูแลกันเอง แต่กลับหวังประโยชน์จากการผลิตซ้ำทางสังคม และอีกด้านหนึ่งยังหาประโยชน์ด้วยการสร้างกำไรจากงานบริการดูแลได้เช่นเดียวกัน”
"เราไม่สามารถล้มล้างทุนนิยมได้ ถ้าไม่ล้มล้างระบบครอบครัว เพราะระบบครอบครัวเดี่ยวที่เราใช้อยู่ มันค้ำยันทุนนิยม มันจำกัดการดูแลให้กลายเป็นเรื่องของใครของมัน จึงไม่สามารถทำให้เราจินตนาการถึงการจัดระบบการผลิตซ้ำทางสังคมที่แตกต่างไปจากที่เป็นอยู่ได้"
“แม้รูปแบบของครอบครัวจะถูกทำลายไป แต่เราจะเก็บรักษาการดูแลและความรักนี้ไว้ โดยยกระดับให้ขยายวงออกไปเป็นเรื่องของสังคม เป็นเรื่องของส่วนรวม การดูแลจะไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในครอบครัวของใครของมันเท่านั้น แต่จะเป็นเรื่องของเราทุกคน เป็นเรื่องของทรัพยากรทางสังคม”
เรื่อง: ณัชชา สินคีรี
ภาพประกอบ: พิรุฬพร นามมูลน้อย
15/05/2026
Decoding The World #85 : ทรัมป์บุกปักกิ่ง คุยสีจิ้นผิง วิเคราะห์เกมมหาอำนาจเขย่าโลก | THE STANDARD การพบกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และสีจิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่ง กลายเป็นวาระใหญ่ที่ทั่วโลกจับตามอง เนื่องจากผ....
15/05/2026
อ่านเกมการทูตสหรัฐฯ-จีน
ทรัมป์เดินทางเยือนจีนในรอบ 9 ปี
โลกและอาเซียนจะได้อะไร?
“ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนคือสิ่งที่สำคัญที่สุด” คือสารช่วงหนึ่งจากสุนทรพจน์ของ สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ประธานาธิบดีจีน ซึ่งกล่าวระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำ เพื่อต้อนรับการมาเยือนปักกิ่งของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวานนี้ (14 พฤษภาคม 2026)
ข้อความข้างต้นสามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่า การเดินทางเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี นับตั้งแต่ปี 2017 ส่งสัญญาณไปใน ‘ทิศทางที่ดี’ และยิ่งถูกตอกย้ำจากถ้อยแถลงของผู้นำสหรัฐฯ ที่กล่าวหลังสี จิ้นผิงว่า “การพูดคุยระหว่าง 2 ชาติ เป็นไปในทิศทางบวกอย่างยิ่ง”
อย่างไรก็ตาม การพบกันของ 2 ผู้นำชาติมหาอำนาจเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์โลกปัจจุบันที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน ทั้งจากสงครามที่กำลังเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง วิกฤตด้านน้ำมันและพลังงาน การแข่งขันทางเทคโนโลยี ตลอดจนการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
The Momentum พูดคุยกับ ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ บุษบารัตน์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (Institute of Security and International Studies: ISIS) เพื่ออ่านเกมการทูตระหว่างสหรัฐฯ และจีนผ่านการพบกันครั้งสำคัญของ 2 ผู้นำชาติมหาอำนาจ ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับความตึงเครียดรอบด้าน
• ประเด็นหลักพูดคุยระหว่างทรัมป์-สี
พงศ์พิสุทธิ์มองว่า ประเด็นการพูดคุยเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับจีน สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลักสำคัญ ที่อาจจะนำไปสู่การสร้างผลประโยชน์ให้แก่ทั้ง 2 ชาติ ได้แก่
1. สงครามในตะวันออกกลาง
ประเด็นดังกล่าวนับว่าเป็นประเด็นสำคัญที่สุดของช่วงเวลานี้ โดยพงศ์พิสุทธิ์กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังต้องการอิทธิพลของจีนในการโน้มน้าวอิหร่านให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เพื่อให้เส้นทางการขนส่งสินค้าและพลังงานกลับมาเดินหน้าเป็นปกติ รวมถึงผลักดันให้อิหร่านยอมลดระดับความรุนแรงจนไปถึงการยุติสงครามกับสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยให้ทรัมป์สามารถนำประเด็นดังกล่าวไปสร้างคะแนนความนิยมภายในประเทศ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม (U.S. Midterm Elections) ที่กำลังใกล้เข้ามาถึง
2. อธิปไตยของไต้หวัน
ขณะเดียวกัน ทรัมป์น่าจะหยิบยกประเด็นการค้าอาวุธกับ ‘ไต้หวัน’ ขึ้นมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองกับจีน ในการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยเฉพาะบทบาทของจีนในการช่วยคลี่คลายสงครามอิหร่าน
3. การเจรจาการค้า
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการพบกันระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจในครั้งนี้คือ มิติด้านการค้า โดยที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องสงครามการค้าและการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ทำให้จีนต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางการค้า อีกทั้งยังสร้างแรงกดดันต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง 2 ประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นำคณะนักธุรกิจชื่อดังเดินทางเยือนจีนด้วย ยังสะท้อนว่า การพบกันในครั้งนี้ ทรัมป์ต้องการให้จีนเห็นว่า การเจรจาและประนีประนอมกับสหรัฐฯ จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ด้านการลงทุนในจีนได้ ซึ่งจีนยังต้องการ เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของตนที่อยู่ในภาวะซบเซามานับตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19
4. ประเด็นเรื่อง AI และเทคโนโลยีต่างๆ
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการเดินทางเยือนจีนของทรัมป์ในครั้งนี้ คือการเจรจาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและธุรกิจ (Business Deal) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่างปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) แร่หายาก (Rare Earth) และเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีความสำคัญต่อสถานการณ์โลกในปัจจุบัน
• สหรัฐฯ หวัง ‘จีน’ ช่วยยุติสงครามอิหร่าน
อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชี้ว่า จีนถือเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่มีบทบาทในการคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เนื่องจากรัฐบาลปักกิ่งมีอำนาจในการต่อรองกับอิหร่านค่อนข้างสูง จากความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่อิหร่านได้รับจากโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ของจีนที่ผ่านมา
สำหรับจีนเองก็มีความจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานภายในประเทศด้วยเช่นกัน เนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในฐานะที่จีนยังคงเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าน้ำมันรายสำคัญจากอิหร่าน ดังนั้นการที่เตหะรานประกาศปิดช่องแคบดังกล่าว ขณะที่สหรัฐฯ เดินหน้าปิดล้อมทางทะเล ย่อมส่งผลกระทบต่อจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พงศ์พิสุทธิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา เราอาจเห็นความพยายามของจีนในการผลักดันให้ความขัดแย้งครั้งนี้คลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจสะท้อนผ่านการสนับสนุนให้ปากีสถานก้าวขึ้นมาเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงการเดินทางเยือนจีนของ อับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เพื่อพูดคุยกับ หวัง อี้ (Wang Yi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม จีนยังคงเลือกดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวัง และให้น้ำหนักกับการทูตแบบเงียบ (Quiet Diplomacy) เน้นการพูดคุยเจรจาเป็นหลักมากกว่าการใช้แนวทางแบบให้รางวัลและลงโทษ (Reward and Punishment) ผ่านมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจอย่างการขึ้นกำแพงภาษีในแบบที่ทรัมป์ใช้
ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะรัฐบาลจีนพยายามส่งสัญญาณมาโดยตลอดว่า จีนยึดมั่นในหลักไม่แทรกแซงระหว่างประเทศ (Non-Interference) อีกทั้งยังคงต้องการรักษาภาพลักษณ์ผู้นำของกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) ไปพร้อมกันด้วย
ดังนั้น การพบกันระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศในครั้งนี้ อาจเป็นจังหวะที่สหรัฐฯ พยายามผลักดันให้จีนเข้ามามีบทบาทในการคลี่คลายสงครามอิหร่านมากกว่าเดิม โดยคาดว่า ทรัมป์อาจหยิบเอาประเด็นไต้หวันขึ้นมาใช้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขต่อรองที่สำคัญบนโต๊ะเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่าย
• สหรัฐฯ กับจุดยืนที่มีต่อ ‘ไต้หวัน’
ไต้หวันยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่สำคัญต่อรัฐบาลจีน โดยเมื่อวานนี้ (14 พฤษภาคม 2026) ผู้นำจีนได้ส่งสัญญาณเตือนสหรัฐฯ ว่า “หากทรัมป์จัดการประเด็นเรื่องไต้หวันผิดพลาด อาจผลักดันให้ทั้ง 2 ประเทศเข้าสู่ความขัดแย้งได้” ซึ่งสะท้อนจุดยืนอันแข็งกร้าวของรัฐบาลปักกิ่งต่อประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจน
เมื่อถูกถามว่า การพบกันระหว่างทรัมป์กับสีในครั้งนี้ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงท่าทีของสหรัฐฯ ต่อไต้หวันหรือไม่ พงศ์พิสุทธิ์มองว่า ในเชิงหลักการแล้ว สหรัฐฯ ยังคง ‘ยึดมั่น’ ต่อนโยบายจีนเดียว (One-China Policy) โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
อย่างไรก็ดี ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติวิเคราะห์ว่า ในทางปฏิบัติแล้ว ท่าทีของสหรัฐฯ ต่อการค้าและการส่งออกอาวุธให้ไต้หวันจะเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับระดับบทบาทของจีนในการช่วยคลี่คลายสงครามอิหร่านในตอนนี้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ บทบาทของจีนในตะวันออกกลาง เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สหรัฐฯ อาจนำมาใช้เพื่อต่อรองกับจีนในประเด็นเรื่องไต้หวันได้เช่นกัน
เพื่อชี้ให้เห็นภาพมากขึ้นว่า ท่าทีของสหรัฐฯ ต่อไต้หวันสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามผลประโยชน์ที่สหรัฐฯ ต้องการจากจีน พงศ์พิสุทธิ์ยกเอากรณีในช่วงเดือนกันยายน 2025 ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง หลังทรัมป์ประกาศระงับงบช่วยเหลือด้านอาวุธแก่ไต้หวันมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท) ซึ่งถูกมองว่า เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนในช่วงเวลาดังกล่าว
ทั้งนี้ แม้ในตอนนี้จะยังไม่มีรายละเอียดการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นเรื่องไต้หวันออกมาอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพิ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ประเด็นเรื่องการค้าและการส่งออกอาวุธให้ไต้หวัน ยัง ‘ไม่นับเป็นประเด็นหลัก’ ในการพบกันของ 2 ผู้นำในครั้งนี้
• ใครกำลังถือ ‘ไพ่เหนือ’ ในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
ในโลกปัจจุบัน มิติทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีกลายเป็นเรื่องที่แทบแยกออกจากกันไม่ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และเทคโนโลยีขั้นสูง กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก สำหรับการพบกันของทรัมป์และสีในครั้งนี้ พงศ์พิสุทธิ์มองไว้ 2 ประเด็นหลัก
1. ประเด็นเรื่องแร่ธาตุหายาก (Rare Earth)
อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า จีนยังคงเป็นผู้ถือครองสัดส่วนการผลิตและการแปรรูปแร่ Rare Earth มากที่สุดในโลก อย่างไรก็ดี ผลจากสงครามการค้าและการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลให้ที่ผ่านมา จีนใช้การจำกัดการส่งออกแร่หายากไปยังสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้
ประเด็นดังกล่าวจึงแทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกหยิบขึ้นมาเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของการหารือระหว่างผู้นำทั้ง 2 ประเทศ
พงศ์พิสุทธิ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งยิ่งทำให้ความต้องการแร่ธาตุหายากสำหรับอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย และส่งผลให้สหรัฐฯ อยากจะเข้าถึงแร่หายากจากจีนในระยะนี้สูงขึ้นตามเช่นกัน ซึ่งจะสร้างข้อได้เปรียบให้กับจีนในการเจรจา
2. ประเด็นเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor)
ในอีกด้านหนึ่ง จีนยังคงตามหลังสหรัฐฯ รวมถึงพันธมิตรสำคัญอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีการผลิตชิปขั้นสูง ซึ่งจีนยังไม่สามารถพัฒนาให้มีความซับซ้อนและก้าวหน้าได้เทียบเท่ากับสหรัฐฯ จุดนี้จึงอาจกลายเป็นอีกหนึ่งแต้มต่อสำคัญที่สหรัฐฯ สามารถใช้ต่อรองกับจีนได้
นอกจากนี้ การที่รายชื่อของ เจนเซน หวง (Jensen Huang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท NVIDIA ถูกเพิ่มเข้าสู่รายชื่อคณะเดินทางเยือนจีนแทบในนาทีสุดท้ายก่อนการเดินทาง ยังสะท้อนว่า ประเด็นเซมิคอนดักเตอร์น่าจะมีน้ำหนักสำคัญบนโต๊ะเจรจาระหว่าง 2 มหาอำนาจครั้งนี้เช่นกัน
“หวงจะเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำในครั้งนี้ด้วย ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของสหรัฐฯ” โฆษก NVIDIA กล่าวกับสำนักข่าว BBC
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติมองว่า สหรัฐฯ อาจไม่สามารถกางไพ่ยอมขายเทคโนโลยีด้านนี้ให้จีนได้ทั้งหมดอย่างเต็มที่ เนื่องจากเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเกี่ยวพันโดยตรงกับอุตสาหกรรมกลาโหม และการพัฒนาอาวุธสมัยใหม่ ซึ่งอาจเปิดช่องให้กับจีน ในการไล่กวดการพัฒนายุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย ซึ่งในที่สุดจะกระทบต่อความมั่นคงและการทหารของสหรัฐฯ ได้
• ทรัมป์-สี กำลังทำให้ ’New Cold War’ หายไป?
ตลอดช่วงเวลาเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ในแวดวงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มักมีการพูดถึงคำว่า ‘สงครามเย็นยุคใหม่’ (New Cold War) อยู่บ่อยครั้ง เพื่อใช้อธิบายถึงบรรยากาศการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้หวนย้อนและเปรียบเทียบกับการแข่งขันเชิงอุดมการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็น จนนำไปสู่การถกเถียงอย่างกว้างขวางว่า โลกในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่สงครามเย็นครั้งใหม่จากการแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจหรือไม่
“สหรัฐฯ และจีนควรเป็นหุ้นส่วนกันมากกว่าที่จะเป็นคู่แข่ง” คือคำกล่าวของสี จิ้นผิงเมื่อวานนี้ (14 พฤษภาคม 2026) อาจเป็นสัญญาณที่ช่วยลดทอนกระแสการคาดการณ์และการถกเถียงเกี่ยวกับบรรยากาศของสงครามเย็นยุคใหม่ลงได้ไม่น้อย
ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติอธิบายท่าทีเหล่านี้ของผู้นำจีนเอาไว้ว่า รัฐบาลจีนภายใต้การนำของสี จิ้นผิงไม่ได้ต้องการสร้างบรรยากาศสงครามเย็นยุคใหม่ขึ้นมาแต่อย่างใด เนื่องจากการแข่งขันและการสร้างความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของจีนมากกว่าจะสร้างประโยชน์ให้แก่รัฐบาล
ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อนับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 ในปี 2020 ยังทำให้รัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องเผชิญแรงกดดันจากสังคมภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ การเปิดพื้นที่แข่งขันหรือเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ มากเกินไป อาจกลายเป็นปัจจัยที่เพิ่มความไม่แน่นอนในด้านเศรษฐกิจ และนำไปสู่ความไม่พอใจของประชาชน ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลจีนได้เช่นกัน
ที่ผ่านมา ในเชิงการทูต จีนจึงพยายามที่จะ ‘ยื่นกิ่งมะกอก’ เพื่อต้องการแสดงให้เห็นถึงสัญญาณของสันติภาพและการประนีประนอมมากกว่าที่จะเผชิญหน้ากัน ซึ่งรวมถึงการตอบรับและตกลงจัดการพบกันระหว่างผู้นำทั้ง 2 ประเทศในครั้งนี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลจีนยังจำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งของประเทศเอาไว้ เพื่อตอกย้ำความเข้มแข็งของผู้นำและพรรคคอมมิวนิสต์ รวมถึงสถานะผู้นำของกลุ่มประเทศโลกใต้ด้วยเช่นกัน นั่นหมายความว่า ท่าทีเชิงสันติภาพและการประนีประนอมของจีน จึงยังมีข้อจำกัดในบางประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นที่กระทบต่อผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศ เช่น ประเด็นเรื่องไต้หวัน
• กลุ่มประเทศในอาเซียนควรจับตาประเด็นไหน?
ภายใต้บริบทการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างต้องการรักษาอิทธิพลของตนเองเอาไว้ ทำให้ทุกความเคลื่อนไหวจากการหารือระหว่าง 2 ประเทศ ย่อมส่งแรงสั่นสะเทือนต่อภูมิภาคอาเซียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พงศ์พิสุทธิ์ชี้ว่า ประเด็นสำคัญที่อาเซียนและผู้นำในภูมิภาคควรจับตามองคือ
1. หากการหารือระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในประเด็นสงครามตะวันออกกลางดำเนินไปในทิศทางเชิงบวก และสามารถช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายได้ในระยะเวลาอันใกล้ อาเซียน ในฐานะกลุ่มประเทศหลักที่นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง จะกลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับผลเชิงบวกมากที่สุด เนื่องจากวิกฤตราคาน้ำมัน พลังงาน และแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่างๆ มีแนวโน้มจะผ่อนคลายลงและบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น
2. อย่างไรก็ตาม หากการหารือด้านการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนดำเนินไปในทิศทางเชิงบวก จนนำไปสู่การฟื้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างทั้ง 2 ประเทศมากขึ้น อาเซียนอาจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในภาคการผลิตและการส่งออกที่เคยได้รับประโยชน์จากสงครามการค้าระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจ
ทั้งนี้ ผลกระทบดังกล่าว ยังขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าและโครงสร้างเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ กล่าวคือ หากเป็นสินค้าทุนหรือสินค้าเพื่อการผลิตภายในประเทศ การชะลอตัวของการลงทุนจากจีน อาจส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจในบางประเทศในอาเซียนได้
แต่หากเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่เข้ามาแข่งกับสินค้าในประเทศอาเซียนเอง หรือเป็นเพียงสินค้าที่ใช้ประเทศอาเซียนเป็นทางผ่านในการส่งออกไปสหรัฐฯ การลดลงของปริมาณสินค้าเหล่านี้อาจส่งผลดีต่อบางประเทศ เนื่องจากช่วยลดแรงกดดันด้านการแข่งขันทางราคากับผู้ประกอบการภายในประเทศ
3. หากสหรัฐฯ และจีนเลือกผ่อนปรนต่อกันในประเด็นไต้หวัน ก็อาจส่งสัญญาณในทางลบ และกระทบต่อสมดุลอำนาจและสถานการณ์ความมั่นคงในทะเลจีนใต้ (South China Sea) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของอาเซียนได้ โดยในปัจจุบัน ฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน มีความพยายามที่จะผลักดัน ‘ประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้’ (Code of Conduct: COC) เพื่อเร่งสร้างกรอบเจรจาร่วมระหว่างอาเซียนกับจีน ในการจัดการข้อพิพาทในพื้นที่ดังกล่าวอยู่ ซึ่งสหรัฐฯ ถือว่าสนับสนุนจุดยืนและบทบาทของฟิลิปปินส์ในการต่อต้านการขยายอิทธิพลของจีนในทะเลจีนใต้มาโดยตลอด
ดังนั้น หากสหรัฐฯ เลือกประนีประนอมต่อจีนในประเด็นไต้หวันมากขึ้น ก็อาจทำให้ประเทศต่างๆ ในบริเวณทะเลจีนใต้เริ่มตั้งคำถามต่อบทบาทและความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรด้านความมั่นคง เนื่องจากอาจถูกมองว่า สหรัฐฯ พร้อมลดระดับการเผชิญหน้ากับจีน เพื่อแลกกับผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ในประเด็นอื่นได้ และทะเลจีนใต้อาจเป็นหมากที่สหรัฐฯ ใช้เพื่อต่อรองกับจีนเหมือนที่ใช้ไต้หวันในขณะนี้
ที่มา:
- https://www.aljazeera.com/news/2026/5/14/chinas-xi-warns-trump-about-taiwan-at-beijing-summit
- https://www.bbc.com/news/live/cvgz8qverzqt
- https://www.theguardian.com/us-news/2025/sep/20/trumps-reported-pause-on-taiwan-weapons-aid-sparks-fears-he-is-using-island-for-china-trade-deal
เรื่อง: แพรวารินทร์ โพพิทูล
ภาพ: ชมพูนุท สะราคำ
#สหรัฐฯ #ทรัมป์ #จีน #สี จิ้นผิง #สงครามตะวันออกกลาง #ภูมิรัฐศาตร์ #การทูต #อาเซียน #ทะเลจีนใต้ #พงศ์พิสุทธิ์บุษบารัตน์
15/05/2026
ไพ่ของทรัมป์ vs เมนูสำหรับสี ไต้หวันมองการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ อย่างไร?
ในการประชุมสุดยอดผู้นำจีน-สหรัฐอเมริกา ทั่วโลกต่างจับตาดูการเจรจาของสองมหาอำนาจที่จะกำหนดทิศทางโลก โดยเฉพาะชะตากรรมของ ‘ไต้หวัน’ ที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางที่สุดครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะสถานะ ‘เมนู’ บนโต๊ะเจรจา ไม่ใช่ ‘ผู้ร่วมโต๊ะ’ ที่มีสิทธิมีเสียงคัดค้านการตัดสินใจของมหาอำนาจ
สำหรับรัฐบาลปักกิ่งภายใต้สีจิ้นผิง ไต้หวันเปรียบเสมือน ‘เพชรเม็ดงาม’ ที่หลุดมือไป และต้องเอาคืนกลับมาด้วยการรวมชาติ ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ผูกติดอยู่กับความชอบธรรมและอำนาจทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์
ทว่าในสายตาของฝั่งสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็มองไต้หวันเป็น ‘ไพ่ต่อรอง’ ที่พร้อมจะนำไปวางเดิมพันเพื่อแลกกับผลประโยชน์จากจีน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาสงครามอิหร่าน ไปนถึงการขอเปิดโควตานำเข้าแร่หายากมาผลิตอาวุธ
ทำไมไต้หวันจึงเป็นวาระอันดับหนึ่งที่จีนยอมทุ่มหมดหน้าตัก แล้วไต้หวันมองการเจรจาครั้งนี้อย่างไร THE STANDARD สัมภาษณ์ ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ บุษบารัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (ISIS Thailand) และอาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญการต่างประเทศจีนและเอเชียตะวันออก เพื่อหาคำตอบจากบทสรุปในการประชุมสุดยอดนี้
🔴 สหรัฐฯ และทรัมป์มองไต้หวันอย่างไร
ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์วิเคราะห์ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน ไม่ได้ให้ความสำคัญกับไต้หวันหรือเอเชีย-แปซิฟิกในแง่อุดมการณ์ หากเทียบกับผู้นำคนก่อนหน้านี้ โดยขยายความว่า ทรัมป์ไม่ได้มองไต้หวันว่า เป็นพันธมิตรประชาธิปไตยที่ต้องปกป้อง แต่เปรียบเสมือน ‘ไพ่ใบสำคัญ’ ที่สหรัฐฯ จะใช้ต่อรองกับจีน โดยเฉพาะผ่านการใช้เรื่องการซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญการต่างประเทศจีนเชื่อว่า สหรัฐฯ จะไม่ถึงขั้น ‘เท’ ไต้หวันแบบหมดหน้าตัก แม้ทรัมป์จะเป็นผู้นำที่คาดเดาได้ยากและพร้อมนำไต้หวันไปต่อรอง แต่สหรัฐฯ คงจะไม่ยอมทิ้งไต้หวัน 100% เพราะจะสูญเสีย ‘อำนาจต่อรอง’ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ในการแข่งขันกับจีนในภูมิภาคนี้
🔴 ทำไมไต้หวันเป็นวาระสำคัญสำหรับจีนในการประชุมสุดยอด
ในช่วงที่ผ่านมา สื่อต่างประเทศวิเคราะห์ตรงกันว่า ไต้หวันคือเป้าหมายสูงสุดบนโต๊ะเจรจาสำหรับสี โดยเมื่อวานนี้ (14 พฤษภาคม) ผู้นำจีนกล่าวกับทรัมป์อย่างตรงไปตรงมาว่า หากทั้งสองประเทศมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องไต้หวัน ก็อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหญ่
สำหรับประเด็นดังกล่าว ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์มองว่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยให้เหตุผลประกอบ 5 ข้อ ทำไมจีนจึงให้ความสำคัญกับไต้หวันเป็นอย่างมากในการประชุมสุดยอดครั้งนี้
1.ความชอบธรรมทางการเมือง (Political Legitimacy) - ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์อธิบายว่า ไต้หวันคือเป้าหมายสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปัจจุบัน ภายใต้ยุทธศาสตร์ China Dream หรือการรวมชาติจีนให้สำเร็จภายในปี 2049 โดยไต้หวันถูกมองว่า เป็นเพชรเม็ดงามบนแหวนที่หายไป
ผู้เชี่ยวชาญการเมืองจีนอธิบายว่า อธิปไตยเหนือไต้หวันเป็นเรื่องที่ผูกติดอำนาจและความชอบธรรมทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์ หากผู้นำรวมชาติกับไต้หวันไม่สำเร็จ จะนำไปสู่การกระทบต่อความเชื่อมั่นและความชอบธรรมในการปกครองประเทศ
2. ยุทธศาสตร์ First Island Chain - ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์วิเคราะห์ว่า ไต้หวันคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญในห่วงโซ่แนวเกาะชั้นแรกสำหรับจีน นับตั้งแต่ญี่ปุ่นจนถึงหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ถือเป็นแนวป้องกันด้านความมั่นคงและฐานอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเอเซียแปซิฟิก
การครอบครองไต้หวันจะทำให้จีนสามารถเจาะวงล้อมนี้ได้ และแผ่อิทธิพลทางทะเลในแปซิฟิกตะวันตกได้ง่ายมากขึ้น ทั้งในการควบคุมเส้นทางการเดินเรือและการทหาร
3. ไต้หวันคือ ‘กระจกสะท้อน’ ขั้วตรงข้ามของจีน - ผศ.ดร. พงศ์พิสุทธิ์วิเคราะห์ว่า ปัจจัยนี้ก็เชื่อมโยงกับความชอบธรรมทางการเมือง เพราะพรรคคอมมิวนิสต์จีนมักใช้วาทกรรมในทางการเมืองว่า ตนเป็นผู้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้จีนยุคใหม่ที่เห็นในปัจจุบัน
แต่ในทางตรงกันข้าม ไต้หวันเป็น ‘กระจกสะท้อน’ ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้จะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ไทเปก็สามารถพัฒนาเศรษฐกิจและสร้างความก้าวหน้าให้กับชาติได้จนก้าวเป็นหนึ่งในเสือแห่งเอเชียได้พร้อมกับการพัฒนาประชาธิปไตย สิ่งนี้บั่นทอนวาทกรรมของพรรคคอมมิวนิสต์ที่พยายามสร้างภาพลักษณ์มาตลอดว่า พรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้นที่สามารถนำประชาชาติจีนให้ก้าวหน้าได้
4. อำนาจต่อรองทางเทคโนโลยี - ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์อธิบายว่า ไต้หวันคือหนึ่งในผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของโลก การได้ครอบครองไต้หวันจึงเปรียบเสมือนกับการได้ครอบครองเทคโนโลยีขั้นสูงนี้มาเป็นของตนเองด้วย นั่นหมายความว่า หากจีนไม่สามารถครอบครองไต้หวันได้ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้ด้วยตนเองเพียงอย่างเดียว อาจไม่มีศักยภาพมากพอในการแข่งขันกับสหรัฐฯ ได้
5. ไต้หวันคือเครื่องมือเบี่ยงเบนความสนใจปัญหาภายในประเทศ - ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์วิเคราะห์ว่า หลังการแพร่ระบาดโควิด-19 เป็นต้นมา เศรษฐกิจของจีนไม่ได้เติบโตในระดับสูงถึงระดับ 8-10% เหมือนในอดีตอีกต่อไป ฉะนั้น รัฐบาลจีนจึงพยายามหยิบยกประเด็นทางการเมืองมาสร้างผลงานเพื่อรักษาความชอบธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์
การหยิบประเด็นรวมชาติกับไต้หวันจึงกลายเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนสำหรับประเทศ ถือเป็นการช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชน และแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศที่เกิดจากความไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตได้เหมือนเดิม
🔴 ไต้หวันมองประชุมสุดยอดสหรัฐฯ - จีนอย่างไร
ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์วิเคราะห์ว่า ไต้หวันมองการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ไปในทิศทางเดียวกัน คือ กังวลและไม่สบายใจ แต่มีการแสดงออกที่แตกต่างกันออกไปใน 2 ระดับ คือ ในหน้าสาธารณชนและในแวดวงรัฐบาลหรือกลุ่มผู้กำหนดนโยบาย
ในการสื่อสารกับสาธารณชน รัฐบาลไต้หวันภายใต้พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (Democratic Progressive Party: DPP) พยายามสื่อสารในเชิงบวก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่า สหรัฐฯ จะยังคงมีพันธะผูกพันในการช่วยเหลือไทเปผ่านกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน (Taiwan Relations Act) หรือข้อตกลงการขายอาวุธยุทโธปกรณ์
แต่ในวงรัฐบาลและความรู้สึกของผู้กำหนดนโยบาย รัฐบาลไต้หวันมีความกังวลมาก โดยก่อนหน้านี้ อู๋ จื้อจง รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน เคยให้สัมภาษณ์ผ่าน Bloomberg ว่า ไทเปกลัวจะกลายเป็น ‘เหยื่อ’ หรือ ‘เมนู’ บนโต๊ะเจรจาระหว่างทรัมป์กับสี
ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ระบุว่า ความกังวลนี้มีที่มาที่ไป เพราะทรัมป์เคยสั่งเลื่อนการขายอาวุธไต้หวันมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ปลายปี 2025 จนถึงต้นปี 2026 ซึ่งบั่นทอนขีดความสามารถในการป้องกันตนเองของไต้หวันโดยตรง
ผู้เชี่ยวชาญการเมืองเอเชียตะวันออกยังย้ำว่า ความรู้สึกกังวลต่อการประชุมสุดยอดครั้งนี้เกิดขึ้นกับทุกฝ่ายในไต้หวัน ถือเป็น ‘ฉันทมติ’ (Consensus) ในสังคมร่วมกัน ไม่เว้นแม้แต่ฝ่ายค้านอย่างพรรคก๊กมินตั๋ง
อาจารย์ขยายความว่า แม้ เจิ้งลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง เพิ่งเดินทางไปเยือนจีนและพบปะกับสีในเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่พรรคไม่ได้มีจุดยืนรวมชาติกับจีน แค่มองวิธีจัดการปัญหาคนละแบบกับพรรค DPP คือ ไม่เอาแนวทางสุดโต่ง เน้นการประนีประนอมเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับจีนแผ่นดินใหญ่
“สิ่งที่พรรคก๊กมินตั๋งทำในการเมือง เช่น บล็อกการขอเพิ่มงบการทหารเพื่อซื้ออาวุธ หรือไปเยือนจีน นั่นก็เป็นการแสดงออกที่จะเล่นเกมทางการเมืองให้ปักกิ่งเห็นว่า ก๊กมินตั๋งมีความจริงใจในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองช่องแคบ”
ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์เสริมว่า ภายในพรรคก๊กมินตั๋งก็ยังมีความกังวลกับจีนอยู่ แม้แต่ตอนที่ประธานพรรคไปพบกับสี แม้จะไม่ได้พูดถึงการรวมชาติ แต่ก็กลัวว่า จีนจะฉวยโอกาสสร้างชุดความคิดเพื่อโฆษณาชวนเชื่อว่า ไต้หวันมีกลุ่มคนที่ต้องการรวมชาติกับจีน
ผู้อำนวยการ ISIS ยังวิเคราะห์ต่อว่า วิธีการรับมือของพรรคก๊กมินตั๋งต่อจีนแผ่นดินใหญ่ ถือเป็นการเดินเกมล่วงหน้าเพื่อรับมือกับการเลือกตั้งระดับชาติในปี 2028 เช่น หากเกิดสถานการณ์ตึงเครียด หรือคนไต้หวันกังวลว่าจะเกิดสงคราม พรรคก๊กมินตั๋งก็สามารถใช้โอกาสนี้ซื้อใจประชาชนผ่านนโยบายสันติได้
🔴 มองภาพรวมประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ อะไรคือชัยชนะของแต่ละฝ่าย
ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์มองว่า สิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการได้จากการประชุมสุดยอดครั้งนี้ คือ ผลงานสู้ศึกเลือกตั้งกลางเทอมในปลายปี 2026 เพราะขณะนี้ ทรัมป์กำลังเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองจากปัญหาสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อ โดยอาจขอให้จีนเป็นคนกลางช่วยในการเจรจายุติสงครามในครั้งนี้
นอกจากนี้ สหรัฐฯ อาจต้องการฟื้นฟูประเด็นการนำเข้าแร่หายาก เพราะมีความจำเป็นต้องนำแร่ดังกล่าวกลับไปผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมาก ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลปักกิ่งได้จำกัดโควตาการเข้าถึงและไม่ยอมขายให้สหรัฐฯ ซึ่งกระทบต่ออุตสาหกรรมการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ เอง ทรัมป์จึงอาจต้องการต่อรองเพื่อเปิดโอกาสให้จีนกลับมาส่งออกแร่หายากอีกครั้ง
ส่วนชัยชนะสำหรับจีน อาจารย์มองว่า ไต้หวันคือเป้าหมายสำคัญที่สีต้องการบรรลุมากที่สุดเพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ทรัมป์มีจุดอ่อนให้ทางการจีนเห็นอย่างชัดเจน คือ การติดบ่วงสงครามอิหร่าน ซึ่งอาจทำให้ปักกิ่งใช้โอกาสนี้ในการเจรจาต่อรองเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์บางอย่างเพื่อแลกกับเรื่องไต้หวัน
ดังนั้น ชัยชนะทางยุทธศาสตร์สำหรับจีนในเรื่องไต้หวัน จึงเป็น ‘Win-Set’ ที่สำคัญที่สุดของสี ซึ่งจะนำไปประกาศได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ส่วนประเด็นอื่นๆ เช่น เศรษฐกิจและกำแพงภาษีอาจเป็นวาระรองลงมา โดย ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ให้เหตุผลว่า ผลกระทบทางภาษีไม่ได้รุนแรงจนทำให้เศรษฐกิจจีนล่มจม ประกอบกับหลังการแพร่ระบาดโควิด-19 จีนได้ปรับตัวมาพึ่งพาตลาดภายในประเทศ (Internal Circulation) มากขึ้น และเลี่ยงไปใช้วิธีส่งออกผ่านภูมิภาคอื่นอย่างอาเซียนแทน
อย่างไรก็ตาม การเจรจาหาทางออกในประเด็นเศรษฐกิจยังมีความสำคัญในระยะยาวสำหรับจีน หากพิจารณาตัวเลขการเติบโตที่ลดลง และการว่างงานที่เพิ่มมากขึ้น เพราะในที่สุดแล้ว ผลลัพธ์ก็อาจย้อนกลับมากระทบต่อความชอบธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์เองด้วยเช่นกัน
🔴 อาเซียน-ไทย ต้องมองปรากฏการณ์นี้อย่างไร
ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์วิเคราะห์ว่า การประชุมสุดยอดครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ และจีนหันมาเจรจากันโดยตรงแบบทวิภาคีมากขึ้น แต่ประเด็นที่เกี่ยวกับชาติในอาเซียนไม่ได้อยู่บนโต๊ะเจรจา ดังนั้น แนวคิด ‘ความเป็นแกนกลางของอาเซียน’ (ASEAN Centrality) ที่อาเซียนพยายามสนับสนุนให้ชาติต่างๆ ในภูมิภาคยึดถือ อาจถูกละเลยและกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกลุ่มในภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน
เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ในวาระการประชุม ไต้หวันกลายเป็นประเด็นหลัก แต่ปัญหาทะเลจีนใต้ที่เป็นพื้นที่ต่อเนื่องกับเกาะไต้หวัน กลับไม่ได้ถูกหยิบยกมาคุยกันในครั้งนี้ เพราะทรัมป์ไม่สนใจความมั่นคงทางทะเลเทียบเท่ากับดีลธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประโยชน์ของภูมิภาค
อาจารย์ยังมองสถานการณ์ในระยะยาวไปอีกว่า หากสหรัฐฯ ยอมอ่อนข้อให้จีนในเรื่องไต้หวัน จะทำให้ปักกิ่งมีแต้มต่อในการแผ่อิทธิพลทางทะเลมาสู่ทะเลจีนใต้ได้ง่ายขึ้น ซึ่งหากวัดจากชายฝั่งไต้หวันมายังฟิลิปปินส์ ก็มีระยะทางเพียงไม่ถึง 200 กิโลเมตร
ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์มองว่า สิ่งที่อาเซียนและไทยต้องทำเพื่อรับมือสถานการณ์ คือ ต้องบริหารความเสี่ยงและรักษาสมดุล (Hedging) ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนให้เหมาะสม ขณะที่ต้องสานความสัมพันธ์กับชาติอื่นๆ ให้มีความหลากหลายและลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และประเทศในยุโรป เพื่อสร้างทางเลือกสำรองเหมือนสหภาพยุโรป (EU) กำลังปรับตัวในขณะนี้ เมื่อต้องเผชิญกับสหรัฐฯ ที่ไม่สามารถรับประกันหลักความมั่นคงให้ได้เหมือนในอดีต
ภาพ: Evan Vucci / Reuters & jamesonwu1972 / Shutterstock
14/05/2026
ผู้สมัครหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต แผน ก ( ในเวลาราชการ ) แผน ข (นอกเวลาราชการ ) ประจำปีการศึกษา 2569
ขอให้ผู้สมัครตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิสอบข้อเขียน จาก Link รายละเอียดดังนี้
https://sites.google.com/chula.ac.th/mairchula/
29/04/2026
🌞กำหนดการลงทะเบียนเรียน ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2568
https://www.reg.chula.ac.th/th/2026/04/27/schedulesem368/
🌞Course Registration Schedule Summer Session Academic Year 2025
https://www.reg.chula.ac.th/en/2026/04/27/schedulesem368/
ที่ตั้ง
ประเภท
ติดต่อ โรงเรียนนี้
ที่อยู่
Bangkok
เวลาทำการ
| จันทร์ | 08:00 - 17:00 |
| อังคาร | 08:00 - 17:00 |
| พุธ | 08:00 - 17:00 |
| พฤหัสบดี | 08:00 - 17:00 |
| ศุกร์ | 08:00 - 17:00 |
| เสาร์ | 09:00 - 16:00 |