เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา ปี2561

เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา ปี2561

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา ปี2561, การศึกษา, -, Bangkok.

28/05/2019

#กฎหมายใหม่
#27พค62
✅พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๒

❇️ โดยที่ปัจจุบันบทบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับ ทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองยังไม่มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ โดยเฉพาะ การบังคับตามคาส่ังทางปกครองท่ีกาหนดให้ชาระเงิน ซึ่งกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองกำหนด ให้นำวิธีการยึด การอายัด และการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลม จึงไม่มีรายละเอียดวิธีปฏิบัติและระยะเวลาในการบังคับทางปกครองที่ชัดเจน ซึ่งก่อให้เกิด ความไม่เป็นธรรมแก่ผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง ประกอบกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ ส่วนใหญ่ไม่มีความเชี่ยวชาญในการยึด การอายัด และการขายทอดตลาดทรัพย์สิน อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติ ที่ให้อานาจแก่เจ้าหน้าที่ในการสืบหาทรัพย์สินและมอบหมายให้หน่วยงานอื่นหรือเอกชนดาเนินการแทนได้ ส่งผลให้ไม่สามารถบังคับตามคาสั่งทางปกครองท่ีกาหนดให้ชาระเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและรัฐต้องสูญเสีย รายได้ในที่สุด ดังน้ัน สมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการบังคับทางปกครองเพื่อให้ชัดเจน มีประสิทธิภาพ และ เป็นธรรมยิ่งขึ้น

(คลิก)http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/069/T_0115.PDF

✅พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๖๒

❇️โดยท่ีเป็นการสมควรปรับปรุงบทนิยาม คาว่า “กระทำชำเรา” ในบทบัญญัติความผิดเกี่ยวกับเพศและบทบัญญัติความผิดเก่ียวกับศพในประมวล กฎหมายอาญาให้ชัดเจนและสอดคล้องกับลักษณะการกระทาชาเราตามธรรมชาติ และปรับปรุงบทบัญญัติ ความผิดเก่ียวกับเพศบางประการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย และเพื่อให้ความคุ้มครองบุคคล ซึ่งถูกกระทาทางเพศกลุ่มต่าง ๆ มากย่ิงขึ้น เช่น เด็ก ผู้อยู่ภายใต้อำนาจของผู้กระทำ และผู้ซึ่งไม่สามารถ ปกป้องตนเองได้ อีกทั้งเพื่อป้องปรามมิให้มีการกระทำท่ีเป็นการเอาเปรียบหรือรับประโยชน์จากผู้ซึ่งค้าประเวณี หรือจากการค้าประเวณี

(คลิก)http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/069/T_0127.PDF

✅พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒

(คลิก)http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/069/T_0052.PDF

✅พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๒

(คลิก)http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/069/T_0096.PDF

✅พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ๒๕๖๒

(คลิก)http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/069/T_0020.PDF

07/10/2018

#ฎีกาน่าสนใจ #จากคำพิพากษาศาลฎีกาปี2559 #เล่มที่12

#แพ่งและพาณิชย์

(ผิดนัด,ดอกเบี้ยตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6282/2559 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 บัญญัติว่า ในกรณีหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิดลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด จำเลยที่ 1 ผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์นับแต่วันทำละเมิด ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดเช่นกัน จำเลยที่ 3 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุน มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน ไม่ใช่ผู้กระทำละเมิดหรือผู้ต้องร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด โดยต้องรับผิดนับแต่วันที่จำเลยที่ 3 ผิดนัดเท่านั้น และเมื่อหนี้ตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน โจทย์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 3 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แล้ว แต่หนังสือทวงถามดังกล่าวโจทก์ไม่ได้กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 3 ปฏิบัติการชำระหนี้ ดังนี้ เมื่อเป็นหนี้ที่ไม่ได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้ไว้ โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายจำเลยที่ 3 ลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดูดกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 เมื่อจำเลยที่ 3 รับหนังสือทวงถามในวันที่ 2 สิงหาคม 2545 แล้วไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2545 และต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป

(ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ การถอนทะเบียนบริษัทร้าง) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8851/2559 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 234 บัญญัติให้เจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้จะต้องขอหมายเรียกลูกหนี้เข้ามาในคดีนั้นด้วย ทั้งนี้เพราะการที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ในกรณีที่ลูกหนี้ขัดขืนหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องของตนเป็นเหตุให้เจ้าหนี้เสียประโยชน์เป็นสิทธิของเจ้าหนี้ที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย จึงต้องการให้ลูกหนี้เข้ามาในคดีเพื่อให้ได้มีโอกาสรักษาสิทธิของตน เนื่องจากลูกหนี้ย่อมทราบรายละเอียดหนี้สินระหว่างตนกับลูกหนี้ของลูกหนี้ยิ่งกว่าเจ้าหนี้ที่มาใช้สิทธิเรียกร้องแทนลูกหนี้ การที่บริษัทลูกหนี้ถูกนายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียนทำให้สิ้นสภาพนิติบุคคลเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถดำเนินการให้มีการขอหมายเรียกบริษัทดังกล่าวเข้ามาในคดี อันมีผลกระทบต่อการฟ้องคดีของโจทก์ แม้บริษัทลูกหนี้จะถูกนายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียน เป็นผลให้บริษัทดังกล่าวสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อตามมาตรา 1273/3 แต่กฎหมายยังบัญญัติหนทางแก้ไขไว้ในมาตรา 1273/4 ว่าหากเจ้าหนี้ของบริษัทรู้สึกว่าต้องเสียหายโดยไม่เป็นธรรมเพราะการที่ทำบริษัทถูกขีดชื่อออกจากทะเบียน เจ้าหนี้สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียนและให้ถือว่าบริษัทนั้นยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย แต่โจทก์กลับมิได้ดำเนินการเพื่อให้มีการจดชื่อบริษัทดังกล่าวกลับคืนเข้าสู่ทะเบียนทั้งที่ยังสามารถดำเนินการได้ ต้องถือว่าโจทก์ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องให้บริษัทลูกหนี้เข้ามาในคดีเป็นการไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามมาตรา 234 จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมหรือมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องส่งเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระแก่โจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

(การได้ทรัพยสิทธิโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ครอบครองปรปักษ์) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8873/2559 บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ย่อมหมายถึงบุคคลใด ๆ ก็ได้ (ที่ไม่ใช่เจ้าของที่ดินเดิม) ซึ่งได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว บ. เป็นทั้งผู้รับโอนสิทธิจำนองที่ดินพิพาทจากเจ้าหนี้จำนองของเจ้าของที่ดินเดิม และยังเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว บ. จึงเป็นบุคคลภายนอกย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1299 วรรคสอง แม้จำเลยได้ยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยความสงบและเปิดเผยโดยเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ย่อมได้กรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1382 ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่า บ. ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว จำเลยย่อมไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์ขึ้นใช้ยัน บ. ได้ตามมาตรา 1299 วรรคสอง เมื่อ บ. ได้รับโอนที่ดินพิพาท ต่อมาขายและโอนให้แก่ ส. ต่อมาโจทก์ได้รับโอนที่ดินพิพาทจาก ส. อันเป็นระยะเวลาภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ บ. โอนขายแก่ ส. และต่อมาโอนขายแก่โจทก์ ดังนี้ แม้โจทก์จะรับโอนมาโดยสุจริตหรือไม่ก็ตาม จำเลยซึ่งเป็นผู้ครอบครองปรปักษ์ก็ไม่อาจยกสิทธิของตนขึ้นอย่างโจทย์ผู้รับโอนคนต่อ ๆ มาได้ เพราะสิทธิของผู้ครอบครองปรปักษ์ได้ขาดตอนไปแล้วตั้งแต่ผู้รับโอนทางทะเบียนโดยสุจริตตอนแรก แม้จำเลยจะยังคงครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา แต่เป็นการครอบครองในช่วงหลังจากที่โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาเมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่ครบ 10 ปี จะถือว่ามีการครอบครองปรปักษ์ต่อโจทก์ครบเวลาได้กรรมสิทธิ์แล้วด้วยหาได้ไม่

(ยื่นคำร้องขอรับเด็กเป็นบุตร) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5660/2559 บุตรที่เกิดนอกสมรสจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาในภายหลังได้ 3 ประการ คือ เมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลัง หรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเด็กเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นบิดาตามกฎหมายของ พ. และมีสิทธิได้รับมรดกของ พ. ไม่ใช่เป็นกรณีที่ขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตร ทั้งการที่จะฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 และมาตรา 1555 นั้น เป็นสิทธิของฝ่ายเด็กที่จะฟ้องให้ศาลมีคำพิพากษาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ไม่ใช่กรณีที่ให้สิทธิแก่บุคคลที่อ้างว่าเป็นบิดาของเด็กมาฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตร กรณีของผู้ร้องจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายรับรองและคุ้มครองสิทธิแก่ผู้ร้องในอันที่จะนำเสนอคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของ พ. ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 จึงชอบที่จะยกคำร้องขอ

(ทรัพย์มรดก) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6893/2559 ส. ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยโดยระบุให้ ท. เป็นผู้รับประโยชน์ เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก เมื่อ ส. และ ท. ต่างถึงแก่ความตายซึ่งไม่ว่า ท. จะถึงแก่ความตายก่อนหรือหลัง ส. เมื่อ ท. ผู้รับประโยชน์ถึงแก่ความตาย (โดยยังไม่ได้แสดงเจตนารับเอาประโยชน์ - ผู้เขียน) จึงไม่อาจเข้ารับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตของ ส. ได้ ไม่อาจถือได้ว่า ท. จะได้รับประโยชน์จากการจ่ายเงินตามเงื่อนไขของกรมธรรม์และไม่ถือว่าเงินตามกรมธรรม์ที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่ ท. ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์นั้นตกเป็นของกองมรดกของ ท. กรณีต้องถือว่า ท. ผู้รับประโยชน์ไม่อาจเข้าถือเอาประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตของ ส. ดังนั้น ประโยชน์ที่จะได้รับจากสัญญาประกันชีวิตจึงต้องตกแก่ทายาทโดยธรรมของ ส. ผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกซึ่งผู้จัดการมรดกของ ส. ทายาทโดยธรรมจึงมีสิทธิเรียกร้องเอาเงินตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันชีวิต ส. เมื่อโจทก์เป็นเพียงผู้จัดการมรดกของ ท. โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยชำระเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตของ ส. ได้

(ทายาทรับผิดไม่เกินทรัพย์มรดก) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8489/2559 โจทก์ฟ้องบรรยายว่า จำเลยเป็นทายาทโดยธรรมผู้รับมรดกของผู้ตาย ให้รับผิดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยในกรณีที่ผู้ใดกระทำผิดสัญญา เท่ากับว่าโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอากับกองมรดกของผู้ตายซึ่งได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย หาใช่ฟ้องจำเลยในฐานะส่วนตัวไม่ ซึ่งจำเลยในฐานะทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 การที่จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากฟ้องของโจทก์ซึ่งเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องเอากับกองมรดก แม้จำเลยจะไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความว่ากระทำการในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายก็ตาม ก็หาเป็นเหตุให้จำเลยต้องรับผิดในฐานะส่วนตัวแต่อย่างใดไม่ ความรับผิดของจำเลยย่อมเป็นไปตามกฎหมายดังกล่าว เมื่อมีเหตุที่จะบังคับคดีจำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความก็จำต้องบังคับคดีเอากับทรัพย์สินจากกองมรดกของผู้ตายเท่านั้น เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินสินส่วนตัวของจำเลยซึ่งไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตายจึงเป็นการยึดโดยไม่ชอบ

(ตัดมรดกโดยพินัยกรรม) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10809/2559 ผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเขียนด้วยตนเองทั้งฉบับ กำหนดการเผื่อตายของผู้ตายในเรื่องทรัพย์สินของผู้ตายไว้แล้วในพินัยกรรม เมื่อผู้ตายเขียนระบุทรัพย์สินรวม 11 ข้อแล้วก็เขียนในตอนท้ายของพินัยกรรมก่อนลงลายมือชื่อ เมื่อลงลายมือชื่อในฐานะเป็นผู้เขียนพินัยกรรมแล้วผู้ตายได้เขียนข้อความเพิ่มเติมต่อจากลายมือชื่อของผู้ตายไว้ แม้ข้อความส่วนที่เพิ่มเติมจะไม่สมบูรณ์ก็ตาม แต่ไม่มีผลกระทบถึงพินัยกรรมทั้งฉบับ ข้อความเดิมในพินัยกรรมย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ เมื่อพิเคราะห์ข้อความส่วนที่ยังมีผลใช้บังคับได้ดังกล่าวย่อมเห็นเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมได้โดยชัดแจ้งว่า ต้องการยกทรัพย์สินของผู้ตายให้จำเลยแต่เพียงผู้เดียว ข้อความส่วนอื่นในพินัยกรรมที่ระบุทรัพย์สินเป็นข้อ ๆ เป็นเพียงส่วนประกอบให้เห็นว่า ผู้ตายมีทรัพย์สินใดบ้างหรือมีทรัพย์สินที่ผู้ตายจำได้ในขณะกำลังเขียนพินัยกรรมเท่านั้น แม้ส่วนของทรัพย์สินพิพาทจะเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายเขียนระบุเพิ่มเติมตอนท้ายโดยไม่ได้ลงลายมือชื่อกำกับ น่าเชื่อว่าเป็นเพราะผู้ตายเพิ่งระลึกนึกได้ว่ามีทรัพย์สินดังกล่าวด้วย แต่ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงเจตนาของผู้ตายที่ต้องการยกทรัพย์สินของตนเองทั้งหมดซึ่งรวมทั้งทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลย ในการตีความพินัยกรรมศาลย่อมต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของผู้ทำพินัยกรรมเป็นสำคัญ เพราะเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายทำมาหากินได้มาโดยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง ย่อมมีสิทธิโดยสมบูรณ์จะยกให้แก่ผู้ใดก็ได้ หาใช่ต้องตีความให้เป็นคุณแก่โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยฟังว่าผู้ทำพินัยกรรมมีเจตนายกทรัพย์ให้แก่จำเลยเฉพาะทรัพย์ 11 รายการไม่ ผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกของผู้ตายทั้งหมดให้แก่จำเลย ถือเป็นการทําพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมดแล้ว ทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมย่อมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 ดังนั้น โจทก์ทั้งเจ็ดจึงถูกตัดโดยผลของพินัยกรรม ทำให้ไม่มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่มีอำนาจฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายตามฟ้องจากจำเลยได้

(อายุความฟ้องแบ่งมรดก) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8224/2559 ทายาทของเจ้ามรดกได้แก่โจทก์และจำเลยทั้งสอง การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก โอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกมาเป็นของตนเองในฐานะผู้จัดการมรดก และจดทะเบียนโอนยกให้จำเลยที่ 2 (โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ - ผู้เขียน) ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยชอบ การครอบครองที่ดินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกนั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นการครอบครองแทนโจทก์ซึ่งเป็นทายาทด้วย และไม่อาจรับฟังได้ว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงแล้ว กรณีจึงตกอยู่ภายในบังคับบทบัญญัติมาตรา 1748 วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอแบ่งมรดกได้แม้จะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 แล้วก็ตาม

#อาญา

(ผู้ใช้-ผู้สนับสนุน) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7086/2559 การก่อให้ผู้อื่นไปกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง สำเร็จได้โดยมิพักต้องคำนึงถึงผลของการกระทำนั้นว่าผู้นั้นไปดำเนินการตามนั้นอย่างไรหรือไม่ ตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 84 วรรคสอง การยืมรถจักรยานยนต์จากผู้อื่นให้ขับไปโดยทำทีไปส่งมอบให้เพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐานพิสูจน์การกระทำความผิด มีผลให้ความผิดฐานฉ้อโกงไม่ได้กระทำลง ก็มีผลเพียงผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น หามีผลให้ผู้ใช้พ้นความผิดไปด้วยไม่ -- การชี้ช่องแนะนำให้ ร. ไปทำสัญญาเช่าซื้อและเสนอเงินค่าตอบแทนในการนำรถจักรยานยนต์มาส่งมอบถือว่าเป็นการกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ ร. ก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวจะเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ที่บัญญัติว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือในขณะกระทำความผิด หมายถึง ต้องมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นด้วย จึงจะพิจารณาได้ว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำก่อนหรือขณะกระทำความผิดได้ แตกต่างกับบทบัญญัติแห่งมาตรา 84 วรรคสองตอนท้าย ที่อาจมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ได้แม้ว่าความผิดมิได้กระทำลงก็ตาม เมื่อคดีนี้เกิดจากการวางแผนของเจ้าพนักงานตำรวจไว้ก่อนและเป็นการขอยืมรถจักรยานยนต์จากผู้อื่นเพื่อให้ ร. ขับไปทำทีส่งมอบแก่พวกจำเลย หาได้เกิดจาก ร. โดยทุจริตหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง อันจะถือเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ไม่ (หมายเหตุ: คดีนี้จำเลยเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อนอกระบบติดป้ายไว้ตามที่ต่าง ๆ ว่าให้ผู้ประสงค์ที่ต้องการเงินสดนำรถจักรยานยนต์มาส่งมอบเพื่อแลกกับเงินสดจำนวนหนึ่ง ร. ต้องการเงินสดจึงติดต่อกับพวกจำเลย ได้รับแจ้งว่าให้ ร. ไปทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์จากบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ เมื่อได้รถมาให้นำไปส่งมอบให้กับจำเลยเพื่อแลกกับเงินสด และให้แกล้งชำระค่าเช่าซื้อเพียง 2 ถึง 3 งวดก็ให้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่ารถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อหายเพื่อให้บริษัทประกันภัยจ่ายเงินชดใช้แก่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อ แต่คดีนี้มีประเด็นปัญหาในเรื่องวิธีพิจารณาความ ควรศึกษาจากย่อยาวด้วย - ผู้เขียน)

#วิธีพิจารณาความแพ่ง

(คู่ความมรณะ) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8236/2559 โจทก์ถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และเจ้าหน้าที่ศาลรายงานผลการส่งหมายแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์ถึงแก่ความตายแล้ว พร้อมทั้งเสนอต่อศาลชั้นต้น แสดงว่าศาลชั้นต้นทราบแล้วว่าโจทก์ถึงแก่ความตายตั้งแต่ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับการมรณะของคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ศาลชั้นต้นต้องเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และดำเนินการเพื่อให้มีคู่ความเข้าแทนที่คู่ความที่ถึงแก่ความตาย แล้วส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คืนศาลอุทธรณ์เพื่อสั่งเกี่ยวกับกรณีที่โจทก์ถึงแก่ความตายและมีคำพิพากษาใหม่ต่อไป การที่ศาลชั้นต้นไม่มีคำสั่งประการใดตามที่เจ้าหน้าที่ศาลเสนอรายงานผลการส่งหมายและยังไม่มีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 การอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ

(คู่ความร่วม อายุความ) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9124/2559 แม้จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ แต่เมื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับผู้เช่าซื้อ มูลความแห่งคดีจึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นคู่ความร่วมย่อมได้ประโยชน์จากข้อต่อสู้ดังกล่าวด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) แม้โจทก์จะไม่ได้ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ หนี้ตามสัญญาค้ำประกันจึงเป็นหนี้อุปกรณ์ของสัญญาเช่าซื้อซึ่งเป็นหนี้ประธาน หากสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อของโจทก์ซึ่งเป็นหนี้ประธานขาดอายุความแล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ 3 ตามสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นอุปกรณ์ย่อมขาดอายุความด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/26

(ถอนฟ้อง ร้องสอด) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8804/2559 บทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 ระบุว่า หากโจทก์ถอนฟ้องภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาต หรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่ห้ามไม่ให้อนุญาตโดยไม่ได้ฟังจำเลยก่อนเท่านั้น ไม่มีข้อห้ามว่าหากจำเลยคัดค้านศาลจะอนุญาตให้ถอนฟ้องไม่ได้ กรณีเป็นดุลพินิจของศาลที่ต้องพิจารณาถึงผลได้เสียของคู่ความทุกฝ่าย เมื่อถือไม่ได้ว่าการที่โจทก์ถอนฟ้องเป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่ประการใด แม้จำเลยจะคัดค้านคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจึงชอบแล้ว สิทธิของผู้ร้องสอดจะมีอยู่เพียงใดก็มีอยู่เพียงนั้น ทั้งการที่ผู้ร้องสอดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ได้ก็จำเป็นต้องมีโจทก์จำเลยเดิมว่าคดีกันต่อไป แต่เมื่อศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความแล้ว จึงไม่มีโจทก์จำเลยเดิมว่าคดีกันอีก เป็นเรื่องที่ผู้ร้องสอดจะดำเนินคดีของตนในทางอื่นต่อไป

(ขอพิจารณาคดีใหม่) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8777/2559 ผู้ร้องไม่มาในวันนัดไต่สวนคำร้องขัดทรัพย์ ศาลชั้นต้นถือว่าผู้ร้องไม่ติดใจไต่สวนคำร้องขอและไม่มีพยานหลักฐานมาไต่สวน จึงมีคำสั่งให้งดการไต่สวนและให้ยกคำร้องขอ กรณีจึงไม่ใช่การพิจารณาโดยขาดนัด การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องและทนายผู้ร้องไม่เคยได้รับหมายนัดไต่สวนคำร้อง ผู้ร้องไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณา ขอให้ผู้ร้องนำพยานเข้าไต่สวนต่อไป เท่ากับเป็นการขอให้การพิจารณาคดีของผู้ร้องใหม่โดยเปิดโอกาสให้ผู้ร้องนำพยานเข้าสืบ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 207

(ปัญหาข้อเท็จจริง-ปัญหาข้อกฎหมาย) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4773/2559 (ประชุมใหญ่) โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินที่โจทก์ทั้งสามครอบครองและแจ้งขอได้สิทธิในที่ดิน ไม่ได้เป็นที่สาธารณประโยชน์ และโจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งสามไปดำเนินการเพิกถอนคำขอออกโฉนดที่สาธารณะ ทั้งรื้อถอนป้ายประกาศที่สาธารณะออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสาม (จำเลยเป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่ดูแลที่ดินสาธารณะประโยชน์) จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ปัญหาในเรื่องอำนาจฟ้องว่าโจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาจากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ทั้งสามแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งสามเข้าครอบครองที่ดินพิพาทและปี 2498 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามนำสืบในทำนองว่าโจทก์ทั้งสามได้รับโอนที่ดินพิพาทมาจากบิดามารดาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นซึ่งไม่อาจรับฟังได้ โจทย์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ทั้งสามฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนนี้ว่า การนำสืบของโจทก์ทั้งสามเป็นการนำสืบอธิบายรายละเอียดของความเป็นมาในการครอบครองที่ดินพิพาทตามฟ้อง จึงไม่เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น ซึ่งปัญหาว่า ฎีกาของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายหรือเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสามนำสืบว่า โจทก์ที่ 1 นายดาบและโจทก์ที่ 3 ได้รับโอนที่ดินพิพาทมาจากนายแช่มและนางปลั่ง ผู้เป็นบิดามารดาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับจึงเป็นการนำสืบตามคำฟ้อง ไม่ใช่นอกฟ้องนอกประเด็นตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับฟังการนำสืบของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวแล้วตัดฟ้องว่าโจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้อง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาต้องรับไว้พิจารณา

(ทุนทรัพย์ชั้นฎีกา) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6612/2559 (ประชุมใหญ่) ฎีกาของโจทก์ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่วินิจฉัยว่าหากยึดทรัพย์จำนองของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่ขาด เป็นฎีกาปัญหาข้อกฎหมายในชั้นบังคับคดี อันเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาทตามตาราง 1 ค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) ข้อ 2 (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หาใช่คดีมีทุนทรัพย์และโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่

#วิธีพิจารณาความอาญา

(ผู้เสียหาย) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6470/2559 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงจะขายที่ดินให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยินยอมให้โจทก์ยึดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นหลักประกัน โจทก์ในฐานะผู้จะซื้อย่อมมีสิทธิที่จะบังคับให้จำเลยที่ 1 รับชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือและให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจและแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จในคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินว่าต้นฉบับโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 สูญหาย จนกระทั่งเจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการกระทบต่อสิทธิของโจทก์ในการที่จะบังคับให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินลงในต้นฉบับโฉนดที่ดินฉบับที่โจทก์ยึดถือไว้เป็นหลักประกันตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ดังนั้น แม้การกระทำผิดของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำต่อเจ้าพนักงานและรัฐเป็นผู้เสียหายก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษจากการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 ด้วย โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

(ผู้เสียหาย) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6256/2559 จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 16 (1) ให้อำนาจอธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีอนุญาตให้โจทก์เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติเท่านั้น โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่ดินดังกล่าวจึงยังไม่เป็นของโจทก์ แม้จำเลยจะเข้ายึดถือครอบครองก็ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการรบกวนสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยตรง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362

(ถอนฟ้อง) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10354/2559 แม้คำร้องขอถอนฟ้องจะระบุว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีอีกต่อไปจึงขอถอนฟ้อง โดยปรากฏว่าในคำฟ้องคดีดังกล่าวโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง แต่ทนายโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในคำฟ้องแทนโจทก์ ทั้งปรากฏว่าในวันรุ่งขึ้นหลังจากศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้มายื่นคำฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ในมูลคดีอาญาความผิดเดียวกันกับคดีก่อนและขอให้ลงโทษจำเลยทั้ง 4 ในบทมาตราเดียวกัน โดยในคำฟ้องใหม่โจทก์ได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้องใหม่ถูกต้องตามกฎหมาย เชื่อว่าเหตุที่โจทก์ถอนฟ้องคดีก่อนเนื่องจากเห็นว่าโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง ซึ่งเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงประสงค์จะถอนฟ้องแล้วยื่นฟ้องใหม่ให้ถูกต้อง การถอนฟ้องคดีก่อนจึงมิใช่การถอนฟ้องเด็ดขาดตามความหมายในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36

(คำร้องตามมาตรา 44/1) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10672/2559 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่งและวรรคสาม การที่โจทก์ร่วมจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ จะต้องเป็นคดีที่พนักงานอัยการฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดและเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมเท่านั้น โจทก์ร่วมไม่อาจไปยื่นคำร้องในคดีความผิดอื่นของจำเลยทั้งสองที่ไม่ได้เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายได้ โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองอาคารพาณิชย์ทำการรื้อถอนอาคารส่วนที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการร่วมกันดัดแปลงขึ้นด้วยการต่อเติมอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กบนที่ว่างด้านหลังเชื่อมต่ออาคารหลังเดิมให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง มิได้ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันดัดแปลงต่อเติมอาคาร แต่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องโดยอ้างว่าได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองทำการก่อสร้างเพิ่มเติมอาคาร อันเป็นคนละข้อหากับที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยทั้งสองกระทำความผิด และไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น โจทก์ร่วมจึงต้องห้ามมิให้ยื่นคำร้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองทำการก่อสร้างต่อเติมอาคารมาในคดีนี้ หากโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างต่อเติมอาคารของจำเลยทั้งสองจริงก็ต้องยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหาก

(แก้ไขคําพิพากษาคดีอาญา) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8433/2559 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 บัญญัติให้แก้ไขคําพิพากษาซึ่งอ่านแล้วได้เฉพาะถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาดเท่านั้น ไม่ได้บัญญัติรวมถึงการแก้ไขกรณีมีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อยไว้เหมือนดังเช่นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ดังนี้ แม้คดีจะถึงที่สุดไปแล้ว แต่เมื่อจำเลยยื่นคำร้องว่าศาลชั้นต้นเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้เพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ขอให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด เท่ากับจำเลยร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิ่มเติมแก้ไขข้อผิดพลาดผิดหลงนั้นให้ถูกต้อง และคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขข้อผิดหลงนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เพราะมิใช่เป็นการกลับหรือแก้ไขคำวินิจฉัยในเนื้อหาของคำพิพากษาเดิม แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

(พิพากษาเกินคำขอ) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9087/2559 โจทก์บรรยายฟ้องในเรื่องขอให้เพิ่มโทษมาด้วย ถือได้ว่าโจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการเพิ่มโทษจำเลยมาแล้ว เมื่อความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ไม่เข้าเกณฑ์ที่จะเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 ได้ ศาลก็มีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามมาตรา 92 ซึ่งเป็นบทเบากว่าได้ แม้โจทก์จะขอเพิ่มโทษตามมาตรา 93 โดยไม่ได้ขอตามมาตรา 92 มาด้วย ก็ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่ไม่ได้กล่าวในฟ้องตามมาตรา 192 วรรคหนึ่ง

(ศาลชั้นอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยไม่ได้) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8760/2559 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

02/10/2018

💥 สำนัก ก.ต. ประกาศการเปิดรับสมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ประจำปี พ.ศ. 2561 (สนามใหญ่) ผู้สมัครสามารถยื่นใบสมัครออนไลน์ได้ระหว่างวันที่ 19 ต.ค. – 20 พ.ย. 61

📌 อ่านรายละเอียด http://www.ojc.coj.go.th/doc/data/ojc/ojc_1538464629.pdf

📌 คู่มือสำหรับผู้สมัครสอบ http://www.ojc.coj.go.th/doc/data/ojc/ojc_1538464619.pdf

www.ojc.coj.go.th

Photos from เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา ปี2561's post 21/08/2018

ฎีกา 2 เรื่องนี้ สามารถมโน ประติดประต่อกันได้

แอดว่านะ 555

26/07/2018

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 312/2558 ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง ทำให้ปราศจากเสรีภาพเพื่อให้ผู้อื่นทำการค้าประเวณีตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 เป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่เกิดขึ้นในประเทศเดนมาร์กนอกราชอาณาจักร จำเลยที่ 3 ผู้กระทำผิดเป็นคนไทยและผู้เสียหายทั้งสองได้ร้องขอให้ลงโทษ จำเลยที่ 3 จะต้องรับโทษในราชอาณาจักรและศาลไทยจะลงโทษได้เฉพาะความผิดต่อเสรีภาพตามมาตรา 309 และมาตรา 310 ประกอบมาตรา 8 ตาม ป.อ. เท่านั้น ศาลฎีกาต้องตีความกฎหมายทางอาญา โดยเคร่งครัด จะขยายความมาตรา 8 ไปไกลว่า กฎหมายอาญามีเจตนารมณ์ให้ลงโทษผู้กระทำผิดตามกฎหมายพิเศษเฉพาะเรื่องอันมีโทษหนักขึ้นตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 หาได้ไม่ และมาตรา 12 นั้นเองไม่ได้บัญญัติว่า หากกระทำความผิดดังกล่าวไม่ว่าภายในหรือนอกราชอาณาจักรต้องรับโทษด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

22/07/2018

ข้อสังเกต

-->ความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา(ม.328)นั้น

การปิดประกาศโฆษณาหมิ่นประมาทนั้น

***เป็นความผิดต่อเนื่อง จนกว่าจะได้มีการปลดป้ายประกาศออก***

ดังนั้น อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่มีการปลดป้ายประกาศออก (ฎ.2272/2527)

-->ส่วนความผิดฐานบุกรุก(ม.362)นั้น

เกิดขึ้นและสำเร็จ ตั้งแต่จำเลยเข้าถือการครอบครองห้องพิพาทของโจทก์ การที่จำเลยครอบครองห้องพิพาทต่อมาเป็น

***ผลของการบุกรุก ไม่ใช่ความผิดต่อเนื่อง***

ตราบเท่าที่จำเลยยังถือการครอบครองห้องพิพาทของโจทก์

ดังนั้น อายุความจึงเริ่มนับแต่วันที่จำเลยเข้าถือครอบครองสำเร็จนั่นเอง(เทียบ ฎ1661/2542)

22/07/2018

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6593/2559

ประมวลกฎหมายอาญา ม. 326, 5 วรรคแรก

ความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 326 ไม่ใช่ความผิดที่มีผลเกิดขึ้นต่างหากจากการกระทำ

--> เมื่อจำเลยพูดให้สัมภาษณ์นักข่าว การกระทำของจำเลยที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นความผิดย่อมสำเร็จ เมื่อนักข่าวซึ่งเป็นบุคคลที่สามทราบข้อความแล้ว ***โดยคนที่ถูกหมิ่นประมาทไม่ต้องรู้ว่าตนเองถูกหมิ่นประมาท ***

-->สำหรับข้อที่ว่าโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังนั้น

= เป็นพฤติการณ์ประกอบการกระทำ ไม่ใช่ผลของการกระทำ จึงไม่ต้องด้วย ป.อ. มาตรา 5 วรรคแรก

เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทนอกราชอาณาจักรและไม่ใช่กรณีกระทำความผิดที่ประมวลกฎหมายอาญาถือว่าได้กระทำในราชอาณาจักร ผู้กระทำความผิดจึงไม่ต้องรับโทษในราชอาณาจักร

11/06/2018

คำพิพากษาฎีกาที่ 2792/2560

จำเลยที่ 3 มีเจตนาร่วมทำร้าย ผู้ตายโดยไตร่ตรอง ไว้ก่อนตั้งแต่แรกจึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 296 เป็นความผิดอย่างหนึ่งที่เป็นความผิดได้ในตัวเองในหลายอย่างที่รวมอยู่ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องและมีอัตราโทษน้อยกว่าศาลย่อมลงโทษ ในความผิดตามที่พิจารณา ได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีความอาญามาตรา 192 วรรคท้าย

จำเลยที่ 2 ใช้เชือกรัดคอผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ณ สถานที่ที่จำเลยที่ 2 นำรถยนต์กระบะมาจอดทิ้ง ไว้เนื่องจากผู้ตายฟื้นขึ้นมายังไม่ตาย จากนั้นก็ไม่มีการเคลื่อน ย้ายผู้ตายไปยังที่ใดอีก แสดงว่าระหว่างที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยกผู้ตายมาไว้ในรถยนต์กระบะ จนถึงเวลาที่จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ไปจอดทิ้งไว้ ที่อื่นก่อนที่จำเลยที่ 2 จะฆ่าผู้ตายที่นั่น ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ การเคลื่อนย้ายผู้ตายไป ยังสถานที่ดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นการเคลื่อนย้ายศพตามคำฟ้อง ดังนั้นการกระทำของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกัน เคลื่อนย้ายศพเพื่อปิดบังการเกิด การตาย หรือเหตุแห่งการตายกับเคลื่อนย้ายศพโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 199 และมาตรา 366/3 ประกอบมาตรา 83

27/05/2018

“ #อ่านคำบรรยายให้ได้ผลดี”

คำบรรยายเนติบัณฑิตมีความสำคัญมาก สำหรับการเตรียมสอบเนติบัณฑิต ผู้ช่วยผู้พิพากษา และอัยการผู้ช่วย เพราะเป็นการอธิบายตัวบทกฎหมาย เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ปรับปรุงคำพิพากษาฎีกาใหม่ล่าสุดที่สำคัญและน่าสนใจ ซึ่งมีทั้งสิ้น ๑๖ เล่ม เนื้อหาปะปนกันไปทุกวิชาของแต่ละสัปดาห์

มันเยอะเหลือเกิน!! จะอ่านอย่างไรให้ทัน และเก็บประเด็นได้ครบถ้วน

ตอนผมเตรียมสอบเนติบัณฑิต และผู้ช่วยผู้พิพากษา ผมใช้วิธีแบบนี้

“ #อ่านของสมัยที่แล้วก่อน”

คำบรรยายเนติบัณฑิตจะออกมาทุกสมัย แม้จะไม่ใช่สมัยที่เราเตรียมสอบก็ต้องเอามาอ่านเตรียมพร้อมไว้ก่อน อันนี้ผมเอามาฉีกออก แล้วแบ่งเป็นวิชาๆ เย็บเล่มใหม่เรียงตามวิชาๆ ไป ไม่ต้องอ่านเน้นมาก อ่านเพียงให้เข้าใจ อ่านทุกถ้อยคำอักษร ทำความเข้าใจแต่ละฎีกาไป อ่านรอบเดียวก็เพียงพอ ยังไม่ต้องจด ยังไม่ต้องเน้นใดๆ ทั้งสิ้น อ่านให้รู้จักท่านอาจารย์ผู้บรรยาย แค่นั้น!

“ #อ่านสมัยปัจจุบันที่กำลังเตรียมสอบด้วย”

ถึงแม้ว่าเราจะอ่านของเก่าครบจนเข้าใจหมดแล้ว แต่จะไม่อ่านสมัยปัจจุบันไม่ได้ เพราะมันห่างกันเป็นปี มีคำพิพากษาฎีกาใหม่ๆ เกิดขึ้นนับหมื่นฎีกา จะได้ตามว่าท่านอาจารย์สนใจฎีกาไหนบ้าง และเทอมนี้ท่านเน้นส่วนไหน เอาฎีกาไหนมาเพิ่มบ้าง

“ #อ่านให้ได้สัปดาห์ละหนึ่งเล่ม”

คำบรรยายเนติบัณฑิตออกมาสัปดาห์ละ ๑ เล่มอยู่แล้ว ผมตั้งเป้าหมายไว้ว่าไปรับคำบรรยายทุกวันจันทร์ และจะต้องอ่านให้จบในวันพฤหัสบดี จะได้มีเวลาเหลือไว้อ่านหนังสืออื่นเพิ่มเติม เหลือเวลาสำหรับท่องตัวบท และฝึกทำข้อสอบบ้าง หากมีเหตุจำเป็นทำให้วันพฤหัสบดียังอ่านไม่จบในเล่มใด ผมแนะนำให้ทิ้งเล่มนั้นไว้ก่อน เริ่มอ่านเล่มที่มาใหม่ต่อไปก่อน ถ้าเราติดอยู่กับเล่มหนึ่งเล่มใด พอเล่มใหม่มาอ่านไม่ทัน หนังสือจะกองท่วมหัวโดยไม่รู้ตัว

เอาเป็นว่าคำบรรยายหนึ่งเล่ม เราอ่านจันทร์ถึงพฤหัสบดีเท่านั้น อ่านให้มากที่สุด หากอ่านไม่หมดก็ตัดใจทิ้งไว้ก่อน

“ #อ่านแบบไม่ต้องแยกวิชา”

คำบรรยายสมัยปัจจุบันจะมาไม่พร้อมกัน จึงไม่ต้องนำมาแยกเรียงวิชาเนื่องจากเสียเวลา อีกอย่างคือการอ่านแบบทุกวิชารวมๆ กันไปเราจะได้ไม่เบื่อ และที่สำคัญจะได้เป็นการกระจายความรู้ทำให้เรามีความรู้ทุกวิชาแบบพอๆ กัน คะแนนเฉลี่ยต่อข้อก็จะได้ใกล้เคียงกัน ถ้าแยกเล่ม เราจะติดกับอยู่กับวิชาใดวิชาหนึ่ง จนบางทีลืมอ่านบางวิชาไปก็มี

“ #เลือกอ่านเฉพาะบางอาจารย์”

อันนี้ต้องดูเองจริงๆ เพราะเราอ่านคำบรรยายสมัยที่แล้วแบบทุกอาจารย์ไปแล้ว เราจะเริ่มรู้จักท่านอาจารย์พอสมควรก็เลือกอ่านเฉพาะท่านที่เราอ่านแล้วเข้าใจ วิชาละหนึ่งหรือสองท่านก็น่าจะเพียงพอ

“ #ต้องอ่านให้ได้อย่างน้อยสามรอบ”

เริ่มแบบนี้ เมื่อได้รับคำบรรยายเนติฯ แต่ละเล่มมาแล้วในวันจันทร์ ให้เราทำใจให้มีความรู้สึกกระหายอยากก่อน โดยคิดก่อนว่าในนี้มีข้อสอบอยู่แน่นอน เราจะต้องอ่านให้เจอ

เปิดสารบาญ! อ่านไปทีละวิชา เรียงจากที่เราชอบก่อนก็ได้ หรือเรียงตามความสำคัญ หากอ่านไม่ทันอย่างน้อยวิชาสำคัญเราก็ได้อ่านแล้ว

รอบที่ ๑ #อ่านเฉพาะคำพิพากษาฎีกาใหม่ก่อน เปิดคำบรรยายในเล่มนั้นไปแบบเร็วๆ กวาดสายดูเพื่อหาเลขฎีกาใหม่ๆ เอาว่าใหม่กว่าสมัยที่แล้วที่เราอ่านมาแล้วก็ใช้ได้ จะได้รู้ก่อนว่าในเล่มนี้มีอะไรที่ใหม่กว่าเล่มสมัยที่แล้วซึ่งก็จะพบว่ามีประมาณ ๕ ถึง ๑๐ ฎีกาต่อวิชาหรือบางวิชาแทบจะไม่มีเลยก็ได้

รอบที่ ๒ #อ่านคำบรรยายและทำความเข้าใจใหม่อีกครั้ง รอบนี้อ่านแบบเน้นๆ ทำความเข้าใจอีกรอบ เชื่อว่าสิ่งที่เราอ่านมาแล้วในสมัยที่แล้วต้องมีการหลงลืมไปเป็นจำนวนมากแน่นอน ก็ให้เราอ่านเหมือนเดิมอีกรอบ รอบนี้ให้ไฮไลน์เน้นเนื้อหาส่วนที่สำคัญไว้ โน้ตย่อสิ่งที่ต้องจำต้องท่องไว้ คั่นหน้าหรือพับตรงที่เน้นเป็นพิเศษไว้ในขณะอ่าน แล้วเก็บมันเข้าตู้ไว้ก่อน เพื่อรออ่านรอบที่สาม ตอนที่เราอ่านทุกเล่มจบแล้ว

รอบที่ ๓ หลังจากที่เราอ่านรอบที่ ๒ จบทั้ง ๑๖ เล่มแล้ว เราจะมีเวลาเหลือประมาณสองสัปดาห์ก่อนสอบ ก็ให้รื้อคำบรรยายทั้ง ๑๖ เล่มที่เก็บเข้าตู้ไว้ ออกมาอ่านอีกรอบ รอบนี้วันหนึ่งต้องอ่านให้จบสามเล่ม อ่านเฉพาะที่เราเน้นไว้ พับไว้ ไฮไลน์ไว้ตอนอ่านในรอบที่ ๒ นั่นแหละ ไม่ต้องไปอ่านทุกคำ เอาแค่ที่เน้น

#รอบนี้คือการเก็งข้อสอบก็ว่าได้ ให้เราเลือกเนื้อหา ประเด็น หรือฎีกาที่คาดว่าจะออกเป็นข้อสอบเก็บไว้ข้อละ ๑๐ ประเด็น เอาที่ไม่เคยออกข้อสอบ เอาที่ท่านอาจารย์เน้น เอาที่เราชอบ แล้วให้ท่องจำให้ได้ ลอกถ้อยคำพวกนี้ให้ติดมือ เพื่อออกข้อสอบมาเราจะได้คะแนนในส่วนนี้เยอะๆ

“ #ส่วนคำพิพากษาฎีกาในบทบรรณาธิการ”

อันนี้อย่าเรียกว่าอ่านดีกว่า ขอเรียกว่า “ #ท่อง” แล้วกัน สามรอบไม่พอ ตรงนี้ต้องเอามาทวนทุกครั้งที่มีโอกาส จำถ้อยคำในคำพิพากษาฎีกาพวกนี้ให้ได้ เพราะเป็นส่วนที่น่าสนใจจริงๆ

ไม่ใช่แต่เฉพาะเนติบัณฑิตเท่านั้น สำหรับผู้เตรียมสอบอัยการผู้ช่วย หรือผู้ช่วยผู้พิพากษา ผมว่าก็ควรอ่านคำบรรยายเช่นกัน แต่อ่านเฉพาะแบบรอบที่ ๑ ก็พอ รอบที่ ๒ และรอบที่ ๓ ไม่ต้องอ่านแล้วเนื่องจากเราเคยอ่านมาแล้วตอนเรียนเนติบัณฑิต

ผมจองคำบรรยายเนติบัณฑิตมาอ่านตลอดตั้งแต่ใกล้จบปริญญาตรี จนสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ เนื่องจากคำบรรยายเนติฯ แต่ละสมัยมีเนื้อหาไม่เหมือนกัน ท่านอาจารย์จะคัดเลือกคำพิพากษาฎีกาใหม่ๆ หรือกฎหมายแก้ไขใหม่มาบรรยายให้นักศึกษาฟัง ผมอัพเดตฎีกาใหม่ๆ น่าสนใจจากในนั้น เมื่ออ่านคำบรรยายเนติบัณฑิตไปได้สักระยะหนึ่งเราจะเริ่มคุ้นเคยกับเนื้อหา ลำดับการบรรยาย และเริ่มรู้แนวการสอนของอาจารย์แต่ละท่าน สมัยต่อไปเราจะอ่านคำบรรยายได้เร็วขึ้นมาก

อย่าลืมไปรับคำบรรยายทุกวันจันทร์ และต้องอ่านให้จบในวันพฤหัสบดี หากอ่านไม่หมด ตัดใจทิ้งไว้ก่อน อย่าให้คำบรรยายท่วมหัวโดยไม่รู้ตัว./

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


-
Bangkok