06/12/2023
สิทธิในการเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ สอดคล้องกับสิทธิแรงงานอย่างไร?
สถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทยต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIAN+) ดูเหมือนว่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดี สังคมไทยดูเปิดกว้างและสามารถยอมรับกลุ่ม LGBTQIAN+ ได้อย่างไม่มีปัญหา ทั้งภาพยนตร์ ละคร รายการ และอีกหลายกระแสที่เราพบเห็นผ่านสื่อและชีวิตประจำวันของเรา ทำให้เราเกิดความเข้าใจว่า LGBTQIAN+ เป็นที่ยอมรับอย่างเปิดกว้าง ทุกคนอาจคิดว่านี่เป็นเรื่องปกติ หากเราลองมองออกไปที่ท้องถนนหรือมองไปที่คนรู้จักรอบตัวเรา เราต่างก็มีเพื่อนที่เป็น LGBTQIAN+ กันทั้งนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วประเทศไทยใจกว้างและเปิดรับ LGBTQIAN+ มากแค่ไหน ?
การที่เรามองว่าสถานการณ์ของ LGBTQIAN+ ในประเทศไทยอยู่ในทิศทางที่ดี กระทั่งว่าประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาประเทศว่าเป็นดินแดนที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย แต่ในความเป็นจริงแล้วเรายังคงเห็นทั้งอคติที่ยังขาดความเข้าใจต่อวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างกัน เห็นการแสดงความคิดเห็นแบบเหมารวมในแง่ลบ การล้อเลียนส่อเสียด การเลือกปฏิบัติต่อ LGBTQIAN+ในหลายแง่มุม โดยเฉพาะเมื่อเราพูดถึงในแง่ของการทำงาน การถูกเลือกปฏิบัติปัจจุบันยังคงเกิดขึ้นอยู่ ที่สำคัญคือแนบเนียนกว่าในสมัยก่อนมาก ทำให้สิ่งนี้เป็นเสมือนอุปสรรคในการใช้ชีวิตของ LGBTQIAN+ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แล้วสิ่งนี้เป็นอุปสรรคอย่างไร?
จากรายงานการวิจัยเรื่อง การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของกลุ่ม LGBTI ในประเทศไทย โดย ธนาคารโลก (World Bank) ที่ทำการสำรวจผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งบุคคลผู้ที่เป็น LGBTQIAN+ และบุคคลที่ไม่ได้เป็น LGBTQIAN+ มีข้อมูลการเลือกปฏิบัติทางเพศที่น่าสนใจว่า 77 เปอร์เซ็นต์ของคนข้ามเพศ ถูกปฏิเสธงานเหตุเพราะตนเองเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ อีก 22.7 เปอร์เซ็นต์ของเกย์ที่ตอบแบบสอบถาม บอกว่า ไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งงานเพราะเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ และ 24 เปอร์เซ็นต์ของเกย์และเลสเบี้ยนที่ตอบแบบสอบถาม บอกว่าถูกห้ามไม่ให้เปิดเผยตัวตนในที่ทำงาน
ในงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งเรื่อง อัตลักษณ์ทางเพศและวิถีทางเพศในประเทศไทย โดยองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization:ILO) พบว่า มีการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในตลาดแรงงาน ตลอดวงจรของการทำงาน ตั้งแต่การปฏิเสธการรับเข้าทำงาน ทำให้ไม่ได้รับการฝึกอบรม ไม่ได้รับการประเมินงานตามความสามารถ ไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ทั้งหมดนี้ด้วยเหตุผลเพียงเพราะบุคคลนั้นเป็น LGBTQIAN+
จากงานวิจัยของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) พบว่า รูปแบบการเลือกปฏิบัติในที่ทำงานต่อกลุ่ม LGBTQIAN+ เกิดขึ้นในสองรูปแบบคือ
แบบเป็นทางการ จะพบได้ในเงื่อนไขการทำงาน เช่น ขั้นตอนการรับเข้าทำงาน ค่าตอบแทนที่ไม่เท่าเทียม การถูกไล่ออก ไปจนถึงการถูกปฏิเสธไม่ให้เลื่อนตำแหน่งด้วยวิถีทางเพศ อัตลักษณ์ หรือการแสดงออกทางเพศ
แบบไม่เป็นทางการ จะพบได้ในสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน เช่น การถูกระรานและถูกปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมโดยหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน
จากที่กล่าวมาข้างต้น จะพบว่า ในท้ายที่สุดแล้วสถานการณ์ของประเทศไทยที่มีต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ในด้านหนึ่งเปิดกว้างจนได้รับการยอมรับจากนานาชาติ แต่ในอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นด้านที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนักคือด้านการทำงาน สถานการณ์กลับตรงกันข้าม ในการทำงานกลุ่ม LGBTQIAN+ ยังคงประสบกับการถูกกีดกันและการเลือกปฏิบัติโดยมีพื้นฐานมาจากอคติทางเพศของพวกเขา เราจึงอยากเรียกร้องให้สังคมพูดถึงกลุ่ม LGBTQIAN+ อย่างร้อบด้านในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ
เราอยากเรียกร้องให้บริษัทห้างร้าน หน่วยงานราชการ หน่วยงานเอกชน ต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนความคิด/ค่านิยมโดยให้ความสำคัญกับ Workforce Diversity หรือความหลากหลายในองค์กร บริษัทชั้นนำหลายๆ แห่งทั่วโลกเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับความหลากหลายของพนักงานในองค์กรมากขึ้น เพราะเชื่อว่าการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างบุคลากรที่มาจากภูมิหลังที่แตกต่างกันจะสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรได้อย่างมหาศาล จากการสำรวจโดยสถาบันวิลเลียมส์ พบว่าบริษัทที่มีนโยบายและบรรยากาศสนับสนุนให้ LGBTQIAN+ สามารถ come out ความเป็นตัวเองช่วยลดความเครียด และยกระดับสุขภาพจิตของพนักงาน รวมถึงส่งเสริมให้ความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานและหัวหน้าเป็นไปในทิศทางที่ดี ซึ่งทั้งหมดก็สะท้อนกลับมาในรูปแบบของชิ้นงานและผลกำไรอีกด้วย
ที่มา: https://workpointtoday.com/gender-discrimination/
https://www.aware.co.th/it-jobs/th/LGBTQIAN+-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99/
https://section09.thaihealth.or.th/2022/08/09/%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B8%B4%E0%B8%87-lgbt-%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B9/
https://prachatai.com/journal/2015/05/59287
03/12/2023
น้ำขังใต้ฟุตบาท ทางเท้าที่ไม่ต่อเนื่อง ทางเท้าที่แคบและเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวางทั้งต้นไม้ ร้านรวงที่ตั้งขายกันบนทางเท้า หรือแม้กระทั่งทางขึ้นรถไฟฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทางเท้า ทำให้เวลาเดินบนทางเท้าในกรุงเทพต้องมาคอยหลบสิ่งกีดขวางซ้ายทีขวาทีราวกับถูกทดสอบอยู่ตลอดเวลา และอีกหลายความทรมานของผู้สัญจรผ่านโครงสร้างขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ของเมืองกรุงเทพฯ ที่ต้องเผชิญกันอยู่ทุกวัน การเดินทาง หรือใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะของคนเมือง ไม่เคยเป็นเรื่องง่ายแม้จะเป็นคนหนุ่มสาวหรือวัยทำงาน ก็คงรับรู้ได้ไม่ยากว่าสิ่งอำนวยความสะดวกหลายอย่างในพื้นที่สาธารณะนั้น ไม่เคยอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อย่างสะดวกโล่งใจ
สำหรับผู้ใช้งานโครงสร้างสาธารณะพื้นฐานของกรุงเทพฯคงรู้สึกว่าปัญหาเหล่านี้ชวนให้หงุดหงิดอยู่บ้างไม่มากก็น้อย แต่มันก็ไม่ใช่อุปสรรคใหญ่ที่ส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตของตนเองนัก แต่รู้หรือไม่ว่ามีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการนี้อย่างมากนั่นคือ กลุ่มผู้พิการ ที่การชีวิตในแต่ละวันไม่ว่าจะเป็นในบ้าน ในพื้นที่สาธารณะหรือในระหว่างเดินทางนั้นยิ่งเปรียบเสมือนฝันร้าย พวกเขาอาจต้องอ้อมไกลนับกิโลเพื่อไปยังจุดหมายเดียวกัน หรือเลวร้ายกว่านั้นคือไม่สามารถเดินทางไปได้เลย หนึ่งในสาเหตุของปัญหาเหล่านี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพราะการออกแบบเมืองที่ยังไม่ได้คำนึงถึงการใช้งานของประชากรทุกคนอย่างแท้จริง สภาพของเมืองไม่ได้เอื้อให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวก ปลอดภัยและรวดเร็ว ความพิการของพวกเขากลายมาเป็นข้อจำกัดของการใช้ชีวิตหรือการมีส่วนร่วมกับสังคม ทั้งที่จริงๆ แล้วในหลายประเทศความพิการถูกนิยามใหม่แล้วว่าไม่ใช่อุปสรรค แต่สภาพแวดล้อมต่างหากที่เป็นอุปสรรคต่อสภาพร่างกายของคนๆ หนึ่ง
ในแง่นี้สามารถกล่าวได้ว่า การออกแบบเมืองที่ไม่ได้คำนึงถึงประชากรทุกคนเป็น “การเลือกปฏิบัติทางอ้อม” กล่าวคือ เมื่อมีการกำหนดกฎหมาย นโยบายหรือแนวปฏิบัติที่มีเงื่อนไขเป็นกลาง (neutral) ไม่มีการแบ่งแยกแตกต่างที่ชัดเจน แต่กลับทำให้กลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่งเสียเปรียบอย่างชัดเจน ในกรณีนี้คือ การออกแบบเมืองที่ถึงแม้จะมีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพ แต่การออกแบบนี้กลับละเลยประชากรกลุ่มที่เป็นผู้พิการไป ทำให้การใช้ชีวิตของพวกเขามีอุปสรรคอย่างมาก หรือเลวร้ายที่สุดคือทำให้พวกเขาไม่สามารถใช้ชีวิตได้ กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว การออกแบบเมืองที่ละเลยกลุ่มประชากรผู้พิการโดยรัฐไทยเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนรูปแบบหนึ่ง เนื่องจาก เมืองกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถใช้ชีวิตหรือสามารถมีชีวิตที่อิสระเสรีและเสมอภาคกันทั้งในศักดิ์ศรีและสิทธิได้
การเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่เสมอภาคและเท่าเทียมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องเริ่มต้นที่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติหรือวิธีคิดของคนในสังคม เนื่องจาก ทัศนคติของคนในสังคมไทยที่มีต่อผู้พิการโดยส่วนใหญ่แล้วยังมีความคิดที่ว่า ผู้พิการเป็นคนน่าสงสาร น่าเวทนาเป็นบุคคลที่ต้องได้รับการดูแลหรือการช่วยหลือเป็นพิเศษ ต้องอุ้มชูพวกเขาไปตลอด ทำให้เกิดความคิดแบบ “สังคมสงเคราะห์” ที่มองว่าผู้พิการไม่มีความสามารถ ไม่สามารถทำงานหรือประกอบกิจกรรมอื่นใดได้ ทำได้เพียงแต่รอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐหรือหน่วยงานต่าง ๆ เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว สังคมไม่เคยมองถึงพื้นฐานความเป็นมนุษย์หรือ สิทธิมนุษย์ชนเลยว่าแท้ที่จริงแล้วผู้พิการก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง เพียงแค่ขาดความสมบูรณ์ของร่างกายไปบางส่วน สิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์พึงจะได้รับคนพิการก็ต้องได้รับเช่นกัน สิ่งสำคัญคือทุกๆ สถานที่นั้นจะต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อที่จะเป็นจุดเชื่อมโยงให้คนพิการได้เข้าไปสู่สังคม ได้มีการสร้างปฏิสัมพันธ์ การศึกษา อาชีพ การเข้าถึงข่าวสารสาระ ต่างๆ ได้ใช้ชีวิตอย่างที่มนุษย์ธรรมดาควรจะเป็น ดังจะเห็นแล้วว่า ทัศนคติของคนในสังคมมีผลอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิตของคนพิการ ไม่ว่าภาครัฐหรือคนในสังคมมองคนพิการอย่างไรนั้น จะส่งผลต่อนโยบายการเข้าถึงสิทธิต่างๆ ของคนพิการโดยตรง
คนพิการเป็นหนึ่งในพลเมืองและเป็นส่วนหนึ่งของเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร การปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคม การปรับเปลี่ยนการออกแบบนโยบายและปรับเปลี่ยนจากการเมือง เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้พวกเขาเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน คุณค่าความเป็นคนไม่ควรถูกทำลายง่าย ๆ จากเมืองที่ไม่น่าอยู่และไร้น้ำใจ และไม่ควรมีใครถูกปฏิบัติด้อยกว่าเพียงเพราะเขาแตกต่าง
อ้างอิง: https://workpointtoday.com/211203/
https://decode.plus/20220608/
https://www.isranews.org/article/isranews-scoop/105441-isranews_new_disable.html
https://thevisual.thaipbs.or.th/universal-design/life-in-unequal-city/
https://theurbanis.com/life/30/03/2022/6382
05/01/2017
งานเสวนา ปรัชญากับโลก
ร่วมเสวนาโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี วิทยาลัยสหวิทยาการ และ อาจารย์ธีรภัทร รื่นศิริ คณะศิลปศาสตร์
ดำเนินรายกร โดย ปิยะชัย กิจสัมฤทธิ์โรจน์ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
ณ ห้องสมุดสันติประชาธรรม ใกล้บีทีเอส กรุงธนบุรี ถนนเจริญนคร
เวลา13 :00 - 15:30 นาฬิกา
05/01/2017
งานเสวนา ปรัชญากับโลก
ร่วมเสวนาโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี วิทยาลัยสหวิทยาการ และ อาจารย์ธีรภัทร รื่นศิริ คณะศิลปศาสตร์
ดำเนินรายกร โดย ปิยะชัย กิจสัมฤทธิ์โรจน์ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
ณ ห้องสมุดสันติประชาธรรม ใกล้บีทีเอส กรุงธนบุรี ถนนเจริญนคร
เวลา13 :00 - 15:30 นาฬิกา
05/11/2016
เปิดให้ลงทะเบียนงานแล้วนะครับ
มีหนังสือมาวางจำหน่าย อาทิเช่น นักเรียนเลวในระบบการศึกษาแสนดี เล่มละ 250 บาท
04/11/2016
ขอเชิญร่วมฟังการปฐกถาเรื่องเทิดพระเกียรติ ร.๙ โดยส.ศิวรักษ์
ณ ห้องสมุดสันติประชาธรรม สวนเงินมีมา ใกล้BTSธนบุรี
เวลา 13:00 - 15: 00 นาฬิกา
02/11/2016
ขอเชิญฟังปาฐกถาสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
เทิดพระเกียรติ: คุณูปการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.9 ต่อสังคมไทย
โดย สุลักษณ์ ศิวรักษ์ (ส.ศิวรักษ์) ปัญญาชนสยาม และ ผู้นิยมเจ้า (สถาบันพระมหากษัตริย์ - Royalist)
พลาดไม่ได้!
ส.ศิวรักษ์ จะมา
ถ่ายทอดประสบการณ์ความประทับใจและความจงรักภักดีของเขา
ต่อพระราชวงศ์และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ
วันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน เวลา 13.00 - 16.00 ห้องสมุดสันติประชาธรรม
กดเข้าร่วม https://www.facebook.com/events/1799712876964041/
01/11/2016
ขอเชิญฟังปาฐกถาสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
เทิดพระเกียรติ: คุณูปการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.9 ต่อสังคมไทย
โดย สุลักษณ์ ศิวรักษ์ (ส.ศิวรักษ์) ปัญญาชนสยาม และ Royalist
พลาดไม่ได้!
ส.ศิวรักษ์ คนเก่าคนแก่จะมา
ถ่ายทอดประสบการณ์ความประทับใจและความจงรักภักดีของเขา
ต่อพระราชวงศ์และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ
กดเข้าร่วม https://www.facebook.com/events/1799712876964041/