สถานรับเลี้ยงเด็กปฐมกาลเนิร์สเซอรี่

สถานรับเลี้ยงเด็กปฐมกาลเนิร์สเซอรี่

แชร์

สถานรับเลี้ยงเด็กปฐมกาลเนิสร์เซอร?

16/05/2025

พ่อแม่หลายคนมักคิดว่า
ลูกในวัยอนุบาลของตัวเองนั้น....เก่งมาก...อัจฉริยะ
สิ่งที่โรงเรียนสอนมันง่ายเกินไป
ลูกเรียนรู้ได้เร็วกว่าเด็กคนอื่น
เลยเริ่มเร่ง เริ่มเสริม เริ่มผลักดันให้เรียนสิ่งที่เกินวัย

เรากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา
เราอ่านนิทานให้ลูกฟัง
เราพูดภาษาอังกฤษกับลูก
เราให้ลูกเรียนพิเศษ เสริมทักษะ
เราสอนลูกนับเลข
เราให้ลูกเรียนดนตรี
เราให้ลูกเรียนทุกอย่างที่ดี และเราจ่ายได้
เราทำสิ่งดีๆ เหล่านี้ให้ลูก

แต่หลายครั้งเพราะด้วยการทุ่มเทให้ลูก เลี้ยงมาอย่างดี จนลูกเราโดดเด่น เราก็มักจะตกหลุมพลาง....ของคำว่า อัจฉริยะ ลูกน่าจะเรียน จะทำในสิ่งที่ยากกว่านี้ ในระดับที่สูงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน เพราะลูกเราเก่ง

จนลืมไปว่า…
วัยอนุบาล ไม่ใช่วัยเร่งวิชาการ
แต่คือวัยวางรากฐานของชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นวินัย อารมณ์ สมาธิ ความร่วมมือ กล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ หรือทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

ในความเป็นจริง เด็กเล็กส่วนมากจะ #ดูเก่ง ได้ทั้งนั้น เพราะสมองในวัยนี้พร้อมดูดซับสิ่งใหม่อย่างรวดเร็ว

แต่พออายุ 6–9 ขวบ เราจะเริ่มเห็นชัดขึ้นว่า
ลูกเราไม่ได้เป็นอัจฉริยะอย่างที่เคยคิด
และสิ่งที่เคยเร่งไว้…
กลับกลายเป็นสิ่งที่ “แซงพัฒนาการ” จนทำให้ลูกเหนื่อย เครียด ไม่รักการเรียน หรือขาดทักษะที่สำคัญของชีวิต

วิชาการ ตามกันทันง่ายกว่าพัฒนาการทางสมอง
สมองของเด็กในวัยนี้ ยังอยู่ในช่วงสร้าง "รากฐาน" ไม่ใช่ "เร่งสะสม"

ในช่วงวัย 3–6 ปี
สมองส่วนที่เติบโตมากที่สุดคือ “สมองส่วนหน้า” (Prefrontal Cortex)
ซึ่งมีหน้าที่ควบคุม EF (Executive Functions) เช่น

◼️การควบคุมอารมณ์
◼️การคิดไตร่ตรอง
◼️สมาธิ
◼️ความยืดหยุ่นทางความคิด
◼️การวางแผนและแก้ปัญหา

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ไม่สามารถเร่งด้วยแบบฝึกหัดหรือความรู้ที่ล้ำเกินวัยได้

แต่ต้องพัฒนาผ่าน
◼️การเล่น
◼️การลองผิดลองถูก
◼️และการใช้ชีวิตจริง

อย่าลืมว่า…
เก่งก่อน ไม่ได้แปลว่าจะเก่งกว่าในระยะยาว
แต่เด็กที่ได้เรียนรู้ #ตามลำดับขั้นพัฒนาการ
จะเติบโตอย่างมั่นคง และพร้อมก้าวไปได้ไกลกว่า ✅️

#ด้วยความรักลูก หลายคนก็มักจะหลงไป จนมันกลายเป็นตัวขัดขวางความเก่งที่แท้จริงของลูก .....

แต่จะดีกว่า #ถ้าเราเลี้ยงลูกตามพัฒนาการ สร้างสมองส่วนหน้า ส่วน EF ให้เข้มแข็งก่อน ถ้าลูกเราเก่งจริง อัจฉริยะจริง ก็จะยิ่งดับเบิ้ลเก่งเลยครับ ..... พ่อโต้งเข้าใจ....เพราะเคยเป็นมาก่อนเหมือนกัน และเห็นผลเสียมากกว่าผลดีมาแล้วครับ 😊

#ดีต่อลูก #อนุบาล #อัจฉริยะ #เด็กเก่ง

28/02/2025

#ไข้อีดำอีแดง #โรคระบาดที่ทำให้บางโรงเรียนต้องปิดฉุกเฉิน

ปิดโรงเรียนแล้วค่ะแม่ๆ เรื่องใหญ่มาต้องมาอัพเดตด่วนๆๆ
ตอนนี้มีไข้อีดำอีแดง (Scarlet Fever) ระบาดหนักในหลายๆโรงเรียนนะคะ ไข้อีดำอีแดงเป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย สเตรปโตคอคคัสชนิดเอ โดยเรามักจะเจอการระบาดในเด็กวัยเรียน อายุ 5-15 ปี

ที่ระบาดเยอะๆในหมู่เด็กๆ ก็เพราะว่า แบคทีเรียชนิดนี้ติดต่อกันผ่านการไอหรือจาม การสัมผัสสารคัดหลั่งต่างๆ เช่น น้ำลาย น้ำมูก รวมถึงการใช้ของร่วมกัน เช่น ของเล่น หรือข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ

เมื่อได้รับเชื้อ เด็กๆจะแสดงอาการภายใน 1 สัปดาห์ อาการเราเห็นได้ชัดก็จะเป็นผื่นแดงที่ขึ้นตามตัว ตามจุดต่างๆของร่างกาย ผู้ป่วยจะมีไข้สูง เจ็บคอ มีหนองในคอ บางคนจะมีจุดเลือดออกที่ต่อมทอนซิล ผื่นแดงที่ขึ้นจะมีลักษณะสากๆ ขึ้นตามลำตัว กระจายไปแขนขา แก้มแดงจัดจนเห็นได้ชัด มีวงซีดรอบปาก ลิ้นแดงเป็นปุ่ม ลักษณะคล้ายสตรอเบอร์รี่

ในบางรายจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ต่อมน้ำเหลืองโต หนาวสั่น และปวดท้อง แต่โรคนี้เป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย เราจึงสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งถ้าไม่รักษาอาจเกิดอาการแทรกซ้อน เช่น โรคไข้รูมาติก หรือหน่วยไตอักเสบเฉียบพลันได้

หากพบการระบาดในวงกว้างก็ควรที่จะให้เด็กๆ หยุดเรียน หรือแยกตัวเด็กป่วยออกจากคนอื่นจนกว่าได้ยาปฏิชีวนะไปแล้วอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อที่เค้าจะได้ไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่นต่อไป รวมถึงหมั่นรักษาความสะอาดงดการใช้ของร่วมกัน และล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอค่ะ

#สารพันปํญหาการเลี้ยงลูก

26/07/2024

บาดแผลของการทำผิดพลาด แล้วถูกประจานให้อับอาย

เรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งถูกติดป้ายกระดาษขนาดเอสี่มีข้อความชี้แจงถึงผู้ปกครองของเขา
“...วันพรุ่งนี้ให้ใส่ชุดผ้าไทยหรือเสื้อลายดอกหรือดูที่ครูแจ้ง”

เชื่อว่าเรื่องราวของเด็กชายในวันนี้ คล้ายกับเรื่องราวในความทรงจำของใครหลายคนรวมทั้งตัวเองด้วย

การแต่งกายไม่ตรงตามวัน วันเรียนพละ วันชุดนักเรียน วันลูกเสือ วันผ้าไทย...
หรือแม้จะแต่งกายได้ตรงตามวัน แต่ก็อาจจะเจอกับเรื่องการแต่งกายไม่ครบ ลืมหมวก ลืมผ้าพันคอ ในวันที่ต้องแต่งกายด้วยชุดลูกเสือ

***

เรื่องราวในนี้คล้ายกับภาพที่ฉายซ้ำที่เกิดขึ้นกับตัวเองสมัยเรียนชั้นประถม

ครั้งหนึ่งในวันที่เรียนลูกเสือ
แม้จะจัดตารางสอนและมีการเตรียมพร้อมที่ดีมากแล้ว
แต่ก็ดันเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจนได้ในมื้อกลางวันก่อนคาบเรียนลูกเสือ
ตนเองดันทำอาหารหกเลอะตัวเอง ผ้าพันคอชุ่มไปด้วยแกงสีเข้มและกลิ่นแรง
เพื่อนชวนให้ตัวเองถอดผ้าพันคอนั้นไปซัก แล้วตากไว้หลังห้องเรียน
พอถึงคาบเรียนลูกเสือ คุณครูเข้ามาตรวจทีละนักเรียนทีละหมู่ว่าใครลืมใส่อะไรมา
เพื่อนบางคนไม่มีหมวก บางคนไม่มีเข็มกลัด บางคนก็ทำวอกเกิ้ลหาย
ส่วนตัวเองคิดว่าถ้าเรามีเหตุผลเพียงพอ คุณครูคงไม่ลงโทษอะไร
เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นน้ัน คุณครูไม่ฟังเหตุผลใดๆ แล้วให้ออกไปที่หน้ากองเฉกเช่นเพื่อนคนอื่นๆ ที่ลืมใส่บางอย่างมา

“นี่คือคนที่ไม่มีความรับผิดชอบ ทุกคนอย่าทำตาม” คุณครูชี้มาที่เราทุกคนที่ยืนอยู่ ซึ่งในใจของเราตอนนั้นรู้สึกอับอายมาก และรู้สึกผิดที่ไม่สามารถดูแลผ้าพันคอผืนนั้นได้ดี

แต่เมื่อตัวเองเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ มองย้อนกลับไปในวันนั้น
เด็กแต่ละคนอาจจะมีเหตุผลที่แตกต่างกันที่ไม่ได้ใส่ชุดมาตรงวัน หรือ ใส่ชุดมาไม่ครบ
บางคนอาจจะลืมจัดตารางสอนจนลืมจริงๆ
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ไม่รับผิดชอบ หรือ ตั้งใจลืม
เพราะบางคนอาจจะเกิดเหตุไม่คาดฝันทำให้ไม่มีใส่
และที่แย่ไปกว่านั้นบางคนอาจจะไม่มีทุนทรัพย์พอที่จะซื้อของหรือชุดเหล่านั้น

แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน
แต่ความรู้สึกไม่ดียังชัดเจนเสมอ

**********

เรื่องราวของเด็กชายทำให้ผู้ใหญ่ควรหันกลับมาทบทวน 5 เรื่องสำคัญ

(1) “บาดแผลของการทำผิดพลาดแล้วถูกประจานให้อับอาย”

บาดแผลจากการถูกประจานนั้นร้ายแรง
เด็กบางคนอาจจะเสียความมั่นใจในตัวเองไป
และที่ร้ายแรงกว่านั้นคือรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอสำหรับโลกใบนี้

ทุกคนแตกต่างกัน
แต่ละคนเติบโตมาด้วยต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกัน ส่งผลให้การรับมือกับปัญหาและความไวต่อความรู้สึกไม่เท่ากัน
บางคนรู้สึกมาก เพราะเขาอาจจะรับเรื่องราวมามากพอแล้ว
บางคนรู้สึกน้อย เพราะเขาอาจจะไม่ได้ความสำคัญกับเรื่องนั้น
บางคนข้ามผ่านความรู้สึกแย่ๆ เหล่านั้นไปไม่ได้
แต่บางคนยังมีความรู้สึกแย่ๆ เหล่านั้นติดตัวมาจนถึงวันนี้

ดังนั้นดีที่สุดคือการไม่สร้างบาดแผลให้กับใครโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะกับเด็กๆ เพราะพวกเขาควรจะมีโอกาสใช้ชีวิตบนโลกใบนี้อีกนาน

***

(2) สิ่งที่เด็กทำนั้นเป็น “สิ่งที่ผิด” หรือ “แค่ไม่ตรงใจเรา”

กฎกติกาคือสิ่งที่ทุกสถานที่ควรมี และทุกคนควรปฏิบัติตาม
ซึ่งกฎกติกาที่ดีควรเป็นไปเพื่อให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
บนพื้นฐานความเป็นมนุษย์ ด้วยการความเคารพซึ่งกันและกัน
ดังนั้นกฎที่ดีทุกคนควรทำตามได้ เช่น กฎ 3 ข้อ ไม่ทำร้ายตัวเอง ไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่ทำลายข้าวของ
แต่ถ้ากฎกติกานั้นถูกตั้งขึ้นมาเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง ผู้ใหญ่อย่างเราอาจจะต้องกลับมาทบทวนว่าควรปรับเปลี่ยนอย่างไรให้เหมาะสมต่อไป

การแต่งกายให้ตรงตามวันหรือการแต่งเครื่องแบบครบส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กหรือไม่?
หากไม่ได้กระทบขนาดนั้น เรายังควรมองว่าเด็กทำผิดร้ายแรงหรือ?

***

(3) โรงเรียนควรเป็นบ้านหลังที่สองที่เด็กๆ อยากมาเรียนรู้ ไม่ใช่หวาดกลัวที่จะมา
ที่สำคัญโรงเรียนและบ้านควรสื่อสารกัน

โรงเรียนควรเป็นที่จุดประกายให้เด็กอยากเรียนรู้และได้เรียนรู้สิ่งใหม่
ที่สำคัญเพื่อจำลองการใช้ชีวิตในสังคมให้กับเด็กๆ ก่อนก้าวไปสู่การเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวในวัยทำงาน
ดังนั้นผู้ใหญ่ควรตั้งเป้าหมายให้ตรงกันเสียก่อนว่า “เราควรทำให้เด็กอยากมาโรงเรียน ไม่ใช่หวาดกลัวโรงเรียน”

“โรงเรียน” ควรสื่อสารกับ “บ้าน”
การสื่อสารที่ดีคือเครื่องมือที่ทรงพลัง
หากบ้านและโรงเรียนมีการสื่อสารกันเสมอ
พ่อแม่ และคุณครูจะเข้าใจกันมากขึ้น
เราสามารถแบ่งเบาภาระทางใจกัน
เมื่อเกิดปัญหา เราจะเลือกที่จะหันหน้ามาคุยกันเพื่อหาทางออก ไม่ใช่ใส่อารมณ์กันและกัน
เพราะสุดท้ายคนที่ได้รับผลกระทบและกลายเป็นเครื่องรองรับอารมณ์ของผู้ใหญ่ทุกคนคือ “เด็ก”

การแก้ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อทุกฝ่ายช่วยกัน
ความเห็นอกเห็นใจคือหัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างพ่อแม่และคุณครู

***

(4) วินัยสร้างได้ แม้จะไม่ได้แต่งกายเหมือนกัน เพราะวินัยอยู่ในวิถีชีวิต

คำถาม 1 "วินัยคืออะไร?”
คำตอบ 1 "วินัย คือ สิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องทำเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี กล่าวคือ มีสุขภาพกายท่ีแข็งแรง มีสุขภาพใจที่ดี
ซึ่งวินัยมีส่วนช่วยให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณค่าและความหมายทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น”

คำถามที่ 2 “วินัยที่สำคัญสำหรับเด็กคืออะไร?”
คำตอบที่ 2 "วินัยที่สำคัญสำหรับเด็ก คือ การฝึกฝนดูแลตัวเองและรับผิดชอบตนเองตามวัย เพื่อพัฒนาไปสู่การดูแลและรับผิดชอบสิ่งที่มากขึ้นในอนาคต
เช่น
สำหรับเด็กปฐมวัย งานที่ต้องทำคือ การฝึกช่วยช่วยเหลือตัวเอง และดูแลของที่ตัวเองใช้ เช่น เก็บของเล่น เช็ดโต๊ะหลังกินข้าวเสร็จ ล้างจานของตัวเอง และอื่น ๆ
สำหรับเด็กโต งานที่ต้องคือ กิจวัตรประจำวันอย่างการช่วยเหลือตัวเอง และงานที่ได้รับมอบหมาย เช่น การบ้าน งานบ้าน เวรทำความสะอาดในห้องเรียน และอื่น ๆ"
เมื่อดูแลตัวเองได้ ตัวเองก็จะไม่เป็นภาระต่อสังคม และค่อยๆ แผ่ขยายไปสู่การดูแลหน้าที่ของตัวเองในสังคมต่อไป

คำถาม 3 “ต้องสอนอย่างไร?”
คำตอบ 3 “ทำให้ดู ทำด้วยกัน และให้ทำด้วยตนเอง โดยมีเราทำอยู่เคียงข้าง
ที่สำคัญต้องใช้เวลาในการสร้าง วินัยไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงข้ามคืน ช่วงแรกแม้จะเหนื่อยหน่อย แต่เมื่อวินัยเกิดในตัวของเด็ก ๆ แล้วจะเกิดขึ้นไปตลอดชีวิต เพราะวินัยกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของเด็กๆ แล้ว”

“วินัย” เป็นเรื่องของคนทุกคน
สภาพแวดล้อมมีผลกับเด็กเป็นอย่างมาก
ผู้ใหญ่ทำเช่นไร เด็กๆ มีแนวโน้มจะเลียนแบบการกระทำของเรา
ดังนั้น หากต้องการให้เด็กๆ มีวินัย เราควรทำให้เขาเห็น เป็นให้เขาดู และลงมือทำไปด้วยกัน

***

(5) ถ้าสิ่งที่เด็กทำนั้นผิดจริง ผู้ใหญ่ควรสอนเขา ไม่ใช่ลงโทษให้อับอายหรือหวาดกลัว

การประจานไม่ใช่การสอนที่ทำให้เด็กเรียนรู้
แต่การประจานทำร้ายจิตใจและละเมิดความเป็นมนุษย์ของเด็กเสียด้วยซ้ำ
บาดแผลที่ผู้ใหญ่สร้างในหัวใจเด็กในวันนั้นไม่เคยจางหายไปไหน
ดังนั้นอย่าทำเช่นนั้นเลย...
เมื่อเด็กทำผิดพลาด แล้วทำให้ผู้ใหญ่มีอารมณ์โกรธ เราควรถอยออกตั้งสติ ขอเวลานอกให้ตัวเองก่อนจะกลับไปสอนเด็กอีกครั้ง

ยกตัวอย่าง เมื่อเด็กทำผิดต่อผู้อื่น
เราควรสอนให้เด็ก “ขอโทษ” “รับผิดชอบต่อการกระทำ” และ “ไม่ทำผิดซ้ำสอง”

“การขอโทษ” คือขั้นแรกของการรับรู้ว่า “สิ่งที่ทำลงไปนั้นเป็นสิ่งที่ผิด”
แต่ “การรับผิดชอบต่อการกระทำ” คือการรู้สึกสำนึกผิดและพยายามชดเชยอย่างสุดความสามารถเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้น
แม้การรับผิดชอบต่อการกระทำด้วยการทำอะไรบางอย่างเพื่อชดเชยในสิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่สามารถแก้ไขสิ่งที่ทำลงไปแล้วได้
แต่อย่างน้อยก็ทำให้ความรู้สึกผิดในใจเราและความรู้สึกไม่ดีที่เกิดขึ้นของอีกฝ่ายเบาบางลงไปบ้างเท่าน้ันเอง
ขั้นสุดท้ายที่สำคัญที่สุดของการสำนึกผิดอย่างแท้จริงคือ “การไม่ทำผิดซ้ำสอง” นั้นเอง

คำถาม “ทำไมเราไม่ควรลงโทษอย่างรุนแรงเพื่อให้เด็กหยุดทำสิ่งที่ผิด”
คำตอบ “แม้การลงโทษที่รุนแรงจะทำให้เด็กหยุดทำพฤติกรรมในทันที แต่เด็กไม่ได้หยุดเพราะเรียนรู้ แต่เขาหยุดด้วยความกลัวถูกลงโทษ ดังนั้นการลงโทษที่รุนแรงทำได้เพียงหยุดไว้ชั่วคราว เขาอาจจะไม่ทำพฤติกรรมนั้นต่อหน้าเรา พอไม่มีเราอยู่ตรงนั้น ลับหลังเขาอาจจะแอบทำเมื่อมีโอกาส ที่สำคัญการลงโทษที่รุนแรงนำไปสู่การเลียนแบบพฤติกรรมที่รุนแรง เด็กอาจจะนำไปใช้กับเพื่อนหรือคนที่มีอำนาจน้อยกว่าเขาได้”

สิ่งที่ดีที่สุดคือการสอนเด็กให้ทำพฤติกรรมที่เหมาะสม
ทำให้ดู
พาเขาทำ
ทำด้วยกัน
ปล่อยเขาทำเอง
ฝึกฝนเป็นประจำ
ทำได้ด้วยตัวเองแล้ว อย่าลืมชื่นชมเขา

***

(6) ทางเลือกที่ดีกว่าการลงโทษให้เด็กฟัง คือการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีกับเขาตั้งแต่ต้น

การสอนเด็กที่ดีที่สุดคือการสร้างความสัมพันธ์กับเขา

สายสัมพันธที่มีอยู่จริง ทำให้เขามองเห็นตัวเขาเองและตัวผู้ใหญ่ที่อยู่ตรงนั้น เด็กจะอยากฟังเพราะเขารับรู้ได้ว่า "เสียงของเรามีอยู่จริง" และเขาอยากจะทำตาม เพราะ "เขารู้สึกรักและผูกพันกับเรา"

ที่สำคัญอยากให้เด็กเป็นเช่นไร เราควรเป็นเช่นนั้นก่อน
อยากให้เขาเคารพเรา เราควรเคารพเขาเช่นกัน
อยากให้เขาฟังเรา เราก็ควรฟังเขาด้วย
ไม่ใช่ให้ตามใจ หรือ ปล่อยปละละเลย
แต่ให้เป็นแบบอย่าง ทำไปกับเขา และสอนเขาเมื่อทำผิด
เด็กเรียนรู้ได้ดีในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยมั่นคง

**********

เด็กทุกคนมีชีวิตและจิตใจ การเป็นเด็กไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกน้อยกว่าผู้ใหญ่
ดังนั้นอย่ามองข้ามและเหยียบย่ำความรู้สึกของพวกเขา
เพราะเด็กทุกคนต้องการความรักและโอกาสในการเรียนรู้
ผู้ใหญ่ทุกคนควรช่วยกันปกป้องหัวใจของเด็กทุกคน

ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

พร้อมไปโรงเรียนกับ 7 ทักษะที่ลูกควรทำได้ก่อนเข้าอนุบาล 16/03/2024

ผู้ปกครองควรเตรียมความพร้อม...ก่อนลูกน้อยไปอนุบาล

พร้อมไปโรงเรียนกับ 7 ทักษะที่ลูกควรทำได้ก่อนเข้าอนุบาล และแล้วก็ถึงวันที่ลูกน้อยจะต้องไปโรงเรียน กับการเตรียมตัวสำหรับสิ่งต่างๆ ที่กำลังจะต้องเผชิญในชั้นอนุ....

16/03/2024

🏫✏️ พร้อมไปโรงเรียนกับ 7 ทักษะที่ลูกควรทำได้ก่อนเข้าอนุบาล 🏫

และแล้วก็ถึงวันที่ลูกน้อยจะต้องไปโรงเรียน กับการเตรียมตัวสำหรับสิ่งต่างๆ ที่กำลังจะต้องเผชิญในชั้นอนุบาล สำหรับเด็กๆ แล้วก็มีอีกหลายทักษะจำเป็นที่ต้องฝึกฝนไว้

เรามาดู 7 ทักษะที่ลูกควรทำได้ก่อนเข้าอนุบาล ลองเช็คเจ้าตัวเล็กของเรากัน ว่าทำได้ครบทุกข้อรึยังนะ?

อ่านเพิ่มเติมได้ที่
https://www.parentsone.com/7-skill-ready-to-school
-----------------
🌟ติดตามพวกเราได้ที่

📌Facebook : Parents One
📌Twitter : twitter.com/ParentsOne
📌WebSite : www.parentsone.com
📌Instagram : instagram.com/parentsone/
📌Youtube : https://www.youtube.com/c/parentsone

Photos from สถานรับเลี้ยงเด็กปฐมกาลเนิร์สเซอรี่'s post 25/02/2024

การสอนอ่านจับใจความแบบ เป็นหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับว่าช่วยสอนให้เด็กอ่านจับใจความได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

👉 แล้ว 5W1H ที่หมายถึง Who, What, Where, When, Why และ How นำมาใช้สอนอย่างไรบ้าง? ติดตามโพสต์นี้ไปพร้อมกันค่ะ

เริ่มต้นด้วยการสอนทีละขั้นตอน ช่วยเพิ่มแรงจูงใจและความมั่นใจให้กับเด็ก วิธีการคือ
🚩 (1) นำเสนอเนื้อหาทีละน้อย ไม่เยอะจนเกินไป - เริ่มสอนใหม่ ๆ ควรให้พวกเขาชินและชื่นชอบกับเนื้อหาที่อ่านง่าย ไม่เยอะจนเกินไป แล้วเริ่มถามด้วย Who ถามว่าคนที่ทำเพื่อให้เด็กตอบให้ได้ก่อนว่า Who คือใคร?
🚩 (2) ค่อย ๆ เพิ่มเนื้อหาและสอนอ่านอย่างมีจุดหมาย - ลองหาเนื้อเรื่องคล้าย ๆ กัน มาฝึกฝนให้เด็กสนใจคำถามที่กำหนดว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ค่อย ๆ เรียนรู้โครงสร้างของประโยคจากง่ายไปยาก การสอนควรเริ่มสอนจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก
🚩 (3) เพิ่มเนื้อหาสอนอ่านให้เด็กคิดและจับใจความได้ - เป็นการให้เด็กอ่านเนื้อเรื่องที่เพิ่มระดับความยาวและซับซ้อนขึ้น เพื่อให้เด็กอ่านแบบมีเป้าหมาย ในช่วงเริ่มต้นเราควรกำหนดให้ หลังจากที่เด็กเข้าใจมากขึ้นแล้วจึงให้ลองคิดด้วยตนเอง ขั้นตอนเหล่านี้จะทำให้เด็กสามารถอ่านจับใจความได้ในที่สุด

ขอบคุณภาพจาก: ชุดประเมินและพัฒนาทักษะ อ่านเก่ง เขียนดี
รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.aksorn.com/store/2/product-details-3267

💬 ติดต่อสอบถาม Line official: https://www.aksorn.com/lineofficial
☎ โทรสอบถามได้ที่ 02-622-9999


#แอลดี
#แอลดีก็ดีได้

Photos from สถานรับเลี้ยงเด็กปฐมกาลเนิร์สเซอรี่'s post 25/02/2024

" อยากทานอะไรคะ "

" แอลแออ๊อน! "

" นับเลขสิคะ นี่เลขอะไรถึงเลขอะไรเอ่ย "

" นึง ฉอง ฉาม อี่อ๊าโวดู ยู~! "

บางครั้งการสื่อสารของเด็กวัยกำลังพัฒนา นอกจากการแสดงท่าทางแล้วก็ต้องเริ่มรู้จักพูดหรือบอกในสิ่งที่ต้องการให้สมกับวัย ทว่าบางครั้งแม้จะพยายามพูดแล้วก็ยังรู้สึกว่าเป็นภาษาต่างดาว ฟังไม่เข้าใจหรือไม่รู้ถึงสิ่งที่ลูกกำลังสื่อสาร

โดยปกติพัฒนาการพูดของเด็กนั้นจะเริ่มตั้งแต่อายุ 8 เดือน - 1 ขวบครึ่ง เป็นวัยที่เขากำลังจดจำศัพท์และฝึกพูดเป็นคำๆเช่น พ่อ, แม่, หิว, ง่วง, ฉี่

และเมื่ออายุขึ้นเป็น 2 ขวบก็จะเริ่มพูดเป็นประโยคสั้นๆ 2 พยางค์ได้ เช่น ไปไหน, หิวข้าว, ไม่ชอบ, จะเอา และในส่วนนี้เองเมื่ออายุมากขึ้น จำนวนคำของของประโยคจะเพิ่มขึ้นตาม เพราะเริ่มมีคลังคำศัพท์ในครวามทรงจำและได้รับการฝึกฝนที่ถูกวิธี

แต่ถ้าหากเข้าใกล้อายุครบ 2 ขวบแล้วยังพูดไม่ได้ พูดไม่รู้เรื่อง ชอบพูดต่างดาวใส่ก็เริ่มจะน่าเป็นห่วง ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเพราะมันเกี่ยวกับการพัฒนาของลูกน้อยที่ต้องสังเกตและเอาใจใส่ใจ

ถ้าไม่ได้ระวังหรือปล่อยผ่านไป อาจจะทำให้เกิดปัญหาได้เมื่อเขาโตขึ้นค่ะ

🧡วันนี้ทาง Parents One จะมาแยกการใช้ภาษาต่างดาว ว่ามีเหตุเกิดจากอะไรได้บ้างแล้วควรจะรับมือต่อการพูดภาษาต่างดาวของลูกอย่างไรบ้างนะคะ

ไปดูกันเลย

อะบาอิวี ดูว ยูว~!

🌈อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.parentsone.com/8-kid-speak/
-----------------
🌟ติดตามพวกเราได้ที่

📌Facebook : Parents One
📌Twitter : twitter.com/ParentsOne
📌WebSite : www.parentsone.com
📌Instagram : instagram.com/parentsone/
📌Youtube : https://www.youtube.com/c/parentsone

Photos from สถานรับเลี้ยงเด็กปฐมกาลเนิร์สเซอรี่'s post 10/02/2024

ตรุษจีน 2024 มีความสุขทุกคนค่ะ

Photos from สถานรับเลี้ยงเด็กปฐมกาลเนิร์สเซอรี่'s post 10/02/2024

สุขสันต์วันตรุษจีนขอทุกคนมีความสุข สุขภาพแข็งแรงร่ำรวยเงินทอง เฮง เฮงตลอดปี 2024

05/02/2024

#สมาธิสั้นไม่ต้องรักษา_โตขึ้นหายเอง_จริงเหรอ

เป็นความจริงที่ว่าจะมีเด็กสมาธิสั้นบางส่วนที่เมื่อโตขึ้น อาการอาจดีขึ้นจนบอกได้ว่าหายจากโรคแล้ว "โดยไม่ต้องรักษา"

เด็กกลุ่มนี้มักจะเป็นกลุ่มที่มีอาการสมาธิสั้นไม่รุนแรง พ่อแม่มีความเข้าใจในตัวลูก ใส่ใจในความรู้สึกของลูก ใจเย็น สม่ำเสมอในการฝึกวินัย และพาลูกทำกิจกรรมต่างๆ ที่ส่งเสริมสมาธิ และที่สำคัญเด็กได้รับการดูแลอย่างถูกต้องจากคุณครูอย่างต่อเนื่อง

แต่ในความเป็นจริง จะมีเด็กสมาธิสั้นกี่เปอร์เซ็นต์ที่โชคดี ได้รับการดูแลและช่วยเหลืออย่างดีแบบที่ว่า เอาแค่พ่อแม่เข้าใจ อดทนฝึกสอนลูกสมาธิสั้นอย่างใจเย็นและสม่ำเสมอก็ยากแล้ว และโอกาสที่เด็กจะได้การดูแลจากครูที่เข้าใจอย่างใกล้ชิดทุกปีการศึกษาก็ยิ่งยากเข้าไปอีก นี่ยังไม่นับการที่เด็กสมาธิสั้นต้องอยู่ในระบบการศึกษาไทย และความกดดันทางการศึกษาที่เราทุกคนรู้กันอยู่ว่าเป็นยังไงในปัจจุบัน

การที่พ่อแม่จะตัดสินใจไม่พาลูกที่เป็นสมาธิสั้นไปรักษา ด้วยความคิดที่ว่าเดี๋ยวโตขึ้นก็หายเอง จำเป็นต้องรู้ความเสี่ยงที่จะเกิดกับลูกด้วยว่า ถ้าไม่รักษาแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กที่เติบโตขึ้นพร้อมๆ กับอาการสมาธิสั้น ซึ่งความเสี่ยงเหล่านั้นได้แก่

1. เรียนไม่จบ หรือ ไม่ประสบความสำเร็จทางการเรียนเท่าที่ศักยภาพของเด็กมี
2. ไม่เป็นที่ยอมรับของเพื่อน เพื่อนไม่ให้เข้ากลุ่มด้วย จนต้องไปคบกับเด็กที่มีปัญหาเหมือนกัน
3. มีโอกาสได้รับอุบัติเหตุ และบาดเจ็บจากความซน การเล่นแผลงๆ การเล่นโลดโผน
4. มีความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองต่ำ (low self-esteem) รู้สึกว่าตัวเองโง่ ตัวเองไม่เก่ง ด้อย ไร้ความสามารถ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ขาดความมั่นใจในตัวเอง
5. มีโอกาสติดสารเสพติด ติดเกม ติดพนัน มากกว่าเด็กปกติ
6. มีโอกาสมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ตามมาด้วยการมีบุตรในวัยที่ยังไม่พร้อม
7. ทำให้ผู้ปกครองเกิดความเครียดที่ต้องดูแลแก้ปัญหาที่เกิดจากอาการสมาธิสั้นของลูก และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในครอบครัว บางครอบครัวลงเอยด้วยการหย่าร้าง

ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ผลกระทบบางอย่างเมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจจะแก้ไขให้กลับมาเหมือนเดิมได้ยาก หลายครั้งก็ทิ้งร่องรอย เป็นบาดแผลทางใจให้กับเด็กสมาธิสั้น

ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเถอะครับว่า อาการสมาธิสั้นของลูกเป็นมากถึงขั้นต้องรักษามั้ย เด็กสมาธิสั้นเค้ามีสิทธิที่จะได้ชีวิตที่ไร้บาดแผล ไม่ต้องยับเยินจากความเป็นสมาธิสั้น พ่อแม่ไม่ควรจะเป็นผู้ตัดสินให้เค้าต้องไปเสี่ยงดวงเอาว่าจะได้ชีวิตแบบไหน

#หมอชาญวิทย์

13/01/2024

สุขสันต์วันเด็ก

Photos from สถานรับเลี้ยงเด็กปฐมกาลเนิร์สเซอรี่'s post 01/01/2024

ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านมีความสุข สุขภาพที่แข็งแรงตลอดปี 2024 ค่ะ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10140