Materials Science, Kasetsart University

Materials Science, Kasetsart University

แชร์

The Department comprised a multidisciplinary approach that involved drawing appropriately from interdepartmental disciplines.

24/08/2026

นักศึกษาไทยมีตัวเลือกใช้ Gemini ในราคาพิเศษ เพราะ Google เปิดข้อเสนอสำหรับนักศึกษาที่มาพร้อมแพ็กเกจ Google AI ให้เลือกถึง 3 แบบ ตั้งแต่ ใช้ฟรี 1 ปี ไปจนถึงแพ็กเกจ AI Pro พร้อม YouTube Premium

1. Google AI Plus ฟรี 1 ปี

นักศึกษาที่เข้าเงื่อนไขสามารถสมัคร Google AI Plus ได้ฟรี 12 เดือน จากราคาปกติ 189 บาท/เดือน พร้อมพื้นที่เก็บข้อมูล 400 GB สำหรับ Gmail, Google Drive และ Google Photos

รวมถึงสิทธิ์ใช้งาน Gemini เพิ่มขึ้น รวมถึง Gemini Notebook และเครื่องมือสร้างภาพและวิดีโอบางส่วน เช่น Gemini Omni Flash และ Nano Banana

แต่ต้องระวังว่า “ฟรีแค่ 12 เดือน” หลังจากนั้นระบบจะคิดค่าบริการ 189 บาท/เดือน ถ้ายังใช้แพ็กเกจต่อ

2. Google AI Pro จ่าย 189 บาท/เดือน

Google AI Pro ที่ Google ลดราคาให้นักศึกษาเหลือ 189 บาท/เดือน จากปกติ 750 บาท/เดือน หรือลดประมาณ 74% ใช้ราคานี้ได้นานสูงสุด 4 ปี และเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลเป็น 5 TB

นอกนี้ยังได้เครื่องมือสำหรับสร้างคอนเทนต์และเขียนโคดที่มากขึ้น รวมถึง Gemini Omni Flash, Nano Banana Pro และสิทธิ์เข้าถึงเครื่องมืออย่าง Google Antigravity, Jules และ Google Developer Program Premium

อีกอย่างที่รวมอยู่ในแพ็กเกจคือ YouTube Premium Lite ช่วยให้ดูวิดีโอได้แบบมีโฆษณาน้อยลง รองรับการดูแบบออฟไลน์และเล่นตอนล็อกหน้าจอหรือใช้แอปฯ อื่นได้

3. Google AI Pro + YouTube Premium

สายดู YouTube หนัก ๆ Google ก็มีอีกตัวเลือกคือ Google AI Pro ที่รวม YouTube Premium ในราคา 279 บาท/เดือน จากปกติ 949 บาท/เดือน หรือลดประมาณ 70%

ได้ Google AI Pro และพื้นที่เก็บข้อมูล 5 TB เหมือนเดิม แต่เพิ่ม YouTube Premium แบบรายบุคคลดูวิดีโอ YouTube แบบไม่มีโฆษณาได้ รวมถึงฟัง YouTube Music แบบไม่มีโฆษณา และใช้งานแบบออฟไลน์หรือขณะล็อกหน้าจอได้ ใช้ราคานี้ได้นานสูงสุด 4 ปี

วิธีเข้าไปรับสิทธิ์

ก่อนสมัครต้อง “ยืนยันสถานะนักศึกษา” โดยเลือกประเทศและสถาบันการศึกษา จากนั้นกรอกชื่อ-นามสกุลให้ตรงกับข้อมูลทางการของสถาบัน วันเดือนปีเกิด และอีเมล ก่อนกด “ยืนยันสถานะนักศึกษาของฉัน”

แต่ต้องย้ำว่าทั้ง 3 ข้อเสนอเป็นโปรโมชันสำหรับนักศึกษาที่เข้าเงื่อนไขเท่านั้น แต่ละแพ็กเกจก็มีเงื่อนไขเรื่องอายุ บัญชี และระยะเวลาการใช้งานแตกต่างกัน

สำหรับนักศึกษาที่ผ่านเกณฑ์ นี่ถือเป็นโอกาสที่จะได้เลือกแพ็กเกจให้เหมาะกับตัวเอง ใครที่กำลังมองหาเครื่องมือ AI ไว้ช่วยเรียนหรือใช้งานในชีวิตประจำวัน ก็ถือเป็นโปรฯ ที่น่าสนใจและมาได้ถูกจังหวะจริง ๆ

24/08/2026

วิธีรับสิทธิ์ “Google AI Plus” ฟรี สำหรับนักศึกษา นาน 1 ปี จากราคาปกติ 189 บาท/เดือน - MarketThink
- ล่าสุด Google ได้เปิดให้นักศึกษาในไทย รับสิทธิ์ใช้งานแพ็กเกจ Google AI Plus ได้ฟรี นาน 1 ปี จากปกติต้องจ่ายเงิน 189 บาท/เดือน

แล้วนักศึกษาจะมีวิธีรับสิทธิ์ Google AI Plus ฟรี ได้อย่างไร ?
MarketThink สรุปให้อ่านกันในโพสต์นี้..

1. Google แจก Google AI Plus ให้นักศึกษาใช้ฟรี นาน 1 ปี

สำหรับ Google AI Plus เป็นแพ็กเกจ AI ตัวเริ่มต้นของ Google ทำให้สามารถใช้งาน Gemini ได้เพิ่มขึ้น 2 เท่า เมื่อเทียบกับการใช้งาน Gemini แบบฟรี

และยังมาพร้อมกับพื้นที่เก็บข้อมูล Google Drive อีก 400GB และเครื่องมือ AI ตัวอื่น ๆ ของ Google ได้มากขึ้น

ซึ่งโดยปกติแล้ว Google AI Plus เป็นแพ็กเกจ AI ที่มีราคาอยู่ที่ 189 บาท/เดือน

แต่ล่าสุด Google ได้ประกาศแจก Google AI Plus นี้ ให้นักศึกษาในประเทศไทย ได้ใช้งานกันแบบฟรี ๆ นานถึง 1 ปีเต็ม โดยไม่ต้องเสียเงินสมัครแพ็กเกจใด ๆ เลย

2. วิธีรับสิทธิ์ Google AI Plus ฟรี 1 ปี

- เข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ Google One ข้อเสนอพิเศษสำหรับนักศึกษา หรือที่ลิงก์ที่ใส่ไว้ให้ในคอมเมนต์ใต้โพสต์นี้

- เมื่อเข้ามาแล้ว จะเห็นแพ็กเกจ AI ของ Google ให้เลือก แต่ให้ดูที่แพ็กเกจ “Google AI Plus ไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 12 เดือน”

- กดปุ่ม “รับข้อเสนอสำหรับนักเรียนนักศึกษา” หลังจากนั้น Google จะบังคับให้เรายืนยันความเป็นนักศึกษา ผ่านแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า SheerID

- ที่แพลตฟอร์ม SheerID ให้ใส่ข้อมูลตามที่กำหนดไว้ ได้แก่

ประเทศ
โรงเรียน (ให้กรอกชื่อคณะ และมหาวิทยาลัย ที่กำลังศึกษาอยู่)
ชื่อ นามสกุล
วัน/เดือน/ปีเกิด
และที่อยู่อีเมล

- หลังจากนั้นให้ยืนยันการเป็นนักศึกษา ตามระบบของ SheerID ได้เลย

โดยที่ SheerID อาจมีการพิสูจน์ว่าเราเป็นนักศึกษาจริงหรือไม่ ด้วยการล็อกอินผ่านระบบอีเมลของมหาวิทยาลัย หรือการอัปโหลดเอกสารอื่น ๆ เพิ่มเติม

- เมื่อยืนยันการเป็นนักศึกษา ด้วย SheerID เรียบร้อยแล้ว

ให้เพิ่มวิธีการชำระเงิน เช่น บัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตของเรา เพื่อใช้ในการชำระเงิน หลังหมดช่วงเวลาใช้งานฟรี 1 ปี จาก Google ไปแล้ว

เพียงเท่านี้ นักศึกษาก็จะสามารถรับสิทธิ์ใช้งาน Google AI Plus ได้ฟรี นาน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่สมัครใช้บริการ

แต่ด้วยความที่ Google จะให้เราเพิ่มวิธีการชำระเงินเข้าไปด้วย ดังนั้นแนะนำให้บันทึกไว้ด้วยว่า จะหมดช่วงเวลาใช้งานฟรีเมื่อใด จะได้ยกเลิกแพ็กเกจก่อนที่จะมีการเรียกเก็บเงินจริง

3. เงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับนักศึกษา ที่ต้องการรับสิทธิ์ใช้ Google AI Plus ฟรี

เบื้องต้นคือ ต้องเป็นนักศึกษาที่มีอายุ 18-24 ปี และเป็นผู้ที่เข้าเงื่อนไขที่ Google กำหนดไว้

โดยรับสิทธิ์ได้ทั้งนักศึกษาที่เคยรับสิทธิ์ทดลองใช้ Google AI Pro เมื่อปีที่แล้ว เพียงแต่ต้องรอให้สิทธิ์เดิมหมดอายุก่อน

และต้องมีการยืนยันสิทธิ์ใหม่ทุกปี จึงจะสามารถรับสิทธิ์ Google AI Plus ในรอบนี้ได้

4. นอกจากนี้ Google ยังมีแพ็กเกจ AI อื่น ๆ ให้นักศึกษาสมัครได้ ในราคาพิเศษ ได้แก่

- แพ็กเกจ Google AI Pro
จากราคาปกติ 750 บาท/เดือน เหลือเพียง 189 บาท/เดือน นานสูงสุด 4 ปี

- แพ็กเกจ Google AI Pro พร้อม YouTube Premium แบบรายบุคคล
จากราคาปกติ 949 บาท/เดือน เหลือเพียง 279 บาท/เดือน นานสูงสุด 4 ปี

ทำให้นักศึกษาที่มองว่า Google AI Plus มีโควตาใช้งานไม่เพียงพอ สามารถเลือกอัปเกรด โดยจ่ายในราคาถูกลงได้



24/08/2026

นักฟิสิกส์เปลี่ยนก๊าซให้กลายเป็น "เลนส์" ควบคุมแสงพลังงานสูงได้สำเร็จเป็นครั้งแรก…


เมื่อเราใช้แสงที่ทรงพลังและมีความยาวคลื่นสั้นมากๆ เลนส์แก้วแบบดั้งเดิมที่เราคุ้นเคยกลับต้องเผชิญกับขีดจำกัดและใช้งานไม่ได้อีกต่อไป


สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นมากอย่าง รังสีอัลตราไวโอเลตแบบสุดขั้ว (Extreme-ultraviolet radiation หรือ XUV) จะมีพลังงานสูงเสียจนเลนส์ กระจก หรือปริซึมที่ทำจากแก้วทั่วไปไม่สามารถหักเหหรือสะท้อนแสงได้ตามปกติ เพราะแก้วเหล่านั้นจะ "ดูดซับ" พลังงานแสงเข้าไปจนหมดเกลี้ยง


แม้ว่าทุกวันนี้เราจะมีเครื่องจักรขนาดใหญ่อย่าง เครื่องกำเนิดเลเซอร์อิเล็กตรอนอิสระ (Free-Electron Laser) ที่สามารถสร้างลำแสง XUV ที่สว่างจ้าและสั้นมากๆ ได้แล้ว แต่การนำแสงนี้ไปใช้งานจริงกลับมีอุปสรรคใหญ่ นั่นคือเราไม่มีอุปกรณ์ที่สามารถควบคุมหรือปรับแต่งทิศทางของแสงพลังงานสูงเหล่านี้ได้อย่างอิสระนัก


เพื่อทะลวงขีดจำกัดนี้ ทีมนักวิจัยนานาชาติที่นำโดยสถาบันวิจัยมักซ์พลังค์เพื่อฟิสิกส์นิวเคลียร์ (Max-Planck-Institut für Kernphysik) จึงได้ทำการทดลอง ณ ศูนย์วิจัยเครื่องกำเนิดเลเซอร์อิเล็กตรอนอิสระ FLASH ในเมืองฮัมบวร์ก ประเทศเยอรมนี

โดยพวกเขายิงลำแสงเลเซอร์ XUV พลังงานสูงเข้าไปในตัวกลางที่เป็น "ก๊าซฮีเลียม" แทนการใช้เลนส์แก้วแข็งๆ


เมื่อลำแสงนี้ทะลุผ่านกลุ่มก๊าซฮีเลียม พลังงานของแสงจะไปกระตุ้นให้อิเล็กตรอนในอะตอมของก๊าซกระโดดสลับระดับพลังงานไปมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งในทางฟิสิกส์เรียกว่า ปรากฏการณ์การแกว่งกวัดแบบราบี (Rabi oscillation)


และเนื่องจากลักษณะธรรมชาติของลำแสงเลเซอร์จะมีความเข้มข้นสูงที่สุดตรงแกนกลาง และค่อยๆ ลดทอนความสว่างลงบริเวณขอบนอก ทำให้ก๊าซฮีเลียมตรงกลางและขอบนอกตอบสนองต่อแสงไม่เท่ากัน


ความแตกต่างตรงนี้เองที่ไปเปลี่ยนคุณสมบัติทางแสง หรือ ดัชนีหักเห (Refractive index) ของกลุ่มก๊าซ ส่งผลให้ก๊าซฮีเลียมล่องหนกลายสภาพเป็น "เลนส์" ที่สามารถบิดหักเหทิศทางและปรับเปลี่ยนรูปทรงสเปกตรัมของลำแสง XUV ได้ในชั่วพริบตา


การค้นพบนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ต่อยอดความสำเร็จของวงการวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะหากเรามองย้อนไปถึงรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 2023 ที่มอบให้กับการสร้างเลเซอร์ระดับอัตโตวินาที การที่เรามีเครื่องมือใหม่ที่สามารถควบคุมแสงพลังงานสูงเหล่านี้ได้อย่างอิสระ จึงเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดเดิมๆ และเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ อย่างมหาศาล


ศาสตราจารย์ โทมัส ไฟเฟอร์ (Thomas Pfeifer) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยมักซ์พลังค์เพื่อฟิสิกส์นิวเคลียร์ ได้อธิบายความสำคัญของการค้นพบนี้ผ่านสื่อของสมาคมมักซ์พลังค์เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2026 ไว้ว่า

"ด้วยกระบวนการนี้ เราสามารถสร้างเลนส์ที่ทำงานตอบสนองตามช่วงเวลา ซึ่งสามารถนำมาใช้กำหนดทิศทาง ปรับแต่งรูปทรงของลำแสง และองค์ประกอบทางสเปกตรัมของแสงได้ในเวลาที่สั้นมากๆ

สิ่งนี้จะไม่เพียงช่วยต่อยอดการพัฒนาอุปกรณ์ทางแสงเพื่อประยุกต์ใช้กับแสงความถี่สูงเท่านั้น แต่ยังทำให้เราเข้าใจถึงรายละเอียดที่ซับซ้อน ว่ารังสีพลังงานเข้มข้นสูงมีปฏิสัมพันธ์และเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่สั่นพ้องได้อย่างไร"


กล่าวคือมนุษย์สามารถใช้ก๊าซเป็น "เลนส์ชั่วขณะ" ที่ทำงานได้ฉับไวและทนทานต่อพลังงานมหาศาล เพื่อหักเหและควบคุมแสงระดับสุดขั้วได้อย่างแม่นยำ การควบคุมแสง XUV ได้นั้นหมายถึงการเปิดประตูสู่การสร้างอุปกรณ์ทางแสงยุคใหม่ รวมไปถึงเทคโนโลยีการผลิตชิปประมวลผล (Semiconductor lithography) ที่จำเป็นต้องใช้รังสี XUV ในการแกะสลักลวดลายวงจรให้ชิปมีขนาดเล็กลงและทรงพลังขึ้นกว่าเดิม


[แหล่งอ้างอิง]

[1] B. Feuerstein, "Intense light bent out of shape—ultrafast lenses made from gas," Max Planck Society, Aug. 2026.
[2] Y. He, et al., "Redirection and reshaping of intense extreme-ultraviolet radiation," Science Advances, vol. 12, no. 22, p. eaef5300, May 2026. DOI: 10.1126/sciadv.aef5300

#วิทยาศาสตร์ #ฟิสิกส์ #ควอนตัม #เลเซอร์ #นวัตกรรม #เทคโนโลยี #ความรู้ #การค้นพบ

24/08/2026

จีนค้นพบก๊าซที่มีไฮโดรเจนในสัดส่วนสูงถึง 98.24% ในบริเวณแอ่งเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยระดับความบริสุทธิ์นี้ ถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์สำหรับการค้นพบไฮโดรเจนธรรมชาติในจีน และเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งทั่วโลกที่ตรวจพบไฮโดรเจนธรรมชาติที่สูงกว่า 98%

อ่านต่อบนเว็บไซต์ TNN Thailand ลิงก์ในคอมเมนต์

#ไฮโดรเจนธรรมชาติ #ไฮโดรเจน #พลังงานสะอาด #จีน #แอ่งเสฉวน #เสฉวน #พลังงานไฮโดรเจน

24/08/2026

ทีมนักฟิสิกส์จาก CERN ประกาศผลสำเร็จ! สร้าง "บิ๊กแบงจิ๋ว" ในห้องแล็บได้แล้ว พาย้อนดูสภาวะแรกเริ่มของจักรวาลว่าหน้าตาเป็นอย่างไร…


การไขปริศนาจุดกำเนิดของจักรวาลกำลังก้าวหน้าไปอีกขั้น เมื่อนักฟิสิกส์สามารถจำลองเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า 'บิ๊กแบงจิ๋ว' ได้สำเร็จด้วยการจับอะตอมขนาดเล็กจิ๋วมาชนกัน ที่เมื่อก่อนเราเคยคิดกันว่าหากต้องการจะจำลองสภาวะแรกเริ่มตอนที่จักรวาลเพิ่งถือกำเนิดขึ้น เราจำเป็นต้องใช้อนุภาคตั้งต้นที่มีขนาดใหญ่และหนักมากเท่านั้น


หากย้อนเวลากลับไปในช่วงเสี้ยววินาทีแรกที่จักรวาลถือกำเนิด สภาพแวดล้อมในตอนนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน มันเต็มไปด้วยสสารที่ทั้งร้อนจัดและหนาแน่นในระดับสุดยอด ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกสภาวะนี้ว่า พลาสมาควาร์ก-กลูออน (Quark-Gluon Plasma)

สภาพของมันคล้ายกับ "ซุปอนุภาค" เดือดๆ ที่องค์ประกอบพื้นฐานอย่าง ควาร์ก (Quarks) และ กลูออน (Gluons) สามารถวิ่งพล่านไปมาได้อย่างอิสระ โดยที่พวกมันยังไม่ได้จับตัวรวมกัน จนกระทั่งเวลาผ่านไป จักรวาลเริ่มขยายตัวและอุณหภูมิเย็นลง ซุปอนุภาคเหล่านี้จึงค่อยๆ จับคู่กันกลายเป็นโปรตอนและนิวตรอน ซึ่งเป็นรากฐานของสสารทั้งหมดในเอกภพ


เพื่อไขความลับและทำความเข้าใจสภาวะสุดขั้วที่ว่านี้ ทีมนักวิจัยจากโครงการความร่วมมือระดับนานาชาติอลิซ (ALICE Collaboration) ประจำองค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป หรือ เซิร์น (CERN) จึงได้ทำการทดลองโดยใช้วิธีเร่งความเร็วนิวเคลียสของอะตอมให้พุ่งทะยานด้วยความเร็วที่ใกล้เคียงกับความเร็วแสง แล้วจับพวกมันพุ่งชนประสานงากันอย่างรุนแรง


โดยในรายงานวิจัยเดือนสิงหาคม ปี 2026 พวกเขาพบว่า แค่การใช้นิวเคลียสขนาดเล็กอย่าง ออกซิเจน-16 (Oxygen-16) และ นีออน-20 (Neon-20) มาชนกัน ก็มีพลังงานมากพอที่จะสร้างสถานะ พลาสมาควาร์ก-กลูออน (Quark-Gluon Plasma) ให้เกิดขึ้นมาได้สำเร็จแล้ว


ยู โจว (You Zhou) รองศาสตราจารย์และผู้นำการทดลองจากสถาบันนีลส์ บอร์ (Niels Bohr Institute) แห่งมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ได้อธิบายถึงความสำเร็จครั้งนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า

"เราได้ก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกขั้น ด้วยการค้นพบว่านิวเคลียสของอะตอมสามารถมีขนาดเล็กได้มากแค่ไหนในการจำลองสสารยุคดึกดำบรรพ์นี้ขึ้นมา หรือที่เราอาจเรียกมันว่า 'บิ๊กแบงจิ๋ว'

ตอนนี้เราเข้าใจมากขึ้นแล้วว่าต้องใช้เงื่อนไขพื้นฐานอะไรบ้าง เพื่อที่จะเปลี่ยนสสารให้กลายไปเป็นสภาวะที่สุดขั้วขนาดนี้ได้"


สิ่งที่รองศาสตราจารย์โจวกำลังสื่อก็คือ ทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการพิสูจน์แล้วว่า เราสามารถเนรมิตสภาวะแรกเริ่มของจักรวาลขึ้นมาใหม่ได้ แม้จะใช้เพียงแค่นิวเคลียสตั้งต้นที่มีขนาดเล็กจิ๋วก็ตาม

ความสำเร็จนี้ยังเป็นการเบิกทางไปสู่วิธีการศึกษาฟิสิกส์อนุภาคในรูปแบบใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เราสำรวจลงลึกและได้ข้อมูลที่ละเอียดครอบคลุมมากยิ่งขึ้น


นอกจากนี้ รูปแบบการเคลื่อนที่ของอนุภาคที่กระจายตัวออกมาหลังจากการชนกันยังทิ้งร่องรอยที่บ่งบอกถึงรูปทรงเรขาคณิตดั้งเดิมของนิวเคลียสก่อนการชนได้อย่างแม่นยำด้วย

ตัวอย่างเช่น นิวเคลียสของออกซิเจนจะให้รูปแบบการกระจายตัวที่ค่อนข้างกลมมน ในขณะที่นิวเคลียสของนีออนจะสร้างรูปแบบที่คล้ายกับพินโบว์ลิ่ง


ข้อมูลเชิงลึกนี้สอดคล้องกับแบบจำลอง โฟลว์แบบอสมมาตร (Anisotropic Flow) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างและรูปร่างเรขาคณิตของนิวเคลียสมีผลโดยตรงต่อทิศทางการไหลของพลาสมา


ด้วยเหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์จึงเปรียบการชนกันที่พลังงานสูงลิบลิ่วนี้ว่าคล้ายกับ "การฉายแสงเพื่อดูเงา" แม้เราจะมองไม่เห็นนิวเคลียสขนาดเล็กเหล่านี้ได้โดยตรง

แต่ร่องรอยการกระจายตัวของอนุภาคที่พุ่งออกมาก็เปรียบเสมือนเงาที่ทอดทิ้งไว้และคอยบอกรูปทรงของมัน วิธีนี้จึงช่วยให้เราสามารถศึกษาโครงสร้างภายในที่สลับซับซ้อนของอะตอมได้อย่างชัดเจน


การค้นพบครั้งนี้นอกจากจะพาเราย้อนกลับไปสังเกตการณ์เสี้ยววินาทีแรกของจักรวาลแล้ว ยังเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญที่จะช่วยให้เราทำความเข้าใจ แรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม (Strong Force) ด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่แรงพื้นฐานของธรรมชาติที่คอยยึดเหนี่ยวทุกสรรพสิ่งให้ดำรงอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้


[แหล่งอ้างอิง]

[1] University of Copenhagen. "Physicists create a tiny 'Big Bang' with surprisingly small atomic nuclei." ScienceDaily, 2026.
[2] Abualrob, I. J., et al. "Evidence of Nuclear Geometry-Driven Anisotropic Flow in O+O and Ne+Ne Collisions at sNN=5.36 TeV." Physical Review Letters, 2026. DOI: 10.1103/gymp-vp87

#ฟิสิกส์อนุภาค #จักรวาลวิทยา #วิทยาศาสตร์ #กำเนิดเอกภพ #บิ๊กแบงจิ๋ว #ควอนตัม #ฟิสิกส์นิวเคลียร์ #ข่าววิทยาศาสตร์

24/08/2026

ทีมนักวิทยาศาสตร์ใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัม เจาะลึกความลับสสาร ณ อุณหภูมิใกล้ศูนย์องศาสัมบูรณ์ จนพบ "พิมพ์เขียวสากล" ที่ซ่อนอยู่ในทุกสสาร!


ตามปกติแล้ว การเปลี่ยนสถานะของสสารที่เราคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน อย่างเช่นน้ำที่ระเหยกลายเป็นไอ หรือน้ำแข็งที่ละลาย มักจะมี "อุณหภูมิ" เป็นปัจจัยสำคัญที่คอยขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง


แต่เมื่อเราซูมลึกลงไปในโลกของควอนตัม ภายใต้สภาวะที่อุณหภูมิลดต่ำลงจนหนาวเหน็บเข้าใกล้ ศูนย์องศาสัมบูรณ์ (Absolute zero) ความร้อนจะไม่มีบทบาทอีกต่อไป และการเปลี่ยนสถานะของสสารจะถูกขับเคลื่อนด้วยปรากฏการณ์ทางควอนตัมล้วนๆ

เมื่อระบบเดินทางมาถึง "จุดเปลี่ยนผ่าน" หรือจุดวิกฤตที่สสารกำลังคาบเกี่ยวอยู่ระหว่างสองสถานะ นักวิทยาศาสตร์จะใช้กรอบแนวคิดที่เรียกว่า ทฤษฎีสนามคอนฟอร์มัล (Conformal field theory) เข้ามาอธิบายพฤติกรรมที่เกิดขึ้น


ทฤษฎีนี้ได้ทำนายว่า เมื่อสสารเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนผ่านดังกล่าว มันจะสามารถถูกกระตุ้นให้กระโดดขึ้นไปอยู่ใน "ระดับพลังงาน" ที่เฉพาะเจาะจงได้ แต่ตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่านมา นักวิจัยทั่วโลกต่างใช้ทฤษฎีนี้เพื่อคำนวณหาระยะห่างระหว่างขั้นบันไดพลังงานเหล่านี้บนหน้ากระดาษ แต่ปัญหาคือ ไม่เคยมีใครสามารถสร้างการทดลองเพื่อวัดค่ามันออกมาในโลกความเป็นจริงได้เลย


ล่าสุดปริศนานี้กำลังถูกคลี่คลาย เมื่อทีมนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (Caltech) ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยปารีส-ซาเคลย์ (Université Paris-Saclay) และมหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งมิวนิก (Technical University of Munich) ได้สร้างความก้าวหน้าครั้งใหม่

พวกเขาเลือกใช้ เครื่องจำลองควอนตัม (Quantum simulators) ซึ่งมันก็คือคอมพิวเตอร์ควอนตัมเวอร์ชันพิเศษที่ถูกปรับแต่งและสร้างขึ้นมาเพื่อใช้แก้ปัญหางานวิจัยเรื่องนี้โดยเฉพาะ


นักวิจัยได้ใช้เทคโนโลยี แหนบแสง (Optical tweezers) ซึ่งเป็นการใช้ลำแสงเลเซอร์ดักจับอะตอมของธาตุ สตรอนเทียม (Strontium) มาจัดเรียงต่อกันเป็นเส้นตรง จากนั้นพวกเขาก็ยิงเลเซอร์อีกชุดเข้าไปกระตุ้นอะตอมเหล่านี้ให้อยู่ในสถานะที่มีพลังงานสูงมาก

ผลที่ตามมาคือ อะตอมแต่ละตัวเริ่มทำปฏิกิริยาโต้ตอบกันอย่างรุนแรง จนพวกมันละทิ้งพฤติกรรมการเป็นอนุภาคเดี่ยวๆ และหลอมรวมการทำงานประสานกันเป็นเหมือน ตัวตนเดียวกัน (Single entity)

และเมื่อนักวิจัยค่อยๆ ปรับแสงเลเซอร์เพื่อพาสายโซ่อะตอมนี้ไปหยุดอยู่ตรง "จุดเปลี่ยนผ่าน" พอดี พวกเขาก็เริ่มทำการวัดระดับพลังงานที่เกิดขึ้น


เจสัน อลิเซีย (Jason Alicea) ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ทฤษฎีจากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ได้อธิบายถึงปรากฏการณ์อันน่าทึ่งนี้เอาไว้ว่า

"นักฟิสิกส์เรียกคุณสมบัตินี้ว่า ความเป็นสากล (Universality) ซึ่งเป็นภาวะที่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อันแสนยุ่งเหยิงในระดับจุลภาคจะถูกชะล้างออกไปจนหมด เหลือไว้เพียงลักษณะสำคัญที่จำเป็นจริงๆ เพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น"

สิ่งที่ศาสตราจารย์เจสันต้องการสื่อก็คือ ไม่ว่าสสารในระดับพื้นฐานจะมีความซับซ้อน ยุ่งเหยิง หรือแตกต่างกันมากเพียงใด แต่เมื่อมันถูกต้อนให้ไปยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุด ความวุ่นวายและพฤติกรรมเฉพาะตัวเหล่านั้นจะสูญสลายไปทั้งหมด

สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือรูปแบบทางคณิตศาสตร์ที่เป็นระเบียบและเป็นกฎเกณฑ์ระดับ "สากล" ที่สสารทุกชนิดต้องปฏิบัติตามเหมือนกันหมด


แต่การจะเข้าไปอ่านค่าระดับพลังงาน หรือ "ขั้นบันได" เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทีมนักวิจัยจึงต้องงัดเทคนิคใหม่ที่เพิ่งถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เรียกว่า สเปกโทรสโกปีแบบมอดูเลตระบบหลายอนุภาค (Many-body modulation spectroscopy)

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ พวกเขาใช้คลื่นความถี่จากเลเซอร์เข้าไป "เขย่า" สายโซ่อะตอมเบาๆ แล้วคอยสังเกตว่าอะตอมเหล่านั้นตอบสนองกลับมาแรงแค่ไหน


กระบวนการนี้ทำงานคล้ายกับเวลาที่เราเอานิ้วเปียกๆ ไปถูวนรอบขอบปากแก้วไวน์ หากเราถูด้วยความเร็วที่พอดี แก้วก็จะเกิดการสั่นพ้องและมีเสียงดังกังวานขึ้นมา แต่ถ้าถูผิดจังหวะก็แทบจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

การเขย่าสายโซ่อะตอมก็เช่นกัน เมื่อเลเซอร์ปรับความถี่ได้ตรงกับระดับพลังงานพอดี ระบบก็จะตอบสนองอย่างรุนแรงจนสามารถวัดค่าการกระโดดของพลังงานได้


และผลลัพธ์ที่วัดออกมาได้นั้นก็สร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการวิจัยอย่างมาก เมื่อทำการทดลองซ้ำกับสายโซ่ที่ประกอบด้วย 35 อะตอม พวกเขาพบว่าระดับพลังงานที่ถูกกระตุ้นขึ้นมานั้น มีระยะห่างที่เรียงตัวกันในสัดส่วน 2:4:6:8 อย่างสมบูรณ์แบบ

ซึ่งตัวเลขนี้ตรงเผงกับการทำนายทางคณิตศาสตร์ของ แบบจำลองไอซิง (Ising model) ที่อยู่ภายใต้ทฤษฎีสนามคอนฟอร์มัลทุกประการ


ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อทดสอบความแม่นยำของทฤษฎีในสถานการณ์ที่ซับซ้อนขึ้น นักวิจัยได้ปรับแต่งระบบไปยังจุดวิกฤตอีกจุดหนึ่งที่มีความแตกต่างออกไป เรียกว่า ทริคริติคัลไอซิง (Tricritical Ising) และเมื่อทำการวัดผล พวกเขาก็พบว่าสัดส่วนของพลังงานที่อยู่ในระดับต่ำสุดได้เปลี่ยนไปเป็นอัตราส่วน 4:3 พร้อมทั้งแสดงพฤติกรรมแปลกใหม่อื่นๆ ออกมาอย่างชัดเจน

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ยังคงสอดคล้องกับตัวเลขที่ทฤษฎีได้คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าอย่างไม่มีผิดเพี้ยน


การทดลองครั้งประวัติศาสตร์นี้นอกจากจะเป็นการพิสูจน์ทฤษฎีที่รอคอยการยืนยันทางปฏิบัติมานานกว่า 40 ปีแล้ว มันยังช่วยเปิดเผยความจริงอันลึกซึ้งที่ว่า ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของธรรมชาติในระดับควอนตัม ยังมี "พิมพ์เขียว" และแบบแผนที่เป็นสากลซ่อนเร้นอยู่

และที่สำคัญที่สุด วันนี้มนุษยชาติได้มีเครื่องมืออันทรงพลังที่พร้อมจะพาเราดำดิ่งลงไปเจาะลึกความลับของสสาร ในขอบเขตที่ลึกซึ้งและซับซ้อนเกินกว่าที่คอมพิวเตอร์แบบคลาสสิกทั่วไปจะสามารถจำลองหรือเข้าถึงได้อย่างแท้จริงแล้ว


[แหล่งอ้างอิง]

[1] Clavin, W. "Universal pattern revealed in quantum matter." Physics News, 2026.
[2] Sun, X., et al. "Observation of conformal field theory spectra in a quantum simulator." Nature, 2026. DOI: 10.1038/s41586-026-10904-x

#ฟิสิกส์ #วิทยาศาสตร์ #สสารควอนตัม #ควอนตัมคอมพิวเตอร์ #จักรวาลวิทยา #การค้นพบใหม่ #ฟิสิกส์ควอนตัม #สาระความรู้ #เทคโนโลยีอนาคต #เครื่องจำลองควอนตัม

ประกาศคณะวิทยาศาสตร์เรื่อง ขยายเวลารับสมัครบุคคลเพื่อจ้างเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยเงินร 21/08/2026

[ประกาศรับสมัครงาน]

ภาควิชาวัสดุศาสตร์ เปิดรับสมัคร พนักงาน ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป เพื่อจ้างเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยเงินรายได้ จำนวน 1 ตำแหน่ง รายละเอียดสามารถอ่านได้เพิ่มเติม ตามลิ้งค์

ประกาศคณะวิทยาศาสตร์เรื่อง ขยายเวลารับสมัครบุคคลเพื่อจ้างเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยเงินร ที่อยู่ : 50 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว 
เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900

Photos from Kasetsart University's post 19/08/2026
19/08/2026

สิ่งที่แช่อยู่ใต้น้ำนี้คือแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ถูกใช้งานแล้ว และแสงที่คุณเห็นอยู่นี้เกิดจาก บางสิ่งที่วิ่งเร็วกว่าแสง!...


นี่คือแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ถูกใช้งานแล้ว (Spent nuclear fuel) ซึ่งเพิ่งถูกย้ายออกมาจากใจกลางเครื่องปฏิกรณ์ แม้จะหมดหน้าที่ในการผลิตไฟฟ้าแล้ว แต่มันยังคงร้อนจัดและปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาอย่างต่อเนื่อง

และแสงสีฟ้าสว่างวาบที่เราเห็นนี้ ไม่ได้เกิดจากการติดตั้งหลอดไฟประดับใต้น้ำเพื่อความสวยงามเหมือนเคสคอม rgb แต่อย่างใด แต่มันคือร่องรอยของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ที่ เมื่อมีบางสิ่งกำลังเดินเคลื่อนที่ "เร็วกว่าแสง" !


แต่เรื่องนี้มันจะเป็นไปได้อย่างไร?... ในเมื่อทฤษฎีสัมพัทธภาพของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "ไม่มีสิ่งใดในจักรวาลที่เดินทางเร็วกว่าแสงได้"


แต่ขอให้คุณสบายใจได้เลยกฎข้อนี้ยังคงถูกต้องและเป็นความจริงสูงสุดตามเดิม แค่เงื่อนไขคือเมื่อแสงเดินทางอยู่ใน "สุญญากาศ" เท่านั้น


ทว่าเมื่อแสงต้องเดินทางผ่านตัวกลางอย่าง "น้ำ" สภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มวลน้ำจะทำหน้าที่หน่วงให้ความเร็วของแสงตกลงมาเหลือเพียงประมาณ 75% ของความเร็วปกติ และจุดนี้นี่เองที่สร้างช่องโหว่ขึ้นมา


ในขณะเดียวกัน สารกัมมันตรังสีในแท่งเชื้อเพลิงกำลังปลดปล่อยอนุภาคที่มีประจุพลังงานสูงมากอย่างอิเล็กตรอนออกมา อนุภาคเหล่านี้มีพลังงานล้นเหลือจนสามารถพุ่งทะลุผ่านน้ำด้วยความเร็วที่มหาศาล ผลก็คือ มันสามารถพุ่งแซงหน้าความเร็วของแสง (ที่กำลังเดินทางช้าลงในน้ำ) ไปได้อย่างฉิวเฉียด


เมื่ออนุภาคพุ่งแซงแสงในน้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นจะคล้ายคลึงกับปรากฏการณ์ที่เราคุ้นเคยกันดี นั่นคือการเกิดโซนิคบูม (Sonic boom) เวลาที่เครื่องบินรบเร่งความเร็วพุ่งทะลุกำแพงเสียง มันจะบีบอัดอากาศจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกและมีเสียงระเบิดดังกึกก้อง

ในทำนองเดียวกัน เมื่ออนุภาคพุ่งทะลุกำแพงความเร็วแสงในน้ำ มันก็สร้างคลื่นกระแทกทางแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นมา แต่แทนที่จะออกมาเป็นเสียงกึกก้อง มันกลับปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปแบบของการเรืองแสงสีฟ้าสว่างจ้าและรังสีอัลตราไวโอเลต


ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า การแผ่รังสีเชเรนคอฟ (Cherenkov radiation) ซึ่งตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ พาเวล เชเรนคอฟ (Pavel Cherenkov) นักฟิสิกส์ผู้ค้นพบและได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานนี้นั่นเอง


แม้แสงสีฟ้าจากรังสีเชเรนคอฟจะดูสวยงามและลึกลับชวนมอง แต่มันก็เป็นสัญญาณเตือนภัยที่อันตรๅยที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะมันแฝงไปด้วยระดับรังสีที่รุนแรงมหาศาล หากสิ่งมีชีวิตเข้าไปใกล้โดยไม่มีอะไรป้องกัน รังสีเหล่านี้มีอานุภาพมากพอที่จะทำลๅยเซลล์ในร่างกาย ทำให้บาดเจ็บสๅหัส หรือเสียชีวิตได้ทันที


นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องเก็บแท่งเชื้อเพลิงเหล่านี้ไว้ในสระน้ำที่ลึกกว่า 12 เมตร โดยต้องรักษาระดับน้ำให้ท่วมมิดแท่งเชื้อเพลิงและมีมวลน้ำกดทับอยู่ด้านบนหนาอย่างน้อย 6 เมตรเสมอ

น้ำปริมาณมหาศาลนี้นอกจากจะช่วยหล่อเย็นและระบายความร้อนจากแท่งเชื้อเพลิงเท่านั้น มันยังทำหน้าที่เป็น "เกราะกำบังรังสี" ที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย น้ำจะคอยดูดซับรังสีอันตรๅยเอาไว้ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเดินตรวจตราและปฏิบัติงานอยู่รอบๆ ขอบสระได้อย่างปลอดภัย


แท่งเชื้อเพลิงจะต้องแช่อยู่ในสระน้ำนี้ต่อไปอีกหลายปี เพื่อรอให้ไอโซโทปกัมมันตรังสีค่อยๆ สลายตัวและอุณหภูมิเย็นลงจนถึงระดับที่ปลอดภัย จากนั้นพวกมันถึงจะถูกย้ายขึ้นบก ไปบรรจุเก็บรักษาไว้อย่างมิดชิดในถังเหล็กกล้าหุ้มคอนกรีตหนา (Dry-storage casks) เพื่อรอคอยกระบวนการจัดการที่เหมาะสมและปลอดภัยอย่างถาวรต่อไป


#วิทยาศาสตร์ #ฟิสิกส์ #นิวเคลียร์ #ความรู้รอบตัว #สาระน่ารู้ #พลังงานนิวเคลียร์ #แสงสีฟ้า #ความเร็วแสง #เรื่องแปลก

Photos from สโมสรนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์'s post 18/08/2026
ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


50 Ngam Wong Wan Road , Chatuchak
Bangkok
10900

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30