12/08/2019
WiseMath School
WiseMath: สถาบันสอนคณิตศาสตร์และการคิดวิเคราะห์
Tel: 02 863 8790
สถาบันคณิตศาสตร์ WiseMath เป็นสถานบันสอนคณิตศาสตร์และการคิดวิเคราะห์ ภายใต้การให้คำปรึกษาและแนะนำหลักสูตรโดย รองศาสตราจารย์ วรินทรา แพ่งสภา อดีตรองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและพัฒนา โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฝ่ายประถมซึ่งมีประสบการณ์การสอนคณิตศาสตร์มานานกว่า 37ปี เปิดสอนคณิตศาสตร์แบบคิด วิเคราะห์ (Critical Thinking) เพื่อเน้นความเข้าใจ ปรับพื้นฐาน และสร้างจินตนาการ และเพื่อปลูกฝังให้เด็กเป็น “
12/08/2019
23/05/2019
วันนี้ Wisemath School มีความรู้ดีๆที่บางคนอาจจะอยากรู้ก็ได้ว่า เด็ก ที่เราพูดกันว่า ''ดื้อ'' นั้นมีสาเหตุมาจากอะไรเราไปหาคำตอบกันเลยค่ะ
ว่าด้วยคำว่า ดื้อ >> เด็กดื้อ ในความหมายของคนทั่วไป น่าจะหมายถึงเด็กที่ต่อต้านไม่เชื่อฟังในเด็กเล็ก เด็กอาจอาละวาดเพื่อแสดงความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งอาจถือเป็นพัฒนาการปกติและจะถือว่าผิดปกติเมื่ออาการเป็นมากและไม่อยู่ในกฎเกณฑ์ทั่วไปของสังคม
ผศ.นพ.ปราโมทย์ สุคนิชย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาล มนารมย์ ให้ข้อมูลว่า การที่เด็กดื้อ หรือ ซนเกิดจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง เช่น ที่ตัวของเด็กเอง เพราะเด็กที่เกิดมาแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ต่างมีพื้นฐานทางด้านอารมณ์ที่แตกต่างกันไปด้วย คือว่า ตามลักษณะธรรมชาติของเด็กบางคนอาจจะมี พื้นฐานโดยทั่วไปก็จะแตกต่างกัน แต่เด็กที่ดื้อจะมีลักษณะที่เลี้ยงยากสักหน่อย มักมีอารมณ์ที่หุนหันพลันแล่น ไวต่อสิ่งเร้า มีการกินการนอนที่ไม่เป็นเวลา ซึ่งตรงนี้แต่ละคนก็จะมีพื้นฐานทางด้านอารมณ์ของตัวเองอยู่
และมีนักวิจัยเกี่ยวกับจิตวิทยาเด็ก ระบุว่า เด็กดื้อ มีพฤติกรรมก้าวร้าว ชอบสร้างปัญหา เพราะเกิดมาเป็นแบบนั้น หรือกล่าวในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ว่า พฤติกรรมที่เป็นปัญหาฝังติดมากับดีเอ็นเอของเด็ก
โดยนักวิจัยพบยีน monoamine oxidase A ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมต่อต้านสังคม ยีนดังกล่าวมีผลอย่างมากกับพฤติกรรมของเด็ก กล่าวคือ หากยีนตัวนี้อ่อนแอ และเด็กถูกล่วงละเมิดหรือถูกปลูกฝังให้ต่อต้านสังคม มีความเป็นไปได้มากที่เด็กคนนั้นจะแสดงลักษณะนิสัยดังกล่าวออกมา แต่ถ้ายีนตัวนี้แข็งแรง เด็กจะมีแนวโน้มน้อยลงที่จะแสดงพฤติกรรมขวางโลก ไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเป็นอย่างไรก็ตาม
อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ “เด็กดื้อ” จิตแพทย์ท่านนี้บอกว่า เป็นเรื่องของวัย เพราะโดยปกติแล้ว ในช่วง 1-3 ปี เด็กจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง เมื่อเขาสามารถก้าวเดินได้ เป็นธรรมดาที่จะต้องอยากทำนู้นทำนี่ สำรวจไปทั่ว เพราะเขายังไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่าสิ่งแวดล้อมที่เขาเห็นอยู่นั้นคืออะไร และเด็กๆในวัยนี้มักจะคิดว่าตัวเองสำคัญที่สุด ถ้าหากว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจัดการไม่ถูกต้อง อาจจะส่งผลทำให้เด็กดื้อต่อเนื่องยาวนานถึงระดับอนุบาลหรือประถมศึกษาได้
ทั้งนี้กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม ระบุว่า
สาเหตุที่ทำให้เด็กดื้อและซนมีได้หลายสาเหตุดังนี้
1.ช่วงตั้งครรภ์ พบว่า เด็กที่มารดาสูบบุหรี่และ/หรือดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงตั้งครรภ์ รวมทั้งเด็กเล็กที่สัมผัสหรืออยู่ใกล้ผู้ที่สูบบุหรี่ มีโอกาสแสดงปัญหาซน ดื้อ สมาธิสั้นได้มากกว่าเด็กที่มารดาไม่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ หรือไม่ได้อยู่ใกล้ผู้สูบบุหรี่
2.วัยเด็กเล็ก มีหลักฐานยืนยันว่าหากเด็กจ้องมองหรือดูทีวี หรือเล่นคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่เล็กๆ (ก่อน 2 ขวบ) หรือเล่นเกิน 1 ชั่วโมง (อายุ 2 – 5 ขวบ) หรือ 2 ชั่วโมง (อายุมากกว่า 5 ขวบ) มีโอกาสเกิดปัญหาซน ดื้อและสมาธิสั้นได้
3.พัฒนาการตามวัย เด็กเล็กกระหายที่จะเรียนรู้ตามวัย ตามธรรมชาติ เช่น เด็กบางคนพอเริ่มคลานก็จะซนแล้ว จริงๆ คิดว่าเขาอยากจะฝึกทักษะทางร่างกายที่เขาได้พัฒนาขึ้นมา ถ้าเขาเริ่มยืน เดินได้ เขาก็จะเริ่มซนในเรื่องเดิน มันก็สนุกและท้าทายที่เขาเริ่มทำได้ แล้วก็อาจจะเริ่มไปค้น ไปคุ้ย ไปรื้อ เพราะเมื่อก่อนอาจจะได้แต่นั่งนิ่งๆ เพราะไม่รู้ว่าคืออะไร ไปเองก็ไม่ได้ จับก็ไม่ได้ จะให้คนอื่นพาไปก็ยังสื่อสารไม่รู้เรื่อง พอเดินได้ก็อยากไปดู แต่จริงๆ มันก็ตรงกับวัยที่เขาจะต้องสำรวจโลก แล้วก็ลงมือทำ โดยจะเริ่มในช่วง 1 ขวบกว่าๆ พอเริ่มเก่งขึ้นก็อาจจะเริ่มเล่นสมมุติ เป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น
4.ปัญหากล้ามเนื้อ จากการอุ้มผิดท่า ท่านอนหรือนั่งที่ไม่เหมาะสม หรือเท้าแบนเกินไป ขาดการเคลื่อนไหวหรือออกแรงที่เหมาะสม ทำให้เด็กทรงท่าให้อยู่นิ่งไม่ได้ นั่ง หรือยืนนานๆ ไม่ได้ ต้องยุกยิกหรือขยับตัวตลอด แบบนี้เขาเรียกว่าซนแบบมีปัญหา ควบคุมร่างกายตัวเองให้นิ่งเพื่อที่จะทำกิจกรรมไม่ได้
5. ปัญหาการเรียนรู้ผ่านระบบประสาทสัมผัส ส่งผลให้เด็กแสดงพฤติกรรมซน อยู่ไม่นิ่งหรือสมาธิสั้นได้ ซึ่งต้องได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ
6.ปัญหาการเลี้ยงดู ที่ขาดวินัย และความสม่ำเสมอ
7.ปัญหาสุขภาพของเด็ก เช่น นอนกรน นอนน้อย เป็นโรคบางชนิด หรือกินยาบางชนิด
8.เป็นโรคซน สมาธิสั้น
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก Baby & Kids
อ้างอิง https://www.amarinbabyandkids.com
20/05/2019
สวัสดีค่ะวันนี้ Wisemath School มีบทความดีๆมาฝากลองไปดอ่านกันนะคะ
"สอนลูกอย่างไรให้เก่ง'' และ อย่างไรล่ะที่เรียกว่าเก่ง ตามมาอ่านกันเลยค่ะ นิยามศัพท์ คำว่าเก่ง ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน ปีพ.ศ. 2542 ให้คำนิยามดังนี้
เก่ง = สามารถในทางใดทางหนึ่ง เช่น เก่งคำนวณ เรียนเก่ง เป็นต้น
ฉลาด = เฉียบแหลม ไหวพริบดี ปัญญาดี
อัจฉริยะ = วิเศษอัศจรรย์ มีความรู้ความสามารถเกินกว่าระดับปกติความสามารถในการเรียนรู้ และปรับประยุกต์ประสบการณ์การเรียนรู้นั้นให้เข้ากับสภาพแวดล้อม
หรือสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับพัฒนาการของสมองในแต่ละช่วงอายุเด็กอาจจะเก่งในทุก ๆ ด้าน เก่งหลายด้าน หรือเก่งเพียงบางด้าน เช่น เก่งคำนวณ พูดเก่ง อ่านเขียนเก่ง เล่นกีฬาเก่ง เป็นผู้นำได้เก่ง หรือเก่งทางงานสร้างสรรค์ เช่น เล่นดนตรีเก่ง วาดรูปเก่ง แสดงเก่ง หรือทำงานประดิษฐ์ได้เก่ง
--> วิธีสังเกตได้อย่างไรว่าลูกเป็นเด็ก “เก่ง”
หากลูกแสดงออกถึงแววอัจฉริยะให้เห็นตั้งแต่เล็ก เช่นสามารถบอกโน้ตเปียโนได้ทันทีที่คุณแม่เล่นเปียโนให้ฟัง คุณแม่ก็พอจะบอกได้ว่าลูกน่าจะเก่งด้านดนตรี แต่
ส่วนใหญ่มักจะยากที่จะบอกได้ว่าเด็กจะเก่งหรือไม่ก่อนอายุ 2 ปี และมีถึง 3-5% จะเริ่มฉายแววเก่งเมื่อเริ่มเป็นผู้ใหญ่
โดยทั่ว ๆ ไป หากลูกมีพฤติกรรมดังจะกล่าวต่อไปนี้ น่าจะบ่งบอกว่าเป็นเด็ก “เก่ง” เช่น
– มีความสามารถในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้เร็วและมีความจำดี
– ชอบที่จะใช้ความคิด
– สนใจอยากรู้อยากเห็นอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
– แสดงความอยากรู้อยากเห็นด้วยความคิดที่ลึกซึ้งกว่าอายุ
– คอยถามโน่นถามนี่กับคุณแม่บ่อยๆ
– มีวุฒิภาวะดีกว่าเด็กอื่น ๆ ในวัยเดียวกัน
– มีความสามารถในการใช้ภาษา ใช้คำศัพท์ต่างๆได้ดี และสนใจการอ่านหนังสือมาก ๆ
ถ้าลูกมีทักษะดังกล่าวข้างต้นอยู่หลายข้อ ควรปรึกษาคุณครูหรือกุมารแพทย์เพื่อจะได้พัฒนาความสามารถพิเศษของลูกได้อย่างเต็มที่ พ่อแม่ควรสังเกตและค้นหาศักยภาพในตัวลูกให้พบโดยการจัดกิจกรรมที่หลากหลายให้ลูกได้ลอง และสนับสนุนให้ลูกได้เรียนรู้ให้เต็มที่ตามความสนใจและความถนัดของลูกเด็กแต่ละคนมีความเก่งหรือมีความสามารถพิเศษที่แตกต่างกันพอจะจำแนกได้ดังนี้
1.ด้านการใช้ภาษา : เด็กที่มีความสามารถด้านนี้มักจะสามารถพูดแสดงความคิดเห็นของตนได้ดี ใช้ภาษาและคำศัพท์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม ชอบอ่าน ชอบเขียน และเล่าเรื่อง ชอบเล่นเกมทายคำ ท่องอาขยานหรือคำศัพท์ต่าง ๆ
2.ด้านการคิดเป็นเหตุเป็นผลและคณิตศาสตร์ : เด็กสามารถคิดคำนวณในใจได้อย่างรวดเร็ว ชอบหาความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ จัดสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบและแยกเป็น กลุ่ม ๆ คิดและทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบ มักจะหาวิธีทำการทดลองเพื่อทดสอบข้อสังเกตและความคิดของตน ชอบเล่นเกมที่ต้องใช้กฎเกณฑ์ เหตุผลและวางแผน เช่น หมากรุก ฯลฯ สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างดี ชอบตั้งคำถามที่ลึกซึ้งกว่าวัย เช่น “เวลาคืออะไร”
3.ด้านมิติสัมพันธ์ รูปทรงและโครงสร้าง : เด็กจะรับรู้ถึงความสัมพันธ์ของการจัดวางสิ่งของต่างๆ ได้ดี
4.ด้านดนตรี : มีความไวในการรับรู้เสียงต่าง ๆ สามารถจดจำเสียงเพลงหรือท่วงทำนองต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว แสดงความสามารถพิเศษด้านดนตรีได้ตั้งแต่อายุยังน้อย สนใจที่จะฟังหรือเล่นเครื่องดนตรีต่างๆ ในเด็กโตบางคนอาจจะต้องเปิดเพลงฟังตลอดเวลาในช่วงการอ่านหนังสือ
5.ด้านกีฬาและการเคลื่อนไหว : เคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างคล่องแคล่ว ชอบออกกำลังกายมีทักษะทางการกีฬา มักจะอยู่ไม่นิ่ง ขยับเท้าหรือทำท่าเต้นไปตามจังหวะต่าง ๆ ได้ดี ชอบแสดงออก เต้น ปีนป่าย ผาดโผนได้อย่างแม่นยำ
6.ด้านการเข้าสังคมและการมีปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่น : เด็กมีทักษะในการพูดคุย โต้ตอบกับคนอื่นๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติและเหมาะสม รับรู้และเข้าใจได้ว่าคนอื่นๆ มีความคิดและมีคามรู้สึกอย่างไร ชอบที่จะอยู่ในกลุ่มคนเพื่อพูดคุย รับฟัง และแก้ปัญหาต่าง ๆ
7.ด้านความเชื่อมั่นตนเองและความเป็นตัวของตัวเอง รู้ว่าตนเองคือใครต้องการสิ่งใดในชีวิต มุ่งมั่นที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ตามเป้าหมายของตนโดยไม่ย่อท้อง่าย ๆ ดูเหมือนมีพลังพิเศษกับตัวเอง ชอบที่จะใช้เวลาอยู่คนเดียว คิดวิเคราะห์ และมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ตนเองตั้งใจไว้ บางครั้งอาจไม่ค่อยกังวลถึงความรู้สึกของคนอื่นหรือไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับตัวเขานัก
สอนอย่างไรให้ “เก่ง”โดยธรรมชาติเด็กทารกและเด็กเล็กจะมีแรงจูงใจจากภายในตัวเขาที่จะมีความสนใจ กระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น อยากเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ปฎิสัมพันธ์ของผู้เลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมที่มีต่อเด็กจะมีผลอย่างมากต่อการเรียนรู้ของเด็กในอนาคต
พ่อแม่สามารถช่วยให้เด็กยังคงความกระตือรือร้น และสร้างแรงจูงใจให้เด็กอยากเรียนรู้ได้หลายวิธี โดยการจัดหาของเล่นหรือกิจกรรมที่หลากหลายที่ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ให้ได้สำรวจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวอย่างอิสระ ซึ่งการเล่นจะช่วยเปิดโอกาสให้เด็กได้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ เป็นการเพิ่มประสบการณ์ให้กับตนเองอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่เครียด ซึ่งจะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้เด็กสร้างความมั่นใจในความสามารถของตนเองในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ได้ด้วยตนเอง
ซึ่งการที่เด็กยังคงสามารถสร้างแรงจูงใจ มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ มุ่งมั่น มั่นใจในการจัดการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคได้ จะช่วยให้เด็กประสบผลสำเร็จในการเรียน และเป็นเด็ก “เก่ง” ได้ความหวังการให้คำชมเชย สติกเกอร์ หรือให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ จะเป็นแรงเสริมทางบวกให้เด็กอยากพยายามมากขึ้น การให้คำชม ควรทำอย่างเหมาะสมและเจาะจงกับงานที่เด็กได้พยายามทำ เช่น “วาดรูปเครื่องบินที่มีรายละเอียดมากขนาดนี้มันยากมากแต่ลูกก็พยายามวาดจนเสร็จ” จะเป็นการให้กำลังใจมากกว่าการพูดว่า “ลูกวาดรูปเก่ง” และไม่ควรชมพร่ำเพรื่อมากเกินไปในเด็กเล็ก ๆ นั้น ถ้าเด็กได้ลองพยายามทำในสิ่งที่ยากและท้าทายแล้ว ถึงแม้จะทำไม่เสร็จ แต่ได้พยายาม พ่อแม่ก็ควรชมเชยในความพยายามของลูกด้วยการจัดกิจกรรมและประสบการณ์ที่หลากหลายให้ลูกได้สัมผัส และให้ได้เลือกทำในสิ่งที่ชอบ เช่น อ่านหนังสือนิทานกับลูกให้ลูกได้ฝึกเล่าเรื่อง เล่นกีฬากับลูก หรือให้ลูกได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะ ดนตรี หรือธรรมชาติ ท่องเที่ยวไปตามที่ต่าง ๆ จึงช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ได้ค้นพบว่าลูกสนใจอะไร และมีความสามารถพิเศษด้านใด และหาทางสนับสนุนให้ได้สูงสุดตามศักยภาพของเขา โดยไม่บังคับหรือคาดคั้นให้ทำให้ได้มากอย่างที่ผู้ใหญ่ต้องการ เพราะการถูกบังคับหรือมีความเครียดจะสกัดกั้นการเรียนรู้ของเด็กส่วนในวัยรุ่นที่ประสบความสำเร็จในการเรียน หรือเรียนเก่ง เป็นผลสะสมระยะยาวจากการเลี้ยงดูในอดีตตั้งแต่เล็ก ๆ สภาพแวดล้อมที่เอื้อให้มีการเรียนรู้ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน รวมกับระดับสติปัญญาของวัยรุ่น ความมั่นใจในความสามารถของตน ความต้องการที่จะสำเร็จ จะส่งผลให้วัยรุ่นสัมฤทธิ์ผลทางการศึกษา
การเลี้ยงดูโดยการที่พ่อแม่ให้ความรักความอบอุ่นใกล้ชิด และมีการวางกฎแต่พอเหมาะพอควร มีความคาดหวังในการศึกษาของลูก มีการพูดคุยให้เหตุผล และให้วัยรุ่นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และพ่อแม่ก็มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องการศึกษาของลูกจะมีลูกที่สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปล่อยปละละเลยมากเกินไป หรือเข้มงวดมากเกินไป โอกาสที่ลูกจะ “เก่ง” หรือประสบผลสำเร็จทางการศึกษาก็มีน้อยกว่าในทางตรงกันข้าม ถ้าถูกเลี้ยงดูมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อ หรือไม่เปิดโอกาสให้ได้คิดได้เรียนรู้ ขาดแรงจูงใจ ในขณะที่คุณพ่อคุณแม่พยายามสอนให้ลูก “เก่ง” ต้องไม่ลืมที่จะสอนให้ลูกได้มีความฉลาดทางอารมณ์ หรือมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) มีคุณธรรมและจริยธรรมควบคู่กันไปด้วย ซึ่งจะช่วยให้ลูกนำความเก่งนั้นไปใช้ได้อย่างเหมาะสม และมีความสุข ความสำเร็จในอาชีพการงาน และการใช้ชีวิตในอนาคต ควรสอนให้ลูกได้มีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้จักอดทนอดกลั้น มองโลกในแง่ดี มีความหวัง และมีการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม ซึ่งขึ้นกับการเลี้ยงดูตั้งแต่วัยเด็กเป็นสำคัญ และต่อเนื่องไปจนถึงช่วงวัยรุ่น ซึ่งคุณแม่สามารถช่วยได้โดยการเลี้ยงลูกด้วยความรัก ความเอาใจใส่ อบอุ่น ตอบสนองและเข้าใจ เห็นอกเห็นใจเด็กให้ความรู้สึกที่มั่นคงกับลูก พูดคุยและยิ้มกับลูกบ่อย ๆ ให้การตอบสนองในเชิงบวกต่อพฤติกรรมที่ดีของลูก มีกฎกติกา รู้จักยืดหยุ่น และคาดเดาได้ และพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการควบคุมและแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม เพราะเด็กจะเรียนรู้จากการกระทำของพ่อแม่ ซึ่งเขาเห็นเป็นประจำทุกวัน มากกว่าที่จะเรียนรู้จากคำพูดบอกกล่าวของพ่อแม่แต่เพียงอย่างเดียวนอกจากนั้นพ่อแม่ควรจะช่วยดูแลให้ลูกมีสุขภาพกายที่แข็งแรงและมีการเจริญเติบโตที่สมวัย เพื่อให้เขาได้มีโอกาสพัฒนาและแสดงความเก่งได้อย่างเต็มที่ โรคทางกายที่เด็กมีต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเต็มที่และสม่ำเสมอ พร้อมทั้งต้องให้ลูกได้รับ
เรา รู้จักอดทนอดกลั้น มองโลกในแง่ดี มีความหวัง และมีการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม ซึ่งขึ้นกับการเลี้ยงดูตั้งแต่วัยเด็กเป็นสำคัญ และต่อเนื่องไปจนถึงช่วงวัยรุ่น ซึ่งคุณแม่สามารถช่วยได้โดยการเลี้ยงลูกด้วยความรัก ความเอาใจใส่ อบอุ่น ตอบสนองและเข้าใจ เห็นอกเห็นใจเด็กให้ความรู้สึกที่มั่นคงกับลูก พูดคุยและยิ้มกับลูกบ่อย ๆ ให้การตอบสนองในเชิงบวกต่อพฤติกรรมที่ดีของลูก มีกฎกติกา รู้จักยืดหยุ่น และคาดเดาได้ และพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการควบคุมและแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม เพราะเด็กจะเรียนรู้จากการกระทำของพ่อแม่ ซึ่งเขาเห็นเป็นประจำทุกวัน มากกว่าที่จะเรียนรู้จากคำพูดบอกกล่าวของพ่อแม่แต่เพียงอย่างเดียว
นอกจากนั้นพ่อแม่ควรจะช่วยดูแลให้ลูกมีสุขภาพกายที่แข็งแรงและมีการเจริญเติบโตที่สมวัย เพื่อให้เขาได้มีโอกาสพัฒนาและแสดงความเก่งได้อย่างเต็มที่ โรคทางกายที่เด็กมีต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเต็มที่และสม่ำเสมอ พร้อมทั้งต้องให้ลูกได้รับ วัคซีนป้องกันโรคครบตามเกณฑ์ เพราะหากลูกเจ็บป่วยบ่อย ๆ เข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำจะทำให้ศักยภาพในการเรียนรู้ของลูกเสียไปโภชนาการที่เหมาะสมตามวัย จะช่วยให้ลูกมีการเจริญเติบโตตามเกณฑ์ พร้อมที่จะพัฒนาด้านต่างๆ โดยในเด็กวัยเตรียมอนุบาลควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นปีละ 2-2.5 กก. สูงขึ้นปีละ 6-8 ซม.เด็กวัยเรียนควรมีน้ำหนักขึ้นเฉลี่ยปีละ 3-3.5 กก. ส่วนสูงเพิ่มขึ้นปีละ 6 ซม.หรือคำนวณจากสูตรดังนี้เด็กอายุ 2-6 ปี น้ำหนัก (กก.) = (2 X อายุเป็นปี) + 8เช่น เด็กอายุ 5 ปี ควรน้ำหนัก = (2 X 5)+8 = 18 กก.
เด็กอายุ > 6 ปี–12 ปี น้ำหนัก (กก.) = {(7 X อายุเป็นปี) -5} /2เช่น เด็กอายุ 10 ปี ควรน้ำหนัก = {(7 X 10) -5} / 2
= {70-5} / 2
= {65 } / 2
= 32.5 กก.
เด็กอายุ 2-12 ปี ส่วนสูง (ซม.) = (6 X อายุเป็นปี) +77 เช่น เด็กอายุ 10 ปี ควรมีส่วนสูง = (6 X 10) +77
= 60+77 = 139 ซม.
หากคุณพ่อคุณแม่ดูแลให้ลูกมีการเจริญเติบโตสมวัย มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม สร้างแรงจูงใจต่อการเรียนรู้ของลูก พร้อมทั้งให้ความรักความอบอุ่น ความเอาใจใส่กับลูกแล้ว เชื่อแน่ว่าลูกต้องแสดงความ “เก่ง” ให้คุณสื่อสารกับคุณแม่ โดยการทำปากเปิดๆ ปิดๆ และยื่นลิ้นออกมา ทำทีเหมือนกับการพูด เมื่ออายุประมาณ 1 เดือน และเมื่ออายุประมาณ 3 เดือน ลูกจะแยกเสียงคุณแม่ ที่แสดงความรู้สึกดีใจ หรือเสียใจได้
การรับกลิ่น และการรับรสลูกมีประสาทรับกลิ่นที่ค่อนข้างไวมากตั้งแต่แรกเกิด ลูกจะจำกลิ่นน้ำนม ของคุณแม่ได้ และสามารถเรียนรู้กลิ่นกายของคุณพ่อได้ด้วย ถ้าลูกได้มีโอกาสใกล้ชิดกับคุณพ่อมากพอ ถ้าลูกได้กลิ่นเช่นกลิ่นแอมโมเนีย กลิ่นน้ำหอมฉุนๆ ลูกก็จะสามารถเบือนหน้าหนีได้ ตั้งแต่สัปดาห์แรกของชีวิตการมองเห็นในเวลาที่ว่าง ลูกจะทำการสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัว ลูกจะมองจ้องดู สิ่งที่เคลื่อนไหวช้าๆ อยู่ตรงหน้า และบางครั้งจะทำท่าเหมือนกับว่า ลูกกำลังพยายามคว้าของเหล่านั้น ด้วยสายตา ดังนั้นเริ่มจากอายุ 2 อาทิตย์ขึ้นไป คุณแม่ควรให้ลูกได้มีโอกาส มองดูรอบๆ และให้วาง หรือห้อยแขวนสิ่งของ ที่มีสีสันสดใสข้างลูกในระยะห่างประมาณ 1 ฟุต เพื่อให้ลูกได้ฝึกการมอง และการกลอกตา จริงๆ แล้วหน้าของคุณแม่ จะเป็นสิ่งที่กระตุ้นการมองของลูกได้เป็นอย่างดี เพราะสีที่ตัดกันของตาดำ ตาขาว ปากแดง ฟันขาว จะทำให้เด็กสนใจอยากมอง
การใช้กล้ามเนื้อคุณแม่สามารถสอนลูกให้เริ่มรู้จักการใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ในการสำรวจสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบข้างได้ โดยการจับมือของลูก มาทำท่าเหมือนปรบมือเข้าด้วยกัน เอานิ้วมือคุณแม่แหย่ที่ฝ่ามือฝ่าเท้าของลูกเบาๆ ให้รู้สึกจักกะจี้บ้าง หรือการออกกำลัง แขนขาโดยการจับทำท่าต่างๆ อย่างนุ่มนวล ในช่วงที่กำลังสบายๆ หลังการป้อนนม หรือเปลี่ยนผ้าอ้อมพออายุได้ 3-4 เดือน ลูกจะเริ่มทำการสำรวจสิ่งต่างๆ โดยการใช้ปาก อะไรก็ตามที่คุณแม่เอาใส่ให้ในมือของลูก จะถูกนำเข้าปาก เพื่อการสำรวจก่อนเสมอ โดยการทำเช่นนี้ ลูกน้อยของคุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับรส อุณหภูมิร้อนเย็น ความอ่อนแข็ง และรูปทรงของสิ่งของต่างๆ ด้วยพออายุได้ 4 เดือนขึ้นไป ลูกน้อยเริ่มที่จะเรียนรู้คอนเซปต์ ของการกระทำและผลที่จะตามมา ลูกจะเริ่มรู้ว่า ถ้าขยับบางส่วนของร่างกาย จะมีบางอย่างที่น่าตื่นเต้นตามมา เช่น เมื่อขยับมือที่ถือกระดิ่งไปมา ลูกจะได้ยินเสียงกระดิ่ง หรือถ้าเอามือปัดโมบาย ที่แขวนอยู่ตรงหน้า โมบายจะหมุน โดยการได้เรียนรู้คอนเซปต์นี้ ทำให้ลูกสามารความจำของลูกก็พัฒนาได้เร็วพอๆ กับความสามารถในการเข้าใจสิ่งต่างๆ สิ่งหนึ่งที่คุณแม่สามารถช่วยฝึกสมาธิ และความจำของลูกคือ การเล่นและการทำซ้ำๆ เช่น การเล่นจ๊ะเอ๋ หรือ การร้องเพลงเด็ก เช่น “จับปูดำ ขยำปูนา” ซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อลูกเกิดความคุ้นเคย กับสิ่งเหล่านี้แล้วก็จะสามารถใส่ใจ กับคำที่ใช้ในเพลง หรือท่าทางที่คุณแม่ทำให้ดู และเริ่มทำตามได้อย่างสนุกส การแสดงท่าทาง ที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ที่เริ่มให้ลูกได้สัมผัสเรียนรู้ โดยการใช้น้ำเสียง และกริยาท่าทาง ที่เหมาะสม จะช่วยลูกในการแยกแยะสิ่งต่างๆ ออกจากกัน และช่วยในการเรียนรู้ของลูก ได้อย่างรวดเร็ว เช่น คุณแม่อาจพูดกับลูกว่า “ดูนี่ซิคะ ดอกไม้แดง ซ้วย สวย กลิ่นห้อม หอม” และทำท่าดมดอกไม้นี้ ให้ลูกดู ไม่นานต่อมา ลูกก็จะเริ่มทำท่าดมดอกไม้อื่นๆ ที่เธอเห็นด้วย หรือคุณแม่อาจทำท่า ขยับแขนแบบนกบิน พร้อมๆ กับพูดว่า “นั่นนก นกบิน บินน….” เมื่อลูกเห็นนกมาเกาะที่หน้าต่าง ซึ่งต่อมาลูกก็จะเริ่มทำท่า ขยับแขนขึ้นลงแบบนก เมื่อเธอได้เห็นนกอีกเมื่ออายุได้ประมาณ 10 เดือน ลูกจะเริ่มมีความจำ และความเข้าใจได้ในระดับหนึ่ง ที่จะช่วยแยกแยะลักษณะเฉพาะ ของของแต่ละสิ่ง ที่มีความแตกต่างกัน ลูกจะเริ่มแยกแยะได้ว่า เจ้าตัวขนยาวๆ ที่เดินไปมาในบ้านนี้ คือแมว และแมวชอบร้องเหมียวๆ ขณะที่ตัวที่มีขนเกรียน อยู่นอกบ้าน และชอบเห่าเสียงโฮ่งๆ คือหมา การที่คุณแม่เล่นในขณะที่ลูกเริ่มมีคอนเซปต์ ของการเป็นตัวเธอเองนั้น เธอก็กำลังเริ่มเข้าใจบทบาท และความสัมพันธ์ระหว่างคุณแม่กับตัวของเธอได้ดีขึ้น และการที่คุณแม่ตอบสนอง และให้ความรัก และทะนุถนอมต่อกริยาต่างๆ ที่ลูกแสดงออกอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้ลูกได้รับความรู้สึกว่า ตนเองเป็นที่รัก และมีความสำคัญ เป็นคนที่มีคุณค่า ซึ่งจะช่วยให้ลูกมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง และมีความเป็นตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญมากในการพัฒนาการของเด็ก ที่ได้แนะนำมาทั้งหมดนี้ ยังอาจไม่สมบูรณ์ และไม่ได้หมายความว่า ถ้าคุณแม่คุณพ่อได้ทำตามแล้ว จะทำให้ลูกอันเป็นที่รักยิ่งของเราเป็นเด็กเก่งได้ในชั่วข้ามคืน เพราะการอบรมเลี้ยงดูลูกนั้น ต้องอาศัยปัจจัย และตัวแปรอีกหลายอย่างมาประกอบ แต่ก็เชื่อแน่ว่า ด้วยความรัก ความเอาใจใส่ อย่างที่มีเหตุผลที่คุณพ่อและคุณแม่ ให้แก่ลูก จะทำให้ลูกของเราได้เจริญเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ และถ้าลูกมีความสามารถ ที่จะเป็นอัจฉริยะได้ เขาก็ได้มีโอกาสที่จะแสดงให้คนอื่นๆ ได้รับรู้ว่า เขานั่นแหละคืออัจฉริยะตัวจริง ที่คุณพ่อคุณแม่ได้พยายามฟูมฟักมาตั้งแต่แรกเกิดนั่นเองสำหรับตอนนี้ ก็ขอให้คุณพ่อคุณแม่ที่ติดตามอ่านมาถึงบรรทัดนี้ ได้แง่คิดและได้ประสบความสำเร็จ ในการดูแลลูกน้อยได้อย่างที่ตั้งใจไว้ อย่างน้อยก็ขอให้ยึดคติที่ว่า “การเริ่มต้นที่ดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วกว่าครึ่ง”
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์
10/04/2019
ประชาสัมพันธ์ วันหยุดสงกรานต์ โรงเรียนจะปิดทำการตั้งแต่ วันที่ 10 เม.ย 2562 ถึงวันที่ 17 เม.ย 2562 และเปิดทำการเรียนการสอนปกติในวันที่ 18 เม.ย 2562 จึงแจ้งมาเพื่อทราบแล้วพบกันหลังวันหยุดสงกรานต์นะคะน้องๆ
ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะคะ สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะ
Wisemath School แจ้งปิดทำการเนื่องจากวันหยุดปีใหม่ตั้งแต่ วันที่ 28 ธันวาคม 2561 จนถึงวันที่ 3 มกราคม 2562 เปิดทำการปกติในวันศุกร์ที่ 4 มกราคม 2562 นะคะ หากท่าน ผู้ปกครองกับน้องๆคนไหนมีแผนจะเดินทางไปเที่ยวก็ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะคะ แล้วพบกันค่ะ
ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นะคะ สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๒ 🎉🎉🎉🎉
วันนี้ Wisemath School มีเรื่องความมหัศจรรย์ของเรื่องตัวเลขมาฝากน้องๆนะคะ
มายาหมายเลข 9 จับคูณอย่างไรก็ได้ 9 กลับคืน
หลายคนเอาฤกษ์เอาชัยวันที่ 09-09-09 เป็นวันดีในการเริ่มต้นชีวิต ด้วยสิ่งดีๆ และสำหรับโลกแห่งตัวเลขแล้ว 9 เป็นเลขอีกตัวที่มีมายาซ่อนอยู่
ยกตัวอย่างการคำนวณง่ายๆ ที่เด็กประถมให้คำตอบได้อย่างไม่ยากเย็น เช่น
การคูณเลข 9 กับเลขโดดใดๆ จะได้ผลคูณที่รวมกันแล้วได้เท่ากับ 9
ดังตัวอย่าง 9 x 3 = 27
และเมื่อนำ 2+7 = 9
หรือการคูณเลข 9 กับเลขสองหลักใดๆ จะได้ผลคูณ ที่นำตัวเลขโดดในผลดังกล่าวมารวมกันแล้วสุดท้ายได้เท่ากับ 9 ดังตัวอย่าง 9 x 62 = 558
เมื่อนำ 5+5+8= 18 และนำผลที่ได้ไปบวกต่อ 1+8 = 9
ส่วนวันที่ 9 กันยายนนั้น เป็นวันในลำดับที่ 252 ของปี ซึ่งผลบวกของลำดับวันที่ดังกล่าว 2+5+2 เท่ากับ 9
ปัจจุบันนักโหราเลขศาสตร์ (numerologist) ผู้นำตัวเลขไปใช้ ในแนวทางที่ห่างไกลวิถีความเป็นวิทยาศาสตร์ เชื่อว่า ความสำคัญและความตื่นเต้นในเชิงเวทย์มนต์นั้น ถูกกำหนดลงในตัวเลขตั้งแต่ 1-9
ผล และผลลัพธ์จากการรวมเลขโดด ที่แตกต่างกันจะให้ผลที่สัมผัสได้ในชีวิต โดยขึ้นอยู่กับการประยุกต์ใช้
สำหรับเลข 9 ในทางโหราเลขศาสตร์นั้นอยู่ในตำแหน่งพิเศษ เป็นตัวเลขที่มีความหมายเชื่อมโยงเรื่องการให้อภัย ความสัมพันธ์และความสำเร็จ ขณะเดียวก็มีความหมายในทางลบคือ ความเย่อหยิ่งและความยึดมั่นในความถูกต้องของตัวเอง
ด้านอริสโตซีนัส (Aristoxenus) นักประวัติศาสตร์เรื่องกรีกโบราณในช่วงศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาลได้เขียนบันทึกไว้ว่า ปีธากอรัส (Pythagoras)
นักคณิตศาสตร์ในยุคกรีกนั้น หลงใหลในตัวเลข ทั้งในเชิงคณิตศาสตร์และในทางพยากรณ์ และยังได้บันทึกไว้ด้วยว่า เลข 9 เป็นเลขที่มีคุณสมบัติอันเป็นเอกลักษณ์
ขอบคุณข้อมูลดีๆมีสาระประโยชน์จาก โกสุม กรีทอง นักวิชาการ สาขาคณิตศาสตร์ประถมศึกษา สสวท.
อ้างอิง : แหล่งที่มา
Chris Wilson. (2017, 14 March). Find Your Birthday Hidden in Pi
Retrieved October 15, 2017,
from http://time.com/4697605/pi-day-2017-birthday/
Sophie Curtis. (2017, 14 March). Happy Pi Day 2017: Incredible facts about the enigmatic number that has fascinated mathematicians for generations
Retrieved October 15, 2017,
from http://www.mirror.co.uk/tech/happy-pi-day-2017-incredible-10023552
Jennifer Hart and Sarah Fesmire. (2015, 13 March). Celebrating Pi Day.
Retrieved October 15, 2017,
from http://news.lib.uchicago.edu/blog/2015/03/13/celebrating-pi-day/
Elaine J. Hom. (2013, 30 April). What is Pi?
Retrieved October 15, 2017,
from https://www.livescience.com/29197-what-is-pi.html
13/10/2018
·
13 ตุลาคม วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร(รัชกาลที่ 9) ร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้ ข้าพระพุทธเจ้าคณะผู้บริหารและพนักงานโรงเรียน Wisemath School
Wisemath School มีความประสงค์ขอแจ้ง ปิดทำการเรียนการสอนในวันเสาร์ ที่ 13 ตุลาคม 2561เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร(รัชกาลที่ 9) และเปิดทำการปกติในวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2561 จึงเรียนมาเพื่อทราบ ขอบคุณค่ะ
11/08/2018
Wisemath School มีความประสงค์ขอแจ้ง ปิดทำการเรียนการสอนในวันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม 2561 เนื่องจากเป็นวันแม่แห่งชาติและเปิดทำการตามปกติ ในวันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม 2561 จึงเรียนมาเพื่อทราบ ขอบคุณค่ะ
โรงเรียนWisemath School แจ้งปิดทำการ. 2 วันคือวันที่ 27-28 ก.ค 61 และจะเปิดทำการวันที่ 29 ก.ค 61 นะคะ ขอบคุณค่ะ
21/05/2018
วันนี้ Wisemath School นำสาระเกร็ดความรู้เรื่องการเลือกของเล่นเพื่อลูกน้อยมาฝากนะคะ เรามาดูกันว่าของเล่นแบบไหนที่ช่วยเสริมพัฒนาการ เชาว์ให้น้องๆได้
การเลือกของเล่นที่ดีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตามศักยภาพของเด็ก เป็นเรื่องที่ต้องสำคัญและต้องคำนึง เนื่องจากของเล่นเป็นตัวกลางให้เด็กเกิดการเรียนรู้ มีความกระตือรือร้น ของเล่นก็อาจจะไม่มีความหมาย หากไม่ได้รับการเอาใจใส่จากคนไกล้ชิด เพื่อดูแลเรื่องความปลอดภัย ให้คำแนะนำ ชี้แนะ และรวมทั้งเล่นกับเด็กเมื่อเขาต้องการ
การเลือกของเล่น เพื่อลูกรัก โดยมีองค์ประกอบหลัก ๆ ในการเลือก ดังนี้
1.ต้องมีความปลอดภัย ไม่มีอันตรายจากการสำผัส ไม่มีชิ้นส่วนที่หลุดหรือแตกหักง่าย และควรทำด้วยวัสดุที่มีความปลอดภัยต่อเด็ก
2.ประโยชน์ในการเล่น ของเล่นแต่ละชิ้นจะฝึกทักษะได้หลายอย่าง ให้ทั้งความสนุก รักการเล่น และดึงดูดให้เด็กสนใจเรียนรู้ค้นคว้า ส่งเสริมและกระตุ้นให้เด็กคิด และมีจินตนาการ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การคิดแก้ไขปัญหา ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญา กล้ามเนื้อมือและสายตา และควารมีความท้ายทายในการเล่น เล่นได้ ไม่ยากและง่ายจนเกินไป
3. ราคา ต้องเหมาะสมและคุ้มค่ากับโยชน์ที่ได้จากการเล่น ของเล่น 1 ชิ้นควรมีประโยชน์หลากหลาย ฝึกทักษะหลายด้าน ๆ โดยในวัยเด็ก นอกจากความสนุกเพลิดเพลินแล้ว ประโยชน์ที่ได้จากของเล่น ก็ควรฝึกษะต่าง ๆ ด้วย และเพื่อให้คุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายไป ของเล่นนั้นควรเล่นได้หลายครั้ง
การนำของเล่น เพื่อมาประกอบการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย โดยจะต้องมีการคัดเลือกของเล่น ให้เหามะสมกับเนื้อหาที่จะสอน โดยการเรียนรู้ จดจำและเข้าใจจะเกิดได้เด็กจะต้องลงมือเล่น ของเล่นจะช่วยดึงดูดความสนใจ ทำให้อยากเรียน อยากรู้ ง่ายต่อการกระตุ้นให้เด็กคิดหาคำตอบ ให้เด็กได้สนุก และคิดตามวัตถุประสงค์ในการเรียนแต่ละเรื่อง
ช่วงอายุแรกเกิด จนถึง หกขวบแรก หรือเรียกว่าช่วงปฐมวัย เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของพัฒนาการในทุก ๆ ด้าน การเล่นและของเล่นจึงเป็นการส่งเสริมพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นการส่งเสริมที่สำคัญมากของการเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ และความต้องการของเด็กในวัยนี้ เด็กวัยนี้จะมีความสนุกสนานกับการเล่น ขณะที่เล่นได้ใช้อวัยวะต่าง ๆ สำรวจคุณสมบัติของสิ่งที่เล่น พร้อม ๆ ไปกับการรับรู้สิ่งที่เล่นผ่านอวัยวะรับสำผัส และสมองก็จะจดจำเป็นข้อมูลความคิดความเข้าใจต่อสิ่งที่เล่น
เด็ก ๆ จะค่อยซึมซับ และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ผ่านของเล่นนั้นๆ โดยเมื่อเด็กได้ลงมือเล่นด้วยตนเอง และควรมีผู้คอยชี้แนะให้ข้อมูล และสอนให้รู้จักชื่อของสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัว จากเรื่อง ที่ง่าย ๆ ไปสู่เรื่องที่ยากซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ตามความสามารถและตามวัยนะคะ
เครดิตจาก https://www.baankiddy.com/15427351/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81
21/05/2018
สวัสดีวันจันทร์วันเปิดเรียนของน้องๆทุกคนนะคะ วันนี้ Wisemath School มีวิธีและแนวทางอย่างง่ายมาแนะนำผู้ปกครองที่มีความหวังให้น้องๆเก่งคณิตศาสตร์ ด้วยหัวข้อที่ว่า
"อยากให้ลูกเก่งเลขจะต้องทำอย่างไรดี? "
คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงหนักใจว่าจะทำยังไงให้ ลูกเก่งเลข หรือให้ลูกเข้าใจเลขมากขึ้น เพราะตอนนี้พยายามลองทำทุกวิถีทางแล้ว ไม่ว่าจะให้น้องลองฝึกเองที่บ้าน ส่งไปเรียนพิเศษ หรือติวตัวต่อตัว แต่ยังไม่เป็นผลอยู่ดี ลูกยังลูกสึกเบื่อ และไม่อยากเรียนคณิต จะมีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้ลูกชอบคณิตและสนุกไปกับมัน คุณพ่อคุณแม่ลองทำตามคำแนะนำกันเลย
วิธีการฝึกให้ ลูกเก่งเลข ต้องมีขั้นตอน ดังนี้
1. ฝึกอย่างถูกวิธี
การคำนวณให้รวดเร็ว ทั้งบวก ลบ คูณ หาร
เด็กเล็กๆ ชั้น ป.1 – ป.2 พื้นฐานสำคัญมาก ดังนั้น แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่เน้นพื้นฐานลูกให้แน่น โดยซื้อแบบฝึกหัดคำนวณ และโจทย์ปัญหาพื้นฐาน มาให้น้องๆ ได้ฝึกทำ และลองใช้วิธีกำหนดเวลาให้มีลักษณะเป็นเกมมากกว่าเป็นการบังคับให้ทำ ถ้าลูกทำแบบฝึกคำนวณได้เร็ว และตอบคำถามได้ถูกต้องแม่นยำ เด็กก็จะเกิดความสนุกสนาน เกิดความมั่นใจ และจะทำให้การเรียนเลขประสบความสำเร็จ
หาโจทย์ที่หลากหลายมาให้ลูกฝึกทำขั้นต่อมา แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ซื้อโจทย์ระคน (รวมๆ กันหลายเรื่อง) ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น หรือจะเป็นหนังสือรวมข้อสอบก็ได้ แต่ถ้าแยกเป็นชุดๆ จะดีที่สุด เพราะจะทำให้น้องได้เกิดการคิดทบทวนในสิ่งที่เรียนมาแล้ว ทำให้เขาได้รู้สึกว่าเรียนมามีประโยชน์ สามารถเอามาแก้โจทย์ปัญหายากๆ ได้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องดูก่อนว่าข้อไหนที่ลูกยังเรียนไม่ถึงก็ให้ขีดฆ่าออกไป ส่วนข้อไหนที่น้องทำไม่ได้ก็ให้ข้ามไปก่อน แล้วค่อยกลับมาถามทีหลังว่าลูกไม่เข้าใจตรงไหน จากนั้นก็ค่อยๆ แนะนำจนลูกเกิดความเข้าใจในข้อนั้นๆ จนสามารถแก้โจทย์ปัญหาแบบเดียวกันนี้ได้ด้วยตนเอง สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด คือ การเอาเฉลยให้ลูกดู เพราะน้องอาจจะทำท่าเหมือนเข้าใจเพื่อให้ชั่วโมงทำแบบฝึกหัดมันจบๆ ไป จะได้ไปทำในสิ่งที่เขาอยากทำ เมื่อน้องเจอโจทย์ปัญหาแบบเดียวกันก็จะทำไม่ได้ คุณก็จะดุลูก ทำให้น้องยิ่งเกลียดคณิตไปอีก แต่ถ้าน้องทำได้ก็ให้สุ่มถามแล้วให้อธิบาย แล้สก็ให้ชมลูก เด็กจะได้เกิดความภูมิใจ อีกสิ่งที่ห้ามทำคือ อย่าให้ลูกทำไปดูเฉลยไป หรือทำไปถามไป เพราะจะทำให้เขาเสียนิสัย เวลาทำไม่ได้ก็จะไม่พยายามหาคำตอบ แต่จะคอยให้คนอื่นช่วยเหลือตลอดเวลา ระหว่างที่ลูกทำก็ห้ามจี้ เพราะจะทำให้เด็กขาดความมั่นใจได้
2. ฝึกอย่างสม่ำเสมอ
โดยให้ลูกลองฝึกทำแบบฝึกหัดวันล่ะ 30 – 45 นาที (ไม่ควรเกิน 1 ชม.) ทุกๆ วัน โดยที่คุณพ่อคุณแม่ควรวางแผนว่าจะให้น้องทำกี่ข้อ กี่หน้า และต้องวางแผนว่าวันไหนทำโจทย์คำนวณ วันไหนให้ทำโจทย์ระคน ต้องซื้อมากี่เล่มเพื่อให้น้องๆ ได้ฝึกฝนเพียงพอ หรือจะลดเวลาให้ลูกเหลือ 20 นาทีก็ได้
3. ฝึกอย่างมีวินัย
พ่อกับแม่ควรตั้งกติการ่วมกันกับลูก ไม่ใช่เป็นการออกคำสั่ง โดยให้กิจกรรมที่น้องสนใจเป็นข้อแลกเปลี่ยน เช่น ดูการ์ตูน วิ่งเล่น หรือไปเล่นกับเพื่อน โดยแนะนำให้ตั้งกติกาว่า ถ้าลูกทำแบบฝึกหัดเสร็จแล้วให้ไปทำกิจกรรมที่อยากทำได้ แต่ถ้าน้องยังไม่ได้ทำแบบฝึกหัดแล้วออกไปเล่น คุณพ่อคุณแม่ต้องไปตามน้องกลับมาทำ พยายามคอยควบคุมให้ลูกอยู่ในกติกาเสมอ ไม่นานเพียงเทอมเดียวน้องก็จะทำเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งหน้าที่ของพ่อแม่หลังจากนั้นก็แค่หาแบบฝึกหัดมาให้น้องๆ ได้ทำไปเรื่อยๆ และคอยตรวจอาทิตย์ล่ะครั้งก็พอแล้ว
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่มีเวลา แนะนำให้ใช้หลานๆที่โตกว่า และเป็นเด็กที่ขยันเรียนมาคอยตอบคำถามเวลาที่น้องไมเข้าใจ หรือจะมานั่งทำการบ้านเป็นเพื่อนก็ได้นะคะ การฝึกฝน การซ้อมทำบ่อยๆนั้นช่วยให้น้องเก่งขึ้นได้อย่างแน่นอนค่ะ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองน้องๆนะคะ
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก
www.facebook.com/education.facet
https://th.theasianparent.com/%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89-%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%82-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81/
Wisemath School แจ้งปิดการเรียนการสอนเนื่องในวันสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11 - 17 เม.ย 61 เปิดทำการเรียนการสอนในวันที่ 18 เม.ย 61 จึงเรียนมาเพื่อทราบ ผู้ปกครองหรือน้องๆท่านไหนจะต้องเดินทางไปต่างจังหวัดขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะคะ สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะ
ที่ตั้ง
ประเภท
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
The Circle Ratchapruk (Education Zone)
Bangkok
10170