07/07/2026
วันนี้แอดมิน เอากฏหมายแรงงาน ในส่วนของการคุ้มครองแรงงานหญิงมาฝากกัน เพราะไปเจอเคสพนักงานหญิงตั้งครรภ์ทำงานเกิน 22:00 น. ต่อเนื่อง แล้วมีอาการเจ็บท้องจนต้องเข้าโรงพยาบาล ฝากเพื่อนๆ ช่วยกันเอาใจใส่แรงงานในหน่วยงานและองค์กรตนเองกันด้วยนะคะ โดยขอแบ่งเป็นลูกจ้างหญิงกับลูกจ้างหญิงมีครรภ์ ดังนี้
-ลูกจ้างหญิง (ธรรมดา)
ก) กฎหมายคุ้มครองเรื่องลักษณะงานที่ห้ามทำโดยเฉพาะกลุ่มงานอันตราย
ข) ในช่วงเวลาตั้งแต่ 22:00 น. จนถึง 6.00 นตรงนี้ถ้าพนักงานตรวจรายงานว่า อันตราย ก็ห้ามทำงานช่วงนี้
-ลูกจ้างหญิง (มีครรภ์)
ก) ช่วงเวลาที่ห้ามทำงานได้แก่ 22.00 น. จนถึง 6.00 น. และห้ามทำงานล่วงเวลารวมถึงการห้ามทำงานในวันหยุด แต่ก็มีตำแหน่งงานที่เป็นข้อยกเว้นที่ไม่กระทบต่อสุขภาพแต่ต้องได้ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างด้วยได้แก่งานผู้บริหารงานวิชาการงานธุรการงานการเงินและงานบัญชี
ข) ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ขอเปลี่ยนงานได้ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังคลอดแต่สำคัญคือต้องมีใบรับรองแพทย์มาแสดงว่าไม่อาจปฏิบัติหน้าที่เดิมได้และนายจ้างต้องเปลี่ยนงานที่เหมาะสมให้
ค) งานที่ห้ามทำซึ่งเป็นข้อห้ามเด็ดขาดได้แก่งานที่เกี่ยวกับเครื่องจักรที่มีความสั่นสะเทือนหรือการขับเคลื่อนหรือติดไปกับยานพาหนะหรืองานแบกยกหาบหามทูลลาก ของน้ำหนักเกิน 15 กิโลกรัมหรืองานที่ทำในเรือ
ง) และกฎหมายห้ามเลิกจ้างลูกจ้างหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ แต่สามารถเลิกจ้างลูกจ้างมีครรภ์ด้วยเหตุอื่นได้เช่นละทิ้งหน้าที่หรือทำผิดที่ร้ายแรง หรือทุจริตหรือได้ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก หรือมีเหตุจากฝั่งนายจ้างเช่นนายจ้างขาดทุน อันนี้ก็เลิกจ้างได้เพราะเป็นการเลิกจ้างจากสาเหตุอื่นแม้ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างนั้นจะมีครรภ์ก็ตาม
#เพื่อนเป็นHR
#เพื่อนช่วยเพื่อน
#มนุษย์เอชอาร์
07/05/2026
โลกการทำงานสอนให้เรารู้ว่า ...
(วิเคราะห์จากการดูหนังเรื่อง “The Devil Wears Prada 2”)
หนังเรื่องนี้ทั้ง 2 ภาคเล่าถึงชีวิตคนทำงาน เพียงแต่เซ็ทอัพต่างๆ เกิดขึ้นในวงการสื่อแฟชั่น แต่หัวใจจริงๆ กำลังพูดถึงคนทำงาน
ไม่ใช่คนทำงานที่สักแต่ทำงานให้เสร็จๆ ไปวันๆ แต่เป็นคนทำงานที่เห็นคุณค่างานของตัวเองและพร้อมทุ่มเทชีวิตเพื่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อ
หนังภาคนี้เล่าถึงชีวิตคนทำงานในบริบทของยุคนั้นๆ และการที่หนังทั้ง 2 ภาคใช้เวลาต่างกันถึง 20 ปี พร้อมไปกับการที่บริบทของโลกก็เปลี่ยนไป และตัวเราเองก็เติบโตขึ้น ประสบการณ์ต่างๆ ก็หล่อหลอมมุมมองของเราต่อการทำงานให้ไม่เหมือนเมื่อ 20 ปีที่แล้วไปด้วย มันทำให้เมื่อเราดูหนังชุดนี้ผ่านเลนส์ของวัยและประสบการณ์ที่ต่างออกไป เราก็มีมุมมองที่เปลี่ยนไปได้เหมือนกัน
ในภาคแรก โลกของ Andy ซึ่งเป็นเด็กจบใหม่ ที่หน้าที่ความรับผิดชอบยังไม่ได้ใหญ่โตมากมาย แค่ทำงานตรงหน้าให้รอดก็ยากแล้ว ยังไม่ได้มองเห็นภาพใหญ่ขององค์กรหรือระบบนิเวศในโลกการทำงานขนาดนั้น กำลังถูลู่ถูกังกับการพยายามหาตัวตน พยายามหาที่ยืนในที่ทำงาน ทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่ ยังหาความลงตัวไม่เจอ ยังไม่เข้าใจว่าคุณค่าของการทำงานคืออะไร จนกระทั่งค่อยๆ ซึมซับจากคนเก่งๆ ที่เบิกเนตรให้รู้ว่า “อ๋อ...มืออาชีพเขาทำงานกันแบบนี้เอง”
ยังจำได้ไหมว่า ตอนคุณเป็นเด็กจบใหม่ ตอนนั้นโลกการทำงานของคุณเป็นอย่างไร?
แต่ในภาค 2 นี้ สิ่งที่หนังฉายให้เห็นภาพของบริบท “ปัจจุบัน” พาเราไปไกลกว่านั้น เมื่อตัวละครอย่าง Andy เติบโตขึ้น เช่นเดียวกับทุกตัวละคร สิ่งที่ความจริงของโลกการทำงานเข้ามาสั่นสะเทือนเรามันมีมากกว่าเดิม
โลกการทำงานสอนให้เรารู้ว่า...ต่อให้เราทำงานดีแค่ไหน สร้างผลงานให้กับองค์กรไว้มากคุณค่าอย่างไร แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่มีสิทธิ์ถูกดีดจากองค์กร --- มันเกิดขึ้นได้
โลกการทำงานสอนให้เรารู้ว่า...บางครั้งในเวลาเดียวกับที่เรากำลังรู้สึกว่าเราอยู่ในจุดที่ปลอดภัยแล้ว หายใจได้โล่งแล้ว และสิ่งที่เราใฝ่ฝันมาตลอด มันอยู่แค่เอื้อมมือคว้า นี่แหละคือสิ่งที่เราสู้มาเพื่อโมเมนต์นี้มาตลอด แต่เพียงพริบตาเดียว ทุกอย่างก็ล่มสลายกับตา --- มันเกิดขึ้นได้
โลกการทำงานสอนให้เรารู้ว่า…สิ่งที่เราเคยยึดมั่นถือมั่นว่ามันต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้มาตลอด มันเคยเวิร์คในยุคนั้น แต่ไม่ได้แปลว่ามันต้องเป็นแบบนั้นตลอดไป แค่เวลาเปลี่ยน สิ่งนั้นอาจจะเป็นชุดความคิดที่ใช้ไม่ได้อีกแล้ว และท้าทายให้เราต้องเปลี่ยน หรือเราจะตกยุค --- มันเกิดขึ้นได้
โลกการทำงานสอนให้เรารู้ว่า...ในสถานการณ์ปกติ เราก็เห็นคนเป็นแบบหนึ่ง แต่เวลาที่ชีวิตโยนโจทย์ยากๆ มาให้ เราจะได้เห็นหมดว่าธาตุแท้ใครเป็นใคร แม้กระทั่ง...เห็นตัวเราเองว่าเนื้อแท้เราเป็นคนแบบไหน --- มันเกิดขึ้นได้
โลกการทำงานสอนให้เรารู้ว่า...งานที่เราเคยรู้สึกว่ามีคุณค่าเหลือเกิน มีความสำคัญเหลือเกิน อาจกลายเป็นงานที่คนไม่เห็นคุณค่าก็ได้ และอาจจะมีสิ่งที่มาทำแทนเราได้ มันท้าทายให้เราต้องตั้งคำถามว่า เราจะดำรงคุณค่าของงานนี้ต่ออย่างไรท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง --- มันเกิดขึ้นได้
โลกการทำงานสอนให้เรารู้อีกหลายสิ่ง ยิ่งโตบทเรียนก็ยิ่งยาก
โดนหั่นงบ ลดคน แต่เพิ่มงาน - บริษัทปรับโครงสร้างใหม่ - หัวหน้าส่งคนที่เราไม่ได้เลือกมาให้ทำงานด้วย - งานที่ทำอยู่โดน AI แทนที่ - ได้ข่าวมาว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในองค์กร – ต้องหาทางสร้างผลงานเพื่อเป็นที่ยอมรับ – อยู่ในกลุ่มที่เสี่ยงต่อการถูกปลด - ต้องเจรจาต่อรองในขณะที่อำนาจต่อรองในมือมีน้อยกว่า – มีเรื่องที่ไม่สามารถบอกใครได้และต้องเก็บไว้คนเดียว - หัวหน้าไม่เอาเรา – ผลัดแผ่นดินเปลี่ยนผู้นำบริษัท - เจ้าของเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน ฯลฯ ไล่ไปอีกมากมาย
เมื่อความจริงของโลกการทำงานมาเคาะกะโหลกเราว่า “ไงล่ะ นี่แหละของจริง ไหวป่ะล่ะ” เราจะจัดการมันอย่างไร
นี่แหละชีวิตจริง
จากในหนัง Andy ก็เจอแบบนั้น Miranda ก็เจอแบบนั้น ทุกตัวละครที่เดินทางจากภาคแรกก็เจอแบบนั้น --- เราเองก็เจอแบบนั้น
การดูหนังเรื่องนี้เมื่อชีวิตเราเติบโตขึ้น ผ่านบทเรียนที่ “โลกการทำงานสอนให้เรารู้ว่า...” อีกหลายสิ่ง หลายๆ ฉาก หลายๆ ตอนในหนัง มันทำให้เรากลับมาคิดถึงตัวเองแบบนั้นเหมือนกัน
ถ้าจะมีเรื่องเล็กๆ ในหนังที่รู้สึกดี --- ท่ามกลางเรื่องใหญ่ๆ อีกมากมาย --- อยากยกตัวอย่างบางเรื่อง
ในภาคแรก เมื่อปี 2006 เราจะเห็น Miranda โยนโค้ทใส่โต๊ะทำงานผู้ช่วยอย่างไม่ใยดี และพร้อมจะมีชุดคำพูดเชือดเฉือนหัวใจของคนฟังได้ตลอด เอาจริงๆ ต่อให้เธอจะเป็นคนเก่งแบบที่ยากที่ใครจะทำได้แบบเธอ แต่อีกมุม เธอก็คือ Toxic leader ชัดๆ
แต่ในภาค 2 แม้จะเป็นแค่ซีนเล็กๆ แต่หนังทำให้เราเห็นว่า พฤติกรรมเดิมอย่างการขว้างโค้ทของ Miranda ไม่เป็นที่ยอมรับในบริบทปัจจุบันอีกต่อไป และมีคน “กล้า” ไปบอกฝ่ายบุคคลว่านี่ไม่ใช่พฤติกรรมที่จะยอมรับได้ ทำให้เธอต้องปรับตัวขนาดที่ต้องยอมแขวนโค้ทด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับยอมให้มีผู้ช่วยคอยสกรีนคำพูดของเธอหรือ Political correct เพื่อไม่ให้เป็นประเด็นได้ (เท่าที่เธอจะฟัง)
คุณคิดว่า ถ้าเป็น Miranda คนเดิมเมื่อปี 2006 เธอจะยอมเปลี่ยนแปลงไหม --- ส่วนตัวคิดว่าไม่ --- แต่เธอก็เติบโตขึ้น และยอมรับการเปลี่ยนแปลง (แม้จะขัดใจเธอก็ตาม)
ถ้าเป็นยุคก่อน จะมีใคร “กล้า” บอก Miranda ไหมว่า สิ่งที่เธอทำมันผิด ใครจะกล้า? หัวหน้าแทบจะเป็นเจ้าชีวิตของลูกน้องอยู่แล้วในยุคนั้น
แต่ในยุคนี้ ลองถ้ามีใครทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในที่ทำงาน เรื่องนี้จะเป็นไวรัลจนต้องไปออกโหนกระแสแน่นอน
เห็นด้วยไหม นี่แหละ Big move ของโลกการทำงานที่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เราต้องผ่านอะไรกันมามากมาย
มีอีกหลายอย่างในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น และทำให้เรารู้ว่า เราก็เดินทางมาไกลเหมือนกัน
เรื่องสุดท้ายที่อยากเขียนถึงก็คือ อย่าได้มองข้าม “คนตัวเล็กๆ” ที่คุณเจอในที่ทำงาน
เด็กฝึกงาน พนักงานตัวน้อย คนที่ตัวเล็กที่สุดในห้องประชุม คนที่เราจำชื่อไม่ได้ คนที่เราอาจจะเจอแค่ครั้งเดียว ฯลฯ คนเหล่านี้ วันหนึ่งอาจโตขึ้นเป็นใครบางคนที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเราก็ได้
เราไม่มีทางรู้ได้เลยครับว่า ชีวิตเราจะโคจรมาเจอกันอีกในบทบาทไหน
แบบเดียวกับที่ Andy กับ Emily ซึ่งเคยเป็นพนักงานตัวเล็กๆ ที่เคยมีชีวิตการทำงานช่วงหนึ่งร่วมกับ Miranda มีทั้งประสบการณ์ที่ดีและไม่ดี โดนโขกสับมาก็เยอะ ก็อาจจะโคจรกลับมาเจอ Miranda ได้ในวันหนึ่ง
โลกมันกลมแบบนั้นจริงๆ ยิ่งทำงานมานาน ยิ่งเข้าใจว่า คนเราโคจรมาเจอกันได้เสมอ
แต่ละคนเติบโตในเส้นทางของเขา Andy และ Miranda ก็เช่นกัน
20 ปีที่ผ่านไป จากภาคแรกมาภาค 2 โลกการทำงานสอนอะไรคุณเพิ่มอีกบ้าง
คุณเปลี่ยนไปจากเดิมแค่ไหน?
คุณเป็นคุณในแบบที่คุณเลือกแล้วที่จะเป็นใช่ไหม?
เครดิต : ท้อฟฟี่ แบรดชอว์
02/01/2025
ขออภัยที่แอดมินฯ ห่างหายไปนานด้วยภาระกิจอันมากมายมหาศาล ปีใหม่นี้กลับมาประจำการแล้วมีเวลาเขียนเพจเต็มที่ซะที รอบนี้ขอแก้ตัวด้วยการช่วยให้คนมีงานทำ ได้งานสมใจ เดือนมกราคมนี้ แอดมินฯ ยินดีช่วยรีวิว CV หรือ Resume ให้กับคนที่กำลังหางานใหม่นะคะ รวมถึงถ้าสัมภาษณ์ผ่านแล้ว จะต้องต่อรองเงินเดือนให้ตัวเองจะทำอย่างไร ขอเปิดรับวันละ 2คน ใครสนใจลงชื่อไว้นะคะ
อ้อ และถ้าใครมีตำแหน่งว่างอยากโพสหาคนทำงาน ส่งข้อมูลมาทาง Inbox ได้เลยนะคะ เดี๋ยวแอดฯ โพสให้ค่ะ
12/06/2022
หลังจาก WFH ช่วงโควิด ผ่านพ้นไปแล้ว บริษัทส่วนใหญ่เรียกพนักงานกลับมาทำงานที่สำนักงาน 100% บริษัทของแอดฯ ก็เช่นเดียวกัน ไม่ทราบว่าเจอปัญหาอะไรหลังการกลับมาทำงานตามปกติ 100% บ้างไหมค่ะ #แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนะคะ
05/12/2021
😉
คนรุ่นใหม่จะชนะใจคนรุ่นใหญ่ได้อย่างไร
คนรุ่นใหม่ไฟแรง มักมีความคิดริเริ่มหลากหลาย
เขาปรารถนาจะเห็นการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ เรื่องพร้อม ๆ กัน
เขาจึงเสนอแนวทางการทำงานใหม่ ๆ ให้ผู้บริหารรุ่นใหญ่ฟัง
บ่อยครั้งมักนำเสนอไม่ผ่าน
หลายคนก็จิตตก
บางคนก็คิดลบ
มองว่าคนรุ่นใหญ่ “ใจไม่เปิดกว้าง” “ไม่ให้โอกาสคนรุ่นใหม่”
บางคนก็กลับมาทบทวนตัวเอง แล้วปรับตัวใหม่
จากประสบการณ์ ที่ผมเห็นคนรุ่นใหม่ที่เก่ง ๆ จำนวนมาก
ล้วนแต่ผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาทุกคน
พวกเขาเรียนรู้และปรับตัว จนในที่สุด
ก็ได้รับการยอมรับความคิดริเริ่มใหม่ ๆ มากขึ้นครับ
เขาทำอย่างไรครับ
เขาเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนตัวเองครับ
เปลี่ยนอะไร
เปลี่ยนทัศนคติไงครับ
ทัศนคติที่ดี ของคนรุ่นใหม่ เมื่อนำเสนอความคิดริเริ่ม
ให้คนรุ่นใหญ่ แล้วไม่ผ่าน
1. ขอบคุณที่เขาให้เวลารับฟังเรื่องที่เรานำเสนอ
2. เรื่องใหม่มีโอกาสที่จะได้รับการยอมรับและปฎิเสธ
3. ทบทวน “เราพลาดอะไรไป” เป็นบทเรียนอนาคต
4. สอบถามนอกรอบว่า “กังวลใจอะไรจึงไม่เห็นด้วย”
5. ทบทวนข้อเสนอ และลองหาจังหวะ/โอกาสอื่น ใหม่
6. อย่าท้อถอย ไม่มีใครนำเสนอแล้วต้องผ่านได้ทุกครั้ง
7. ลองคิดจากมุมเขา เราอาจเห็นว่าเรื่องนี้ยังไม่ถึงเวลา
05/12/2021
นอกจากเราจะทำ Exit Interview แล้วลองหันมาทำ Stay Interview กันบ้างดีกว่า
เมื่อมีคนมาลาออก หลายแห่งมี Exit Interview
คือการสัมภาษณ์ว่าสาเหตุอะไรที่เขาลาออก
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาองค์กร
จากประสบการณ์ของ HR หลายคน บอกเลยว่า Exit Interview มักไม่ได้ข้อมูลที่แท้จริงทั้งหมด
เพราะสาเหตุที่คนลาออกจากงาน มักจะไม่ได้มีสาเหตุเดียว
ส่วนใหญ่จะมาจากหลาย ๆ สาเหตุประกอบกัน เช่น
ก. หัวหน้า: บริหารคนไม่เก่ง/ไม่ยุติธรรม/ไม่สอนงาน/EQ ต่ำ
ข. เข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้
ค. เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรไม่ได้
ง. ไม่ถนัดในงานที่ทำ
จ. รายได้น้อย
ฉ. มีที่อื่นมาเสนอด้วย ผลตอบแทน/ตำแหน่ง ดีกว่า
ช. เดินทางลำบาก
จ. ไม่ตรงกับเป้าหมายในชีวิต
สาเหตุใหญ่คือ คนลาออกเพราะหัวหน้างาน
แต่ว่าคนส่วนใหญ่มักจะไม่บอกเพราะ...
- เกรงใจ อนาคตต้องเจอกันอีก
- กลัวเขาตามไปแก้แค้น/วันหลังเขาจะให้ Reference ที่ไม่ดี
- กลัวเขาโกรธ
ฯลฯ
จึงมักยกเหตุผลเรื่องรายได้และผลตอบแทนมาอ้าง
มันง่ายดี และคนมักไม่เซ้าซี้
หลายคนกลัวจะโดนรั้งมาก ถึงกับใช้ครอบครัวมาอ้าง
ไปดูแลพ่อแม่ ปรากฎว่าอีกสามเดือนไปโผล่ที่คู่แข่ง
แล้วเราจะทำอย่างไรดี
อย่ารอจนเขาออกเลย
ถามเขาว่า “เราจะทำอย่างไรให้คุณอยู่กับเราอย่างมีความสุขและได้ผลงาน”
ด้วยแบบสอบถาม Stay Interview กันดีกว่า
ในหนังสือ LOVE’EM or LOSE:EM ของ Beverly Kaye and Sharon Jordan-Evan ได้แนะนำแนวคิดเรื่อง Stay Interview ไว้อย่างน่าสนใจ
The Coach ได้นำแนวคิดนี้ และมาผนวกกับประสบการณ์ที่เห็นคนเก่ง ๆ จำนวนมากว่าเขาเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับคนทำงาน จนได้มาเป็นชุดคำถามที่ช่วยให้เราปลดปล่อยศักยภาพแต่ละคนได้เต็มที่ดังนี้
1. มอบหมายงานกรณีไม่ปกติ ควรสื่อสารอย่างไร
2. การเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิด ควรจะสื่อสารอย่างไร
3. การจูงใจที่ตรงกับเขาเป็นพิเศษคืออะไร
4. เมื่อผิดพลาดโดยเขาไม่ทราบ หัวหน้าควรสื่อสารอย่างไร
5. งานที่มีความถนัดคืออะไรบ้าง ระบุให้เฉพาะเจาะจง
6. งานที่ไม่ถนัดคืออะไรบ้าง / ควรมอบหมายงานที่ไม่ถนัดอย่างไร
7. สอนงานใหม่แบบไหน ที่ถูกจริตการเรียนรู้ที่สุด
8. ถูกติดตามงานแบบไหนที่สบายใจด้วยมากที่สุด
วิธีการประยุกต์ใช้ชุดคำถามนี้คือ
ก. อธิบายกับเขาทีละคน/ทั้งกลุ่ม ว่า เราต้องการเข้าใจแต่ละคน เพื่อให้เขาทำงานอย่างมีความสุขและได้ใช้ศักยภาพเต็มที่ ตามจริตของแต่ละคน
ข. ให้ชุดคำถามนี้ล่วงหน้า ให้เวลา 2-3 วัน ขอให้แต่ละคนลองกับไปเตรียมคำตอบ พร้อมตัวอย่างที่ผ่านมา
ค. นัดคุยแต่ละคน โดยใช้เวลาคนละ 45-60 นาที
ง. หลังจากนั้น เราพยายามปฎิบัติกับแต่ละคนตามข้อมูลที่ได้มา แล้วติดตามผล หากบริษัทมี Employee Engagement Survey / Employee Experience Survey หลังจากนั้นก็ลองติดตามผล ก่อน/หลัง เพื่อเปรียบเทียบ
เครดิตและขอบคุณบทความดีดีจาก TheCoach.in.th
28/11/2021
ขออนุญาติเปลี่ยนชื่อจาก HR ริมรั้ว มาเป็น "เพื่อนเป็น HR" น้าคร้า จะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ...with love 🥰