DNA by SPU

DNA by SPU

แชร์

DNA (Digital Network Advantage) หลักสูตรพัฒนาพันธุกรรม? DNA - Digital Network Advantage.

Let's have the same DNA!
หลักสูตรพัฒนาพันธุกรรมทางความคิดเกิดจากความร่วมมือระหว่าง ดร.ธีรศานต์ สหัสสพาศน์ และ ผศ.ดร.รวิภา อัครจินดานนท์ คณบดี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ด้วยความตั้งใจที่จะทำหลักสูตรเพื่อการบริการทางวิชาการให้กับสังคม เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันได้อย่างมีพลวัตในยุคปัจจุบัน เช่นเดียวกับ Business School ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของต่างประเทศ

เพราะเราเชื่อว

BUSINESS : BUSWORK เปลี่ยนห้องเรียน สู่ ‘สนามอาชีพ’ - O2O Forum 11/06/2025

ขอบคุณ O2O Forum ครับ

“BUSWORK” Talented Freelance Community
หาเด็ก คิดถึง Buswork

BUSINESS : BUSWORK เปลี่ยนห้องเรียน สู่ ‘สนามอาชีพ’ - O2O Forum BUSWORK โดย คณะบริหารฯ ศรีปทุม ปั้นห้องเรียนให้เป็นสนามอาชีพจริง ปลุกไฟนักธุรกิจรุ่นใหม่ พร้อมลุยตลาดงานด้วย.....

10/06/2025

ขอบคุณ Sentangsedtee - เส้นทางเศรษฐี ครับ

“BUSWORK” Talented Freelance Community
หาเด็ก คิดถึง Buswork

"มหาวิทยาลัยในวันนี้ ต้องไม่เป็นแค่ที่เรียน แต่ต้องเป็นสนามที่เริ่มต้นอาชีพได้จริง"

เป็นประโยคแรกที่ ผศ.ดร.ธีรศานต์ สหัสสพาศน์ Founder of BUSWORK และผู้อำนวยการหลักสูตร DNAbySPU ผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิด BUSWORK กล่าวเปิดตัว BUSWORK Community ที่รวมพลังนักศึกษากว่า 4,000 คน เพื่อรับงาน Freelance ด้านการตลาด คอนเทนต์ และโฆษณา ควบคู่ไปในขณะเรียน

BUSWORK ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างโอกาสให้นักศึกษาเท่านั้น แต่ยังช่วยผู้ประกอบการในยุคต้นทุนสูง ขาดคน และแข่งขันสูง โดยเปิดโอกาสให้

1. เจ้าของธุรกิจสามารถจ้างทีม Content, Marketing, Branding, Production, UGC ฯลฯ
2. ได้งานคุณภาพโดยทีมที่เข้าใจกลยุทธ์และความคิดสร้างสรรค์
3. ประหยัดค่าใช้จ่าย (เมื่อเทียบกับจ้าง Agency หรือพนักงานประจำ)
4. สนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้เติบโตในสนามจริง

อ่านเพิ่มเติม https://www.khaosod.co.th/sentangsedtee/featured/article_308446

#ฟรีแลนซ์ #ศรีปทุม #เส้นทางเศรษฐี

09/06/2025

ขอบคุณ Future Trends ครับ

“BUSWORK” Talented Freelance Community
หาเด็ก คิดถึง Buswork

คณะบริหารธุรกิจ ศรีปทุม เปิดตัว “BUSWORK” Talented Freelance Community ดันโมเดล “Talent-as-a-Service” สู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ของการเรียนรู้

เปลี่ยนนักศึกษากว่า 4,000 คน ให้เป็น “Freelance มืออาชีพ” ที่พร้อมทำงานจริงตั้งแต่เทอมแรกที่เรียน

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดงานเปิดตัวโครงการ “BUSWORK” อย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางนักศึกษากว่า 1,000 คน และผู้ประกอบการจากเครือข่าย DNAbySPU ที่เข้าร่วมอย่างคับคั่ง ถือเป็นการประกาศความพร้อมของมหาวิทยาลัยในการทรานส์ฟอร์มระบบการศึกษา จาก “ห้องเรียน” สู่ “สนามอาชีพจริง” อย่างแท้จริง

“มหาวิทยาลัยในวันนี้ ต้องไม่เป็นแค่ที่เรียน แต่ต้องเป็นสนามที่เริ่มต้นอาชีพได้จริง”
เป็นประโยคแรกที่ ผศ.ดร.ธีรศานต์ สหัสสพาศน์ กล่าวเปิดตัว BUSWORK Community ที่รวมพลังนักศึกษากว่า 4,000 คน เพื่อรับงาน Freelance ด้านการตลาด คอนเทนต์ และโฆษณา ควบคู่ไปในขณะเรียน


[BUSWORK คืออะไร?]

“BUSWORK” มาจากคำว่า BUS (คณะบริหารธุรกิจ - Business Administration) + WORK (งานจริง รายได้จริง)

เป็น Community ที่รวบรวม นักศึกษากว่า 4,000 คน จากคณะบริหารธุรกิจ ที่มีความสามารถด้าน

Advertising, Digital Marketing, Content Creation, Live Commerce, Voice Over, Branding, AI Prompting และสายงานการตลาด ครีเอทีฟอีกหลากหลายทักษะ

พร้อมเปิดให้ผู้ประกอบการใช้บริการได้ทันที ในราคาที่คุ้มค่า ภายใต้การดูแลคุณภาพจากอาจารย์และ Mentor มืออาชีพ

BUSWORK เปรียบเสมือนต้นแบบของ “การสร้างพันธมิตรระหว่างภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และภาครัฐ” ด้วยความเข้าใจในแนวโน้มเศรษฐกิจใหม่ที่เน้น Gig Economy, Creator Economy และ Digital Platform คณะบริหารธุรกิจ จึงไม่เพียงสร้างเด็กให้เก่งขึ้น แต่สร้างระบบที่ “ทำให้เด็กมีงานจริงตั้งแต่วันแรกที่เรียน”

เราคาดหวังว่า BUSWORK จะเป็น Case Study ระดับชาติ ได้อย่างแท้จริง ในการปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยให้ไม่ใช่เพียงผู้ผลิตบัณฑิต แต่เป็นผู้สร้าง “ระบบเศรษฐกิจของการเรียนรู้” ที่ยั่งยืน

ผศ.ดร.ธีรศานต์ สหัสสพาศน์ Founder of BUSWORK และผู้อำนวยการหลักสูตร DNAbySPU ผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิด BUSWORK ให้สัมภาษณ์ว่า “ในวันที่โลกงานจริงเปลี่ยนเร็วกว่าเนื้อหาในตำรา เราต้องไม่ถามว่าเด็กจะทำงานอะไรหลังจบ…แต่ต้องถามว่าเราจะทำให้พวกเขา ‘เริ่มงาน’ ได้ตั้งแต่ยังไม่จบได้หรือไม่”

BUSWORK = ประโยชน์ 2 ทาง

BUSWORK ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างโอกาสให้นักศึกษาเท่านั้น แต่ยังช่วยผู้ประกอบการในยุคต้นทุนสูง ขาดคน และแข่งขันสูง โดยเปิดโอกาสให้ เจ้าของธุรกิจสามารถจ้างทีม Content, Marketing, Branding, Production, UGC ฯลฯ ได้งานคุณภาพโดยทีมที่เข้าใจกลยุทธ์และความคิดสร้างสรรค์ ประหยัดค่าใช้จ่าย (เมื่อเทียบกับจ้าง Agency หรือพนักงานประจำ) และสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้เติบโตในสนามจริง


[วิสัยทัศน์จากคณบดี ปั้นนักศึกษาสู่มืออาชีพที่ตลาดต้องการ]

ผศ.ดร.รวิภา อัครจินดานนท์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า “BUSWORK คือพื้นที่ที่นักศึกษาสามารถ ‘ฝึกมือ’ และ ‘สร้างตัวตน’ ทางอาชีพ ตั้งแต่วันแรกที่เข้าสู่มหาวิทยาลัย”

ท่ามกลางการแข่งขันสูงและ AI Disruption ผศ.ดร.รวิภา มองว่ามหาวิทยาลัยไม่ควรเป็นเพียงสถานที่สอน แต่ต้องเป็นระบบที่เชื่อมต่อโลกจริงให้ได้ คณะบริหารธุรกิจ จึงเดินหน้าใช้ BUSWORK เป็นตัวขับเคลื่อน และกำลังเตรียมขยายสู่ทุกคณะในรูปแบบ Talent-as-a-Service

สิ่งที่ BUSWORK ทำไม่ใช่แค่โครงการอาสา หรือโปรเจกต์แนะแนวทั่วไปๆ แต่คือการยกระดับโครงสร้างด้านการศึกษา ร่วมกับ เครือข่ายธุรกิจจริง เพื่อให้นักศึกษาที่เข้าโครงการ ได้รับการอบรมทักษะที่ตลาดต้องการ กับผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในด้านต่างๆ เพื่อให้นักศึกษาทุกคนมีโปรไฟล์ในระบบ มีผลงานแสดง มีระบบรีวิว มีอาจารย์ช่วยดูคุณภาพ และมีลูกค้ามาใช้บริการจริง

“สิ่งที่นักศึกษาได้จาก BUSWORK ไม่ใช่แค่งานพาร์ตไทม์ แต่คือโอกาสที่ทำให้เขาเข้าใจตัวเอง เข้าใจตลาด และเริ่มวางแผนชีวิตได้ด้วยตัวเอง”

ผศ.ดร.ธีรศานต์ กล่าวพร้อมเสริมว่า “การสอนที่ดี ไม่ใช่การทำให้เด็กเชื่อสิ่งที่อาจารย์สอนเท่านั้น แต่ต้องทำให้เขาเชื่อว่าเขาทำได้”

กลไกการทำงานของ Community “BUSWORK” คือ การ Matching นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กว่า 4,000 คน เชื่อมกับเครือข่ายผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้นักศึกษาได้ทำงานจริง มีรายได้

โดยในเฟสแรกนี้ เรามีฐานข้อมูลผู้ประกอบการจากหลักสูตร DNAbySPU กว่า 1,000 ราย ที่พร้อม Matching ได้ทันที โดยทาง BUSWORK ให้บริการงานด้าน ทำคลิป, การตลาดออนไลน์, ตัดต่อวิดีโอ, แอดมินเพจ, พากย์เสียง, GEN AI, ถ่ายคลิป ถ่ายภาพ, ทำ PODCAST, รีวิวสินค้า และ ธุรกิจ, ออกแบบสไลด์, เขียนบทความ SEO, รวมถึง LIVE COMMERCE โดยมีจุดเด่นอยู่ที่คุณภาพผลงาน ราคาย่อมเยา และ “Trust Layer” ที่รับรองโดยมหาวิทยาลัย ซึ่งนักศึกษาสามารถรับงานจากผู้ประกอบการภายนอกตั้งแต่ยังเรียนอยู่ พร้อมมีระบบโค้ชและอาจารย์ดูแลผลงาน เพื่อสร้าง “เครือข่ายอาชีพ” ที่มั่นคงยั่งยืน


[จบแบบไม่มีว่างงาน คือเป้าหมาย]

เมื่อถามถึงเป้าหมายของ BUSWORK ดร.ธีรศานต์ตอบชัดเจนว่า

“ไม่ใช่การให้เด็กมีรายได้ระหว่างเรียนเท่านั้น…แต่คือการทำให้คำว่า ‘จบแล้วว่างงาน’ หายไปจากระบบของเรา”

และถ้าเราวัดมหาวิทยาลัยจากจำนวนงานจริงที่นักศึกษาเคยทำก่อนจบ คณะบริหารธุรกิจ ศรีปทุม อาจกลายเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มี ‘อัตราการจ้างงานก่อนเรียนจบ’ สูงที่สุดในประเทศไทยภายในเวลาไม่นาน

“เพราะการศึกษาไม่ควรเป็นเรื่องของ ‘อนาคตที่คาดหวัง’ แต่การศึกษาควรสร้าง ‘รายได้ที่เริ่มต้นได้ทันที’”

สนใจ นักศึกษา Freelance ช่วยงาน ติดต่อ BUSWORK ได้ที่ www.opl.to/buswork

LINE ID ::

Photos from The Structure's post 09/06/2025

“BUSWORK” Talented Freelance Community
หาเด็ก คิดถึง Buswork

07/06/2025

คณะบริหารธุรกิจ ศรีปทุม เปิดตัว “BUSWORK” Talented Freelance Community ดันโมเดล “Talent-as-a-Service” สู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ของการเรียนรู้

เปลี่ยนนักศึกษากว่า 4,000 คน ให้เป็น “Freelance มืออาชีพ” ที่พร้อมทำงานจริงตั้งแต่เทอมแรกที่เรียน

สนใจ นักศึกษา Freelance ช่วยงาน ติดต่อ BUSWORK ได้ที่ www.opl.to/buswork
LINE ID ::

22/04/2025

ศรัทธาจอมปลอม แห่งยุค Digital Marketing รู้ทัน IO ในภาคธุรกิจ สร้างรีวิวปลอมมากล่อมนักช้อปให้คิดว่าสินค้านั้นดี | The Structure | LINE TODAY

“ในทุกครั้งที่ไถฟีด เห็นรีวิวและตัดสินใจซื้อ คุณอาจคิดว่าคุณตัดสินใจเอง แต่บางที คำว่า ดีมาก จากคนที่คุณไม่เคยรู้จัก อาจควบคุมการคลิกของคุณมากกว่าที่คุณคิด“

“ชอบมั้ยคะ? ฝากรีวิว 5 ดาวด้วยนะคะ” ข้อความนี้คุณเคยเห็นกี่ครั้งในชีวิต? มันมักมาพร้อมกับ Emoji ที่ส่งข้อความจากแอดมินคุณหลังโอนเงินซื้อของออนไลน์แล้ว หรือแนบมากับกล่องสินค้าที่เพิ่งถึงหน้าบ้านคุณ

คุณอาจไม่ได้คิดอะไรมาก ก็แค่รีวิว 5 ดาว คุณพิมพ์สั้น ๆ ว่า “ส่งเร็ว ใช้ดี” แล้ววางมือถือไว้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่ในอีกฝั่งหนึ่งของหน้าจอ การกดดาวของคุณกลายเป็น “เสียง” กลายเป็น “พยานบุคคลดิจิทัล” ที่ลูกค้าอีกนับพันคนจะใช้เป็นเข็มทิศตัดสินใจ โดยไม่เคยรู้จักคุณเลย

และที่น่าสนใจกว่าคือ บางครั้งรีวิวเหล่านั้นไม่ได้มาจากลูกค้า แต่มาจากเครื่องมือ หรือที่แย่กว่านั้น มาจากความต้องการของแบรนด์ที่อยาก “สร้างความเห็นมากกว่าความจริง”

-- เราตัดสินใจจากรีวิว หรือจากความอยากให้มันเวิร์ก? --

ในหนังสือ “Thinking, Fast and Slow” Daniel Kahneman อธิบายว่า สมองของมนุษย์มี 2 ระบบความคิด

System 1 คือ เร็ว อัตโนมัติ ใช้อารมณ์

System 2 คือ ช้า มีเหตุผล ใช้พลังงานในการคิด

เวลาคุณเห็นรีวิว 5 ดาวเรียงเป็นตับ System 1 จะบอกว่า “ดูดี ใช้ได้” ทันที คุณรู้สึกว่า “คงไม่มีใครรีวิวดีขนาดนี้ถ้าไม่ดีจริง” คุณเชื่อ ไม่ใช่เพราะวิเคราะห์ แต่เพราะรีวิว “กลมกลืน” กับความหวังของคุณนั่นเอง

นั่นคือสิ่งที่ Kahneman เรียกว่า “confirmation bias” สมองของเราชอบข้อมูลที่ยืนยันสิ่งที่เราอยากเชื่อ ไม่ใช่ข้อมูลที่จริงเสมอไป

-- เสียงของคนแปลกหน้า กลายเป็นศาสดาของโลกดิจิทัล --

คุณจะเชื่อใครมากกว่าระหว่าง เพื่อนที่เคยเตือนว่าแบรนด์นี้เคลมของยาก กับรีวิวในหน้า Shopee ที่บอกว่า “บริการดีเยี่ยม ประทับใจมาก”?

น่าตกใจที่หลายคนเลือกเชื่อ “คอมเมนต์ในฟีด” เพราะเป็นเสียงของ “หลายคน” แม้จะไม่มีหน้า ไม่มีชื่อ และไม่มีตัวตน สิ่งนี้ Kahneman เรียกว่า availability heuristic เรามักให้ค่าน้ำหนักกับข้อมูลที่ “หาได้ง่าย” มากกว่าข้อมูลที่ “เชื่อถือได้” และในยุคที่เราเลื่อนดูรีวิวง่ายกว่าการโทรถามเพื่อน เสียงของ “ใครก็ไม่รู้” จึงกลายเป็นคำตอบของชีวิต

รีวิวปลอมไม่ต้องเหมือนจริง ขอแค่เหมือนสิ่งที่เราคิดว่า “มันควรจะเป็น”

นักการตลาดหลายคนรู้ว่าการเขียนรีวิวที่ดู “ธรรมชาติ” เช่น ใช้คำว่า “พนักงานน่ารักมากค่ะ” “ตอนแรกลังเล แต่พอได้ใช้แล้วตกใจเลยว่าดีจริง” จะกระตุ้น System 1 ให้ทำงานทันที

พวกเขาไม่จำเป็นต้องจ้าง AI ให้เขียนรีวิวให้ดูเหมือนคน แค่เขียนให้มัน “เหมือนความรู้สึกที่ลูกค้าอยากรู้สึก” ก็พอ และเมื่อระบบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม ให้รางวัลกับ engagement มากกว่าความถูกต้อง

รีวิวปลอมก็กลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ “ไม่มีใครห้าม แต่ทุกคนใช้”

-- เมื่อแบรนด์กลายเป็นผู้กำกับความรู้สึกของลูกค้า --

คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางแบรนด์จึงมีแต่รีวิวดีๆ โดยไม่มีคำตำหนิเลย? อาจเป็นเพราะคำตำหนิเหล่านั้น “ถูกเก็บเงียบไว้หลังบ้าน” หรือแย่กว่านั้น แบรนด์อาจจะ “เขียนรีวิวให้ตัวเอง” ในนามของลูกค้าผู้ไม่เคยมีอยู่จริง

เพราะในโลกดิจิทัล รีวิวไม่ใช่แค่ความเห็น แต่คือ “เครื่องมือกล่อมสมองแบบนุ่มนวล” ที่แบรนด์ใช้สร้างความศรัทธาโดยไม่ต้องจ่ายโฆษณา

แต่แล้ว โลกก็เริ่มเปลี่ยน ลูกค้าเริ่มไม่ไว้ใจ 5 ดาวที่ไม่มีที่ติ แต่กลับ “เชื่อรีวิว 3 ดาวที่พูดถึงทั้งข้อดีและข้อเสีย” พวกเขามองหาความขัดแย้งเล็ก ๆ มากกว่าความสวยงามสมบูรณ์

นี่คือการกลับมาของ “System 2” ที่เริ่มตั้งคำถาม และต้องการข้อมูลที่ “เหมือนมนุษย์จริงๆ” มากกว่ารีวิวที่ “เหมือนมนุษย์เขียน”

-- เสียงที่เงียบ คือเสียงที่น่าฟังที่สุด --

ส่วนตัวผมเชื่อว่า “แบรนด์ที่กล้าฟังคำบ่นจนเข้าใจ ดีกว่าแบรนด์ที่พยายามทำให้ทุกเสียงเป็นเสียงชม” ความไว้วางใจ ไม่ได้สร้างจากรีวิว 5 ดาว แต่มาจาก “ความกล้าที่จะให้คนอื่นพูดความจริง” แม้ความจริงนั้นจะกระทบแบรนด์ก็ตาม

ในวันที่คนตั้งคำถามกับทุกสิ่ง แบรนด์ที่เงียบ คือแบรนด์ที่ “น่าสงสัย” และความไว้วางใจ มักไม่รอดพ้นจากความเงียบ

ในวันนี้ เราสามารถสร้างระบบตรวจจับรีวิวปลอมได้ เรามี NLP วิเคราะห์อารมณ์ของข้อความ แต่เรายังไม่มี AI ที่รู้ว่า “รีวิวไหน ทำให้คนเชื่อแบบไม่รู้ตัว” เพราะสิ่งที่คนเชื่อ ไม่ใช่ตัวอักษร แต่คือ “เจตนา” ที่ซ่อนอยู่ในถ้อยคำ ซึ่ง AI อาจวิเคราะห์ได้ แต่เข้าใจไม่ได้

-- ฉะนั้น รีวิวปลอมในโลกจริง ไม่ใช่ปัญหาเทคโนโลยี แต่คือคำถามด้านจริยธรรม --

คำถามจึงไม่ใช่แค่ “ใครเขียนรีวิวปลอม” แต่คือ “ใครกันแน่ที่ปล่อยให้รีวิวปลอมกลายเป็นเรื่องธรรมดา?”

เมื่อแบรนด์เริ่มวัดความน่าเชื่อถือจากจำนวนดาว ลูกค้าก็เริ่มคิดว่า “ฉันต้องเขียนให้ดูดี ไม่งั้นอาจมีปัญหา” เจ้าของก็ให้พนักงานก็เริ่มกดรีวิวให้ธุรกิจตัวเอง เพื่อให้ร้านดูดี และในที่สุดไม่มีใครกล้าพูดความจริง

ดังนั้น คำถามที่คุณควรถามตัวเองทุกครั้งก่อนกดปุ่ม ”ซื้อเลย“

“เรากำลังอ่านรีวิวหรือกำลังอ่านสิ่งที่เราอยากให้มันเป็นจริง?”

เพราะในโลกที่เสียงปลอมสะท้อนดังเกินไป ศรัทธาในแบรนด์ อาจไม่ได้ถูกสร้างจากความจริง แต่อาจถูกประดิษฐ์จาก “ความหวังของผู้คน” ที่อยากเชื่อว่าโลกนี้ยังมีอะไรที่ “ดีมากค่ะ” จริงๆ

ผศ.ดร.ธีรศานต์ สหัสสพาศน์
ผู้อำนวยการหลักสูตร DNA by SPU
และอาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ ม.ศรีปทุม



21/04/2025

Trust ไม่ใช่ภาพลักษณ์
แต่คือการกระทำที่แบรนด์ทำในวันที่ไม่มีใครเห็น
และเสียงของผู้บริโภค กำลังเฝ้าดูอยู่เสมอ

ถ้าแบรนด์ของคุณยังขายดี แต่คนเริ่มตั้งคำถามกับความปลอดภัยและความจริงใจ คุณยังกล้าเรียกมันว่า Strong Brand อยู่ไหม?

ศรัทธาในแบรนด์ ไม่ได้แตกสลายจากข่าวลือ แต่มักรั่วไหลช้าๆ จากพฤติกรรมเล็กน้อยที่ผู้บริโภคมองว่า “ไม่แฟร์” บางครั้งมันเริ่มต้นจากคำถามที่ไม่มีใครตอบ จากโพสต์ที่ไม่มีใครสนใจ จากวิดีโอที่แบรนด์เลือกจะเงียบ และในโลกดิจิทัล ความเงียบคือคำสารภาพที่ไม่มีคำพูด

ต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่า Trust ไม่ใช่การ PR เราอยู่ในยุคที่ข่าวสารไม่ได้ถูกจัดเรียงโดยสื่อกระแสหลักอีกต่อไป แต่ถูกถ่ายทอดผ่านมือของประชาชน ผ่านกล้องมือถือ และปุ่มโพสต์ที่ใช้เวลาไม่ถึงวินาที เมื่อผู้บริโภคสามารถถ่ายทอดความรู้สึกได้ไวกว่าแบรนด์ตั้งหลัก ความไว้ใจจึงไม่ใช่สิ่งที่ซื้อได้ด้วยงบ PR แต่มาจากการเปิดพื้นที่ให้ “ความจริงพูดได้”

เพราะในยุคนี้ แบรนด์ไม่สามารถเป็นเจ้าของเรื่องราวของตัวเองได้อีกต่อไป แต่ต้องกลายเป็น “ผู้รับฟัง” ที่น่าเชื่อถือ แบรนด์จำนวนมากยังเข้าใจว่า Trust คือผลลัพธ์จากภาพลักษณ์ จึงทุ่มเททรัพยากรไปกับการสร้างภาพ โดยลืมไปว่า“ศรัทธา” ไม่ได้เกิดจากภาพลักษณ์ แต่มาจาก “พฤติกรรมที่มองเห็นได้ โดยไม่ต้องมีใครบรรยาย”

UGC กับ Bad Publicity คำวิจารณ์คือกระจก ไม่ใช่กระสุน

ผู้บริโภคยุคนี้ไม่ต้องรอให้แบรนด์บอกว่าปลอดภัย พวกเขาดูรีวิว ดูคลิป ดูโพสต์เตือนภัย แล้วตัดสินเอง และถ้าแบรนด์ไม่พร้อมจะรับฟัง เสียงเหล่านั้นจะกลายเป็นไฟที่ลามอย่างรวดเร็ว

หนึ่งในตัวอย่างคือคลิปวิดีโอของลูกค้าที่รถเกิดปัญหาและไหลลงแม่น้ำ ไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ ภาพเพียงภาพเดียว ทำให้แบรนด์ถูกตั้งคำถามมากกว่ารายการโฆษณาทั้งเดือนรวมกัน

และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ การลบโพสต์จากผู้ใช้จริง ไม่ใช่การควบคุมความเสียหาย แต่คือการ “ลบความเชื่อใจที่เหลืออยู่” เพราะผู้บริโภคไม่ได้ต้องการให้แบรนด์เพอร์เฟกต์ แต่ต้องการให้แบรนด์ “ฟัง”

Framework ที่ผมมักใช้แนะนำให้องค์กรที่มาขอคำปรึกษา ที่กำลังเผชิญ Crisis Management คือ Listen – Learn – Lift Up

Listen รับฟังอย่างเข้าใจ ไม่ใช่ฟังเพื่อหาเหตุผลมาปฏิเสธ
Learn เรียนรู้จากข้อผิดพลาดแบบเปิดเผย อย่าหลบ อย่าหาย
Lift Up ชูบทเรียนขึ้นมาเป็นพลังในการเปลี่ยน ไม่ใช่ซ่อนมันไว้หลังฉาก

หากแบรนด์มองคำวิจารณ์เป็นกระจก แบรนด์จะได้เห็นตัวเอง แต่ถ้ามองมันเป็นกระสุน สิ่งที่ถูกยิงก่อน คือ ศรัทธา

อีกประเด็นที่สำคัญคือ เสียงของอดีตพนักงาน = ภัยเงียบที่รอวันลุกลาม Trust ไม่ได้สร้างจากภายนอกเท่านั้น แต่เริ่มต้นจาก “สิ่งที่คนในรู้สึก” อดีตพนักงานที่ออกมาเปิดเผยความจริงในโลกออนไลน์ ไม่ใช่ศัตรูของแบรนด์ แต่คือกระจกบานที่ใหญ่กว่าโพสต์ลูกค้าเสียอีก

ย้อนดูกรณีโรงงานแห่งหนึ่งในประเทศจีน ที่มีคนออกมาเล่าว่ามีแรงงานเสียชีวิตซ้ำๆ มีปัญหาด้านความปลอดภัยซึ่งไม่มีใครกล้าพูด แม้ภาพภายนอกของแบรนด์จะดูทันสมัยและปลอดภัย แต่ “จริยธรรมในองค์กร” กลับเป็นจุดอ่อนที่ไม่มีใครตรวจสอบ

เมื่อไม่มีช่องทางให้พนักงานสะท้อนปัญหา เมื่อคนข้างในพูดไม่ได้ คนข้างนอกจึงเริ่มไม่เชื่อถือ

แบรนด์ที่ไม่มีพื้นที่ให้ Feedback จากภายใน คือแบรนด์ที่กำลังเปิดช่องให้ Trust Fail ที่เริ่มต้นจากข้างใน ฉะนั้น แบรนด์ไม่ต้อง Perfect แต่ต้องมี “กระบวนการฟื้นคืนศรัทธา”

หลายแบรนด์ระดับโลกเคยเจอวิกฤต

เครื่องสำอางที่ทำให้เกิดอาการแพ้
โทรศัพท์ที่ระเบิด
สินค้าที่ถูกเรียกคืนล็อตใหญ่

แต่พวกเขาไม่หนี ไม่เงียบ ไม่แถ เขา “ขอโทษ” เขา “เปลี่ยน” และเขา “กลับมาได้” เพราะแบรนด์ที่เคยพลาดแต่เรียนรู้ ยังดีกว่าแบรนด์ที่ไม่เคยยอมรับเลยว่าผิด

Framework ACT (Apologize / Commit / Transform) คือ แนวทางที่ทุกแบรนด์สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที

Apologize ขอโทษอย่างจริงใจ ไม่ใช่ภาษาทางกฎหมาย
Commit แสดงความรับผิดชอบ ไม่ใช่โยนให้คนอื่น หรือหาแพะมารับแทน
Transform เปลี่ยนระบบให้คนเห็น ไม่ใช่เปลี่ยนแค่คำพูดในแถลงการณ์

เพราะสิ่งที่ผู้บริโภคอยากเห็น ไม่ใช่คำว่า “เสียใจ แต่คือการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ บางครั้งการแถลงการณ์ยังไม่พอ ถ้าขาด Emotional Literacy

เมื่อเกิดวิกฤต แบรนด์จำนวนมากรีบออกแถลงการณ์ แต่ลืมไปว่า… ภาษาที่ “ฟังแล้วคนเชื่อ” ไม่ใช่ภาษาแบบฟอร์ม ไม่ใช่ข้อความที่อ้างกฎหมาย ไม่ใช่ประโยคที่ปกป้องตัวเอง

แต่คือภาษาที่แสดงถึงความเข้าใจในอารมณ์ของผู้คน คือความกล้าที่จะยอมรับว่ามีคนเสียหายจริง และคือการยอมรับว่า “เรายังไม่ดีพอ แต่เราจะดีกว่านี้”

Emotional Literacy ไม่ใช่เรื่องของคำหวาน แต่คือ “การสื่อสารที่มีหัวใจ” เพราะสุดท้ายแล้ว แบรนด์จะไม่ถูกตัดสินจากปัญหา แต่จะถูกตัดสินจาก “วิธีที่ตอบสนองต่อปัญหา”

อย่างเคสรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง ที่ลูกค้าเพิ่งถอยมาแล้วเบรกทำงานผิดปกติ ทำให้รถไหลตกน้ำเมื่อเร็วๆนี้ ในวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น สิ่งที่สังคมพูดถึงไม่ใช่แค่รถไหลลงน้ำ แต่คือ “ความเงียบของศูนย์บริการ” คือ “ความนิ่งเฉยของแบรนด์ที่มีต่อลูกค้า” ที่ทำให้ศรัทธารั่วไหลเร็วกว่าน้ำที่พัดรถคันนั้นไป

Trust คือ สิ่งที่ต้องมีอยู่ในวันที่ไม่มีใครเห็น Brand Trust ไม่ได้วัดกันที่ยอดขาย แต่วัดกันที่พฤติกรรมในวันที่ทุกคนกำลังจับตา หรือแม้ในวันที่ไม่มีใครมองเลยก็ตาม

การเดินเคียงข้างลูกค้าในวันที่ผิด สำคัญกว่าการโฆษณาในวันที่ทุกอย่างดูดี

คำถามสุดท้ายที่ผมอยากให้แบรนด์ทุกแห่งถามตัวเองคือ “ในวันที่แบรนด์ของคุณล้ม คุณอยากให้คนพูดว่า ‘เสียดาย’ หรือ ‘สมควรแล้ว’?”

เพราะในยุคของ Trust Economy แบรนด์ไม่ได้ถูกทิ้งเพราะผลิตภัณฑ์ แต่เพราะพฤติกรรมในวันที่คนต้องการความชัดเจน

Trust ไม่ใช่ภาพลักษณ์ แต่คือการกระทำที่แบรนด์ทำในวันที่ไม่มีใครเห็น และเสียงของผู้บริโภค กำลังเฝ้าดูอยู่เสมอ

ผศ.ดร.ธีรศานต์ สหัสสพาศน์
ผู้อำนวยการหลักสูตร DNA by SPU
และอาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ ม.ศรีปทุม




10/04/2025

เวลานี้ โลกไม่ได้รอคนที่ตามไม่ทัน แต่โลกมักให้รางวัลกับคนที่ “ตั้งเกมได้ก่อน”

เฮียทรัมป์ เซตเกมส์ ทั้งปั่น ทั้งช้อน แถมส่งซิกไปเรียบร้อย 🤣

คำถามตั้งต้นในวันนี้ คือ ในโลกที่กติกาถูกเขียนใหม่โดยคนไม่กี่ประเทศ แล้ว SME ไทย จะมีที่ยืนตรงไหนในสมการนี้? ขณะนี้เรากำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของระเบียบเศรษฐกิจโลก เส้นแบ่งของขั้วอำนาจทางการค้าเริ่มไม่มั่นคงเหมือนเดิมอีกต่อไป

โลกกำลังก้าวสู่ “ยุคการค้าเชิงภูมิรัฐศาสตร์” (Geo-economic Order) ที่ใครมีอำนาจต่อรองสูง ก็สามารถเขียนกติกาใหม่ให้ตัวเองได้เปรียบ

ในภาพใหญ่นั้น เราเห็นการต่อรองระหว่างจีนกับสหรัฐฯ การเร่งขยายสมาชิก BRICS+ การตั้งพันธมิตรการค้ารูปแบบใหม่อย่าง IPEF และการจำกัดเทคโนโลยีระหว่างกลุ่มประเทศจากที่เคยร่วมมือกัน

แต่ในอีกมุมที่เงียบกว่า คือคำถามว่า SME ไทย ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่ป้อนมูลค่ากว่า 35.2% ของ GDP จะไปต่ออย่างไร? เพราะหากยักษ์ใหญ่ของโลกกำลังตั้งกติกาใหม่ คนตัวเล็กที่ไม่อยู่ในโต๊ะ อาจไม่มีแม้แต่สิทธิ์เลือกเกมที่ตัวเองจะเล่นได้เลย

มิติที่ 1 ทำความเข้าใจใหม่ SME ไม่ใช่แค่ “คนตัวเล็ก” แต่คือ “เป้าแรกของแรงปะทะ”

ต้องเข้าใจว่าคนตัวเล็กในระบบเศรษฐกิจโลก มักไม่ใช่แค่คนที่เปราะบาง แต่คือคนที่ ถูกปะทะก่อนและฟื้นช้ากว่า เพราะเมื่อการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐต่อโลกเริ่มส่งผลต่อห่วงโซ่การผลิตในเอเชีย SME ไทยจำนวนมากที่เคยอยู่ในปลายน้ำของ Value chain ก็เริ่มได้รับผลกระทบทันที ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนส่งออก ธุรกิจโลจิสติกส์รายย่อยหรือแม้แต่ภาคเกษตรที่ต้องเผชิญกับราคาผันผวนในตลาดโลก

ที่น่ากังวลกว่าคือ SME เหล่านี้ “ไม่มีข้อมูลเชิงลึก” และ “ไม่มีอำนาจต่อรอง” เพราะโครงสร้างนโยบายของไทยยังมอง SME ว่าเป็น “ผู้ประกอบการขนาดเล็กในท้องถิ่น” ไม่ใช่ “หน่วยยุทธศาสตร์ในการออกแบบมูลค่าในระบบการค้าโลก”

สิ่งที่ควรเริ่มต้นทันทีคือการ ตั้ง “SME Global Risk Desk” ภายใต้ BOI หรือกระทรวงพาณิชย์ เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มภูมิรัฐศาสตร์แบบ real-time และสื่อสารอย่างชัดเจนให้ SME เข้าใจ ไม่ใช่เพียงสรุปข่าว แต่ต้องเป็นการแปลความเสี่ยงระดับโลกสู่แนวทางการจัดการระดับกิจการ

เพราะในศึกเศรษฐกิจโลก ข้อมูลคืออาวุธ แต่คนตัวเล็กจำนวนมากยังไม่มีแม้แต่เข็มทิศ

มิติที่ 2 เปลี่ยนจุดยืน จาก “อยู่ในตลาด” มาเป็น “ออกแบบตลาด”

ยิ่งเราอยู่นานในฐานะผู้ผลิตราคาต่ำ เรายิ่งถูกแซงในสมรภูมิที่ “มูลค่า” สำคัญกว่าต้นทุน ซึ่งนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน เช่น กองทุนตั้งตัว หรือ Digital Platform เพื่อ SME ถือเป็นก้าวแรกที่ดีในการ “ขยายพื้นที่” ให้คนตัวเล็กได้มีที่ยืน แต่คำถามคือ พอมีที่ยืนแล้ว เราจะยืนอย่างไรให้มีอำนาจต่อรอง? เพราะตลาดโลกวันนี้ ไม่ได้ต้องการแค่สินค้า แต่ต้องการ “ผู้สร้างมูลค่าที่เชื่อถือได้”

ผมจึงขอเสนอแนวคิด “Stay Small but Think Global” หรือการเป็น SME ที่แม้จะไม่ใหญ่ แต่มี mindset และ positioning ที่พร้อมสู่ตลาดโลก

แนวนโยบายที่ควรต่อยอดทันที

สร้างแบรนด์ร่วมระดับชาติ (Thai Origin SME Seal) ให้ SME ที่ผ่านเกณฑ์ด้าน ESG, IP, และมาตรฐานคุณภาพ มีโอกาสมากขึ้น ส่งเสริมให้แบรนด์ของเหล่านี้ “มีเสียง” ในระดับภูมิภาค

กองทุน Matching Investment สำหรับ SME ที่มีศักยภาพเป็น OBM (Original Brand Manufacturer) ไม่ใช่แค่เงินกู้ แต่คือการร่วมลงทุนจากรัฐในอัตราที่จูงใจ

Co-Market Hub ในตลาดใหม่ เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกาใต้ โดยรัฐทำหน้าที่ “ตั้งศูนย์” และ SME มา “ทดลองขยาย” ได้ภายใต้ต้นทุนต่ำ

อย่าลืมว่าในระบบโลกแบบใหม่ ผู้ที่ “ออกแบบตลาด” ไม่ใช่แค่คนที่ใหญ่ แต่คือคนที่ “มีของ มีความเฉียบ และมีเครือข่าย” ซึ่ง SME ไทยจำนวนไม่น้อยมีสิ่งนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ถูกดันขึ้นเวที

มิติที่ 3 สร้างขบวน SME ที่ส่งเสริมกัน เพราะ SME ไม่ควรเดินเดี่ยว แต่ต้องเป็น “พลังต่อรองร่วม”

ศึกครั้งนี้ไม่ใช่ของผู้ประกอบการคนใดคนหนึ่ง แต่คือเรื่องของขบวนเศรษฐกิจไทยที่ต้อง “รวมเสียงเล็กให้กลายเป็นเสียงใหญ่” ถึงเวลาแล้วที่ SME จะไม่ใช่แค่ “ผู้รับฟังนโยบาย” แต่ต้องกลายเป็น “เจ้าของเสียง” ในการออกแบบทิศทางเศรษฐกิจ

ผมอยากเสนอให้รัฐบาล ตั้งกลไกใหม่ 2 ประการ

1. Thai SME Connect Abroad ใช้เครือข่ายสถานทูต หอการค้า และคนไทยในต่างแดน เปิดพื้นที่เจาะตลาดใหม่ให้ SME ไทย รัฐไม่ใช่แค่ facilitator แต่เป็น “co-strategist”

2. ตั้ง “SME Assembly” ทุกไตรมาส ให้รัฐ เอกชน นักวิชาการ ถกกันถึงทิศทางการค้าโลก ให้ SME “รู้ล่วงหน้า” แทนการ “ตั้งรับภายหลัง” เพราะในระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ประเทศที่รวมพลังคนตัวเล็กได้ดี มักเป็นประเทศที่ต่อรองได้ดีที่สุด ฉะนั้นในโลกเขียนกติกาใหม่ทุกวัน SME ไทยต้องไม่หลุดจากสมการ

การปะทะกันของอภิมหาอำนาจ ไม่ใช่แค่เรื่องของศูนย์กลางการค้าเปลี่ยนมือ แต่คือเรื่องของแรงสั่นสะเทือนที่ไปถึงปลายน้ำของระบบเศรษฐกิจในทุกประเทศ ประเทศไทยจึงไม่ควรใช้เวลาเพียงแค่ “ประคอง SME ให้อยู่รอด” แต่ต้องคิดให้ไกลกว่านั้นว่า SME จะอยู่ในเกมเศรษฐกิจโลกใน “สถานะที่สูงกว่าเดิม” ได้อย่างไร

รัฐบาลปัจจุบันมีต้นทุนทางสังคมสูง มีแรงสนับสนุน และมีเจตนารมณ์ชัดเจน หากสามารถ เปลี่ยนจากนโยบายเชิง “ขยายโอกาส” ไปสู่การ “ออกแบบพลังต่อรอง” ให้ SME เราจะไม่เพียงแค่ช่วยคนตัวเล็กให้อยู่ได้ แต่จะเปลี่ยน SME ให้เป็น “ตัวเร่ง” ในการพลิกสถานะของไทยในระเบียบโลกใหม่

เวลานี้ โลกไม่ได้รอคนที่ตามไม่ทัน แต่โลกมักให้รางวัลกับคนที่ “ตั้งเกมได้ก่อน”

ผศ.ดร.ธีรศานต์ สหัสสพาศน์
ผู้อำนวยการหลักสูตร DNA by SPU
และอาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ ม.ศรีปทุม



#สงครามการค้า #คนตัวเล็ก

01/01/2025

🎉HAPPY NEW YEAR 2025🎁
🙏สวัสดีปีใหม่ 2568✨
ขอให้มีความสุขกาย สบายใจ ปราศจากทุกข์โศก
โรคภัยทั้งหลายทั้งปวง และขอให้ประสบความสำเร็จในปีนี้ตลอดทั้งปี

www.DNAbySPU.com
#เรียนจริงๆไม่มีปาร์ตี้
#เรียนแล้วไปทำมาหากิน

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


มหาวิทยาลัยศรีปทุม กรุงเทพ
Bangkok
10900