Attack On ก.พ. The Final Season

Attack On ก.พ. The Final Season

แชร์

สรุปเตรียมสอบ ก.พ. เตรียมสอบราชการ
เน้นวิชาภาษาอังกฤษ

19/03/2025

Past Simple — “เหตุการณ์จบไปแล้วในอดีต”

ถ้าคุณอยากเล่าเรื่องในอดีตว่า "เคยทำอะไร", "ไปไหนมา", หรือ "เกิดอะไรขึ้น" ที่จบไปแล้วและไม่เกี่ยวกับปัจจุบันอีกต่อไป — ให้ใช้ Past Simple ทันทีครับ

----------------------

Past Simple ใช้เมื่อไหร่?

1. เล่าเหตุการณ์ในอดีตที่จบแล้ว
เช่น ไปเที่ยว ทำงาน พบเพื่อน

2. มักมีคำบอกเวลา ที่ชี้ชัดว่าเกิดขึ้น “เมื่อไหร่” เช่น

- yesterday (เมื่อวานนี้)

- last night / last week / last year (เมื่อคืน / สัปดาห์ที่แล้ว / ปีที่แล้ว)

- two days ago (สองวันก่อน)

- in 2020 (ในปี 2020)

- when I was young (ตอนฉันยังเด็ก)

ตัวอย่าง:

- I watched a movie last night.
(ฉันดูหนังเมื่อคืน — ดูจบไปแล้ว)

- She visited Paris in 2019.
(เธอไปเที่ยวปารีสในปี 2019 — ไปแล้ว จบแล้ว)

----------------------

โครงสร้างของ Past Simple


1. ประโยคบอกเล่า
[ประธาน + กริยาช่องที่ 2 (V2)]

เช่น
- He played football yesterday.
(เขาเล่นฟุตบอลเมื่อวาน)


2. ประโยคปฏิเสธ
[ประธาน + did not (didn't) + กริยาช่องที่ 1 (V1)]

เช่น

- I did not go to school last week.
(ฉันไม่ได้ไปโรงเรียนสัปดาห์ที่แล้ว)

> สังเกตว่าในประโยคปฏิเสธ กริยาจะกลับมาเป็นช่อง 1 เพราะมี "did not" ช่วยอยู่แล้ว


3. ประโยคคำถาม

[Did + ประธาน + กริยาช่องที่ 1 (V1)?]

เช่น
- Did you see that movie?
(คุณดูหนังเรื่องนั้นหรือเปล่า?)

- Did she call you yesterday?
(เมื่อวานเธอโทรหาคุณไหม?)

> จำง่าย ๆ ว่า ถ้าเจอ "did" เมื่อไหร่ กริยาต้องกลับมาเป็นช่อง 1 เสมอครับ

----------------------

กริยาช่อง 2 คืออะไร?

กริยาช่องที่ 2 (V2) มี 2 แบบ

1. กริยาปกติ (Regular Verbs) → เติม -ed

เช่น
- play → played
- walk → walked
- cook → cooked

2. กริยาไม่ปกติ (Irregular Verbs) → เปลี่ยนรูป

เช่น
- go → went
- eat → ate
- see → saw
- have → had

ตัวอย่าง:
- We ate dinner at 7 PM.
(เรากินข้าวเย็นตอนหนึ่งทุ่ม)

----------------------

เทคนิคจำง่ายสุดๆ

🎯 ถ้าเรื่อง “จบไปแล้วในอดีต” และ “บอกว่าเมื่อไหร่” → Past Simple ชัวร์!

ตัวอย่างเปรียบเทียบ:
- I have eaten sushi. → เคยกิน (ไม่ได้บอกเมื่อไหร่) → Present Perfect
- I ate sushi yesterday. → กินเมื่อวาน (บอกเวลา) → Past Simple

----------------------

สรุปสั้น ๆ แบบเห็นภาพ

Past Simple = เล่าเหตุการณ์ที่จบไปแล้วในอดีต + บอกเวลาแน่ชัด
📌 โครงสร้างบอกเล่า → กริยาช่อง 2
📌 โครงสร้างปฏิเสธ/คำถาม → ใช้ "did" และกริยาช่อง 1




อย่าลืมกดติดตามเพจนี้
เพื่อรับเคล็ดลับดีๆ ไว้เตรียมสอบกัน
ขอให้สอบผ่านทุกคนครับ


#สอบราชการ #เตรียมตัวสอบ #อ่านหนังสือ

05/03/2025

สรุปและวิธีแยกระหว่าง Present Simple, Present Continuous, Present Perfect และ Present Perfect Continuous

เมื่อพูดถึง Present Tense ในภาษาอังกฤษ หลายคนอาจสับสนว่าควรใช้ Present Simple, Present Continuous, Present Perfect หรือ Present Perfect Continuous ตอนไหนดี บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจและเลือกใช้แต่ละ tense ได้อย่างถูกต้อง

------------------------------------

🔹 1. Present Simple (ปัจจุบันธรรมดา)

ใช้เมื่อ:
✅ พูดถึงข้อเท็จจริงหรือความจริงทั่วไป
✅ กิจวัตรประจำวันที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ
✅ กฎเกณฑ์หรือสิ่งที่เป็นจริงเสมอ
✅ ตารางเวลา (เช่น ตารางรถไฟ, เวลาทำการ)

โครงสร้าง:
📌 [Subject + V1 (กริยารูปปกติ)]
📌 กรณีประธานเป็น He/She/It → เติม -s/-es ที่กริยา

ตัวอย่าง:
🔹 The sun rises in the east. (พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเสมอ)
🔹 I go to the gym every Monday. (ฉันไปยิมทุกวันจันทร์)
🔹 The train leaves at 6 PM. (รถไฟออกเวลา 6 โมงเย็น)
📌 คำบอกเวลา (Signal Words): always, usually, often, sometimes, every day/week/month

------------------------------------

🔹 2. Present Continuous (ปัจจุบันกำลังทำอยู่)

ใช้เมื่อ:
✅ กำลังเกิดขึ้น ขณะที่พูด
✅ เป็นแผนที่วางไว้แล้วในอนาคต
✅ สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ

โครงสร้าง:
📌 [Subject + is/am/are + V-ing]

ตัวอย่าง:
🔹 She is studying right now. (เธอกำลังเรียนอยู่ตอนนี้)
🔹 I am meeting my friend tomorrow. (ฉันจะเจอเพื่อนพรุ่งนี้ - วางแผนไว้แล้ว)
🔹 The world is getting warmer. (โลกกำลังร้อนขึ้นเรื่อย ๆ)

📌 คำบอกเวลา (Signal Words): now, at the moment, currently, right now, this week

🚨 ข้อควรระวัง:
❌ ไม่ใช้กับ Stative Verbs (กริยาที่ไม่แสดงการกระทำ) เช่น like, love, know, believe, own
✔ I love this song. (ไม่ใช้ "I am loving this song.")

------------------------------------

🔹 3. Present Perfect (ปัจจุบันสมบูรณ์)

ใช้เมื่อ:
✅ พูดถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ มีผลต่อปัจจุบัน
✅ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้ว แต่ไม่ได้ระบุเวลาแน่ชัด
✅ สิ่งที่เคยทำหรือยังไม่เคยทำ

โครงสร้าง:
📌 [Subject + has/have + V3]

ตัวอย่าง:
🔹 I have finished my homework. (ฉันทำการบ้านเสร็จแล้ว → ผลคือ ตอนนี้ไม่มีการบ้านแล้ว)
🔹 She has visited Japan. (เธอเคยไปญี่ปุ่นมาแล้ว)
🔹 We have known each other for 10 years. (เรารู้จักกันมา 10 ปีแล้ว)

📌 คำบอกเวลา (Signal Words): already, just, yet, ever, never, for (เป็นระยะเวลา), since (ตั้งแต่)

🚨 ข้อควรระวัง:
• "For" ใช้กับช่วงเวลา → I have lived here for 5 years.
• "Since" ใช้กับจุดเริ่มต้นของเวลา → I have lived here since 2019.

------------------------------------

🔹 4. Present Perfect Continuous (ปัจจุบันสมบูรณ์กำลังดำเนินอยู่)

ใช้เมื่อ:
✅ เน้น ระยะเวลา ที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน
✅ เหตุการณ์ที่เกิดมาต่อเนื่อง และยังไม่จบ
✅ ใช้กับกิจกรรมที่ทำมาเป็นเวลานานและมีผลต่อปัจจุบัน

โครงสร้าง:
📌 [Subject + has/have been + V-ing]

ตัวอย่าง:
🔹 I have been waiting for you for an hour! (ฉันรอเธอมา 1 ชั่วโมงแล้ว → ยังรออยู่)
🔹 She has been working here since 2015. (เธอทำงานที่นี่มาตั้งแต่ปี 2015)
🔹 We have been learning English for years. (เราเรียนภาษาอังกฤษมาหลายปีแล้ว)

📌 คำบอกเวลา (Signal Words): for, since, lately, recently

🚨 ข้อควรระวัง:
• Present Perfect Continuous มักใช้กับกริยาที่บ่งบอกถึงกิจกรรมที่ดำเนินต่อเนื่อง เช่น work, study, live, wait, sleep
• ไม่ใช้กับ Stative Verbs เช่น own, know, like, love

------------------------------------

🔥 เทคนิคช่วยจำง่าย ๆ
✅ Present Simple = เรื่องปกติทั่วไป
✅ Present Continuous = ตอนนี้กำลังทำอยู่
✅ Present Perfect = มีผลมาถึงปัจจุบัน
✅ Present Perfect Continuous = ทำต่อเนื่องมานานและยังไม่จบ




อย่าลืมกดติดตามเพจนี้
เพื่อรับเคล็ดลับดีๆ ไว้เตรียมสอบกัน
ขอให้สอบผ่านทุกคนครับ


#สอบราชการ #เตรียมตัวสอบ #อ่านหนังสือ

03/03/2025

Present Perfect Continuous

Present Perfect Continuous Tense เป็นเทนส์ที่ช่วยบอกว่า "บางสิ่งบางอย่างได้เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง และยังคงดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน" หรือ "เหตุการณ์นี้ส่งผลต่อปัจจุบัน" ซึ่งแตกต่างจาก Present Perfect ตรงที่เน้น "ระยะเวลา" และ "กระบวนการของการกระทำ" มากกว่าแค่ผลลัพธ์

--------------------------

🔹 Present Perfect Continuous ใช้ตอนไหน?

✅ พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง และยังคงดำเนินอยู่
• I have been working here for five years. (ฉันทำงานที่นี่มา 5 ปีแล้ว และยังทำอยู่)
• She has been reading for two hours. (เธออ่านหนังสือมา 2 ชั่วโมงแล้ว และยังอ่านอยู่)

✅ พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง และเพิ่งหยุดไป แต่ยังเห็นผลอยู่ในปัจจุบัน
• He has been running, so he is out of breath. (เขาวิ่งมา เลยหอบอยู่ตอนนี้)
• It has been raining, so the ground is wet. (ฝนตกมา เลยทำให้พื้นเปียก)

✅ พูดถึงแนวโน้ม หรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ
• The population has been increasing rapidly. (ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว)
• Prices have been going up lately. (ราคาสูงขึ้นช่วงนี้)

--------------------------

🔹 โครงสร้างประโยคที่ต้องรู้
➤ ประโยคบอกเล่า
(Subject + have/has been + V-ing)
• I have been waiting for you all day.
• She has been learning French since last year.

➤ ประโยคปฏิเสธ
(Subject + have/has not been + V-ing)
• He has not been sleeping well recently.
• They haven’t been studying hard enough.

➤ ประโยคคำถาม
(Have/Has + Subject + been + V-ing?)
• Have you been feeling okay?
• Has she been working here for a long time?

--------------------------

🔹 คำบอกเวลา (Time Expressions) ที่ใช้กับ Present Perfect Continuous
• For (เป็นเวลา) → I have been living here for 10 years.
• Since (ตั้งแต่) → She has been studying English since 2018.
• Lately / Recently (ช่วงนี้) → He has been working hard lately.
• All day / All week (ตลอดทั้งวัน / สัปดาห์) → It has been raining all day.

--------------------------

🔹 ความแตกต่างระหว่าง Present Perfect และ Present Perfect Continuous

Present Perfect เน้นผลลัพธ์ → I have written three reports. (ฉันเขียนรายงานเสร็จไปสามฉบับ)

Present Perfect Continuous เน้นระยะเวลา → I have been writing reports all day. (ฉันเขียนรายงานทั้งวัน → ยังไม่เสร็จ)

Present Perfect เน้นจำนวนครั้ง → She has read five books this month. (เธออ่านหนังสือจบไป 5 เล่ม)

Present Perfect Continuous เน้นกระบวนการ → She has been reading for two hours. (เธออ่านหนังสือมา 2 ชั่วโมงแล้ว → ยังอ่านอยู่)

💡 ถ้าสนใจว่าทำไปแล้วกี่ครั้ง → ใช้ Present Perfect

💡 ถ้าสนใจว่าทำมาเป็นเวลานานแค่ไหน → ใช้ Present Perfect Continuous

--------------------------

🔹 จุดที่คนใช้ผิดบ่อย

❌ ใช้กับกริยาที่เป็น Stative Verbs (กริยาที่ไม่ใช้ Continuous Form)
🚫 I have been knowing him for years.
✅ I have known him for years.

--------------------------

💡 Stative Verbs เช่น:
• know, believe, love, like, hate, want, need, understand (ใช้ Present Perfect แทน)

--------------------------

🔹 สรุปให้จำง่ายๆ

• Have/Has been + V-ing
• ใช้เมื่อ เหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่อง และยังดำเนินอยู่ หรือเพิ่งหยุดไปแต่ยังเห็นผล
• เน้น "ระยะเวลา" และ "กระบวนการของการกระทำ" มากกว่าแค่ผลลัพธ์
• ห้ามใช้กับ Stative Verbs




อย่าลืมกดติดตามเพจนี้
เพื่อรับเคล็ดลับดีๆ ไว้เตรียมสอบกัน
ขอให้สอบผ่านทุกคนครับ


#สอบราชการ #เตรียมตัวสอบ #อ่านหนังสือ

02/03/2025

หลักการ Memory Palace ทำให้สมองจดจำเป็นภาพ

เคยไหมครับ... อ่านหนังสือสอบไปหลายรอบ แต่พอถึงเวลาจริงกลับนึกไม่ออกว่ามันอยู่ตรงไหนในหนังสือ ปัญหานี้อาจเกิดจากการใช้วิธีจดจำที่ไม่เหมาะสมกับสมองของเรา

สมองของเราถูกออกแบบมาให้จดจำภาพได้ดีกว่าข้อความ เพราะภาพมีความเชื่อมโยงและสร้างความหมายได้เร็วกว่า เช่น ถ้าผมบอกให้คุณจำคำว่า "ช้าง" กับให้คุณนึกภาพ "ช้างสีชมพูบินได้" แน่นอนว่าภาพช้างสีชมพูจะติดตาไปอีกนาน

นี่คือหลักการพื้นฐานของ "Memory Palace" หรือ "การจดจำเป็นภาพ" ที่นักศึกษาแพทย์ นักกฎหมาย และผู้แข่งขันความจำระดับโลกใช้กัน

แล้วเราจะเปลี่ยนข้อมูลแห้ง ๆ ให้กลายเป็นภาพที่สมองจำได้ง่ายขึ้นได้อย่างไร? มาดูกัน!

-------------------------

1. ใช้ "Method of Loci" หรือ "Memory Palace"

หลักการ: เปรียบเทียบข้อมูลที่ต้องจำกับสถานที่ที่เราคุ้นเคย เช่น บ้านของคุณ

[ วิธีใช้ ]

จินตนาการบ้านของคุณเป็นเส้นทางเดิน (เช่น จากหน้าบ้านไปห้องนอน)

นำข้อมูลที่ต้องจำไปวางในแต่ละจุดของบ้าน

เวลาทวนความจำ ให้นึกว่าเดินไปในบ้าน แล้วดึงข้อมูลออกมาตามจุดที่วางไว้


[ ตัวอย่าง ]

ถ้าคุณต้องจำ "ฮอร์โมนหลักของร่างกาย"

ประตูบ้าน = อินซูลิน (นึกภาพมีขวดอินซูลินแทนลูกบิด)
ห้องครัว = อะดรีนาลีน (นึกภาพขวดอะดรีนาลีนในตู้เย็น)
ห้องนอน = เมลาโทนิน (นึกภาพตัวเองหลับอยู่บนเตียงที่มีขวดยาเมลาโทนินลอยอยู่เหนือหัว)

-------------------------

2. เปลี่ยนข้อมูลเป็นสัญลักษณ์หรือภาพเปรียบเทียบ

สมองจำสิ่งที่แปลกและแตกต่างได้ดี ดังนั้นการเปลี่ยนข้อมูลเป็นภาพที่มีสีสันหรือลักษณะขัดแย้งกับความเป็นจริงจะช่วยให้เราจดจำได้เร็วขึ้น

[ ตัวอย่าง ]

จำสูตรฟิสิกส์

F=ma → นึกภาพ "มด (m)" กำลัง "เข็นแอปเปิล (a)" ด้วย "แรงมหาศาล (F)"

จำ "โครงสร้างอะตอม" → นึกภาพระบบสุริยะที่อิเล็กตรอนเป็นดาวเคราะห์หมุนรอบนิวเคลียสที่เป็นดวงอาทิตย์

-------------------------

3. ใช้สีและแผนภาพช่วยจำ

สีช่วยให้สมองแยกประเภทข้อมูลได้ง่ายขึ้น เช่น

ใช้ไฮไลต์สีต่าง ๆ กับหัวข้อสำคัญ
วาด Mind Map หรือ Flowchart เพื่อสรุปข้อมูล

[ ตัวอย่าง ]

ถ้าคุณต้องจำ ขั้นตอนการสังเคราะห์แสง

วาดต้นไม้

วาดลูกศรแสดงเส้นทางของพลังงาน

ใช้สีเหลืองแทนแสงแดด สีเขียวแทนใบไม้ สีฟ้าแทนน้ำ

-------------------------

4. ใช้ "เรื่องเล่า" ช่วยจำ

สมองของเราจำเรื่องราวได้ดีกว่าข้อมูลดิบ ๆ ดังนั้นลองเปลี่ยนสิ่งที่ต้องจำให้เป็น "เรื่องเล่า"

[ ตัวอย่าง ]

ต้องจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ "Obsolete (ล้าสมัย)"

คิดเป็นเรื่องราว: "มือถือรุ่นเก่าที่ถูกทิ้งไว้ในลิ้นชัก"

-------------------------

5. ฝึกทบทวนด้วยเทคนิค "Active Recall"

แค่ดูภาพที่เราสร้างขึ้นมาไม่พอ ต้องฝึก "ดึง" ข้อมูลออกจากสมองด้วยการ ตั้งคำถามกับตัวเอง เช่น

ปิดหนังสือ แล้วลองวาดแผนภาพที่เราสร้างขึ้นมา

ลองเล่าเนื้อหาให้ตัวเองฟังเป็นเรื่องราว

-------------------------

ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ตอนเตรียมสอบ แล้วคุณอาจจะพบว่าการจำข้อมูลกลายเป็นเรื่องสนุกและได้ผลดีกว่าการท่องจำแบบเดิมๆแน่นอนครับ




อย่าลืมกดติดตามเพจนี้
เพื่อรับเคล็ดลับดีๆ ไว้เตรียมสอบกัน
ขอให้สอบผ่านทุกคนครับ


#สอบราชการ #เตรียมตัวสอบ #อ่านหนังสือ

28/02/2025

Present Perfect Tense

Present Perfect Tense เป็นหนึ่งในเทนส์ที่สร้างความสับสนให้กับผู้เรียนภาษาอังกฤษมากที่สุด เพราะมันอยู่ตรงกลางระหว่าง "อดีต" กับ "ปัจจุบัน"

--------------------------------------

🔹 Present Perfect ใช้ตอนไหน?


✅ พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ยังส่งผลถึงปัจจุบัน

I have lost my keys. (ฉันทำกุญแจหาย → ตอนนี้ยังหาไม่เจอ)
She has broken her leg. (เธอขาหัก → ตอนนี้ยังไม่หาย)


✅ พูดถึงประสบการณ์ในชีวิต (Life experiences)

I have visited Japan twice. (ฉันเคยไปญี่ปุ่นสองครั้ง)
She has never tried sushi. (เธอไม่เคยลองซูชิเลย)


✅ พูดถึงสิ่งที่เริ่มในอดีตและยังคงดำเนินอยู่

He has worked at this company for five years. (เขาทำงานที่นี่มา 5 ปีแล้ว → ยังทำอยู่)
We have known each other since high school. (เรารู้จักกันตั้งแต่มัธยม → ยังรู้จักกันอยู่)


✅ พูดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น (Just happened)

She has just finished her homework. (เธอเพิ่งทำการบ้านเสร็จ)
I have just eaten lunch. (ฉันเพิ่งกินข้าวเที่ยงเสร็จ)


✅ พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลายครั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน

I have watched this movie three times. (ฉันดูหนังเรื่องนี้มา 3 ครั้งแล้ว)
They have visited us many times. (พวกเขามาเยี่ยมเราหลายครั้งแล้ว)


--------------------------------------

🔹 โครงสร้างประโยคที่ต้องรู้


➤ ประโยคบอกเล่า
(Subject + have/has + V3)

She has lived here for ten years.
They have finished their project.


➤ ประโยคปฏิเสธ
(Subject + have/has not + V3)

I have not seen that movie.
He has not visited his parents lately.


➤ ประโยคคำถาม
(Have/Has + Subject + V3?)

Have you ever traveled abroad? (คุณเคยเดินทางไปต่างประเทศไหม?)
Has she finished her work? (เธอทำงานเสร็จหรือยัง?)


--------------------------------------

🔹 คำบอกเวลา (Time Expressions) ที่ใช้กับ Present Perfect

Ever (เคยไหม) → Have you ever been to Paris?

Never (ไม่เคย) → I have never eaten sushi.

Just (เพิ่งจะ) → She has just arrived.

Already (แล้ว) → They have already seen that movie.

Yet (ยัง, ใช้กับปฏิเสธและคำถาม) → Have you finished your homework yet? / I haven’t finished it yet.

For (เป็นเวลา) → I have lived here for five years.

Since (ตั้งแต่) → She has worked here since 2010.

--------------------------------------

🔹 จุดที่คนใช้ผิดบ่อย

❌ ใช้กับเวลาเจาะจงในอดีต

🚫 I have met him yesterday.
✅ I met him yesterday. (ใช้ Past Simple แทน เพราะมี yesterday)


❌ ใช้กับเหตุการณ์ที่จบไปแล้วแบบไม่เชื่อมกับปัจจุบัน

🚫 She has died in 1990.
✅ She died in 1990. (ต้องใช้ Past Simple เพราะเป็นอดีตที่จบไปแล้ว)

--------------------------------------

🔹 สรุปให้จำง่าย ๆ

- ใช้ have/has + V3

- ใช้กับ เหตุการณ์ที่ยังส่งผลถึงปัจจุบัน, ประสบการณ์ชีวิต, สิ่งที่เริ่มในอดีตและยังดำเนินอยู่, สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น

- ห้ามใช้กับ เวลาเจาะจงในอดีต (เช่น yesterday, last year, in 2010)




อย่าลืมกดติดตามเพจนี้
เพื่อรับเคล็ดลับดีๆ ไว้เตรียมสอบกัน
ขอให้สอบผ่านทุกคนครับ


#สอบราชการ #เตรียมตัวสอบ #อ่านหนังสือ

27/02/2025

Present Continuous Tense

Present Continuous Tense เป็นหนึ่งในเทนส์ที่เราใช้กันบ่อยมากในชีวิตประจำวัน เพราะมันช่วยบอกว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้คืออะไร หรือ สิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง

----------------------------------

🔹 Present Continuous ใช้ตอนไหน?


✅ พูดถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ (Right now, At the moment)

I am writing this post. (ฉันกำลังเขียนโพสต์นี้อยู่ตอนนี้)

She is cooking dinner. (เธอกำลังทำอาหารเย็น)

They are watching a movie. (พวกเขากำลังดูหนัง)


✅ พูดถึงเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในวินาทีนี้

I am reading a great book these days. (ช่วงนี้ฉันกำลังอ่านหนังสือดี ๆ เล่มหนึ่ง)

He is studying for his exam this week. (สัปดาห์นี้เขากำลังอ่านหนังสือเตรียมสอบ)


✅ พูดถึงแผนการในอนาคตอันใกล้ (Near future plans)

We are going to Japan next month. (พวกเรากำลังจะไปญี่ปุ่นเดือนหน้า)

She is meeting her friend tomorrow. (เธอมีนัดเจอเพื่อนพรุ่งนี้)


✅ พูดถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่ (Changing situations)

The climate is getting hotter. (อากาศกำลังร้อนขึ้น)

He is improving his English. (เขากำลังพัฒนาภาษาอังกฤษของเขา)


----------------------------------

🔹 โครงสร้างประโยคที่ต้องรู้

➤ ประโยคบอกเล่า

(Subject + am/is/are + V-ing)

She is studying English. (เธอกำลังเรียนภาษาอังกฤษ)

They are playing football. (พวกเขากำลังเล่นฟุตบอล)


➤ ประโยคปฏิเสธ

(Subject + am/is/are + not + V-ing)

I am not watching TV right now. (ฉันไม่ได้ดูทีวีตอนนี้)

He is not working today. (วันนี้เขาไม่ได้ทำงาน)


➤ ประโยคคำถาม

(Am/Is/Are + Subject + V-ing?)

Are you listening to me? (คุณกำลังฟังฉันอยู่ไหม?)

Is she coming to the party? (เธอจะมางานปาร์ตี้ไหม?)


----------------------------------

🔹 จุดที่คนใช้ผิดบ่อย

ลืมใช้ verb to be (am/is/are)

🚫 She playing tennis now.
✅ She is playing tennis now.


ใช้กับกริยาที่ไม่ควรใช้ใน Continuous (Stative verbs)

🚫 I am knowing the answer.
✅ I know the answer.


Stative Verbs (กริยาที่ไม่ใช้กับ Continuous Tense) เช่น:
know, believe, like, love, hate, want, need, understand

----------------------------------

🔹 สรุปให้จำง่าย ๆ

ใช้ am/is/are + V-ing

ใช้เมื่อ พูดถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้, เหตุการณ์ที่ดำเนินอยู่, แผนอนาคตอันใกล้ หรือการเปลี่ยนแปลง

ห้ามใช้กับ stative verbs เช่น know, like, need




อย่าลืมกดติดตามเพจนี้
เพื่อรับเคล็ดลับดีๆ ไว้เตรียมสอบกัน
ขอให้สอบผ่านทุกคนครับ


#สอบราชการ #เตรียมตัวสอบ #อ่านหนังสือ

26/02/2025

สรุป Present Simple Tense

Present Simple Tense เป็นพื้นฐานของภาษาอังกฤษที่ทุกคนต้องใช้ ไม่ว่าจะพูดถึงข้อเท็จจริง กิจวัตรประจำวัน หรือสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่ถึงจะเป็นเทนส์ที่ดูเรียบง่าย หลายคนก็ยังใช้ผิดโดยไม่รู้ตัว

--------------------------------

🔹 Present Simple ใช้ตอนไหน?

✅ พูดถึงความจริงทั่วไป
• The Earth orbits the sun. (โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์)
• Water boils at 100°C. (น้ำเดือดที่ 100 องศาเซลเซียส)

✅ บรรยายกิจวัตรประจำวัน
• I wake up at 6 AM. (ฉันตื่นหกโมงเช้า)
• She drinks coffee every morning. (เธอดื่มกาแฟทุกเช้า)

✅ พูดถึงกำหนดการที่แน่นอน
• The train leaves at 8 PM. (รถไฟออกตอนสองทุ่ม)
• The movie starts at 7:30. (หนังเริ่มตอนหนึ่งทุ่มครึ่ง)

--------------------------------

🔹 โครงสร้างประโยคที่ต้องรู้

➤ ประโยคบอกเล่า
(Subject + V1) → ถ้าประธานเป็น he/she/it ให้เติม s/es ที่กริยา
• He works at a bank. (เขาทำงานที่ธนาคาร)
• They study English. (พวกเขาเรียนภาษาอังกฤษ)

➤ ประโยคปฏิเสธ
(Subject + do/does not + V1)
• She does not like spicy food. (เธอไม่ชอบอาหารเผ็ด)
• We do not watch TV at night. (พวกเราไม่ดูทีวีตอนกลางคืน)

➤ ประโยคคำถาม
(Do/Does + Subject + V1?)
• Does he play football? (เขาเล่นฟุตบอลไหม?)
• Do you exercise every day? (คุณออกกำลังกายทุกวันไหม?)

--------------------------------

🔹 จุดที่คนใช้ผิดบ่อย

❌ ลืมเติม s เมื่อประธานเป็นเอกพจน์
• 🚫 He like coffee.
• ✅ He likes coffee.

❌ ใช้ does แล้วเติม s ที่กริยา
• 🚫 Does she likes tea?
• ✅ Does she like tea?

❌ ใช้ do/does ผิดกับประธาน
• 🚫 She don’t like cats.
• ✅ She doesn’t like cats.

--------------------------------

🔹 สรุปให้จำง่าย ๆ

- ใช้กับ ข้อเท็จจริง กิจวัตรประจำวัน และกำหนดการที่แน่นอน
- ถ้าประธานเป็น he/she/it ให้เติม s/es ที่กริยา
- ถ้าเป็น ปฏิเสธหรือคำถาม ใช้ do/does แล้วตามด้วยกริยารูปเดิม




อย่าลืมกดติดตามเพจนี้
เพื่อรับเคล็ดลับดีๆ ไว้เตรียมสอบกัน
ขอให้สอบผ่านทุกคนครับ


#สอบราชการ #เตรียมตัวสอบ #อ่านหนังสือ

25/02/2025

12 Tense ภาษาอังกฤษ ฉบับเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างที่ใช้ได้จริง

Tense คือระบบบอก “เวลา” ในภาษาอังกฤษ ถ้าใช้ผิด เหตุการณ์ที่คุณเล่าอาจสับสนราวกับดูหนังย้อนเวลา แต่ไม่ต้องกังวล วันนี้เราจะพาคุณไปสำรวจ 12 Tense สำคัญในภาษาอังกฤษ แบบคมชัด เข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างที่ใช้ได้จริง และมีมุมมองสนุกๆ ให้จำแม่นขึ้นอีกนิดครับ

--------------------------------

✅ Present Tense — เรื่องที่เกี่ยวกับ “ปัจจุบัน”

--------------------------------

1. Present Simple — “ข้อเท็จจริงและกิจวัตร”

โครงสร้าง: Subject + Verb ช่อง 1 (+ s/es)

ใช้เมื่อ:
• พูดถึงข้อเท็จจริง หรือสิ่งที่เป็นจริงเสมอ
• กิจวัตรประจำวัน หรือสิ่งที่ทำเป็นประจำ

ตัวอย่าง:
• The sun rises in the east. 🌞 (นี่คือกฎธรรมชาติ)
• She works at a bank. 🏦 (งานประจำ ไม่ใช่งานชั่วคราว)

💡 จดจำแบบเร็ว: ถ้าเป็นเรื่องที่ “จริงตลอด” หรือ “ทำเป็นประจำ” → ใช้ Present Simple

--------------------------------

2. Present Continuous — “กำลังทำอยู่ตอนนี้”

โครงสร้าง: Subject + am/is/are + V-ing

ใช้เมื่อ:
• พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้
• พฤติกรรมชั่วคราวที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ

ตัวอย่าง:
• I am studying for my exam. 📚 (กำลังอ่านหนังสืออยู่ตอนนี้)
• They are traveling in Italy. 🇮🇹 (ทริปนี้ไม่ได้ไปทุกวันนะ)

💡 จำให้แม่น: ถ้าเน้น “ตอนนี้” หรือช่วงเวลาชั่วคราว → นี่แหละตัวเลือกที่ใช่

--------------------------------

3. Present Perfect — “ทำเสร็จแล้ว แต่ยังมีผลถึงปัจจุบัน”

โครงสร้าง: Subject + have/has + V3

ใช้เมื่อ:
• พูดถึงผลลัพธ์ของการกระทำที่ส่งผลถึงปัจจุบัน
• ประสบการณ์ที่ผ่านมา

ตัวอย่าง:
• I have finished my homework. ✅ (ตอนนี้ทำเสร็จแล้ว)
• She has visited Japan three times. ✈️ (นี่คือประสบการณ์ ไม่ได้บอกว่าไปเมื่อไหร่)

💡 ทริค: ถ้าคุณเน้น “ผลลัพธ์” หรือพูดถึง “ประสบการณ์” → ใช้ Present Perfect

--------------------------------

4. Present Perfect Continuous — “ทำมาต่อเนื่อง จนถึงตอนนี้”

โครงสร้าง: Subject + have/has been + V-ing

ใช้เมื่อ:
• เน้นว่าทำบางสิ่ง “มาต่อเนื่อง” และยังคงทำอยู่ (หรือเพิ่งหยุดไปเมื่อสักครู่)

ตัวอย่าง:
• I have been waiting for you for an hour. ⏳ (รอนานนะเนี่ย)
• They have been working on the project all day. 💻 (ทำทั้งวัน ยังไม่ได้หยุด)

💡 จำง่าย: ถ้ามีคำบอกเวลา for (ระยะเวลา) หรือ since (จุดเริ่มต้น) → ใช้เทนส์นี้ได้เลย

--------------------------------

✅ Past Tense — เรื่องที่เกิดขึ้น “ในอดีต”

--------------------------------

5. Past Simple — “เหตุการณ์จบไปแล้วในอดีต”

โครงสร้าง: Subject + Verb ช่อง 2

ใช้เมื่อ:
• เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจบลงไปแล้วในอดีต
• บอกวัน เวลา หรือช่วงที่มันเกิดขึ้น

ตัวอย่าง:
• I visited London last summer. (ทริปนั้นจบไปแล้ว)
• They watched a movie yesterday. 🎬 (ดูเสร็จแล้ว)

💡 ทริคเด็ด: ถ้าเห็นคำว่า yesterday, last week, in 2020 → นี่คือ Past Simple

--------------------------------

6. Past Continuous — “ตอนนั้นฉันกำลังทำอะไรอยู่นะ?”

โครงสร้าง: Subject + was/were + V-ing

ใช้เมื่อ:
• พูดถึงเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น “ในอดีต”
• หรือใช้บอกว่าเหตุการณ์หนึ่ง “แทรก” อีกเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่

ตัวอย่าง:
• I was cooking when the phone rang. 🍳📞 (กำลังทำกับข้าว แต่มีโทรศัพท์แทรก)
• They were playing football at 5 PM. ⚽ (ตอนนั้นกำลังเตะบอลอยู่)

💡 เทคนิค: สังเกตคำว่า when หรือ while → Past Continuous มักจะมาคู่กับ Past Simple

--------------------------------

7. Past Perfect — “อดีตกว่าอดีต”

โครงสร้าง: Subject + had + V3

ใช้เมื่อ:
• บอกว่าเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น “ก่อน” อีกเหตุการณ์ในอดีต

ตัวอย่าง:
• She had left before I arrived. 🚶‍♀️➡️🏃‍♂️ (มาช้าไป เธอกลับแล้ว)
• They had finished dinner when I called. 🍽️📞 (กินเสร็จก่อนที่โทรไป)

💡 วิธีจำ: ถ้าเล่าเรื่องย้อนหลังจากอดีตอีกที → ใช้ Past Perfect

--------------------------------

8. Past Perfect Continuous — “ทำมาต่อเนื่อง ก่อนอีกเหตุการณ์จะเกิด”

โครงสร้าง: Subject + had been + V-ing

ใช้เมื่อ:
• เน้นว่า “ทำอะไรบางอย่างมาต่อเนื่อง” ก่อนจะมีอีกเหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีต

ตัวอย่าง:
• I had been studying for hours before the exam started. 📖💡 (อ่านหนังสือมานาน ก่อนจะเข้าสอบ)
• She had been waiting for 2 hours before the bus arrived. 🚌⌛ (รอจนจะเป็นหิน)

💡 ทริค: ถ้าเน้น “ระยะเวลา” ในอดีตก่อนเหตุการณ์หลัก → ใช้ Past Perfect Continuous

--------------------------------

✅ Future Tense — เรื่องที่จะเกิดขึ้น “ในอนาคต”

--------------------------------

9. Future Simple — “จะทำในอนาคต”

โครงสร้าง: Subject + will + V1

ใช้เมื่อ:
• พูดถึงแผน หรือสิ่งที่จะทำในอนาคต
• การตัดสินใจทันที หรือการคาดเดา

ตัวอย่าง:
• I will call you later. 📱 (เดี๋ยวโทรกลับ)
• It will rain tomorrow. 🌧️ (พยากรณ์ไว้แล้วนะ)

💡 จำง่าย: คำว่า tomorrow, next week มักอยู่ในประโยค Future Simple

--------------------------------

10. Future Continuous — “ช่วงเวลาที่จะกำลังทำอะไรอยู่ในอนาคต”

โครงสร้าง: Subject + will be + V-ing

ใช้เมื่อ:
• เน้นว่าในอนาคต “จะกำลังทำบางสิ่ง” ในช่วงเวลาหนึ่ง

ตัวอย่าง:
• This time tomorrow, I will be flying to Tokyo. ✈️ (พรุ่งนี้เวลานี้กำลังอยู่บนเครื่องบิน)
• At 8 PM, they will be watching the match. ⚽ (เตรียมตัวดูบอลกัน)

💡 คีย์เวิร์ด: เน้นเวลาชัดเจน + กิจกรรมที่กำลังทำ = Future Continuous

--------------------------------

11. Future Perfect — “จะทำเสร็จภายในเวลาที่กำหนด”

โครงสร้าง: Subject + will have + V3

ใช้เมื่อ:
• พูดถึงสิ่งที่ “จะเสร็จสิ้น” ก่อนจุดเวลาหนึ่งในอนาคต

ตัวอย่าง:
• By next month, I will have completed the course. 🎓 (เสร็จก่อนเดือนหน้า)
• She will have left before you arrive. 🏃‍♀️ (มาช้าอีกแล้ว)

💡 คำบอกเวลา: by tomorrow, by next week = ใช้ Future Perfect

--------------------------------

12. Future Perfect Continuous — “จะทำต่อเนื่องจนถึงเวลาหนึ่งในอนาคต”

โครงสร้าง: Subject + will have been + V-ing

ใช้เมื่อ:
• พูดถึงสิ่งที่ทำมาต่อเนื่องและจะยังคงทำอยู่จนถึงจุดเวลาหนึ่งในอนาคต

ตัวอย่าง:
• By next year, I will have been working here for 10 years. 🏢 (ครบ 10 ปีเต็ม)
• She will have been studying for 5 hours by the time you arrive. 📚⌛ (อ่านหนังสือจนคุณมาถึง)

💡 จำแบบเร็ว: เน้น “ระยะเวลา” + อนาคต → ใช้ Future Perfect Continuous

--------------------------------

🎯 สรุปสั้นๆอีกที

Simple → เหตุการณ์ปกติ/จบแล้ว
Continuous → กำลังทำ
Perfect → ทำเสร็จแล้ว (แต่ยังมีผล)
Perfect Continuous → ทำมาต่อเนื่องจนถึงจุดใดจุดหนึ่ง




อย่าลืมกดติดตามเพจนี้
เพื่อรับเคล็ดลับดีๆ ไว้เตรียมสอบกัน
ขอให้สอบผ่านทุกคนครับ


#สอบราชการ #เตรียมตัวสอบ #อ่านหนังสือ

24/02/2025

40 คำคมทรงพลังจากจักรพรรดิจีน ขุนศึก และนักปราชญ์ [ ฝึกคำศัพท์และการจับใจความภาษาอังกฤษ ]


1. "When ministers are honest, the kingdom will be peaceful." (Emperor Tang Taizong)

"เมื่อข้าราชการซื่อสัตย์ แผ่นดินย่อมสงบสุข"


2. "Criticism is like medicine - bitter but beneficial." (Emperor Kangxi)

"คำวิจารณ์เปรียบเสมือนยา - ขมแต่มีประโยชน์"


3. "Lead by example, not by force." (Confucius)

"นำด้วยแบบอย่าง ไม่ใช่ด้วยกำลัง"


4. "The wealth of a nation lies in the prosperity of its people." (Emperor Qianlong)

"ความมั่งคั่งของแผ่นดินอยู่ที่ความเป็นอยู่ของประชาชน"


5. "Education is the foundation of good governance." (Emperor Yongzheng)

"การศึกษาคือรากฐานของการปกครองที่ดี"


6. "The supreme art of war is to subdue the enemy without fighting." (Sun Tzu)

"ศิลปะสูงสุดของการรบคือการเอาชนะโดยไม่ต้องสู้"


7. "Good generals are rare, soldiers are plenty." (Han Xin)

"ทหารพันนายหาง่าย แม่ทัพดีๆหายาก"


8. "Study the terrain thoroughly before planning the battle." (Zhou Yu)

"ศึกษาภูมิประเทศให้ถ่องแท้ก่อนวางแผนรบ"


9. "A journey of a thousand miles begins with a single step." (Lao Tzu)

"การเดินทางพันลี้ เริ่มต้นด้วยก้าวแรก"


10. "Those who know do not speak, those who speak do not know." (Lao Tzu)

"ผู้รู้จริงไม่พูดมาก ผู้พูดมากมักไม่รู้จริง"


11. "The softest things in the universe overcome the hardest things." (Lao Tzu)

"สิ่งที่อ่อนโยนที่สุดเอาชนะสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดได้"


12. "Loyalty and integrity come before ability." (Wei Zhao)

"ความซื่อสัตย์ต้องมาก่อนความสามารถ"


13. "In prosperity, do not forget hardship." (Yao Cheng)

"เมื่อมั่งคั่ง อย่าลืมความยากลำบาก"


14. "Good policy considers future generations." (Li Si)

"นโยบายที่ดีต้องคำนึงถึงคนรุ่นหลัง"


15. "A peaceful nation starts with harmonious families." (Emperor Tang Taizong)

"ความสงบสุขของแผ่นดินเริ่มจากครอบครัวที่อบอุ่น"


16. "Rewards should exceed punishments." (Emperor Wu of Han)

"การให้รางวัลควรมากกว่าการลงโทษ"


17. "Emptiness is the source of all things." (Hai Feizi)

"ความว่างเปล่าคือที่มาของทุกสิ่ง"


18. "Everything changes, nothing remains constant." (Liezi)

"ทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรคงที่"


19. "A calm mind brings forth wisdom." (Ge Hong)

"จิตใจที่สงบนำมาซึ่งปัญญา"


20. "The best cure is prevention." (Sun Simiao)

"การรักษาที่ดีที่สุดคือการป้องกัน"


21. "Simplicity is the ultimate beauty." (Lu Dongbin)

"ความเรียบง่ายคือความงามที่แท้จริง"


22. "Train soldiers in peace for use in war." (Li Mu)

"ฝึกทหารในยามสงบ ใช้ในยามศึก"


23. "An army needs both strength and wisdom." (Wei Qing)

"กองทัพที่ดีต้องมีทั้งกำลังและปัญญา"


24. "Knowing when to advance and retreat is the art of war." (Feng Yi)

"รู้จังหวะรุกและถอย คือศิลปะของการรบ"


25. "Soldiers' loyalty is more important than weapons." (Zhang Liang)

"ความจงรักภักดีของทหารสำคัญกว่าอาวุธ"


26. "Winning hearts is more important than winning battles." (Li Guang)

"การชนะใจคนสำคัญกว่าการชนะสงคราม"


27. "Understanding nature is understanding oneself." (Lu Dongbin)

"การเข้าใจธรรมชาติคือการเข้าใจตนเอง"


28. "A peaceful mind brings a healthy body." (Sun Simiao)

"จิตใจที่สงบนำมาซึ่งร่างกายที่แข็งแรง"


29. "The middle way is the path of Tao." (Tang Xuanzong)

"ทางสายกลางคือหนทางแห่งเต๋า"


30. "Letting go is gaining." (Tang Xuanzong)

"การปล่อยวางคือการได้มา"


31. "Non-action is the perfect action." (Wang Bi)

"การไม่กระทำคือการกระทำที่สมบูรณ์ที่สุด"


32. "Listen to criticism as you would listen to advice." (Emperor Taizong)

"รับฟังคำวิจารณ์เหมือนรับฟังคำแนะนำ"


33. "A ruler should be ashamed to be rich while the people are poor." (Confucius)

"ผู้ปกครองควรละอายที่จะร่ำรวยในขณะที่ประชาชนยากจน"


34. "Good governance makes the near happy and attracts the far." (Confucius)

"การปกครองที่ดีทำให้คนใกล้พอใจ คนไกลมาพึ่ง"


35. "Victory lies in preparation." (Sun Tzu)

"ชัยชนะอยู่ที่การเตรียมพร้อม"


36. "The best victory is when the enemy surrenders without fighting." (Zhuge Liang)

"ชัยชนะที่ดีที่สุดคือเมื่อศัตรูยอมแพ้โดยไม่ต้องสู้"


37. "When you know you don't know, that's the beginning of wisdom." (Zhuangzi)

"เมื่อรู้ว่าไม่รู้ นั่นคือการเริ่มต้นของปัญญา"


38. "Learning without thinking is useless, thinking without learning is dangerous." (Confucius)

"เรียนโดยไม่คิดเป็นการเสียเวลา คิดโดยไม่เรียนเป็นอันตราย"


39. "Emptiness is the essence of all things." (Wang Bi)

"ความว่างคือแก่นแท้ของสรรพสิ่ง"


40. "Good governance begins with selecting virtuous officials." (Xiao He)

"การปกครองที่ดีเริ่มจากการเลือกคนดีเข้ารับราชการ"


------------------------------------------------------------

[ 20 คำศัพท์ที่น่าสนใจจากคำคมเหล่านี้ ]


minister (n.) - ข้าราชการ, รัฐมนตรี

integrity (n.) - ความซื่อสัตย์สุจริต

criticism (n.) - คำวิจารณ์

prosperity (n.) - ความเจริญรุ่งเรือง

foundation (n.) - รากฐาน

governance (n.) - การปกครอง

terrain (n.) - ภูมิประเทศ

journey (n.) - การเดินทาง

universe (n.) - จักรวาล

harmonious (adj.) - ที่กลมเกลียว, ที่ประสานกลมกลืน

constant (adj.) - คงที่, ไม่เปลี่ยนแปลง

prevention (n.) - การป้องกัน

simplicity (n.) - ความเรียบง่าย

loyalty (n.) - ความจงรักภักดี

peaceful (adj.) - สงบสุข

virtuous (adj.) - มีคุณธรรม

surrender (v.) - ยอมแพ้

essence (n.) - แก่นแท้

advance (v.) - รุกไป, ก้าวหน้า

wisdom (n.) - ปัญญา, ความรอบรู้




อย่าลืมกดติดตามเพจนี้
เพื่อรับเคล็ดลับดีๆ ไว้เตรียมสอบกัน
ขอให้สอบผ่านทุกคนครับ


#สอบราชการ #เตรียมตัวสอบ #อ่านหนังสือ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


ลาดพร้าว
Bangkok