04/04/2022
คำศัพท์ที่พยางค์ท้ายออกเสียงสระ เออะ ที่เราต้องรู้ เพื่อพูดภาษาอังกฤษแบบเจ้าของภาษา 100% (ตอน 1)
คนไทยเราออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่พยางค์ท้ายออกเสียงสระเออะ ได้ถูกต้องหลายคำ โดยเฉพาะคำที่ลงท้ายด้วย -le เช่น
apple แอ็ปเปิล (เปิล ก็คือ ปอ-เออะ-ลอ เปิล)
circle เซอเคิล (เคิล ก็คือ คอ-เออะ-ลอ เคิล)
marble มาเบิล (เบิล ก็คือ บอ-เออะ-ลอ เบิล)
title ไตเติล (เติล ก็คือ ตอ-เออะ-ลอ เติล)
แต่มีคำศัพท์ที่พยางค์ท้ายออกเสียงสระเออะ อีกเป็นจำนวนมากที่เราต้องรู้ไว้จะได้พูดกับฝรั่งได้อย่างมั่นใจ
เช่น คำศัพท์ที่ลงท้ายด้วย -el ก็ออกเสียงสระ เออะ ด้วยเช่นกัน เช่น
cancel แค็นเซิล (เซิล ก็คือ ซอ-เออะ-ลอ เซิล)
nickel นิคเคิล (เคิล ก็คือ คอ-เออะ-ลอ เคิล)
คำศัพท์ที่ลงท้ายด้วย -el ที่ออกเสียงสระเออะ
angel เอนเจิล (n.) เทวดา, นางฟ้า
cancel แค็นเซิล (v) ยกเลิก
channel แช็นเนิล (n.) ช่องโทรทัศน์
chapel แช็ปเปิล (n.) ห้องสวดมนต์ในโบสถ์คริสต์
diesel ดีเซิล (n.) น้ำมันเชื้อเพลิงดีเซิล
jewel จูเอิล (n.) อัญมณี
kennel เค็นเนิล (n.) บ้านน้องหมา/น้องแมว
nickel นิคเคิล (n.) แร่นิคเคิล
pixel พิคเซิล (n.) หน่วยที่เล็กที่สุดของภาพ digital
vowel วาวเอิล (n.) สระ
ไปดูกลุ่มคำต่อไป
คำศัพท์ที่ลงท้ายด้วย -ial ก็ออกเสียงสระ เออะ ด้วยเช่นกัน
เคล็ดลับนี้แทบจะไม่มีคนไทยคนใดรู้เลย ทำให้เกิดเรื่องตลก 50% ขึ้น ซื่งผมจะเล่าให้ฟัง
สมัยเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ผมมีเพื่อนทำงานอยู่ที่คลินิคย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ในยุคที่อุดมไปด้วยสถานบริการอาบอบนวด
ถ้าผมไปถึงที่นั่นช่วงเย็น ๆ ก็จะเห็นสาว ๆ อาบอบนวดมานั่งคอยคุณหมอตรวจโรคอยู่ประมาณ 2-3 คน
และผมก็มักได้ยินพวกเธอคุยกัน
เรื่องที่พวกเธอคุยกันมีคำศัพท์ภาษาอังกฤษเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ไม่ธรรมดาเลยสาว ๆ นักนวดเหล่านี้
หนึ่งในคำศัพท์เหล่านี้ก็คือ คำว่า special
นวลนางเหล่านี้ออกเสียง special ว่า สเปเชียล
fc คิดว่าบรรดาคุณเธอออกเสียงถูกหรือไม่?
ถูกซิน่า.....ก็คนระดับด็อคเตอะหลาย ๆ ท่านยังออกเสียงแบบนี้เลย
สงสัยชอบไปสเปเชียลกันประจำ 55555
เสียใจด้วย สาว ๆ ตู้กระจกและด็อคเตอะหลาย ๆ ท่านนั้นออกเสียงไม่ถูกครับ
special ออกเสียงว่า สเป็ชเชิล
พยางค์ท้าย คือ -cial จะออกเสียงเป็นสระ เออะ ดังนี้ ชอ-เออะ-ลอ = เชิล
คำว่า social ก็เช่นกัน อย่าไปออกเสียงว่า โซเชียล หรือ โซเชี่ยว
ฝรั่งฟังไม่รู้เรื่องครับ ถ้าบอก โซเชิล ฝรั่งชอบใจทันที
คำศัพท์ที่ลงท้ายด้วย -ial ที่ออกเสียงเป็นสระ เออะ
aerial แอริเอิล (adj) ทางอากาศ (n.) เสาอากาศ
colonial เคอะโลนิเอิล (adj) ที่เกี่ยวกับยุคอาณานิคม
commercial เคอะเมอเชิล (adj) ที่เกี่ยวกับการค้า (n.) โฆษณาทางวิทยุหรือทีวี
especial อิสเป็ชเชิล (adj ที่มักใช้นำหน้าคำนาม) พิเศษ
facial เฟเชิล (adj) ที่เกี่ยวกับใบหน้า
financial เฟอะแน็นเชิล (adj) ที่เกี่ยวกับการเงิน
official เออะฟิชเชิล (adj) ที่เป็นทางการ
partial พาเชิล (adj) ที่เป็นบางส่วน
serial เซียริเอิล (adj) ที่ต่อเนื่องกันไป
social โซเชิล (adj) ที่เกี่ยวกับผู้คน/สังคม
(to be continued)
ครูโจ
ปุกาศ ปุกาศ
ถ้า fc เห็นว่าความรู้ภาษาอังกฤษของครูโจมีประโยชน์ต่อท่าน ขอให้ช่วยกันบริจาคเงิน เพื่อต่ออายุความรู้ภาษาอังกฤษเหล่านี้
ช่วยกันบริจาคได้ที่
บ/ช นายวงกต จันทพานิช ธนาคารออมสิน เลขที่บ/ช 020325554002
หรือ
บ/ชน.ส.แววเนตร์ จันทพานิช ธนาคารกสิกรไทย เลขที่บ/ช 775-2-385712
ขอบคุณล่วงหน้าครับ
การบริจาคทุก ๆ 100 บาท fc จะได้รับ sheet หลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเป็นของสมนาคุณ
sheet นี้เหมาะสำหรับใช้ในการสื่อสารกับชาวต่างชาติในสื่อออนไลน์ต่าง ๆ รวมทั้งนำไปใช้ในการทำข้อสอบให้ได้คะแนนสูง ๆ
sheet นี้เป็นชีทที่จัดทำขึ้นใหม่ ไม่ซ้ำของเดิม
โปรดระบุ sheet ที่ท่านต้องการมาได้ เรามีให้ทุกหลักไวยากรณ์ตามที่ fc ต้องการ เช่น tense, gerund, preposition, หลักการแต่งประโยคภาษาอังกฤษ เป็นต้น ทุก sheet เป็นของใหม่ ไม่ซ้ำของเดิม
ส่งชื่อที่อยู่พร้อมสลิปโอนเงินและ sheet ที่ท่านต้องการมาที่
lineid: jaddja
หรือ
email: [email protected]
30/03/2022
เคล็ดลับที่ทำให้คนอเมริกันและคนอังกฤษออกเสียงคำศัพท์ที่ลงท้ายด้วย -ire มีเสียงสระเออะ เหมือนกัน
ตามปกติคำศัพท์ที่ลงท้ายด้วยอักษร r คนอเมริกันถือว่า r ท้ายพยางค์มีสถานะเป็นสระ จึงออกเสียง r นี้ด้วย
เช่น car คนอเมริกันจะออกเสียงว่า คารฺ
เสียง r ท้ายพยางค์จะออกเสียงโดยการชูลิ้นขี้นไปในโพรงปาก โดยไม่ให้ส่วนใดของลิ้นไปแตะกับอะไรในโพรงปากเข้า
การออกเสียง r ท้ายพยางค์ถือว่ายาก จึงไม่ค่อยมีชาวโลกนำมาใช้ มีอเมริกาชาติเดียวที่ออกเสียงแบบนี้ แต่พวกเขาก็มีความภูมิใจมาก
ชาวโลกส่วนใหญ่นิยมออกเสียง r ท้ายพยางค์แบบคนอังกฤษมากกว่า เพราะไม่ต้องออกเสียงอะไรนั่นเอง
คำว่า car ก็ออกเสียงว่า คา ง่ายมาก ๆ
คนอังกฤษถือว่า r ท้ายพยางค์เป็น silent r หรือ non-rhotic จึงไม่ต้องออกเสียง
ส่วนกรณีของคำศัพท์ที่ลงท้ายด้วย -ire นั้น มีหลักการออกเสียงที่ซับซ้อนขึ้นดังนี้
สระ -i- คนอเมริกันออกเสียงว่า -ไอ- ส่วน -r- ออกเสียงว่า เออะ
-ire จึงออกเสียงว่า ไอเออะ
เช่นคำว่า fire ก็ออกเสียงว่า ไฟเออะ
fire = ไฟเออะ
มาดูทางฝั่งอังกฤษบ้าง
คำศัพท์ที่ลงท้ายด้วย -ire นี้ คนอังกฤษไม่ออกเสียง r
แต่สระ -i- ที่ตามด้วย -re นี้ แทนที่คนอังกฤษจะออกเสียงว่า "ไอ" เฉย ๆ กลับออกเสียงว่า "ไอเออะ"
คำว่า fire ของคนอังกฤษจึงออกเสียงว่า ไฟเออะ เช่นเดียวกับคนอเมริกันนั่นเอง
ครับ...นี่คือเคล็ดลับการออกเสียงคำศัพท์ที่ลงท้ายด้วย -ire
คำศัพท์ที่ลงท้ายด้วย -re ที่ใช้บ่อย
admire เอิดไมเออะ (v) ยกย่อง, ชื่นชม
aspire เอิสไปเออะ (v) หมายมั่น
desire ดิไซเออะ (v) ปรารถนา
empire เอ็มไพเออะ (n.) จักรวรรดิ
expire อิคสไปเออะ (n.) การหมดอายุ
fire ไฟเออะ (n.) ไฟ
hire ไฮเออะ (v) เช่า; ว่าจ้าง
inspire อินสไปเออะ (v) ให้/เป็นแรงบันดาลใจ
require ริไควเออะ (v) ต้องการ, จำเป็นต้องมี
retire ริไทเออะ (v) เกษียณอายุ
sapphire แซ็ฟไฟเออะ (n.) พลอยสีน้ำเงิน
tire/tyre ไทเออะ (n.) ยางล้อยานพาหนะ
vampire แว็มไพเออะ (n.) ผีดิบ
wire ไวเออะ (n.) เส้นลวด
ออกเสียงคำศัพท์ที่ใช้บ่อยเหล่านี้ให้ถูกต้องแบบเจ้าของภาษา แล้วฝรั่งทั้งอเมริกันและอังกฤษจะยกนิ้วให้
ที่ผ่านมาฝรั่งไม่ยอมรับเรา เพราะคนไทยส่วนใหญ่ออกเสียงยังไม่ถูกต้อง เราไม่รู้เคล็ดลับดังกล่าวข้างต้น
ดังนั้น จำเคล็ดลับนี้ไว้ให้ดี -i- ที่ตามด้วย -re คนอังกฤษออกเสียงว่า "ไอเออะ" ไม่ใช่ ไอ เฉย ๆ
ลองฟังเพลงจากทางฝั่งอังกฤษที่มีคำศัพท์เหล่านี้อยู่ก็ได้
ขอแนะนำเพลง Smoke on the Water ของวงร็อคจากอังกฤษชื่อ Deep Purple ซึ่งมีเนื้อร้องตอนหนึ่งดังนี้
Smoke on the water
สโมค อ็อน เดอะ วอเทอะ
A fire in the sky
อะ ไฟเออะ อิน เดอะ สคาย
ครูโจ
ปุกาศ.......ปุกาศ
ถ้าท่านเห็นว่าความรู้ภาษาอังกฤษของครูโจนี้มีประโยชน์ต่อท่าน ขอให้ช่วยกันบริจาคเงินเพื่อต่ออายุเพจนี้ให้คงอยู่ต่อไป
บริจาคได้ที่บ/ช นายวงกต จันทพานิช ธนาคารออมสิน เลขที่บ/ช 020325554002
หรือ
หรือลนางสาวแววเนตร์ จันทพานิช ธนาคารกสิกรไทย เลขที่บ/ช 775-2-385712
ขอบคุณล่วงหน้าครับ
หมายเหตุ
ขอบคุณสำหรับการบริจาคของ fc
ทุก ๆ การบริจาค 100 บาท fc จะได้รับ sheet หลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่มีความหนาประมาณ 10 หน้ากระดาษ A4 ซึี่งเหมาะสำหรับนำไปใช้ในการสอบและการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติบน social network
โปรดระบุ sheet ไวยากรณ์อังกฤษที่ท่านต้องการมา เช่น เรื่อง tense; gerund, preposition หรืออื่น ๆ ตามที่ท่านต้องการ เรามีให้ พร้อมทั้งระบุชื่อที่อยู่มาได้ทาง
line id: jaddja
หรือ
email: [email protected]
25/01/2022
ช่วยอุดหนุนหนังสือของครูโจด้วยค่ะ
เพื่อการนำเว็บไซต์ englishtrick.com กลับมาอีกครั้งหนึ่ง
หนังสือชื่อ ปฏิวัติความคิดพิชิตภาษาอังกฤษฯ
จัดพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2546 แต่ยังมีเหลือค้างสต็อคอยู่จำนวนหนึ่ง
หนังสือหนา 419 หน้า ราคา 280 บาท
ขายลดเหลือ 190 บาท รวมค่าจัดส่งทั่วราชอาณาจักร
หนังสือเล่มนีมีเนื้อหาเกี่ยวกับการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษแบบเจ้าของภาษา
ช่วยกันอุดหนุนด้วยนะคะ
สั่งซื้อที่ line id: jaddja
หรือ email: [email protected]
โอนเงินเข้าบ/ช กสิกรไทย ชื่อบ/ช น.ส.แววเนตร์ จันทพานิช
เลขที่บ/ช 775-2-385712
จัดส่งหนังสือภายใน 3-5 วันทำการนับจากวันโอนเงินค่ะ
ครูแจ๊ด
20/01/2022
สระ เออะ คือเคล็ดลับที่สุดในการพูดภาษาอังกฤษแบบเจ้าของภาษา
พวกเราส่วนใหญ่ไม่รู้จักสระ เออะ ในภาษาอังกฤษ เพราะถูกสอนมาให้้รู้จักแต่สระ เออ เท่านั้น
คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ออกเสียงด้วยสระ เออะ นั้นมีมากมายกว่าสระอื่น รวมทั้งสระ เออ เองด้วย
ตัวอย่างเช่น คำศัพท์ที่ลงท้ายด้วย -er, -on หรือ -or ที่มีมากมายหลายพันคำนั้น แทบทุกคำออกเสียงเป็นสระ เออะ หมด ดังนี้
actor แอ็คเตอะร์ ไม่ใช่แอคเตอร์
An actor got COVID-19.
แอ็น แอ็คเตอร์ ก็อท โควิด-19
center เซ็นเตอะร์ ไม่ใช่เซนเต้อร์
I went to Siam Center.
ไอ เว็นท์ ทู เซียม(สยาม) เซ็นเตอะร์
doctor ด็อคเตอะร์ ไม่ใช่ดอคเต้อร์
She is a doctor.
ชี อิส อะ ด็อคเตอะร์
favour เฟเวอะร์ ไม่ใช่เฟเว่อร์
Will you do me a favour?
วิล ยู ดู มี อะ เฟเวอร์?
gamer เกมเมอะร์ ไม่ใช่เกมเม้อร์
He is a gamer.
ฮี อิส อะ เกมเมอะร์
hunger ฮังเกอะร์ ไม่ใช่ฮังเก้อร์
Thai food will be enough for your hunger.
ไทย ฟูด วิล บี อินัฟ ฟอร์ ยัวร์ ฮังเกอะร์
Iron Man ไอเอิน แม็น ไม่ใช่ไอร่อน แมน
สระ เออะ เมื่อมีตัวสะกดเป็นตัว n จะออกเสียงเป็น -เอิน
lion ไลเอิน ไม่ใช่ไลอ้อน
Lion cub is so cute.
ไลเอิน คับ อิส โซ คิวท์
mirror มิเรอะร์ ไม่ใช่มิเร่อร์
I look at her face in the mirror.
ไอ ลุค แอ็ค เฮอร์ เฟซ อิน อะ มิเรอะร์
never เน็ฟเวอะร์ ไม่ใชเนฟเว่อร์
I never like him.
ไอ เน็ฟเวอะร์ ไลค ฮิม
over โอเวอะร์ ไม่ใช่โอเว่อร์
It's over.
อิท'ส โอเวอะร์
Spider-man สไปเดอะร์-แม็น ไม่ใช่สไปเด้อร์แมน
rider ไรเดอะร์ ไม่ใช่ไรเด้อร์
A rider is at a gate.
อะ ไรเดอะร์ อิส แอ็ท อะ เกท
tiger ไทเกอะร์ ไม่ใช่ไทเก้อร์
Tiger is a big cat.
ไทเกอะร์ อิส อะ บิก แค็ท
เสียงสระ เออะ นี้เป็นเสียงสระที่เจ้าของภาษาคุ้นมาแต่เด็ก เมื่อเราพูดออกไป ฝรั่งก็ฟังเข้าใจได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่เราแก้ไขเสียงสระให้ถูกต้องเท่านั้น การเริ่มต้นพูดภาษาอังกฤษกับชาวต่างขาติของเราในขั้นแรกก็จะประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม
ครูโจ
06/01/2022
สวัสดีปีใหม่ 2022 ค่ะ
ครูแจ๊ดเองค่ะ หายหน้าหายตาไปเกือบ 6 ปี โดยไม่มีการโพสต์อะไรเลย ต้องขออภัย fc ทุกคนค่ะ รวมทั้ง fc ที่ถามไถ่กันเข้ามาด้วย
สาเหตุก็เพราะช่วง 6 ปีที่ผ่านมาธุรกิจของครอบครัวครูแจ๊ดได้ประสบปัญหาความยุ่งยากทางเศรษฐกิจมากมาย ตลอดจนปัญหาของ covid19 ที่ประเดประดังกันเข้ามา อย่างไม่ทันให้ตั้งตัว
ปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้ยังทำให้ครูแจ๊ดจำเป็นต้องปิดเว็บไซต์ englishtrick.com ที่อยู่คู่กับเพจนี้มาแต่ต้นลงไปด้วย เพราะขาดเงินทุนดำเนินการต่อ
ตอนนี้ปัญหายุ่งยากต่างๆนานาก็ยังคงรุมเร้าครูแจ๊ดอยู่ แต่ก็อดเป็นห่วง fc ว่าจะขาดแหล่งความรู้ภาษาอังกฤษที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงถึง 2 แหล่งด้วยกัน
ครูแจ๊ดจึงต้องกลับมา I'm back!!!
แต่การกลับมานี้จะมีอะไรที่แตกต่างออกไปจากเดิมหลายประการ เช่น
1. ครูแจ๊ดจะมีการโพสต์ขายสินค้าในเพจนี้ด้วย เพื่อหาทุนไปทำ englishtrick.com ต่อ หลังจากปิดตัวมานาน
2. ครูแจ๊ดได้เชิญครูโจ ครูภาษาอังกฤษของครูแจ๊ดและเป็นพี่ชายของครูแจ๊ดเอง มาโพสต์ความรู้ภาษาอังกฤษแทนครูแจ๊ด ทีจะโพสต์ความรู้ภาษาอังกฤษได้น้อยลง เพราะติดภาระกิจในการกอบกู้ธุรกิจของครอบครัวที่กำลังเผชิญวิกฤติทางเศรษฐกิและพิษโควิด19 อย่างหนัก
3. ภาษาอังกฤษของครูโจจะเป็นภาษาอังกฤษที่ใช้ในการสื่อสารด้วยการพูดและการออกเสียงแบบเจ้าของภาษาเป็นหลัก ไม่ใช่ไวยากรณ์สำหรับการสอบและการเขียนเหมือนของครูแจ๊ด
โปรดติดตามและให้การสนับสนุนสินค้าของครูแจ๊ดด้วยนะคะ เพื่อนำเว็บไซต์ englishtrick.com กลับมาอีกครั้ง
ขอบพระคุณค่ะ
ครูแจ๊ด
01/03/2016
หลักการใช้คำบุพบท in และ on แสดงวัน/เดือน/ปีค่ะ: ไขข้อข้องใจภาษาอังกฤษ 47
การใช้คำบุพบทเพื่อแสดงวัน/เดือน/ปีในภาษาอังกฤษนั้น มีหลักการใช้ที่ตายตัวดังนี้
การแสดงวันทั้งเจ็ดจะใช้คำบุพบท ON แสดงเสมอ ดังนี้
on Monday
ในวันจันทร์
on Wednesday morning
ในเช้าวันพุธ
on every Friday
ในทุกๆวันศุกร์
My work starts on Monday.
งานของฉันเริ่มในวันจันทร์
We will meet on Wednesday morning.
เราจะพบกันในเช้าวันพุธ
อนึ่ง การแสดงวันทั้งเจ็ดนี้ แบบอเมริกันนิยมละคำว่า on ไว้ ดังนี้
They play Sunday. (แบบอเมริกัน)
พวกเขาลงแข่งวันอาทิตย์
They play on Sunday. (แบบอังกฤษ)
พวกเขาลงแข่งในวันอาทิตย์
การแสดงวันที่ (DATE) จะใช้คำบุพบท ON แสดงเสมอ ดังนี้
on July, 21
ในวันที่ 21 เดือนกรกฎาคม
on September, 30
ในวันที่ 30 เดือนกันยายน
on the first day
ในวันแรก/วันที่หนึ่ง
on the fourth day
ในวันที่สี่
The shop opens on July, 21.
ร้านจะเปิดในวันที่ 21 เดือนกรกฎาคม
They arrived on the fourth day of the tournament.
พวกเขามาถึงในวันที่สี่ของการแข่งขัน
การแสดงคำว่า DAY ว่าเป็น DAY นั้น DAY นี้ จะใช้คำบุพบท ON แสดง ดังนี้
on that day
ในวันนั้น
on their wedding day
ในวันแต่งงานของพวกเขา
on New Year's day
ในวันขึ้นปีใหม่
He left on that day.
เขาจากไปในวันนั้น
There will be firework displays on New Year's day.
จะมีการแสดงพลุในวันขึ้นปีใหม่
การใช้คำบุพบท IN กับคำว่า DAY
ถ้าหน้าคำว่า day มีเลขแสดงจำนวนอยู่ให้ใช้ in แทน on ดังนี้
in a day
ภายใน 1 วัน
in two days
ภายใน 2 วัน
He will come back in two days.
เขาจะกลับมาภายใน 2 วัน
การแสดงเดือน (MONTH) จะใช้กับคำบุพบท IN เสมอ
เราใช้เดือน (month) กับคำบุพบท in เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเดือนทั้งสิบสองเดือน หรือคำว่า month ก็ตาม ดังนี้
in April
ในเดือนเมษายนin August
ในเดือนสิงหาคม
in December
ในเดือนธันวาคม
in that monthในเดือนนั้น
in four months
ภายในเวลา 4 เดือนin months
เป็นเวลาหลายเดือน
The exhibition starts in April.
นิทรรศการจะเริ่มในเดือนเมษายน
This project will be finished in four months.
โครงการนี้จะแล้วเสร็จภายในเวลา 4 เดือน
แต่ถ้ามีวันที่ (date) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เราจะต้องกลับไปใช้คำบุพบท on ทันที ดังนี้
on March, 27
ในวันที่ 27 มีนาคม
on the first of the month
ในวันที่หนึ่งของทุกเดือน
การแสดงปี (YEAR) จะใช้คำบุพบท IN แสดงเสมอ
การแสดงปีค.ศ.ต่างๆจะใช้คำบุพบท in แสดงเสมอ ดังนี้
in 2010
ในปี 2010
in 2016
ในปี 2016
in five years
ภายใน 5 ปี
in the new year
ในวันปีใหม่
He was born in 2010.
เขาเกิดในปี 2010
This plan will be on line in five years.
แผนงานนี้จะมีผลบังคบใช้ภายใน 5 ปี
และปี ค.ศ.ต่างๆ ถ้ามีวันที่ (date) อยู่ด้วยก็ต้องใช้กับคำบุพบท on ดังนี้
on January 14, 2014
ในวันที่ 14 มกราคมปี 2014
The class starts on January 14, 2014.
ชั้นเรียนจะเริ่มในวันที่ 14 มกราคม ปี 2014
การใช้คำบุพบท FROM....TO กับวัน/เดือน/ปี
ในกรณีที่วัน/เดือน/ปีมีลักษณะดำเนินต่อเนื่องกันไป เราจะใช้คำบุพบท from....to แทนคำบุพบท in หรือ on ดังนี้
The show starts from June 30 to July 5.
การแสดงจะเริ่มจากวันที่ 30 มิ.ย.ถึง 5 ก.ค.
The scheme will be carried from 2016 to 2018.
แผนงานจะได้รับการดำเนินการจากปี 2016 ถึง 2018.
สรุป
1. เราใช้ on แสดงวันทั้งเจ็ด, วันที่ และคำว่า day
2. เราใช้ in แสดงเดือนทั้งสิบสอง และคำว่า month
3. เราใช้ in แสดงปีต่างๆ และคำว่า year
ถ้าท่านผู้อ่านสนใจศึกษาการใช้คำบุพบทเพิ่มเติม ก็เข้าไปดูได้ที่ www.englishtrick.com หน้า "เก่งไวยากรณ์" บทความ "proposition" ค่ะ
29/01/2016
หลักการใช้ NOUN CLAUSE (ตอนจบ) ค่ะ: ไขข้อข้องใจภาษาอังกฤษ 46
1. คำนามและ NOUN CLAUSE ที่ทำหน้าที่เป็นประธานประโยค
เราสามารถใช้คำนามเป็นประธานประโยคได้ ดังนี้
Library is knowledge. ห้องสมุดคือความรู้
และเราสามารถใช้ noun clause เป็นประธานประโยคแทนคำนามได้ ดังนี้
What we get here is knowledge. สิ่งที่เราได้รับที่นี่คือความรู้
ขอให้ท่านผู้อ่านศึกษาประโยคที่ใช้คำนามเป็นประธาน และที่ใช้ noun clause เป็นประธานแทนคำนามดังต่อไปนี้ให้เข้าใจ
The missing dog and its owner make a headline.
สุนัขที่หายไปและเจ้าของของมันกลายเป็นข่าวใหญ่
How she finds her dog makes a headline.
การที่เจ้าหล่อนพบสุนัขของตัวเองได้อย่างไรกลายเป็นข่าวใหญ่
His house is affected by constructions.
บ้านของเขาได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างต่างๆ
Where he lives is affected by constructions.
ที่ที่เขาอาศัยอยู่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างต่างๆ
Their action is justified.
การกระทำของพวกเขาสามารถอธิบายได้
Why they did that is justified.
ทำไมพวกเขาจึงทำสิ่งนั้นสามารถอธิบายได้
The winner will get one million baht.
ผู้ชนะจะได้รบรางวัลหนึ่งล้านบาท
Whoever wins the contest will get one million baht.
ใครก็ตามที่ชนะการแข่งขันจะได้รับรางวัลหนึ่งล้านบาท
ตามปกติเรามักจะใช้คำนาม(หรือคำสรรพนาม)เป็นประธานประโยค แต่ถ้าเราเก่งการใช้ noun clause ขึ้นมาเมื่อใด เราจะใช้ noun clause แทนก็ได้ เพื่อให้ประโยคของเรามีความหลากหลายมากขึ้น
2. คำนามและ NOUN CLAUSE ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุพบท
เราสามารถใช้คำนามเป็นกรรมของคำบุพบทได้ ดังนี้
I have no idea of his whereabouts. ฉันไม่รู้ที่อยู่ของเขา
และเราสามารถใช้ noun clause เป็นกรรมของคำบุพบทแทนคำนามได้ ดังนี้
I have no idea of where he goes. ฉันไม่รู้ว่าเขาไปไหน
ขอให้ท่านผู้อ่านศึกษาประโยคที่ใช้คำนามเป็นกรรมของคำบุพบท และที่ใช้ noun clause เป็นกรรมของคำบุพบทแทนคำนามดังต่อไปนี้ให้เข้าใจ
I have no knowledge of last night incident.
ฉันไม่รู้เหตุการณ์เมื่อคืนที่แล้ว
I have no knowledge of what happened last night.
ฉันไม่รู้สิ่งที่ได้เกิดขึ้นเมื่อคืนที่แล้ว
His advice about making a profit is good.
คำแนะนำของเขาเกี่ยวกับการทำกำไรเป็นสิ่งที่ดี
His advice about how I can make a profit is good.
คำแนะนำของเขาเกี่ยวกับว่าฉันจะทำกำไรได้อย่างไรเป็นสิ่งที่ดี
The question of the meeting timetable is raised.
คำถามของกำหนดการการประชุมกลายเป็นประเด็นขึ้นมา
The question of whether the meeting will be postponed is raised.
คำถามที่ว่าการประชุมจะถูกเลื่อนไปหรือไม่กลายเป็นประเด็นขึ้นมา
ตามปกติเราจะใช้คำนาม(หรือคำสรรพนาม)เป็นกรรมของคำบุพบท แต่ถ้าเราเก่งการใช้ noun clause ขึ้นมาเมื่อใด เราจะใช้ noun clause แทนก็ได้
อนึ่ง ขอให้สังเกตว่า noun clause ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุพบทนี้ จะเป็น noun clause ที่นำหน้าด้วย wh-word เท่านั้น ดังประโยคตัวอย่างข้างต้น
3. คำนามและ NOUN CLAUSE ที่ทำหน้าที่ตามหลัง verb to be และ linking verb บางคำ
เราสามารถใช้คำนามตามหลัง verb to be ได้ ดังนี้
She is a woman. เจ้าหล่อนเป็นผู้หญิง
และเราสามารถใช้ noun clause ตามหลัง verb to be แทนคำนามได้ ดังนี้
She is what she is. เจ้าหล่อนเป็นอย่างที่เป็น
เราสามารถใช้คำนามตามหลัง linking verb ได้ ดังนี้
He appears a good man. เขาเป็นคนดี
และเราสามารถใช้ noun clause ตามหลัง linking verb แทนคำนามได้ ดังนี้
It appears that he is a good man. ปรากฏว่าเขาเป็นคนดี
4. คำนามและ NOUN CLAUSE ที่ทำหน้าที่ให้รายละเอียดของคำนาม (APPOSITIVE)
เราสามารถใช้คำนามทำหน้าที่ให้รายละเอียดของคำนามได้ ดังนี้
Mr. Tim, a reporter, is fired.
นายทิม-ผู้สื่อข่าว-ถูกไล่ออก
และเราสามารถใช้ noun clause ทำหน้าที่ให้รายละเอียดของคำนามแทนคำนามได้ ดังนี้
The news that a reporter is fired spreads.
ข่าวที่ว่าผู้สื่อข่าวคนหนึ่งถูกไล่ออกได้แพร่กระจายไป
Noun clause ที่ทำหน้าที่ให้รายละเอียดคำนามนี้ จะเป็น noun clause ที่นำหน้าด้วย that เท่านั้น เช่น
The belief that the earth is flat is ridiculous.
ความเชื่อที่ว่าโลกแบนไร้เหตุผล
The rumor that oil price will drop is true.
ข่าวลือที่ว่าราคาน้ำมันจะลดลงเป็นจริง
A warning that the quake is possible is lifted.
การเตือนว่าจะเกิดแผ่นดินไหวได้ถูกยกเลิก
การใช้ NOUN CLAUSE ตามหลังคำคุณศัพท์บางคำ
นอกจากนี้ เราสามารถใช้ Noun clause ทำหน้าที่ตามหลังคำคุณศัพท์บางคำได้อีกด้วย ดังนี้
Make it clear that you have had locked the door.
ตรวจดูให้ดีว่าเธอได้ปิดประตูลงกลอนแล้ว
Make sure that you have turned off the gas.
ตรวจดูให้ดีว่าเธอได้ปิดแก๊สเรียบร้อยแล้ว
I am sure that I have told her.
ฉันแน่ใจได้บอกเขาไปแล้ว
I'm not sure whether he is happy with his new job.
ฉันไม่แน่ใจว่าเขามีความสุขกับงานใหม่หรือไม่
We're not sure what category he fits into. (The Nation)
ทางเราไม่แน่ใจว่าเขาควรอยู่ในกลุ่มไหนดี
รายละเอียดเกี่ยวกับหลักการใช้ noun clause ทั้งหมดก็มีอยู่เท่านี้ค่ะ
สำหรับท่านผู้อ่านที่ต้องการศึกษาเรื่อง adjective clause ก็สามารถหาอ่านได้จาก www.englishtrick.com หน้า "เก่งไวยากรณ์" บทความ "กลเม็ดเก่ง adjective clause" ค่ะ
27/11/2015
หลักการใช้ NOUN CLAUSE (ตอนแรก): ไขข้อข้องใจภาษาอังกฤษ 45
Noun clause ถือได้ว่าเป็นหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่ยาก เพราะเป็นการใช้ในขั้นสูง (advanced)
อย่างไรก็ตาม การใช้ noun clause แบบง่ายๆก็มีค่ะ และเจ้าของภาษาเองก็เรียนรู้การใช้ noun clause จากการใช้แบบง่ายๆนี้ก่อน
NOUN CLAUSE คืออะไร
Noun clause คือ อนุประโยค (dependent clause) ที่ทำหน้าที่แบบเดียวกับคำนาม
คำนามในภาษาอังกฤษทำหน้าที่ได้ 5 ประการดังนี้
1. คำนามทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค
2. คำนามทำหน้าที่เป็นกรรมของคำกริยา
3. คำนามทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุพบท
4. คำนามทำหน้าที่ตามหลัง verb to be และ linking verb บางคำ
5. คำนามทำหน้าที่ให้รายละเอียดคำนามด้วยกัน (appositive)
เมื่อเป็นดังนี้ noun clause จึงสามารถทำหน้าที่ได้ทั้ง 5 ประการข้างต้น เช่นกัน
และ noun clause ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำกริยาก็เป็นการใช้ noun clause แบบง่ายที่สุดและใช้บ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน
คำนามและ NOUN CLAUSE ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำกริยา
a) I know him.
ฉันรู้จักเขา
b) He asked me a question.
เขาถามฉันคำถามหนึ่ง
ทั้ง 2 ประโยคนี้คือตัวอย่างประโยคที่คำนาม คือ him และ a question ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำกริยา know และ ask ตามลำดับ
และเมื่อเราต้องการให้ประโยคของเรามีความหมายเพิ่มมากขึ้นกว่าการใช้คำนามปกติ เราก็จะใช้ noun clause มาทำหน้าที่เป็นกรรมแทนคำนามนั้นๆดังนี้
c) I know who he is.
ฉันรู้ว่าเขาเป็นใคร
d) He asked me why I didn't come.
เขาถามฉันว่าทำไมฉันถึงไม่มา
ทั้ง 2 ประโยคนี้คือตัวอย่างประโยคที่ noun clause คือ who he is และ why I didn't come ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำกริยา know และ ask ตามลำดับ
โดย who he is เข้าไปทำหน้าที่แทน him ดังนี้
I know him.
I know who he is.
และ why I didn't come เข้าไปทำหน้าที่แทน a question ดังนี้
He asked me a question.
He asked me why I didn't come.
ดังนั้น เราจึงใช้ noun clause ก็ต่อเมื่อเราต้องการให้ประโยคของเรามีความหมายที่เพิ่มมากขึ้นกว่าการใช้คำนามปกติ
รูปร่างหน้าตาของ NOUN CLAUSE
Noun clause จะมีรูปร่างหน้าตาดังนี้
1) that + ประธาน + กริยา (that + s + v) เช่น
that he was wrong
that I have an appointment
that he would buy it
that she may go abroad
2) wh-word + ประธาน + กริยา (wh-word + s + v) เช่น
where the bank was
why I didn't come
when he should sell it
whether they would come
what I should do
who he is
how I can use this machine
อย่างไรกตาม ข้อ 2) นี้อาจอยู่ในรูป wh-word + v ก็ได้ เช่น
who owns this car
ขอสังเกตว่า noun clause จะต้องมีการจัดเรียงประโยคแบบประโยคบอกเล่าเสมอ นั่นคือ คำกริยาจะต้องอยู่หลังประธานเสมอ
ดังนั้น ถ้าเราเรียงประโยค noun clause แบบประโยคคำถาม เช่น who is he ก็จะเป็นการใช้ที่ผิดทันที
ส่วนประโยคคำถามของ noun clause จะมีลักษณะดังนี้ค่ะ
Do you know who he is?
คุณรู้ไหมว่าเขาเป็นใคร?
Do you know who her parents are?
คุณรู้ไหมว่าพ่อแม่ของเจ้าหล่อนเป็นใคร?
คำกริยาที่นิยมใช้กับกรรมที่เป็น NOUN CLAUSE
คำกริยาต่อไปนี้นิยมใช้กับกรรมที่เป็นคำนามและกรรมที่เป็น noun clause แต่ในที่นี้จะยกตัวอย่างเฉพาะกรรมที่เป็น noun clause นะคะ
ADMIT = ยอมรับผิด
Tom admitted that he was wrong.
ทอมยอมรับว่าเขาเป็นฝ่ายผิด
อนึ่ง noun clause ที่นำหน้าด้วย that นี้ เราอาจจะละ that ไว้เสียก็ได้ดังนี้
Tom admitted he was wrong.
ทอมยอมรับว่าเขาเป็นฝ่ายผิด
ASK = ถาม
He asked where the bank was.
เขาถามว่าธนาคารอยู่ที่ไหน
He asked me where the bank was.
เขาถามฉันว่าธนาคารอยู่ที่ไหน
EXPLAIN = อธิบาย
The teacher explains that noun clause functions as a noun.
ครูอธิบายว่า noun clause ทำหน้าที่เหมือนกับคำนาม
He explained why he said that.
เขาอธิบายว่าทำไมเขาถึงพูดสิ่งนั้น
HEAR = ได้ยิน
I hear that their son gets a scholarship.
ฉันได้ยินข่าวมาว่าลูกชายของพวกเขาได้รับทุนการศึกษา
KNOW = รู้
He knows when he should sell it.
เขารู้ว่าเมื่อใดเขาควรจะขายมัน
I didn't know whether they would come.
ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาจะมาหรือไม่
She knows who owns this house.
เจ้าหล่อนรู้ว่าใครเป็นเจ้าของบ้านนี้
REMIND = เตือนความจำ
He reminds me that I have an appointment.
เขาเตือนความจำฉันว่าฉันมีนัด
SAY = พูด
He said that he would buy it.
เขาพูดว่าเขาจะซื้อมัน
SHOW = แสดง
Please show me how I can use this machine.
ช่วยแสดงให้ฉันเห็นว่าฉันจะสามารถใช้เครื่องนี้ได้อย่างไร
TELL = บอก
My mom told me what I should do.
แม่บอกฉันในสิ่งที่ฉันควรทำ
THINK = คิด
I think that she may go abroad.
ฉันคิดว่าเจ้าหล่อนอาจจะไปต่างประเทศ
NOUN CLAUSE VS. ADJECTIVE CLAUSE
ทั้ง noun clause และ adjective clause ต่างก็มี that นำหน้าเหมือนกัน แต่มีโครงสร้างต่างกันดังนี้
Noun clause = that + s + v เช่น
Tom admitted that he was wrong.
I hear that their son gets a scholarship.
Adjective clause = that + v เช่น
The answer that was wrong got no point.
The house that is on this street is his house.
นอกจากนี้ ทั้ง noun clause และ adjective clause ต่างก็มี wh-word นำหน้าเหมือนกัน แถมส่วนใหญ่ยังมีรูปร่างหน้าเหมือนกันอีกแน่ะ แต่ทำหน้าที่ต่างกันค่ะ เราจึงแยกได้ว่าอะไรเป็น noun clause อะไรเป็น adjective clause เช่น
when he should sell it ทำหน้าที่เป็นได้ทั้ง noun clause และ adjective clause
when he should sell it ทำหน้าที่เป็น noun clause ถ้าเราใช้เป็นกรรมของคำกริยา ดังนี้
He knows when he should sell it.
when he should sell it ทำหน้าที่เป็น adjective clause เมื่อเราใช้ขยายความคำนามแสดงเวลา ดังนี้
The time when he should sell it is unknown.
who owns this car ทำหน้าที่เป็นได้ทั้ง noun clause และ adjective clause
who owns this car ทำหน้าที่เป็น noun clause ถ้าเราใช้เป็นกรรมของคำกริยา ดังนี้
He knows who owns this car.
who owns this car ทำหน้าที่เป็น adjective clause เมื่อเราใช้ขยายความคำนาม ดังนี้
The man who owns this car is a doctor.
ขอให้ท่านผู้อ่านศึกษาการใช้ noun clause ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำกริยาให้เข้าใจให้กระจ่างนะคะ แล้วหลักการใช้ noun clause อื่นๆที่จะกล่าวถึงในตอนต่อไปก็จะเป็นเรื่องง่ายค่ะ
สำหรับท่านผู้อ่านที่ต้องการศึกษาเรื่องการใช้ adjective clause เพิ่มเติมก็หาอ่านได้จาก www.englishtrick.com หน้า "เก่งไวยากรณ์" บทความ "กลเม็ดเก่ง adjective clause" ค่ะ
06/11/2015
หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับผู้เริ่มต้นเพื่อต้อนรับ AEC โดยครูแจ๊ด
========================================
เปิดแล้วค่ะ!!!
หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับผู้เริ่มต้นเพื่อต้อนรับ AEC โดยครูแจ๊ด
เรียนได้ตั้งแต่ผู้ที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษอ่อนมากๆ
สอนจนสามารถเรียงคำเป็นประโยคได้อย่างถูกต้องแบบเจ้าของภาษา
และสามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติได้
รับรองผล ที่นี่แห่งเดียวเท่านั้น ที่ไม่เสียเงินเปล่า
จ่ายเงินเรียนเพียงครั้งเดียวก็ประสบผลสำเร็จแล้ว
เรียนส่วนตัวทาง Line ของครูแจ๊ด (Line ID: jaddjan)
เพียงเดือนละ 950 บาท หรือเท่ากับช.ม.ละ 22 บาทเท่านั้น
========================================
เนื้อหาหลักสูตร (course description)
1. โครงสร้างพื้นฐานประโยคภาษาอังกฤษ
2. คำกริยาภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน
3. คำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน
4. คำคุณศัพท์เบื้องต้น
5. คำวิเศษณ์เบื้องต้น
6. คำบุพบทเบื้องต้น
7. เคล็ดลับการใช้ tense เบื้องต้น
=========================================
เรียนส่วนตัวทาง Line ของครูแจ๊ด (Line ID: jaddjan)
โพสต์เนื้อหาการสอนทุกวัน วันละ 2 ช.ม.หรือมีเนื้อหาประมาณ 8,000 ตัวอักษร
ยกเว้นวันเสาร์อาทิตย์เพื่อให้ผู้เรียนได้ทบทวนบทเรียน
มีเว็บไซต์ www.englishtrick.com และ FB นี้ ให้ศึกษาเพิ่มเติมได้ฟรีอีกด้วย
ค่าเรียนเดือนละ 950 บาท หรือเท่ากับช.ม.ละ 22 บาทเท่านั้น
เรียน 5 เดือนจบหลักสูตร
==========================================
สนใจสมัครลงทะเบียนเรียนได้ทาง Line ID: jaddjan
หรือที่กล่องข้อความของ FB นี้
โอนเงินสำหรับค่าเรียน 1 เดือน 950 บาทเข้าบัญชีน.ส.แววเนตร์ จันทพานิช
บัญชีออมทรัพย์ ธ.กสิกรไทย สาขาโลตัส บางกะปิ
เลขที่บ/ช 775-2-38571-2ส่งสำเนาใบโอนเงินพร้อมแจ้งชื่อที่ใช้ในการเรียนได้ทาง Line ID: jaddjan
หรือทางอีเมล์ [email protected]
โทรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 084-7182252
==========================================
พิเศษ!!!
สำหรับผู้ที่จ่ายเงินรวดเดียวครบหลักสูตร 5 เดือน เป็นจำนวนเงิน 4,750 บาท จะได้เป็นสมาชิกถาวรของชุมชนภาษาอังกฤษ englishtrick.com
และได้รับสิทธิ์การถามภาษาอังกฤษครูแจ๊ดทาง Line และทาง FB นี้ได้ตลอดไป
============================================
20/10/2015
หลักการใช้ adverb clause แบบง่ายๆ: ไขข้อข้องใจภาษาอังกฤษ 44
เทคนิคใหม่ในการใช้ ADVERB CLAUSE ที่ง่ายแสนง่าย
ในปัจจุบันมีวิธีเรียนรู้การใช้ adverb clause แบบใหม่ ซึ่งง่ายกว่าในอดีตมาก ส่วนจะเป็นวิธีอะไรนั้น ขอให้อดใจซักนิดค่ะ ตอนนี้เรามาทำความรู้จักกับหน้าที่และองค์ประกอบของ adverb clause กันก่อน
หน้าที่ของ ADVERB CLAUSE
Adverb clause คือ อนุประโยค (dependent clause) ที่ทำหน้าที่ขยายความประโยคหลัก (main clause หรือ independent clause) ให้ได้ความหมายที่ชัดเจนขึ้น เช่น
Somsri acts.
สมศรีแสดงกิริยาท่าทาง
ประโยคนี้คือประโยคหลักที่มีความถูกต้องทางไวยากรณ์อยู่แล้ว โดยไม่ต้องมีอะไรมาขยายความ ทว่าประโยคนี้กลับมีข้อความที่ห้วนๆ คือ เราไม่รู้ว่า สมศรีแสดงกิริยาท่าทางอย่างไร
ดังนั้น บางครั้งประโยคหลักจึงจำเป็นต้องมี adverb clause มาขยายความ เพื่อให้ได้ใจความที่ชัดเจนขึ้น ดังนี้
Somsri acts as if she is a celeb.
สมศรีแสดงกิริยาท่าทางราวกับว่าเจ้าหล่อนเป็นดาราคนดัง
as if she is a celeb ก็คือ adverb clause ที่เรานำมาขยายความประโยคหลัก Somsri acts เพื่อให้ได้ใจความที่ชัดเจนขึ้น
ฉะนั้น ทุกครั้งที่เราต้องการให้ประโยคหลักของเรามีความหมายที่ชัดเจนขึ้น เราก็จะใช้ adverb clause มาขยายความประโยคหลักของเรา ดังตัวอย่างข้างต้น
องค์ประกอบของ ADVERB CLAUSE
Adverb clause คือ ประโยคที่นำหน้าด้วย subordinate conjunction ดังต่อไปนี้ when, while, as, before, after, until, because, as if ฯลฯ
Subordinate conjunction เหล่านี้ เมื่อเรานำไปวางหน้าประโยคใดมันก็จะกลายเป็น adverb clause ไปโดยอัตโนมัติทันทีค่ะ เช่น
เมื่อเราเอา when ไปวางไว้หน้าประโยค I was a student เป็น when I was a student อนุประโยคนี้ก็จะกลายเป็น adverb clause ไปโดยอัตโนมัติ
ดังนั้น เวลาเราจะสร้าง adverb clause เราก็เพียงแค่นำเอา subordinate conjunction ข้างต้น ไปวางไว้หน้าประโยค ประโยคนั้นก็จะกลายเป็น adverb clause ทันที ดังนี้ค่ะ
while I was watching TV
as I was watching TV
before I get this degree
after I dated her
until my girlfriend comes.
because it is raining outside
as if no one was there
ฯลฯ
จากนั้นเมื่อเรารู้ความหมายของ subordinate conjunction แต่ละคำ เช่น ถ้าเรารู้ว่า because มีความหมายว่า "เนื่องเพราะว่าบางสิ่งเกิดขึ้น" แล้ว เราก็จะใช้ adverb clause นี้ มาขยายความประโยคหลักของเราได้ทันที แล้ว adverb clause ก็จะทำหน้าที่ของมันเองโดยอัตโนมัติ ดังนี้
I have to take an umbrella because it is raining outside.
ฉันต้องเอาร่มไปด้วย เนื่องเพราะว่าฝนกำลังตกข้างนอก
ประโยคนี้ adverb clause คือ because it is raining outside ก็จะทำหน้าที่ขยายความประโยคหลัก คือ I have to take an umbrella.ไปโดยอัตโนมัติ และก็ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ไปโดยอัตโนมัติเช่นกัน
ดังนั้น จึงขอให้ท่านผู้อ่านท่องจำความหมายของ subordinate conjunction แต่ละคำดังต่อไปนี้ พร้อมประโยคตัวอย่างให้ขึ้นใจ แล้วเราก็จะใช้ adverb clause แบบเจ้าของภาษาได้อย่างเป๊ะเว่อร์เลยค่ะ
WHEN = เมื่อบางสิ่งเกิดขึ้น
When I was a student, I never had a boyfriend.
เมื่อฉันเป็นนักศึกษา ฉันไม่เคยมีแฟน
WHILE = ในขณะที่บางสิ่งเกิดขึ้น
The phone rang while I was watching TV.
โทรศัพท์ดังขึ้น ในขณะที่ฉันกำลังดูโทรทัศน์
อนึ่ง when และ while นี้ สามารถใช้แทนกันได้ ดังนี้
While I was a student, I never had a boyfriend.
ในขณะที่ฉันเป็นนักศึกษา ฉันไม่เคยมีแฟน
The phone rang when I was watching TV.
โทรศัพท์ดังขึ้น เมื่อฉันกำลังดูโทรทัศน์
และเราสามารถวาง adverb clause ไว้หน้าประโยคหรือหลังประโยคหลักก็ได้ ถ้าวางไว้ข้างหน้าในภาษาเขียนก็จะมีเครื่องหมาาย comma ตามหลังด้วย ดังประโยคตัวอย่างข้างต้น
AS = 1) ในขณะที่บางสิ่งเกิดขึ้น 2) เนื่องเพราะว่าบางสิ่งเกิดขึ้น
The phone rang as I was watching TV.
โทรศัพท์ดังขึ้น ในขณะที่ฉันกำลังดูโทรทัศน์
I have to take an umbrella as it is raining outside.
ฉันต้องเอาร่มไปด้วย เนื่องเพราะว่าฝนกำลังตกข้างนอก
BEFORE = ก่อนที่บางสิ่งจะเกิดขึ้น
Before I get this degree, I studied so hard.
ก่อนที่ฉันจะได้รับปริญญาใบนี้ ฉันได้เรียนอย่างหนัก
AFTER = หลังจากบางสิ่งได้เกิดขึ้น
I fell in love with her after I dated her.
ผมตกหลุมรักเจ้าหล่อน หลังจากที่ผมได้มีนัดกับเจ้าหล่อน
UNTIL = จนกว่าจะถึงเวลาที่บางสิ่งเกิดขึ้น
I will wait here until my girlfriend comes.
ผมจะรออยู่ที่นี่ จนกว่าจะถึงเวลาที่แฟนสาวของฉันจะมาถึง
My dad is still at his office until he finishes his work.
พ่อของฉันจะยังคงอยู่ที่ทำงาน จนกว่าจะถึงเวลาที่ท่านทำงานเสร็จ
AS LONG AS = ตราบเท่าที่บางสิ่งเกิดขึ้น
You can play here as long as you don't make any mess.
ลูกสามารถเล่นที่นี่ได้ ตราบเท่าที่ลูกไม่ทำเลอะเทอะ
AS SOON AS = ในทันทีที่บางสิ่งเกิดขึ้น
I will buy a car as soon as I get promoted.
ฉันจะซื้อรถในทันทีที่ฉันได้รับการเลื่อนตำแหน่ง
BECAUSE = เนื่องเพราะว่าบางสิ่งเกิดขึ้น
Davika failed to show up because she was ill.
ดาวิกาไม่ได้มาปรากฏตัว เนื่องเพราะว่าเจ้าหล่อนไม่สบาย
SINCE = 1) เนื่องเพราะว่าบางสิ่งเกิดขึ้น 2) ตั้งแต่บางสิงได้เกิดขึ้น
Davika failed to show up since she was ill.
ดาวิกาไม่ได้มาปรากฏตัว เนื่องเพราะว่าเจ้าไม่สบาย
I have known her since I was a boy.
ผมรู้จักเจ้าหล่อน ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก
ALTHOUGH = แม้ว่าบางสิ่งได้เกิดขึ้น
Although Jack hasn't enough money, he managed to buy a new iPhone.
แม้ว่าแจ๊คจะมีเงินไม่พอ เขาก็ซื้อไอโฟนเครื่องใหม่มาจนได้
EVEN IF = แม้ว่าบางสิ่งได้เกิดขึ้น
Even if Jack hasn't enough money, he managed to buy a new iPhone.
แม้ว่าแจ๊คจะมีเงินไม่พอ เขาก็ซื้อไอโฟนเครื่องใหม่มาจนได้
LIKE = 1) เหมือนกับที่บางสิ่งได้เกิดขึ้น 2) ราวกับว่าบางสิ่งได้เกิดขึ้น
I will take care of you like your parents do.
ผมจะดูแลคุณให้เหมือนกับที่พ่อแม่ของคุณดูแลคุณ
My office got silent like no one was there.
ที่ทำงานของฉันเงียบกริบ ราวกับว่าไม่มีใครอยู่ที่นั่น
AS IF = ราวกับว่าบางสิ่งได้เกิดขึ้น
My office got silent as if no one was there.
ที่ทำงานของฉันเงียบกริบ ราวกับว่าไม่มีใครอยู่ที่นั่น
(ใช้ as if แทน like ในกรณีที่เราต้องการให้ประโยคของเราฟังดูเป็นทางการ)
IF = ถ้ามีบางสิ่งเกิดขึ้น
I will forgive him if he begs my forgiveness.
ฉันจะยกโทษให้เขา ถ้าเขาขอให้ฉันยกโทษให้
UNLESS = ยกเว้นจะมีบางสิ่งเกิดขึ้น
I'll not go to that party unless you go with me.
ฉันจะไม่ไปที่ทำงานเลี้ยงนั่น ยกเว้นคุณจะไปกับฉัน
OR = มิฉะนั้นก็คงไม่มีบางสิ่งเกิดขึ้น
He really likes that song or he listens to it all the time.
เขาคงชอบเพลงนั้นมาก มิฉะนั้นเขาก็คงไม่ฟังมันตลอดเวลาหรอก
WHETHER (OR NOT) = ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม
I'll call Yaya whether she answers my call or not.
ผมจะโทรหาญาญ่า ไม่ว่าเจ้าหล่อนจะรับสายของผมหรือไม่ก็ตาม
You should eat more veggies whether or not you like them.
เธอควรทานผักให้มาก ไม่ว่าเธอจะชอบพวกมันหรือไม่ก็ตาม
SO = 1) ดังนั้นบางสิ่งจึงเกิดขึ้น 2) เพื่อว่าบางสิ่งจะได้เกิดขึ้น
Tom forgot to call Liz back so she got very angry.
ทอมลืมโทรกลับไปหาลิซ ดังนั้น เจ้าหล่อนจึงโกรธมาก
I'll book the ticket early so I don't miss the concert.
ฉันจะจองตั๋วแต่เนิ่นๆ เพื่อว่าฉันจะได้ไม่พลาดการแสดงดนตรีนั้น
SO THAT = เพื่อว่าบางสิ่งจะได้เกิดขึ้น
I'll book the ticket early so that I don't miss the concert.
ฉันจะจองตั๋วแต่เนิ่นๆ เพื่อว่าฉันจะได้ไม่พลาดการแสดงดนตรีนั้น
อย่าลืมท่องจำความหมายของ subordinate conjunction แต่ละคำ พร้อมประโยคตัวอย่างให้ขึ้นใจนะคะ แล้วเราก็จะใช้ adverb clause ได้อย่างถูกต้องตามหลักไวยากรณ์โดยอัตโนมัติทุกครั้งไป โดยไม่ต้องเสียเวลาคิดมากให้ปวดหัวว่า adverb clause ของเราจัดอยู่ในประเภทใด เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของนักภาษาศาสตร์ ไม่ใช่ของผู้ใช้
ความผิดพลาดของการเรียนรู้ ADVERB CLAUSE ในอดีต
ในอดีตการเรียนรู้การใช้ adverb clause นักเรียนนักศึกษาจะต้องจำแนกแยกแยะให้ได้ว่า adverb clause มีกี่ประเภท ซึ่งยากมาก เพราะเป็นการเรียนรู้ที่เหมาะกับนักภาษาศาสตร์และผู้ที่จะไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษเท่านั้น เราจึงล้มเหลวกันมาโดยตลอด
แม้แต่เจ้าของภาษาก็ยังไม่ได้เรียนรู้กันแบบนี้เลย เพราะมันยากมากนั่นเอง
เจ้าของภาษาเรียนรู้การใช้ adverb clause จากความหมายของ subordinate conjunction ดังกล่าวข้างต้นนั่นเอง
ฝรั่งเก่งเรื่องการใช้ adverb clause จึงไม่ใช่เพราะเป็นเจ้าของภาษา แต่เป็นเพราะเริ่มเรียนจากการใช้แบบง่ายๆค่ะ ส่วนพี่ไทยเราภาษาอังกฤษยังไม่แข็งเลย ผ่าไปเรียน adverb clause จากวิธีที่ยากแบบนักภาษาศาสตร์ก่อน แล้วมันจะไปรอดได้อย่างไร
ปัจจุบันไม่มีการเรียนการสอน adverb clause แบบจำแนกประเภทอีกแล้วนะคะ ยกเว้นการเรียนในขั้นสูงสำหรับผู้สอนและนักภาษาศาสตร์เท่านั้น
และสำหรับผู้ใช้แล้ว การเรียนรู้แค่ความหมายของ subordinate conjunction ก็เพียงพอต่อการเก่งการใช้ adverb clause แบบเจ้าของภาษาแล้ว เพราะการใช้แบบนี้ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกต้องไปโดยอัตโนมัติแบบชิวๆค่ะ
ขอเพียงให้เราท่องจำความหมายของ subordinate conjunction แต่ละคำให้ได้เท่านั้น
ถ้าท่านผู้อ่านต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการใช้ adjective clause ก็เข้าไปอ่านได้ใน www.englishtrick.com นะคะ