เถียงกูบ้างก็ได้ กูไม่ได้เรียนฟิสิกส์

เถียงกูบ้างก็ได้ กูไม่ได้เรียนฟิสิกส์

แชร์

เสริมสร้างความเข้าใจด้านดาราศาสตร?

07/10/2017

เรื่องไม่ต้องรู้ก็ได้1

04/10/2017

สุดติ่งกระดิ่งเป็ด

มีถามกันมามากว่าแอดรู้สึกไง อันนี้โพสจากเฟสส่วนตัวเมื่อคืนฮะ

อารมณ์ประมาณว่า กุรอวันนี้มาเป็นปี 555+

21/09/2017
21/09/2017
จีนทดสอบ เทเลพอร์ต วัตถุสำเร็จเป็นครั้งแรก 21/07/2017

เรื่องจีนทดลองเทเลพอร์ตโฟตอน
มันไม่ใช่เทเลพอร์ตโฟตอนนี่หว่า
มันคือการย้ายสถานะของโฟตอนบนโลกสู่ยานอวกาศ
โดยไม่ใช่การเดินทางในรูปแบบที่เรารู้จัก
การเดินทาง ต้องมีเส้นทางในการเดินทางไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม เส้นทางจะมีรูปแบบมีฉนวน มีแรงกระทำ มีพื้นที่ แต่นี่ไม่เลย ที่มันเกิดขึ้นพร้อมๆกันเลย

แหมะ เป็นทฤษฎีอยู่ตั้งหลายสิบปี สำเร็จซักที
แต่ทฤษฎีนี้กล่าวไว้ว่า ไม่ว่าระยะทางจะยาวกี่สิบล้าน
หรือหมื่นล้านปีแสง สถานะของอนุภาคนั้นๆก็เปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆกันเสมอ เท่ากับว่า ถ้ามันห่างกันไกลโข การย้ายไปที่ตรงนั้นจะย้ายได้ทันทีในระดับอนุภาค แต่ถ้าคิดเรื่องย้ายคนล่ะก็ มันเกือบจะคนละเรื่องเลย กับคนนั้น สำเร็จนานกว่าการที่มนุษย์ได้รู้ว่าบิกแบงเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า และอะไรก่อให้เกิดบิกแบง สำหรับบิกแบง ต่ำๆก็ 100-130 ปี

โฟตอนเป็นอนุภาค เหมือนโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน
มันเล็กกว่าอะตอมมาก และอะตอมแม่งก็เล็กมาก
กว่าจะมาเป็นมนุษย์ทั้งคน แม่งต้องมีเลขศูนย์กี่ตัวสำหรับการนับอะตอม แต่ก็หวังให้ทำกับคนได้ละกัน รถจะได้ไม่ติด 5555

เห็นแบบนี้แล้ว แสงนี่ดูช้ายิ่งกว่าหอยทากเลย

จีนทดสอบ เทเลพอร์ต วัตถุสำเร็จเป็นครั้งแรก ใครที่สนใจนิยายไซไฟย่อมคุ้นเคยกับการเทเลพอร์ต ซึ่งเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากๆ เนื่องจากจีนประสบความสำเร็จในการทดลองเทเลพอร์ระยะไกลถึง 500 กม. แล้ว

อีกห้าปีมีดาวชนกัน 29/04/2017

จะอยู่ให้ถึงค่ะ อีก 5 ปี

อีกห้าปีมีดาวชนกัน กาเครื่องหมายในปฏิทินล่วงหน้าได้เลย แล้วก็จดจำกลุ่มดาวหงส์ให้ขึ้นใจ เพราะในปี พ.ศ.2565 ดาวคู่หนึ่งในกลุ่มดาวนี้จะชนกันและหลอมรวมเป็นดาวดวงเดียวพร้อมกับส่องแสงเจิดจ้าออกมาเป็นโนวาที่มองเห็นได้เป็นเวลาร่วมครึ่งปี

Photos 24/02/2017

ได้ยินข่าวดังของ NASA ว่าพบระบบดาวที่มีดาวเคราะห์ 7 ดวง
และมีหลายดวงในนั้นที่ "มีความเป็นไปได้" ที่อาจเกื้อหนุนกับสิ่งมีชีวิต แอดก็ไม่รู้สึกตื่นเต้นเท่า "คลื่นความโน้มถ่วง"
ไม่รู้ทำไม แอดรู้สึกเฉยๆกับการตรวจพบพบระบบดาวที่มีดาวเคราะห์ 7 ดวง และมีหลายดวงในนั้นที่ "มีความเป็นไปได้"
ที่อาจเกื้อหนุนกับสิ่งมีชีวิต
คือ ไม่รู้ว่าตื่นเต้นอะไรกัน คือมันมีอยู่แล้วหละ ระบบดาวแบบนี้
และมีมากสัสๆด้วย เท่าที่เราพบก็มาก เกือบ 5 ร้อยกว่าดวง
นี่เรายังสำรวจไม่หมดทางช้างเผือกนะ และดาราจักรอีก แสนล้าน ดาราจักรที่มนุษย์คาดการณ์ มันต้องมีอยู่แล้ว ไม่เห็นน่าตื่นเต้น
มันต้องมีอยู่แล้ว สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา
แต่เราเอื้อมไม่ถึงด้วยเทคโนโลยี ณ ตอนนี้
ยาวอวกาศที่เร็วที่สุดเท่าที่เคยส่งไปคือยาน New Horizon
หรือยานอวกาศที่ส่งไปเพื่อถ่ายรูป Pluto โดยเฉพาะ
เร็วราวๆ 58,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่แน่ใจว่าค่าเฉลี่ย หรือค่าเร็วสุดที่ยานทำได้ เพราะยานต้องมีเลี้ยวมีขึ้นๆลงๆบ้าง ไม่ใช่วิ่งตรงไปอย่างเดียว ซึ่งเวลาที่ใช้ในการเดินทางโดยไม่มีคน ก็หลักแสนปี
แต่อนาคต เศรษฐีรัสเซีย ศาสตราจารย์สตีฟเฟ่น ฮอร์คิงส์ จะทำโครงการที่สร้างยานอวกาศที่เร็วที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยทำ
มันทำความเร็วได้เร็วสัสๆ ขนาดไปดาวอังคารภายใน 3 วัน
มันมีความเร็วอยู่ที่ 20% ของความเร็วแสง ซึ่งทำให้ระยะทาง 4.3 ปีแสง ทำให้เราใช้เวลาเพียง 20 ปีในการเดินทางไปถึง และย้ำ ว่าเวลานี้ไม่รวมมนุษย์ไปด้วย แต่ด้วยระยะห่างของระบบดาวที่นาซ่าตรวจพบมาดังข้างต้นนั้น
อยู่ห่างจากเราถึง 39 ปีแสงหรือ 368,968,478,584,680 กิโลเมตร
ซึ่งหากใช้ความเร็วคร่าวๆของยานอวกาศ New Horizon จะใช้เวลา 726,201 ปี ในการเดินทาง แต่คงนานกว่านั้น เพราะยานคงไม่แล่นด้วยความเร็วคงที่ตลอด 7 แสนกว่าปีหรอก
และมาดูระยะเวลาของยานในอนาคตที่ใช้ได้จริงแน่ๆ
เมื่อคำนวณออกมา เช่นเคย นี่คือความเร็วคงที่
ซึ่งใช้ไม่ได้จริงๆ แค่คร่าวๆ
ก็จะใช้เวลา 195 ปี ซึ่งต่างกับยาวอวกาศ New Horizon สัสๆ
แต่เวลา 195 ปีนั้น ก็เกินชั่วอายุของมนุษย์ เอางี้
หากเราเดินทางในสภาวะตกอิสระ ร่างกายเราจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพนั้น กระดูกจะสึกและหายไป กล้ามเนื้อก็เช่นกัน เพราะเราไม่ต้องใช้แรงเท่าบนโลก เรามีกระดูก เรามีกล้ามเนื้อ เพื่อรองรับแรงโน้มถ่วงที่กดเราลงสู่พื้น 9 เมตร / วินาที แต่ในสภาพตกอิสระ มีเพียงแรงโน้มถ่วงอ่อนๆซึ่งอ่อนสัสๆ เรียกว่าไร้แรงโน้มถ่วงเลยก็ได้ ทำให้สิ่งที่ร่างกายวิวัฒน์มาเพื่อต่อสู้กับแรงโน้มถ่วง ต้องวิวัฒน์เพื่อให้เข้ากับสภาวะตกอิสระ ใช้เวลาไม่กี่เดือน กล้ามเนื้อลีบ กระดูกสลาย
มีสองทาง
ทางแรกคือออกกำลังกาย เพื่อให้กล้ามเนื้อ และกระดูกได้ใช้งาน
ทางสองคือ สร้างยานที่จำลองแรงโน้มถ่วง ซึ่งยังไม่สามารถทำได้
แต่ถ้าอาศัยทางแรก ก็ใช่ว่าจะได้ผลดี เพราะในสภาวะตกอิสระ ก็ทำให้ของที่เราต้องยก มันไร้นำหนักไปด้วย หรือการวิ่ง ที่ ก็ไม่ได้ใช้แรงเท่าอยู่บนโลก อย่างมาก ก็ซัก 5 ปี เลยไปนั้น แน่นอน กล้ามเนื้อลีบ กระดูกสลาย
สรุป 39 ปีแสงนี้ เป็นไปได้ยากที่จะส่งมนุษย์ไป แต่เป็นไปไม่ได้สำหรับเทคโนโลยี ณ ปัจจุบันนี้ #จบ

Photos 23/01/2017

share of the day #ยานวอยเอเจอร์ทั้งสองลำเดินทางเข้าสู่สสารระหว่างดาวฤกษ์แล้ว

18 มกราคม 2017

ในขณะนี้ยานอวกาศวอยเอเจอร์ทั้งสองลำเดินทางเข้าสู่สสารระหว่างดาวฤกษ์ (interstellar medium )แล้วโดยสสารระหว่างดาวฤกษ์นั้นมีองค์ประกอบหลักเป็นแก๊สซึ่งมีความหนาแน่นต่ำมาก เพียง 1อะตอมต่อลูกบาศก์เซนติเมตรเท่านั้น

ความหนาแน่นที่ต่ำนี้เองทำให้การศึกษาสสารระหว่างดาวฤกษ์เป็นเรื่องยากมาก

ล่าสุดในเดือนมกราคม 2017 นักดาราศาสตร์สามารถทำการศึกษาจนพบว่ายานวอยเอเจอร์ทั้งสองลำเดินทางเข้าสู่พื้นที่ระหว่างดาวฤกษ์แล้วโดยยานวอยเอเจอร์ 1 เดินทางออกจากระบบสุริยะตั้งแต่ปี 2012 แล้ว ส่วนยานวอยเอเจอร์ 2 ในปัจจุบันยังอยู่ในเฮลิโอพอส (heliopause) ซึ่งเป็นบริเวณที่ลมสุริยะหมดอิทธิพลพอดีเนื่องจากปะทะกับลมดาวฤกษ์ที่มาจากดาวฤกษ์อื่นๆในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา

ที่น่าเหลือเชื่อคือ ยานวอยเอเจอร์ 1 และ2 ถูกส่งออกสู่อวกาศกลางปี 1977 แต่ทั้งสองยังทำงานอยู่จนทุกวันนี้

นักดาราศาสตร์ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลที่โคจรอยู่รอบโลกยังมองไปยังดาวฤกษ์สี่ดวงที่อยู่เบื้องหลังยานอวกาศทั้งสองลำนี้ดังแสดงในภาพ จากนั้นทำการวัดว่าสสารรอบๆยานทั้งสองลำนี้ดูดกลืนแสงจากดาวฤกษ์ไปแค่ไหนทำให้นักดาราศาสตร์สามารถวิเคราะห์ได้ว่าสสารบริเวณยานทั้งสองลำมีสภาพเป็นอย่างไร และตรวจจับความหนาแน่นได้ด้วยการวัดปริมาณอะตอมคาร์บอน เพราะปริมาณคาร์บอนบ่งบอกถึงอัตราการชนของโมเลกุลแก๊สเล็กๆที่เกิดขึ้นซึ่งสัมพันธ์กับความหนาแน่นนั่นเอง

นักดาราศาสตร์พบว่าสสารรอบๆยานอวกาศทั้งสองลำมีความแตกต่างกันในแง่องค์ประกอบซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่าสสารระหว่างดาวฤกษ์มีการเกาะกันเป็นกลุ่มก้อน

นักดาราศาสตร์คาดหวังว่ายานอวกาศทั้งสองลำจะทำงานได้อีก 5 หรือ 10ปีนับจากนี้

ปลายทางของยานอวกาศทั้งสองลำคือ อีก 40,000 ปี ยานวอยเอเจอร์ 1 จะเดินทางไปยังดาวฤกษ์ Gliese 445 (ที่ระยะห่าง 1.6 ปีแสง) ส่วนยานวอยเอเจอร์ 2 จะไปใกล้ดาวฤกษ์ Ross 248 (ที่ระยะห่าง1.7ปีแสง)

างอิง

http://www.skyandtelescope.com/astronomy-news/voyagers-flying-through-galactic-clouds-1101201623/

Photos 16/12/2016

เหมือนๆทฤษฎีนี้ตกไปนานละนะ
แต่ก็กลับมาอีก ต้องรอดูต่อไปครับ
ถ้ามันเป็นจริง ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่มาก
แค่ตรวจพบช่องโหว่ของทฤษฎีที่นักฟิสิกส์ยึดถือมาเป็นร้อยปี
แค่นั้นเอง 5555 ไม่ใหญ่เลย

หลุมดำอาจมีกำแพงไฟและทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปอาจจะผิด!

สรุปสั้น: [นักฟิสิกส์กลุ่มหนึ่งพบว่าสัญญาณคลื่นความโน้มถ่วงที่เครื่อง LIGO ตรวจจับได้จนเป็นข่าวใหญ่นั้น แสดงให้เห็นว่าหลุมดำ"อาจ"มีโครงสร้างที่เรียกว่า กำแพงไฟ (firewalls) ห่อหุ้มอยู่โดยรอบ]

เนื้อหา: ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ขอบของหลุมดำเรียกว่า ขอบฟ้าเหตุการณ์ (event horizon) เป็นเส้นแบ่งที่อะไรก็ตามที่ข้ามเขตแดนนี้ไปจะไม่สามารถกลับออกมาได้อีก แต่ขอบฟ้าเหตุการณ์ไม่ใช่ขอบที่มีลักษณะเป็นวัตถุ ผู้สังเกตที่ข้ามขอบฟ้าเหตุการณ์และตกเข้าไปในหลุมดำจะไม่พบความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมรอบตัวเลย

ในปี 2012 มีการเสนอสมมติฐานว่ารอบๆขอบฟ้าเหตุการณ์มีโครงสร้างที่เรียกว่า กำแพงไฟ (firewall)อยู่
กำแพงไฟดังกล่าวคืออนุภาคพลังงานสูงที่พร้อมจะ “เผา” ทุกสิ่งที่จะตกเข้าไปในหลุมดำให้มอดไหม้และระเหยกลับออกมา ซึ่งหากโครงสร้างดังกล่าวมีอยู่จริงก็เท่ากับว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปเกิดปัญหาที่ขอบหลุมดำเพราะทฤษฎีบ่งชี้ว่าโครงสร้างนี้ไม่ควรจะมีอยู่

ต้นปี 2016ที่ผ่านมานี้ นักฟิสิกส์ประกาศการค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงที่มาจากหลุมดำชนกัน

จากนั้นไม่นานนักนักฟิสิกส์จาก Technical Institute in Lisbon เสนอว่าหากหลุมดำมีโครงสร้างอย่างกำแพงไฟ มันควรจะมีสัญญาณกึกก้องหลังจากการชนกันตกค้างมาให้ตรวจจับได้ เนื่องจากโครงสร้างที่ห่อหุ้มขอบฟ้าเหตุการณ์นั้นเป็นเปลือกบางๆที่กักคลื่นความโน้มถ่วงไว้ได้เล็กน้อย ในขณะที่หลุมดำเกิดการชนกัน คลื่นความโน้มถ่วงจะสะท้อนไปมาระหว่างเปลือกนั้นกับขอบฟ้าเหตุการณ์เป็นเหมือนเสียงที่ก้องและดังออกมานั่นเอง

ล่าสุดในเดือนธันวาคม 2016 ทีมนักฟิสิกส์นำโดย Afshordi และ Jahed Abedi เสนอว่าพวกเขาค้นพบสัญญาณการมีอยู่ของกำแพงไฟหรือโครงสร้างที่ห่อหุ้มหลุมดำไว้โดยการวิเคราะห์ข้อมูลคลื่นความโน้มถ่วงที่ผ่านๆมา ซึ่งถ้ากำแพงไฟมีจริงก็เท่ากับว่าพวกเขาจะเป็นนักฟิสิกส์กลุ่มแรกที่ค้นพบรอยร้าวของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์

อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์ของพวกเขาอาจเป็นความผิดพลาดเชิงสถิติก็ได้ โดยโอกาสผิดพลาดคือ 1/270 ซึ่งยังนับว่าสูงเกินกว่าจะได้รับการยอมรับอย่างสมบูรณ์

ในตอนนี้ทีมตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วง LIGO กำลังปรับเพื่อเพิ่มความละเอียดในการตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงและอีกสองปีนับจากนี้ ผลลัพธ์ที่ได้น่าจะบอกได้ว่าผลการวิเคราะห์เรื่องกำแพงไฟนี้ถูกหรือผิดกันแน่


ที่มาของข่าว :
http://www.nature.com/news/ligo-black-hole-echoes-hint-at-general-relativity-breakdown-1.21135

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10330