11/03/2025
ภาพนี้ตั้งแต่คุณพ่อเล่นดนตรีอยู่ที่ ซูซี่วอง ไนท์คลับ กรุงเทพฯ อายุประมาณ 30 ต้นๆ ครับ
Music school
โรงเรียนสอนร้องเพลง การใช้เสียง ฝึกการใช้เสียง วิเคราะห์ผู้ฝึกหัดร้องเพลงและแนะนำวิธีการใช้เสียง, การร้องให้เหมาะสมกับสรีระของผู้ฝึกอย่างมีประสิทธิภาพ สอนวิธีการร้องเพลงแต่ละประเภทซึ่งมีสไตล์ที่แตกต่างกัน และเทคนิคต่างๆอีกมากมาย
11/03/2025
ภาพนี้ตั้งแต่คุณพ่อเล่นดนตรีอยู่ที่ ซูซี่วอง ไนท์คลับ กรุงเทพฯ อายุประมาณ 30 ต้นๆ ครับ
17/07/2020
งานคอนเสริทคุณสุดา ชื่นบาน ได้เรียนเชิญอาจารย์ปิยะกรณ์ (ชัยยุทธ์) เวชสวรรค์ มาเป็นแขกรับเชิญ เพื่อเซอร์ไพรส์คุณนันทิดา แก้วบัวสาย อาจารย์ปิยะกรณ์เป็นอาจารย์สอนร้องเพลงคนแรกของคุณนันทิดา ในคอนเสริทดังกล่าวภาพนี้เป็นนาทีที่ซาบซี้งประทับใจมากครับ
01/12/2019
08/04/2018
reboot before work.
03/12/2017
26/11/2017
Double Rainbow
20/06/2013
บทสัมภาษณ์ คุณชัยยุทธ เวชสวรรค์ l คู่สร้างคู่สม ฉบับที่ 389 ประจำเดือนมีนาคม 2544 ตำนานคนของหัวหน้าวงดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ ชัยยุทธ เวชสววรค์ ย้อนหลังไปสู่อดีต ปี พ.ศ. 2476 ที่เมืองพิษณุโลก จังหวัดภาคเหนือตอนล่างที่มีแม่น้ำน่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่น้ำสี่สาย ปิง วัง ยม น่าน ที่ก่อเกิดเป็นแม่น้ำ เจ้าพระยาไหลผ่านกลางเมือง จนมีฉายานามเมืองอีกนามหนึ่งว่า “เมืองสองแคว” แผ่นดินนี้มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เพราะเคยเป็นเมืองลูกหลวง เมืองด่านหน้าทางอาณาเขตภาคเหนือในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นเมืองที่สมเด็จพนะนเรศวรมหาราช วีรกษัตริย์ไทยเคยประทับ เมืองที่มีอดีตพระมหากษัตริย์ไทยที่มีพระบรมเดชานุภาพ คือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยา เคยเสด็จมาประทับนานถึง 18 ปี และที่สมรภูมิรบกลางเมืองนี้ ครั้งหนึ่งสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา เคยเป็นชัยภูมิที่แม่ทัพพม่า อะแซหวุ่นกี้ เคยยืนม้ารอดูตัวเจ้าเมืองผู้กล้าหาญนาม พระยาจักรี แล้วทำนายว่า ในอนาคตจะมีบุญวาสนาได้เป็นถึงพระมหากษัตริย์ไทย พระยาจักรีคนนี้ ต่อมาคือปฐมกษัตริย์กรุงรัตนโกสินทร์ที่ทรงพระนามว่า สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ริมแม่น้ำน่านสายนี้ มีถนนลาดยางทอดผ่านและลัดเลาะไปตามโค้งฝั่ง เริ่มจากวัดใหญ่ (วัดพระศรีมหาธาตุ วรมหาวิหาร เชิงสะพานนเรศวรในปัจจุบัน) จนถึงวัดท่ามะปรางท้ายเมือง ถนนสายนี้ชื่อ ถนนพุทธบูชา ซึ่งเป็นถนนสายเอกของเมือง สองข้างถนนฝนเขตเมืองและตลาดสดที่เป็นเรือนไม้แถวสองชั้นแบบโบราณ ในช่วงกบางถนนด้านตะวันออก มีร้านขายยาแผนโบราณสองคูหา ซึ่งเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในถนนสายนี้ตั้งอยู่ ที่หน้าร้านแขวนป้ายชื่อร้านว่า “เวชสวรรค์โอสถ” และเขา... ชัยยุทธ เวชวรรค์ เกิดที่นี่ “พ่อผมเป็นหมอยาแผนโบราณ ที่มีขื่อเสียงมากในยุคนั้น ชื่อ หมอหรุ่น เวชวรรค์ แม่ผมชื่อบุญมี ผมมีพี่น้องร่วมท้องกัน 9 คน ผมเป็นคนที่ 8 พี่สาวคนโตของผมชื่อ อาจารย์สนิท ปุญญฤทธิ์ ท่านเป็นคุณแม่ของสักรินทร์ ปุญญฤทธิ์ (อดีตนักร้องดัง และหัวหน้าฝ่ายศิลปกรรมทีวีสีช่อง 3 ถึงแก่กรรมแล้ว) ท่านถึงแก่กรรมไปแล้ว พี่ชายคนที่ 4 คือ คุณวิเชียร เวชวรรค์ (อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงแก่กรรมแล้ว) พี่น้องของผมที่ยังมีชีวิตอยู่ก็มีอาจารย์ภัทิรา เวชสวรรค์ ท่านเกษียณจากข้าราขการครูแล้ว และนายเริงแมน เวชสวรรค์ (ข้าราชการเกษียณจากตำแหน่งช่างกรมทางหลวงแผ่นดิน เขตจังหวัดสุโขทัย)” ชัยยุทธ เริ่มเรื่องราวชีวิตในตอนต้นของเขาให้เราฟัง “ผมเกิดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2476 ตอนนี้ผมมีอายุ 68 ปี ผมเรียนจบชั้นมัธยมสูงสุดที่โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม แล้วมาเรียนต่อที่โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย จบระดับ ปวช. ปี พ.ศ. 2496 แล้วไปจบระดับ ปวส. ที่โรงเรียนส่งเสริมอาชีพก่อสร้าง ได้รับประกาศนียบัตรระดับอนุปริญญา” เขาเล่ารายละเอียดด้านการศึกษาของเขาเพิ่มเติมมา ด้านชีวิตการทำงานในสายงานที่เขาร่ำเรียนมานั้น ชัยยุทธเล่าว่า “ชีวิตการทำงานในด้านช่างที่ผมเรียนมานั้น ทำงานอยู่ช่วงเดียวที่การรถไฟแห่งประเทศไทย โดยเข้ารับราชการในตำแหน่งช่างประจำกองก่อสร้าง ฝ่ายการช่างโยธาเขตบางซื่อ เมื่อปี พ.ศ. 2504 ผมรับราชการรถไฟอยู่ 4 ปี พอปี พ.ศ. 2508 ผมก็ลาออก” ชัยยุทธกล่าวว่าเขาลาออกมาเพื่อก่อตั้งวงดนตรี และโรงเรียนเวชสวรรค์การดนตรีซึ่งเป็นอาชีพที่เขารักมาตั้งแต่เด็ก “ตอนเด็กๆ พี่ชายของผมชื่อ บุญธร เวชสวรรค์ (อดีตครูใหญ่โรงเรียนเปี่ยมเมธีวิทยา อุตดิตถ์ ถึงแก่กรรมแล้ว) เขามีไวโอลิน และสีไวโอลินให้ฟังทุกวัน ตอนหลังมีพี่ชายอีกคนคือ ดุสิต เวชสวรรค์ (อดีตเภสัชกรโรงพยาบาลฉะเชิงเทรา ถึงแก่กรรมแล้ว) เขาก็สีไวโอลินได้ดีมาก ตอนนั้นผมอยากสีไวโอลินได้บ้าง แต่พ่อไม่ยอม บอกว่าถ้าเล่นดนตรีจะทำให้ผมเสียการเรียน แต่ความที่ผมอยากจะสีไวโอลินให้ได้ ที่ร้านตัดผมฝั่งตรงข้ามหน้าร้านของผม เขาเป็นักดนตรีไทยมีไวโอลิน ผมก็แอบไปนั่งฟังเขาซ้อมเล่นกัน พอเขาวางไวโอลิน ผมก็เอามาสีเล่นบ้าง สีจากไม่เป็นเสียงเพลง จนเป็นเพลงพอฟังได้ เรียกว่าเป็นแบบครูพักลักจำเอาเอง ผมเริ่มชีวิตนักดนตรีจากวงดนตรีของโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม มีครูบุญยงค์ แก้ววรรณรัตน์กับครูเธียร ติระศรี เป็นครูสอน (ถึงแก่กรรมไปแล้วทั้งสองคน) พออายุ 15-16 ปี ก็มีรุ่นพี่มาชักชวนกันตั้งวงดนตรีเล็กๆ ขนาดวง 5-6 คน รุ่นพี่ชื่อ ธนิต ลาภสมทบ (ถึงแก่กรรมแล้ว) เป็นหัวหน้าวง ตั้งชื่อวงว่า “ดอกฟ้าสีม่วง” โดยเอาสีโรงเรียนมาตั้งชื่อวง ผมเป็นนักไวโอลินประจำวง รับงานดนตรีทั่วไปในเมืองพิษณุโลก ถือว่าเป็นวงดนตรีวงเล็กๆ วงแรกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคนั้น” ชัยยุทธ เวชสวรรค์ เล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตนักดนตรีจากระดับลูกวง จนมาเป็นหัวหน้าวงดนตรี เวชสวรรค์ ซึ่งเป็นวงดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดในระหว่างปี พ.ศ. 2511-2528 ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กหนุ่มจากอยุธยาคนหนึ่ง คือ “ดำรง พุฒตาล” เริ่มรุ่งโรจน์ในจอโทรทัศน์ “ปี พ.ศ. 2495 ผมเข้าศึกษาในโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย ยุคท่านอาจารย์สว่าง สุขัคคานนท์ เป็นอาจารย์ใหญ่ โรงเรียนได้ก่ตั้งวงดนตรีสากลประจำโรงเรียนขึ้นในปี พ.ศ. 2496 โดยมอบหมายให้ครูอร่าม ขาวสะอาด ซึ่งเป็นนักดนตรีและเจ้าของวงดนตรีคณะอร่ามและสหาย มาเป็นครูผู้ฝึกสอน ผมถูกคัดเลือกให้เป็นนักดนตรีประจำวงในตำแหน่งคนเป่าแซ็กโซโฟนเทนอร์ นั่นคือ การเริ่มต้น ในระหว่างเรียนเวลาหยุดเทอมก็ออกไปหาประสบการณ์ด้วยการเดินสายเล่นดนตรีไปตามต่างจังหวัด โดยไปตั้งศูนย์ฝึกและรวบรวมวงที่พิษณุโลก รวบรวมเพื่อนๆที่เป็นนักดนตรีวงเดียวกัน ไปตั้งวงดนตรีชื่อลาตินอเมริกัน และวงดนตรีสี่มหาวิทยาลัย (นักดนตรีมาจาก จุฬาฯ, ธรรมศาสตร์, เกษตร และศิลปากร) เดินสายเล่นเก็บเงินเที่ยวไประหว่างหยุดเทอม ถือว่าเป็นวงดนตรีเดินสายต่างจังหวัดวงแรกของประเทศไทย (ต่อมาวงดนตรีลูกทุ่งจึงเจริญรอยตาม) โดยใช้โรงภาพยนตร์ในจังหวัดเป็นที่แสดง ส่วนใหญ่ผมเป็นหัวหน้าวงร่วมกับครูธนิต ลาภสมทบ” เขาเล่าเรื่องราวการกำเนิดวงดนตรีเวชสวรรค์ที่เขาเป็นเจ้าของและหัวหน้าวงให้ฟังว่า “ก่อนที่จะมาตั้งวงดนตรีเวชสวรรค์ซึ่งเป็นวงของผมเอง ผมเริ่มหลังจากจบการเรียนแล้ว โดยในครั้งแรกเข้าไปสังกัดกับวงดนตรีกรรณเกษม (จำนรรจ์ กุณฑลจินดา เป็นเจ้าของและหัวหน้าวง) ต่อมาก็คือ วงดนตรีคีตะวัฒน์ (ไพบูลย์ ลีสุวัฒน์ เป็นเจ้าของและหัวหน้าวง) แล้วมาเล่นประจำอยู่ที่ซูซี่วองไนท์คลับ ถนนราชดำเนิน ผมเริ่มก่อตั้งวงดนตรีเวชสวรรค์ ในปี พ.ศ. 2511 บรรเลงในงานมงคลแบะงานลีลาศ รวมทั้งงานฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์แทบทุกแห่ง วงดนตรีเวชสวรรค์ เป็นวงดนตรีขนาดใหญ่ มีผู้บรรเลงสูงสุดถึง 15 คน เป็นวงดนตรีเอกชนวงเดียวที่มีงานมาก ในรอบสับดาห์มีงานทุกวันเกือบจะไม่เว้นวัน มีเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของผมก่อนตั้งวงเวชสวรรค์และระหว่างตั้งวงเวชสวรรค์ ที่ผมมีความประทับใจอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกคือ เรื่องที่วินัย งามสมทรัพย์ เพื่อนของผมเคยทำนายผมไว้ครั้งหนึ่ง ขณะที่ผมไปเยี่ยมเขาที่จังหวัดอุตรดิตถ์ (วินัย งามสมทรัพย์ เป็นนักดนตรีร่วมวงดนตรีช่างก่อสร้างอุเทนถวาย ไปรับราชการครูโรงเรียนช่างไม้จังหวัดอุตรดิตถ์ ชัยยุทธไปพักอยู่ด้วยเมื่อ ปี พ.ศ. 2499) เขาทำนายว่า ในอนาคตผมจะต้องเป็นหัวหน้าวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ เขาทำนายไว้ขณะไปเที่ยวกันที่วัดบนบ่อนลับแล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2511 ผมก็ตั้งวงดนตรีเวชสวรรค์ได้สำเร็จตามคำทำนายของเขา ทั้งที่ขณะนั้นผมก็ยังไม่เคยนึกหวังใดๆเลย อีกเรื่องหนึ่งในการประชันวงระหว่างวงดนตรีเวชสวรรค์ กับ วงดนตรีสุนทราภรณ์ ที่สถานลีลาศลุมพินี ราวๆ ปี พ.ศ. 2515 ครูเอื้อ สุนทรสนาน ให้คนมาตามไปพบระหว่างพักการบรรเลง เมื่อเห็นผมท่านก็พูดว่า “นี่หรือชัยยุทธ ทำไมยังหนุ่มอยู่เลย” ท่านประหลาดใจที่คิดไม่ถึงว่าหัวหน้าวงดนตรีที่มาเล่นประชันกับวงของท่านมีอายุน้อยอย่างนี้ (ขณะนั้นชัยยุทธอาจุ 32 ปี) เป็นความทรงจำที่ผมไม่เคยลืม ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ ผมได้เคยนำวงดนตรีเวชสวรรค์ไปร่วมบรรเลงหน้าพระที่นั่งและเข้าเฝ้ารับพระราชทานเหรียญที่ระลึกในวันสังคีตมงคล ที่พระที่นั่งอัมพรสถานเมื่อปี พ.ศ. 2519 (งานนี้ พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สำนักพระราชวังจัดขึ้นสำหรับนักดนตรีสากลในประเทศไทยทุกคนโดนเฉพาะ และเสด็จลงทรงดนตรีร่วมด้วย เป็นงานสำคัญในชีวิตของนักดนตรีสากลชาวไทยที่มีเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว ทรงพระราชทานเหรียญสังคีตมงคลด้วยพระหัตถ์ให้กับนักดนตรีทุกคน)” ชัยยุทธ เวชสวรรค์ เล่าเรื่องราวชีวิตของเขาต่อไปว่า “ผมได้ตั้งโรงเรียนเวชสวรรค์การดนตรี (ครั้งแรกที่ตึกแถวตรงข้ามปากซอยรางน้ำ ถนนราชปรารภ) เพื่อสร้างนักดนตรีและนักร้องที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันที่เคยผ่านโรงเรียนของผมมากมาย ในช่วงนี้ เพื่อเป็นนโยบายในการพัฒนาวง ผมจัดวงดนตรีเวชสวรรค์เข้าบรรเลงในไนท์คลับหลายแห่ง เช่นที่ ซาวอยไนท์คลับ ถนนสุขุมวิท สตาร์ไลท์ไนท์คลับ ถนนเจริญกรุง นาทูริสต์ไนท์คลับ ถนนสาธรใต้ โดยเฉพาะที่นี่เป็นแห่งแรกที่วงดนตรีคนไทยสามารถรุกเข้ายึดพื้นที่บรรเลงของวงดนตรีต่างชาติ (ฟิลิปปินส์/ มาเลเซีย/ อินโดนีเซีย) ที่เข้ามาทำมาหากินในเมืองไทยได้ ซึ่งเป็นความภูมิใจของผมอย่างยิ่ง นอกจากนั้นก็ยังมี มอนติคาโลไนท์คลับ ดาราไนท์คลับ ศูนย์การค้าราชประสงค์ราชดำริ (รื้อกลายมาเป็นเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในปัจจุบัน) วงดนตรีเวชสวรรค์เคยสร้างความยิ่งใหญ่รับงานไนท์คลับ 3 แห่งในเวลาเดียวกัน คือ นาทูริสต์ไนท์คลับ (ชัยยุทธ คุมวงด้วยตัวเอง) สตาร์ไลท์ไนท์คลับ (วินัย งามสมทรัพย์ ประสานงาน ปราจีน ทรงเผ่า คุมวง) ดาราไนท์คลับ (รณศักดิ์ สุภาสูรย์) (ถึงแก่กรรมแล้ว) คุมวง) การบรรเลงในห้องอาหาร วงเวชสวรรค์ก็เคยเข้าประจำมาหลายแห่ง เช่น ห้องอาหารยูงทอง ไทยโฮเต็ล ถนนวิสุทธิ์กษัตริย์ ห้องอาหาร 24 น. สยามสแควร์ ห้องอาหารดีส์ มุมถนนสาธรใต้ ห้องอาหารมิงพาเลซ โรงแรงอินทรา ประตูน้ำ ภัตตาคารนิวเปงเชียง ถนนสาธรใต้ ด้านทีวี วงดนตรีเวชสวรรค์เคยมีรายการของตัวเองชื่อ รายการเวชสวรรค์พาเหรด ทางทีวีช่อง 4 (ขาวดำ) บางขุนพรหม รายการถนนดารา ของกำธร พึ่งประยูร ทีวีสี 9 บางลำพู รายการคนดังพาเหรด ของ ยิ่งยง สะเด็ดยาด ทีวีสีช่อง 3 หนองแขม (รายการนี้เป็นรายการบุกเบิกรายการโชว์รายการแรกของทีวีสีช่อง 3) และรายการดนตรีและเพลงของธรรมนูญ ปุงคานนท์ ทีวีสีช่อง 5 สนามเป้า” สำหรับงานมหกรรมภายนอกวงดนตรีเวชสวรรค์ก็มีบทบาทมากมาย ชัยยุทธเล่าว่า “งานใหญ่ๆ ที่เป็นงานรับบรรเลงประจำก็มีมาก อย่างงานลีลาศทั่วๆไปทุกเวที เช่น เวทีลีลาศสวนอัมพร เวทีลีลาศสวนลุมพินี เวทีลีลาศสโมสรราษฎร์สราญรมย์ ฯลฯ งานเปิดฉายรอบปฐมฤกษ์ภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ต่างๆ อาทิ โรงภาพยนตร์เฉลิมไทย (รื้อแล้ว) โรงภาพยนตร์เฉลิมกรุง โรงภาพยนตร์เอ็มไพร์ ปากคลองตลาด (รื้อแล้ว) โรงภาพยนตร์เท็กซัส ถนนเยาวราช (รื้อแล้ว) งานเทศกาลรื่นเริงประจำปีของสมาคมใหญ่ๆ เช่น สโมสรราษฎร์สราญรมย์ สมาคมนักเรียนเก่าอเมริกา สมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษ โดยเฉพาะที่สปอร์ตคลับ จะจ้างวงเวชสวรรค์ไปบรรเลงในงานรื่นเริงประจำปีทุกปี งานกาชาดสวนอัมพร งานบรรเลงทางวิทยุ อส. (พระราชวังดุสิต) โดยโปรดเกล้าฯ ใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บรรเลงประจำ การแสดงมหกรรมดนตรีสำหรับฤดูร้อนน ของกรมศิลปากร-งานประกวดนางสาวไทย ยุคจัดประกวดที่วังสราญรมย์ วงเวชสวรรค์ได้รับเกียรติให้ไปบรรเลงประจำในคืนวันตัดสินสุดท้ายของทุกปี” แม้จะมีงานบรรเลงมากมาย แต่เมื่อมีชื่อเสียงถึงขีดสุด ความตกต่ำก็มาเยือนซึ่งเป็นสัจธรรมของชีวิต ชัยยุทธบอกว่า “งานสุดท้ายที่วงเวชสวรรค์รับบรรเลงประจำคือ ภัตตาคารนิวเองเชียง ถนนสาธรใต้ เราบรรเลงอยู่ที่นี่ 4 ปีเต็ม ภัตตาคารนิวเองเชียงหยุดตัวเอง วงเวชสวรรค์ก็หยุดตัวเองลงเช่นกัน ตอนนั้นราวปี พ.ศ. 2522 เวชสวรรค์หยุดตัวเองเกือบสนิท เพราะผมตั้งใจว่า ถ้าทำต่อไปไม่ดีขึ้นก็ขอยุบวงเสียดีกว่า จึงตัดสินใจยุบวงลงในปี พ.ศ. 2526 นับถึงวันนี้ (พ.ศ. 2544) 18 ปีครับ” หลังจากหยุดตัวเองได้ 2 ปี ชัยยุทธ เวชสวรรค์ ก็หวนคืนกลับไปอยู่บ้านเก่าที่พิษณุโลก เขาเล่าว่า “ตอนนั้นชีวิตของผมล้มเหลวและว้าเหว่เต็มที ตัดสินใจกลับมาตั้งหลักที่บ้านของผมที่พิษณุโลก กลับไปอยู่ว่างๆ ก็คิดถึงตอนที่ผมอายุ 3 ขวบ ผมได้รับอุบัติเหตุจากเพื่อนของพี่ชายที่วิ่งมาชนอย่างแรงจนลุกไม่ขึ้น นอนเป็นไข้ไขข้ออักเสบเดินไม่ได้ นอนป่วยอยู่นานเกือบ 1 ปี แต่ด้วยยาของพ่อ ซึ่งเป็นหมอยาประจำท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง ช่วยรักษาให้ผมหายจากอาการป่วยได้ ผมเห็นงานของพ่อเกี่ยวกับสมุนไพรโบราณมาตั้งแต่เกิดและใกล้ชิดกับพ่อ ศึกษางานไปโดยอัตโนมัติ เพราะพ่อมักจะให้ช่วยตากยา บดยา เก็บสมุนไพรอยู่เป็นประจำ ทำให้ผมซึมซับความรู้ทางยาสมุนไพรไว้ได้ และผมคิดว่าผมควรจะสืบทอดเจตนารมณ์ของพ่อไว้ เมื่อพ่อตาย (ชัยยุทธกำพร้าแม่ เพราะแม่ตายตั้งแต่เขายังเล็ก) ผมก็รวบรวมตำรายา ซึ่งเป็นยาตำราขนานแท้ดั้งเดิมของพ่อ เป็นยาที่ขายดีที่สุดในยุคนั้นนำมาผลิตใหม่โดยได้รับอนุญาตจาก อย. (องค์การอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข) ชื่อว่า “ยาแคปซูลตราเวชสวรรค์” และ “ยาเม็ดตราเวชสวรรค์” มีคุณสุวัจชัย สุทธิมา นักร้อง นักแสดงทีวี ซึ่งเป็นเพื่อนรักกัน เป็นลูกค้าผู้บริโภคขาประจำ จนคนพบสุวัจชัยแต่ทายอายุไม่ถูก ร้านเวชสวรรค์โอสถซึ่งเป็นชื่อเดิมที่พ่อตั้งไว้ ขณะนี้ตั้งอยู่ที่ 57/144 ถนนพระองค์ดำ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก รหัสไปรษณีย์ 65000 ชัยยุทธกล่าวทิ้งท้าย อย่างไรก็ตาม ชัยยุทธ เวชสวรรค์ ได้บอกกับเราว่า แม้จะยุ่งกับงานผลิตยาตำราพ่อจำหน่าย แต่ก็พอมีเวลาให้กับงานเพลง เขาใช้เวลาว่างแต่งเพลงไว้มากมาย และถือโอกาสต้นปี พ.ศ. 2544 ผลิตผลงานเพลงชุด “เพลงรักเพลงเศร้า” รวมผลงานประพันธ์เพลงของเพื่อนๆ รุ่นพี่รุ่นน้อง 12 เพลง มอบให้สุวัจชัย สุทธิมา ร้องไว้ทั้งชุด โดยบันทึกเสียงที่ห้องบันทึกเสียง สมาร์ทบอมบ์ ของชัย ศิษย์ประเสริฐ จะออกวางแผงเทปในเร็ววันนี้ ก็คงต้องรอดูกันต่อไป วิศนุ ทรัพย์สุวรรณ
29/11/2012