18/06/2026
Jacques Vergès
ทนายปีศาจตัวจริง
Jacques Vergès (ฌาคส์ แวร์แฌ็ส) เป็นทนายความชื่อดังชาวฝรั่งเศสเชื้อสายเวียดนาม (บิดาเป็นนักการทูตฝรั่งเศส มารดาเป็นชาวเวียดนาม) เกิดที่จังหวัดอุบลราชธานี
มีฉายาว่า "ทนายของปีศาจ" (Devil's Advocate) เนื่องจากเขามักรับทำคดีให้กับอาชญากรและผู้ก่อการร้ายชื่อกระฉ่อนโลกที่ไม่มีใครกล้าทำ
"ต่อให้เป็นฮิตเลอร์ ผมก็จะว่าความให้ การที่ผมแก้ต่างให้ใครไม่ได้แปลว่าผมแก้ตัวให้เขา ผมเป็นทนาย ผมไม่ใช่คนตัดสิน หน้าที่ผมไม่ใช่การประณาม และเราไม่ใช่คนที่จะตัดสินให้ใครพ้นผิด" - เมื่อมีนักข่าวเยอรมันถาม ฌาคส์ แวร์แฌส ว่าเขาจะรับว่าความให้ฮิตเลอร์ไหม นี่คือคำตอบของเขา
__________
ชายคนนี้เกิดเมื่อปี 1925 ที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นหนึ่งในลูกชายฝาแฝดของพ่อผู้เป็นทูตชาวฝรั่งเศสและแม่ผู้เป็นครูชาวเวียดนาม พ่อแม่ของเขาคงไม่ได้คาดไว้ว่าอีก 60 ปีต่อมา เด็กชายฌาคส์จะกลายมาเป็นทนายความที่อื้อฉาวที่สุดคนหนึ่งของโลกและได้รับสมญาว่า Devil's Advocate เพราะเขารับว่าความให้ทั้งนาซี ผู้ก่อการร้าย จอมเผด็จการ และฆาตกร!
__________
กลยุทธ์ในการต่อสู้คดีที่ทำให้ ฌาคส์ แวร์แฌส เป็นที่เลื่องลือ มีชื่อเรียกว่า défense de rupture หรือ "การทำลายความชอบธรรมของศาล" คือแทนที่เขาจะแก้ต่างเพื่อให้ลูกความพ้นผิด เขากลับใช้วิธีพลิกให้จำเลยกลายเป็นโจทก์ แล้วหันกลับไปตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของศาลที่นั่งพิจารณาคดี และ "เปลี่ยนห้องพิจารณาให้กลายเป็นเวทีปราศรัยทางการเมือง" แทน
แวร์แฌสงัดวิธีนี้ออกมาใช้ครั้งแรก ๆ ตอนว่าความให้นักรบหญิงของแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติแอลจีเรีย (FLN) ในยุคสงครามประกาศเอกราชจากฝรั่งเศส ลูกความของเขาคือ จามิลา บูฮีเรด หญิงสาวที่ถูกกล่าวหาว่าวางระเบิดคาเฟ่จนมีคนตายและถูกตัดสินประหารชีวิต แต่แวร์แฌสใช้วิธีปลุกกระแสสังคมทั่วโลกให้หันมาเข้าข้างเธอ จนในที่สุดเธอก็ได้รับอภัยโทษ (และตัวเขาก็เปลี่ยนศาสนามาเป็นอิสลามแล้วแต่งงานกับเธอ มีลูกด้วยกันสองคนด้วย)
ความสำเร็จของคดีนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้แวร์แฌสเข้าไปรับว่าความให้แก่เหล่าบุคคลที่โลกชิงชังรังเกียจ ไม่ว่าจะเป็น
▪️เคลาส์ บาร์บี (Klaus Barbie) นาซีเจ้าของฉายา "เพชฌฆาตแห่งลียง" ผู้ส่งเด็กยิว 44 คนจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไปเข้าค่ายกักกันเอาช์วิตซ์ ในคดีนี้แวร์แฌสไม่ได้เถียงว่าบาร์บีบริสุทธิ์ แต่เขาใช้วิธีย้อนถามศาลฝรั่งเศสว่ามีสิทธิ์อะไรไปตัดสินคนอื่น ในเมื่อนายทหารฝรั่งเศสเองก็เคยทรมานและสังหารผู้คนในแอลจีเรียโดยไม่เคยถูกลงโทษเลย (แต่สุดท้ายศาลไม่รับข้อต่อสู้นี้ บาร์บีถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตและเสียชีวิตในคุกเมื่อปี 1991)
▪️คาร์ลอส เดอะ แจ็กคัล (Carlos the Jackal) ผู้ก่อการร้ายระดับตำนานที่ก่อเหตุบุกยึดสำนักงานใหญ่ OPEC ที่กรุงเวียนนาปี 1975 และจับรัฐมนตรีน้ำมันเป็นตัวประกัน เขาถูกจับที่ซูดานปี 1994 และโดนส่งตัวมาฝรั่งเศส แวร์แฌสรับเป็นทนายให้ช่วงแรก
▪️โรเจอร์ การูดี อดีตนักปรัชญาคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส ผู้เขียนหนังสือปฏิเสธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว
▪️เขียว สัมพัน อดีตประมุขเขมรแดงที่แวร์แฌสรู้จักมาตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาในปารีสยุคเดียวกับพอล พต แวร์แฌสรับเป็นทนายให้ในการพิจารณาคดีที่ศาลพิเศษกัมพูชาปี 2008 โดยอ้างว่า แม้คนเขมรจะตายมากมาย แต่เขียว สัมพันในฐานะประมุขไม่ต้องรับผิดชอบโดยตรง (ภายหลัง เขียว สัมพันถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในปี 2014 หลังแวร์แฌสเสียชีวิตไปแล้ว)
▪️ชาร์ลส โสภราช ฆาตกรต่อเนื่องเจ้าของฉายา "เดอะ เซอร์เพนต์" ที่ล่าเหยื่อนักท่องเที่ยวตามเส้นทางฮิปปี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุค 1970 รวมถึงในไทย แวร์แฌสรับว่าความให้เขาในคดีที่ฝรั่งเศส
▪️และเขายังเคยเสนอตัวว่าความให้ซัดดัม ฮุสเซนด้วย แต่ครอบครัวซัดดัมปฏิเสธ
__________
แต่ปริศนาที่ค้างคาใจชาวโลกที่สุด คือช่วงเวลาในทศวรรษ 1970 ที่หลังจากปรากฏตัวในการชุมนุมต่อต้านอาณานิคมที่ปารีส แวร์แฌสก็หายตัวไปอย่างลึกลับนานเกือบ 8 ปี ตัดขาดจากทุกความสัมพันธ์ไม่เว้นกระทั่งภรรยาโดยไม่มีใครรู้เลยว่าเขาไปอยู่ที่ไหน มีข่าวลือว่าเขาไปอยู่กับเขมรแดงในกัมพูชาบ้าง, ไปหลบอยู่บ้านนายธนาคารนาซีในสวิตเซอร์แลนด์บ้าง, ไปฝึกอยู่กับกองกำลังปาเลสไตน์บ้าง ซึ่งเจ้าตัวไม่เคยเฉลย แต่พูดเย้ยหยันว่า "มันน่าขำมากที่ไม่มีใครในรัฐตำรวจสมัยใหม่นี้สืบได้เลยว่าผมหายไปอยู่ไหนมาเกือบสิบปี"
แวร์แฌสเสียชีวิตในปี 2013 ด้วยวัย 88 ปี ตลอดชีวิตเขาไม่เคยเปลี่ยนแปลงคำพูดของตนเองที่ว่า เขายอมยืนเคียงข้างปีศาจก็เพราะเขามีหลักการ สำหรับเขาแล้ว ทนายมีหน้าที่ปกป้องแม้กระทั่งคนที่โลกทั้งใบรุมประณาม
__________
เรื่องราวของแวร์แฌสถูกนำมาทำเป็นหนังสารคดีชั้นยอดเรื่อง Terror's Advocate เมื่อปี 2007 โดยผู้กำกับ บาร์เบ็ต ชโรเดอร์ ซึ่งเลือกถ่ายทอดออกมาเป็นแนวสืบสวนระทึกขวัญที่ไม่มีเสียงบรรยายแม้แต่คำเดียวตลอดทั้งเรื่อง ปล่อยให้เราคนดูฟังแวร์แฌสและพยานบุคคลเล่าเรื่องผ่านบทสัมภาษณ์ ฟุตเตจจดหมายเหตุ และภาพนิ่ง แล้วต้องคอยปะติดปะต่อและตัดสินเอาเองว่าใครพูดจริง ใครโกหก
หนึ่งในจุดที่สารคดีเรื่องนี้เปิดโปงได้อย่างสุดสะพรึง ก็คือเส้นสายลับ ๆ ระหว่างแวร์แฌสกับ ฟรองซัว เฌอนูด์ นายธนาคารนาซีชาวสวิสผู้คอยให้ทุนปฏิบัติการต่อต้านโลกตะวันตก ความสัมพันธ์ที่เชื่อมโลกของนาซี ฝ่ายซ้ายปฏิวัติ และขบวนการก่อการร้ายอาหรับเข้าไว้ด้วยกันอย่างชวนขนลุก นอกจากนั้น ชโรเดอร์ยังสามารถลากเอาบุคคลที่แทบไม่เคยมีใครเข้าถึงมานั่งพูดหน้ากล้องได้จริง ทั้งคาร์ลอส เดอะ แจ็กคัล และอดีตสมาชิกเขมรแดง
Terror's Advocate เปิดตัวในสาย Un Certain Regard ที่เทศกาลเมืองคานส์ปี 2007 และคว้ารางวัลเซซาร์ (รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติของฝรั่งเศส) สาขาสารคดียอดเยี่ยมไปครอง นี่เป็นหนังเรื่องที่ 2 ใน "ไตรภาคแห่งความชั่วร้าย - Trilogy of Evil" ของชโรเดอร์ (ต่อจาก General Idi Amin Dada: A Self Portrait เรื่องจอมเผด็จการอีดี อามิน และก่อน The Venerable W. เรื่องของวีระธู พระสงฆ์หัวรุนแรงในพม่า) โดยทั้งสามเรื่องโดดเด่นอย่างยิ่งตรงที่คนทำหนังไม่ทำหน้าที่พิพากษา แต่ปล่อยให้ "ความชั่ว" อธิบายตัวเองด้วยน้ำเสียงของมันเอง จนคนดูทั้งตื่นตะลึงพรึงเพริดและสะอิดสะเอียนไปพร้อมกัน
18/06/2026
กฎหมายจะบังคับใช้ได้ดีควรเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ด้วยหรือไม่?
มาฟังทัศนะกันครับ
กฎหมายยุคใหม่ต้องเป็นแบบไหน? | KEY MESSAGES #266
ทำไมกฎหมายหลายฉบับบังคับใช้มานานเป็นสิบปี แต่ปัญหาที่ตั้งใจแก้กลับย...
11/06/2026
สถิติคดีอาญาที่ฟ้องในศาลชั้นต้นทั่วราชอาณาจักร
(ปีงบประมาณ 2568: 1 ตุลาคม 2567 - 30 กันยายน 2568)
ถือว่าเป็นสถิติที่น่าตกใจมาก
คดีจำนวน 8 แสนกว่าคดีที่เป็นคดีอาญานี้สูงกว่าทุกปีที่ผ่านมาอย่างมาก และคดียาเสพติดยังครองแชมป์
ที่น่ากังวลใจคือ หากรวมการฟ้องคดีแพ่งในศาลชั้นต้นอีกประมาณ 1.2 ล้านคดี
รวมแล้วคดีในศาลชั้นต้นจะสูงถึง 2 คดี แจ่เรามีผู้พิพากษารวมแล้วประมาณ 5,400 ตำแหน่งเท่านั้น
เท่ากับว่าโดยเฉลี่ย ผู้พิพากษา 1 ท่านต้องทำคดีเฉลี่ยท่านละ 370 คดี
'ใจสู้หรือเปล่า
ไหวไหมบอกมา
โอกาสของผู้กล้า
ศรัทธาไม่มีท้อ…”
รู้หรือไม่ ‼️
ข้อหาคดีอาญาที่ขึ้นสู่การพิจารณาสูงสุด 5️⃣ อันดับ
มีคดีอะไรบ้าง
#ศาลยุติธรรม #ข้อหาคดีอาญา #สูงสุด5อันดับ #ศาลชั้นต้น
09/06/2026
การจัดทำประมวลกฎหมาย หรือ Codification:
ประเทศไทยมีการประกาศใช้ "ประมวลกฎหมาย" ฉบับสุดท้ายคือ "ประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยยกเลิกกฎหมายหลายฉบับรวมกันเป็น "ประมวลกฎหมาย" ทั้งนี้กฎหมายที่ถูกยกเลิกได้แก่
(๑) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙
(๒) พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒
(๓) พระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓
(๔) พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔
(๕) พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕
(๖) พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๕๙
(๗) ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐๘/๒๕๕๗ เรื่อง การปฏิบัติต่อผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดเพื่อเข้าสู่การบำบัดฟื้นฟูและการดูแลผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟู ลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗
เป็นต้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยให้ปฏิรูปกฎหมายโดยให้จัดทำกฎหมายในระบบกฎหมายประมวลธรรมอย่างที่ใช้ในคอนติเน็นตัล โดยมีการประกาศใช้ "กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.๑๒๗" ถือเป็นการจัดทำประมวลกำหมายแบับแรกของประเทศไทย และต่อมาจึงมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพต่าง ๆ อย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ปัจจุบันประเทศไทยมีประมวลกฎหมาย ๘ ฉบับคือ
๑.ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
๒.ประมวลกฎหมายอาญา
๓.ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
๔.ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
๕.ประมวลกฎหมายที่ดิน
๖.ประมวลกฎหมายอาญาทหาร
๗.ประมวลรัษฎากร
๘.ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาทหาร
🚨 กฤษฎีกาเดินหน้า “รื้อใหญ่กฎหมายไทย” เตรียมมัดรวมกฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้องไว้ในประมวลเดียว หวังให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ลดความซ้ำซ้อนในการค้นหากฎหมาย
🔎 ประเด็นสำคัญ
• ยกร่าง พ.ร.บ.ใหม่ รวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องไว้ในแหล่งเดียว
• ยืนยันไม่แก้ไขหลักการหรือสาระสำคัญของกฎหมายเดิม
• หน่วยงานรัฐต้องส่งหรือเชื่อมโยงข้อมูลกฎหมาย คำสั่ง คำวินิจฉัย และแนวปฏิบัติเข้าสู่ระบบ
• กฤษฎีกามีอำนาจเข้าถึงข้อมูลเพื่อจัดทำประมวลกฎหมายและกฎ
• ตั้งเป้าให้ประชาชนค้นหาและเข้าถึงกฎหมายได้สะดวกมากขึ้น
📌 การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะช่วยให้ระบบกฎหมายไทยเข้าใจง่ายขึ้นแค่ไหน และส่งผลต่อประชาชนอย่างไร?
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.thansettakij.com/economy/660852
คุณคิดว่ากฎหมายไทยควรถูกรวบรวมให้อยู่ในระบบเดียวหรือไม่? แสดงความคิดเห็นกันได้เลย 👇
05/06/2026
ยี่ต๊อก หรือบัญชีระวางโทษ:
ในการพิจารณาคดีอาญา เมื่อศาลพิจารณาเห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้องโดยไม่มีเหตุที่จะยกเว้นความผิด หรือยกเว้นโทษแล้ว เป็นเรื่องที่ผู้พิพากษาคดีต้องใช้ดุลพินิจในการลงโทษ โดยมีหลักการสำคัญคือ
- การลงโทษต้องเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ (โทษขั้นต่ำ-ขั้นสูง)
- การจะลงเท่าใด & ต้องพิจารณาจากอะไร?
- หากจะลงโทษ “จำคุก”/”ปรับ” จะรอลงอาญา(Probation) หรือไม่?
ประเด็นที่ว่าการจะลงโทษเท่าใด & ผู้พิพากษาต้องพิจารณาจากอะไรบ้าง?
หากพิจารณาตามกฎหมายแล้ว จะเห็นว่าในแต่ละคดีผู้พิพากษาจะมีแต่ "คำฟ้อง" ของอัยการ หรือ ผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ที่มุ่งจะเอาผิดกับจำเลยเป็นหลักเท่านั้น ส่วนจำเลยก็มุ่งต่อสู้ว่าตนไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องเป็นหลักเช่นกัน
แม้ว่าในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๘ ที่บัญญัติว่า "พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนเองหรือส่งประเด็นไปสอบสวนเพื่อทราบความเป็นมาแห่งชีวิต และ ความประพฤติอันเป็นอาจิณของผู้ต้องหา แต่ต้องแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบข้อความทุกข้อที่ได้มา"
แต่ในทางปฏิบัติก็ทำเฉพาะการตรวจสอบทะเบียนประวัติอาชญากรรม หากมีก็จะมีการเพิ่มโทษในความผิดนั้น ๆ แต่ไม่มีข้อมูลอื่นใดที่อาจเป็นประโยชน์ในการพิจารณากำหนดโทษของผู้พิพากษาเลย
ในทางปฏิบัติศาลยุติธรรมของไทยได้กำหนด "ยี่ต๊อก หรือบัญชีระวางโทษ" โดยแต่ละศาลเป็นผู้กำหนด และรักษาเป็นความลับอย่างเคร่งครัด
สำนักงานศาลยุติธรรม โดยสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์จึงได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาแนวทางการกําหนดโทษอาญาภายใต้โครงการพัฒนาแนวทางการกําหนดโทษอาญาขึ้นเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม และเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไขการกําหนดโทษอาญาเพื่อพัฒนาแนวทางการกําหนดโทษอาญายกระดับมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมคุณภาพการพิจารณาคดีให้เกิดความเป็นธรรม อันจะนําไปสู่ประโยชน์สูงสุดในการอํานวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน
สนใจติดตามงานวิจัยต่าง ๆ ได้ที่เว็บไซต์สถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์ ในลิ้งค์ช่องคอมเม้นต์ครับ
02/06/2026
พระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2569 ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี วันที่ 3 มิถุนายน 2569
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มีการตรา พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป ออกมาแล้วทั้งสิ้น 8 ฉบับดังนี้
(edit. 5 มิถุนายน 2569)
1.พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาสแรกนับแต่ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. ๒๕๕๙ (๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๙)
2.พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๖๒ (๓ พฤษภาคม ๒๕๖๒)
3.พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๖๓ (๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๓)
4.พระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๓ (๔ ธันวาคม ๒๕๖๓)
5.พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๖๔ (๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔)
6.พระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๔ (๕ ธันวาคม ๒๕๖๔)
7.พระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๗๐ พรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พ.ศ. ๒๕๖๕ (๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕)
8.พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ ก.ค.๒๕๖๗ พ.ศ.๒๕๖๗ (๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๗)
9.พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.๒๕๖๘ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ประกาศเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๘ (๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๘)
10.พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.๒๕๖๙ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ (๒ มิถุนายน ๒๕๖๙)
ดูลิ้งค์ราชกิจจานุเบกษาใน comment
01/06/2026
วันนี้เมื่อ 118 ปีที่แล้ว
มีการประกาศใช้
"กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 แห่งราชอาณาจักรสยาม"
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศใช้
“ประมวลกฎหมายฉบับแรกของไทย" คือ "กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 แห่งราชอาณาจักรสยาม" ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2451 ซึ่งครบรอบ 118 ปีในวันนี้
ความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ก็คือ นอกจากจะเป็น “ประมวลกฎหมาย” (Code) ฉบับแรกของประเทศไทยโดยรัชกาลที่ 5 มีพระบรมราชวินิจฉัยให้สยามปฏิรูประบบกฎหมายโดยให้ถือเอา "ระบบประมวลธรรม" อย่างที่ใช้ในภาคพื้นยุโรปเป็นแบบอย่างแล้ว การประกาศใช้ประมวลกฎหมายดังกล่าว ยังเป็นเงื่อนไขประการสำคัญประการหนึ่งในการที่ประเทศไทยจะขอยกเลิกสิทธิภายนอกอาณาเขตที่จำต้องยอมตกลงให้แก่ประเทศมหาอำนาจยุโรปในสมัยนั้นอีกด้วย
จาก "คำปรารภของกฎหมายลักษณะอาญา" ในการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 25 ฉบับพิเศษ 1 มิถุนายน ร.ศ.127 หน้า 206 มีความว่า
"เมื่อรัตนโกสินทร์ ศก ๑๑๖ ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้มีกรรมการผู้ชำานาญ กฎหมายทั้งฝ่ายไทยแลต่างประเทศ คือ
พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวง ยุติธรรม เปนประธาน ๑
พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ซึ่งเคยรับราชการใน ตำาแหน่งเสนาบดี กระทรวงยุติธรรม ๑
พระยาประชากิจกรจักร (แช่ม) เมื่อเปนอธิบดีผู้พิพากษา ศาลแพ่ง ๑
เจ้าพระยาอภัยราชา ที่ปฤกษาราชการ ๑
มองซิเออร์ ริชาด์ ยัคส์ เกอกแปดริก เนติบัณฑิตย์เบลเคียม ที่ปฤกษากฎหมาย ๑
หมอ โตกิจิ มาเซา เนติบัณฑิตย์ยี่ปุ่น เมื่อเปนผู้ช่วยของที่ปฤกษา ราชการ ๑
พร้อมกันตรวจพระราชกำาหนดบทพระอัยการเก่าใหม่ แลปฤกษา ลักษณการที่จะชำาระแลจัดระเบียบกฎหมายเปนเดิมมา มองซิเออร์ เกอกแปตริกถึงแก่กรรม มองซิเออร์ คอร์เนย์ ชเลสเซอร์ เนติบัณฑิตย์ เบลเคียม
ได้รับตำาแหน่งแทน แลได้รับหน้าที่พร้อมด้วยหมอโตกิจิ มาเซา
ช่วยกันรวบรวมพระราชกำาหนดบทพระอัยการอันควรคงจะใช้ต่อไป เรียบเรียบเปนร่างขึ้นไว้ แต่ยังหาได้ตรวจชำาระไม่ ครั้นเมื่อรัตนโกสินทร์ ศก 123 ทรงพระกรุณาโปรดให้หามองซิเออร์ ยอชส์ ปาดู เนติบัณฑิตย์ ฝรั่งเศสเข้ามารับราชการในตำาแหน่งที่ปฤกษาในการร่างกฎหมาย จึงได้โปรดให้ตั้งกรรมการ มี
มองซิเออร์ ยอชส์ ปาดู เปนประธาน ๑
มิสเตอร์ วิลเลียม แอลเฟรด คุณะ ดิลเก ผู้แทนเจ้ากรมอัยการ ๑
พระอัตถการประสิทธิ์ (ปลื้ม) ผู้พิพากษาศาลคดีต่างประเทศ ๑
หลวงสกลสัตยาทร (ทองบุ๋น) ผู้พิพากษาศาลแพ่ง ๑
รับร่างกฎหมายที่กรรมการก่อนได้ทำาไว้มาตรวจชำาระแก้ไขอีกครั้งหนึ่ง เมื่อกรรมการนี้ได้ชำาระร่างกฎหมายส่วนลักษณอาญาเสร็จ แลได้ส่งร่างนั้นไปปฤกษาเจ้ากระทรวงฝ่ายธุระการ บรรดามีหน้าที่ราชการเกี่ยวข้องต้องปฏิบัติเนื่องด้วยกฎหมายนี้ทุกกระทรวงแล้ว จึง นำาร่างนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดให้ตั้ง กรรมการเสนาบดี มี
พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำารงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวง มหาดไทย เปนประธาน ๑
พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศรวรฤทธิ เสนาบดีกระทรวง นครบาล ๑
พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงษ์วโรประการ เสนาบดี กระทรวงต่างประเทศ ๑
พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวง ยุติธรรม ๑
แลให้มีกรรมการสำาหรับตรวจเทียบเคียงถ้อยคำาบทกฎหมายที่ร่าง ใหม่กับกฎหมายเก่ามี
พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนศิริธัชสังกาศ กรรมการศาลฎีกาเปน ประธาน ๑
พระยาประชากิจกรจักร (แช่ม) กรรมการศาลฎีกา ๑
พระบริรักษ์จัตุรงค์ (พุ่ม) กระทรวงต่างประเทศ ๑
ช่วยกันตรวจชำาระร่างกฎหมายลักษณอาญาที่ร่างใหม่ พร้อมด้วย กรรมการซึ่ง มองซิเออร์ ยอชส์ ปาดู เปนประธานนั้นเปนชั้นที่สุดอีกชั้น หนึ่ง กรรมการทั้งหลายนี้ได้ลงมือตรวจชำาระมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๕ ครั้นเมื่อมาประจวบเวลาเสด็จประพาศประเทศ ยุโรป พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ไปตามเสด็จ หมอ โตกีจิ มาเซา กรรมการศาลฎีกา แลมิสเตอร์ ยอนสติววาดแบล๊ก เนติบัณฑิตย์อังกฤษ กรรมการศาลฎีกา ได้รับหน้าที่ในกรรมการนี้ แทนพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ตลอดมาจนถึง เดือนกันยายน รัตนโกสินทรศก ๑๒๖ การตรวจชำาระร่างกฎหมายลักษณอาญาสำาเร็จได้ดังพระราชประสงค์ ได้นำาขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เมื่อเสด็จ กลับคืนพระนคร ทรงตรวจแก้ไขด้วยพระองค์เองอีกชั้นหนึ่ง แลได้ทรง ปฤกษาในที่ประชุมเสนาบดีเห็นชอบ โดยพระราชบริหารแล้ว จึงทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราไว้เปนพระราชบัญญัติสืบไป ดังนี้
31/05/2026
วันนี้ในอดีต
การตัดสินคดี Joan of Arc หรือ Jeanne d’Arc
ตัวอย่างหนึ่งของการพิจารณาคดีใน ’ระบบไต่สวน‘ ก่อนเปลี่ยนเป็น ’ระบบกล่าวหา‘ ในยุคปัจจุบัน
ระบบไต่สวน เป็นระบบการดำเนินคดีที่ไม่ได้คำนึงถึงการแบ่งแยกอำนาจหน้าที่เป็น อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ โดยฝ่ายบริหารมีอำนาจในการดำเนินคดีจนกระทั่งเป็นผู้ตัดสินคดีด้วย
ในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าให้ยกเลิกการพิจารณาคดีในระบบไต่สวนที่เจ้าเมืองมีอำนาจสอบสวนจนกระทั่งตัดสินคดีที่เรียกว่า ‘ระบบจารีตนครบาล‘
วันนี้ในอดีต : 30 พฤษภาคม 1431 - การประหารชีวิตโจนออฟอาร์ค - ฌาน ดาร์ก (Jeanne d'Arc)
หรือ โจนออฟอาร์ก (Joan of Arc) หญิงสาวจากครอบครัวชาวนาซึ่งกลายมาเป็นวีรสตรีของชาวฝรั่งเศส ผู้ซึ่งนำกองทัพเข้าสู้ศึกกับอังกฤษหลายครั้งในช่วงสงครามร้อยปี (Hundred Years' War) ถูกประหารชีวิตโดยการเผาทั้งเป็นเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1431 ณ เมืองรูอ็อง ในแคว้นนอร์มังดี (ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษในขณะนั้น) หลังจากถูกตั้งข้อหาว่านอกรีต ในภายหลังคดีของเธอได้ถูกนำขึ้นมาพิจารณาใหม่ และเธอได้ถูกประกาศให้เป็นผู้บริสุทธิในปี 1456 และที่สุดได้รับการยกย่องให้เป็นนักบุญจากศาสนจักรคาทอลิคในปี 1920