ศูนย์ข้อมูลวิชาการกฎหมายอาญา และกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

ศูนย์ข้อมูลวิชาการกฎหมายอาญา และกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

แชร์

Academic & non-profit Page

เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายอาญา & กระบวนการยุติธรรมทางอาญา
ไม่แสวงหากำไร

18/08/2026

มาฟังอภิปรายกันครับ

ประเด็น 'ผู้เสียหาย' ควรมีสิทธิฟ้องคดีอาญาหรือไม่ ยังเป็นปัญหามากอยู่แล้วเพราะปัจจุบัน 'ผู้เสียหาย' ฟ้องคดีอาญาได้แม้กระทั่ง 'ความผิดอาญาแผ่นดิน' โดยศาลตีความว่าเป็นผู้เสียหายได้ด้วย จนกระทั่งเรามีการแก้ไขกฎหมายกรณีการฟ้องปิดปาก หรือ slapping

ปัญหาที่ไม่ค่อยมีการกล่าวถึงคือ การลงโทษอาญาใ
ควรเป็นการริเริ่มจากรัฐมากกว่าเริ่มจากเอกชนหรือไม่?

เพราะเเม้เป็น ความผิดต่อส่วนตัว หรือ ความผิดอันยอมความได้ก็สามารถร้อฝทุกข์ต่อรัฐให้ดำเนินคดีได้อยู่แล้ว

มาร่วมกันคิดครับ

เพราะความยุติธรรมต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 🫱🏼‍🫲🏾


⚖️ สำนักงานศาลยุติธรรม ร่วมกับ TIJ Academy สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)


📣 ขอเชิญร่วมกิจกรรม Common Ground ชวน Talk
📇หัวข้อ "แนวทางการเพิ่มความสามารถให้กับประชาชน ในการดำเนินคดีด้วยตนเอง"


💬 ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ เพื่อพัฒนาระบบให้บริการของภาครัฐที่เอื้อต่อการดำเนินคดีด้วยตนเองของประชาชน พร้อมยกระดับศักยภาพบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น 🗂️


💡ร่วม Talk โดย
🔹 นายเผ่าพันธ์ ชอบน้ำตาล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
🔸 ดร.อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผู้อำนวยการ TIJ
🔹 ผศ. ดร.พีรพัฒ โชคสุวัฒนสกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
🔸 ผศ. ดร.พัชร์ นิยมศิลป อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
🔹 นายไกรผล อรัญรัตน์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ประจำสำนักประธานศาลฎีกา


📍พบกันในวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569
เวลา 13.00 - 16.00 น.
ณ ห้อง Learning Studio 1 ชั้น 1 TIJ

✏️ ท่านที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/8xnUiQZ5v7aQ5Hea7

#ความยุติธรรม #สำนักงานศาลยุติธรรม #ความยุติธรรมที่มีคนเป็นศูนย์กลาง #การดำเนินคดี #การเข้าถึงความยุติธรรม

17/08/2026

รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท Pokpong Srisanit อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ชวนทำความเข้าใจเบื้องหลังของ “โทษจำคุกตลอดชีวิต” ในกฎหมายไทย

ติดตามบทสัมภาษณ์และการวิเคราะห์ได้ที่ The101.world:
https://www.facebook.com/reel/1662925431928741

-------------------
Society Asks, TU Law Answers สะท้อนบทบาทความเป็นผู้นำของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายสู่สังคม โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของคณาจารย์ในหลากหลายสาขากฎหมาย เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและตระหนักรู้ด้านกฎหมายในประเด็นร่วมสมัย

#นิติมธตอบปัญหาสังคม #นิติมธ
-------------------
Website: www.law.tu.ac.th
Line :
Instagram : thammasat.law
Youtube : Thammasat Law School

15/08/2026

'การอภัยโทษ'

อ่านกันนะ

จะได้เข้าใจ
จะได้ให้ความเห็นได้

.........
การอภัยโทษในประเทศไทย : ศึกษากรณีการอภัยโทษเป็นการทั่วไป
โดย อุมาพร สิทธิบูรณาญา
อาจารย์ที่ปรึกษา: ศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล
วิทยานิพนธ์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

---------
การอภัยโทษเป็นวิธีการที่ใช้เพื่อเป็นการยกเว้นโทษหรือลดโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดต่อกฎหมายอาญา โดยพิจารณาจากการที่ผู้กระทำความผิดซึ่งภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาลงโทษอันเนื่องมาจาก การกระทำความผิด สามารถแก้ไข ฟื้นฟูตนเอง ประพฤติตนเป็นคนดี ในระหว่างถูกจำคุกได้ก่อนครบระยะเวลาลงโทษตามที่ศาลได้กำหนดไว้ การอภัยโทษจึงเป็นวิธีการที่ให้โอกาสแก่ผู้กระทำผิดที่สามารถแก้ไขฟื้นฟูตนเองได้แล้ว กลับคืนสู่สังคมได้เร็วขึ้นกว่าเดิม
เป็นการมอบความเป็นธรรมเฉพาะตัวให้แก่ผู้กระทำผิด การให้อภัยโทษโดยพิจารณาจากความ
สามารถในการแก้ไข ฟื้นฟูตนเองของผู้กระทำผิด

แนวคิดและวัตถุประสงค์ของการอภัยโทษดังกล่าวนี้ เป็นไปตามทฤษฎีการลงโทษโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไข ฟื้นฟูผู้กระทำผิด ซึ่งตามทฤษฎีนี้เห็นว่า การลงโทษผู้กระทำผิดเป็นไปเพื่อมิให้ผู้กระทำผิดหันกลับไปกระทำผิดซ้ำโดยใช้วิธีการแก้ไข ฟื้นฟูตัวผู้กระทำผิดให้สามารถ
ประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดี และเมื่อผู้กระทำผิดสามารถแก้ไข ฟื้นฟูตนเองได้แล้ว ก็ควรจะให้โอกาสผู้กระทำความผิดในการกลับคืนสู่สังคมได้เร็วขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากไม่มีประโยชน์ใดๆ ที่จะควบคุมตัวผู้ต้องโทษที่สามารถแก้ไข พื้นฟูตนเองได้แล้วไว้ในเรือนจำ

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งหมายที่จะศึกษาหลักเกณฑ์การพิจารณาให้อภัยโทษแก่ผู้ต้องโทษตามแนวคิดและวัตถุประสงค์แท้จริงของการอภัยโทษกับการให้อภัยโทษเป็นการทั่วไปในประเทศไทย ว่ามีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเป็นไปตามแนวคิดและวัตถุประสงค์ดังกล่าวหรือไม่อย่างไร เนื่องจากถ้ามีการให้อภัยโทษแก่ผู้ต้องโทษโดยไม่ได้พิจารณาจากความสามารถในการแก้ไข ฟื้นฟูตนเองของผู้ต้องโทษภายหลังจากการถูกลงโทษจำคุก ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาการ
กระทำผิดซ้ำของผู้ต้องโทษบางรายที่ได้รับการอภัยโทษได้ โดยได้ศึกษาเปรียบเทียบกับการอภัยโทษในประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อทราบถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาให้อภัยโทษ เนื่องจากในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น การอภัยโทษสามารถกระทำได้ได้ในหลายรูปแบบ ซึ่งก็มีรูปแบบการให้อภัยโทษเป็นการทั่วไปแก่ผู้กระทำผิดเหมือนกับในประเทศไทยด้วย ทั้งนี้นำมาเปรียบเทียบให้เห็นถึงลักษณะความเหมือน ความแตกต่างของวิธีการและหลักเกณฑ์ของการให้อภัยโทษ เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาปรับปรุงการให้อภัยโทษโนประเทศไทย

ผลจากการศึกษาพบว่าในประเทศสหรัฐเอมริกานั้นการพิจารณาให้อภัยโทษ จะมุ่งพิจารณาเกี่ยวกับความประพฤติของผู้ต้องโทษที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาลงโทษ เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาให้อภัยโทษแก่ผู้ต้องหา แต่อย่างไรก็ตาม พบว่าการอภัยโทษเป็นการทั่วไปในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ไม่ได้มีความหมายถึงการอภัยโทษตามวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ เนื่องจากว่า การอภัยโทษเป็นการทั่วไปในสหรัฐอเมริกา มีความหมายถึง การนิรโทษกรรม จึงทำให้เห็นได้ว่า ในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้มีการให้อภัยโทษเป็นการทั่วไปแก่ผู้ต้องโทษเหมือนในประเทศไทย

สำหรับการอภัยโทษเป็นการทั่วไปในประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาให้อภัยโทษแก่ผู้ต้องโทษนั้น มีอยู่หลายประการซึ่งนอกจากการพิจารณา โดยดูจากความสามารถในการแก้ไข ฟื้นฟูตนเองของผู้ต้องโทษ ภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาลงโทษ
แล้ว ก็มีการพิจารณาให้อภัยโทษโดยพิจารณาจากเหตุผลอื่นๆ เช่น เหตุผลทางด้านราชทัณฑ์ หรือเหตุผลเกี่ยวกับความกรุณาที่มีต่อตัวผู้ต้องโทษ หรือเหตุผลทางด้านทัณฑวิทยา เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากว่าการอภัยโทษเป็นการทั่วไปนั้น มีลักษณะเป็นการยกดทษหรือลดโทษให้แก่ผู้ต้องโทษในเรือนจำจำนวนมากในโอกาสที่มีเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมือง จึงทำให้ไม่สามารถจะพิจารณาตัวผู้ต้องโทษเป็นรายบุคคลไป เกี่ยวกับการแก้ไข พื้นฟูตนเองของผู้ต้องโทษได้

ดังนั้นวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงได้เสนอให้เห็นปัญหาข้อสังสัยเกี่ยวกับการอภัยโทษเป็นการทั่วไปในประเทศไทยแก่ผู้ต้องโทษ เพื่อให้เห็นการอภัยโทษเป็นการทั่วไปเป็น 2 ด้านเกี่ยวกับการให้อภัยโทษแก่ผู้ต้องโทษโดยพิจารณาจากหลักเกณฑ์เหตุผลสำคัญต่างๆ ทั้งหลายประการใน
การพิจารณาให้อภัยโทษ รวมทั้งการเสนอถึงข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการให้อภัยโทษเป็นการทั่วไปแก่ผู้ต้องโทษ
---------

📖อ่านฉบับเต็มได้ที่ https://digital.library.tu.ac.th/tu_dc/frontend/Info/item/dc:113061
นักศึกษาและบุคลากร Login ด้วยรหัส TU Wi-Fi account บุคคลภายนอกสมัครสมาชิกก่อนใช้งาน


------------------
Website: www.library.tu.ac.th
Line :
Instargram : tu__library
Tiktok :

12/08/2026

การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘

บัญญัติว่า
"มาตรา ๖๘ ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่น ให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด"

"ผู้นั้นไม่มีความผิด" หมายความว่า ผู้นั้นมีอำนาจกระทำได้ครับ

UPDATE:​ ​โฆษก ตร. แจงข้อกฎหมายยิงผู้บุกรุกเข้าบ้าน ย้ำสิทธิป้องกันตัวต้องพอสมควรแก่เหตุ ชี้ตำรวจสอบสวนไม่ได้แปลว่าปรักปรำ

​วันนี้ (12 สิงหาคม) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยและชี้แจงถึงกรณีที่สังคมกำลังให้ความสนใจและถกเถียงในประเด็นข้อกฎหมาย เกี่ยวกับการที่เจ้าของบ้านใช้อาวุธปืนยิงผู้บุกรุกจนเสียชีวิต โดยได้นำหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาอธิบายเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน พร้อมย้ำว่ากระบวนการสืบสวนของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย และไม่ได้เป็นการด่วนสรุปความผิดของเจ้าของบ้าน

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ตามหลักกฎหมายทั่วไป เมื่อมีบุคคลถูกยิงจนถึงแก่ความตาย จะถือเป็นเหตุอันเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ รวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ภาพจากกล้องวงจรปิด และสอบปากคำพยาน เพื่อหาข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาที่มีการตัดสินใจใช้อาวุธ

​ส่วนผู้ใช้อาวุธจะมีความผิดหรือไม่ พนักงานสอบสวนจะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ปรากฏ ก่อนทำความเห็นทางคดีเสนอพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาต่อไป ดังนั้น จึงไม่สามารถสรุปผลทางกฎหมายได้ทันทีเพียงเพราะประเมินจากสถานะว่าผู้เสียชีวิตเป็นผู้บุกรุก หรือเหตุเกิดภายในบ้าน

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ไตรรงค์ เน้นย้ำว่า กฎหมายยังคงรับรองสิทธิของประชาชนในการป้องกันตนเองและผู้อื่นอย่างชัดเจน ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ซึ่งกำหนดหลักเรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายไว้ว่า หากมีภยันตรายจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย เป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง และการกระทำเพื่อป้องกันนั้นพอสมควรแก่เหตุ ผู้กระทำจะไม่มีความผิด

​ทั้งนี้ ไม่มีหลักการตายตัวที่ระบุว่าคนร้ายเข้าบ้าน ยิงได้ทุกกรณีและในทางกลับกันก็ไม่มีหลักว่ายิงผู้บุกรุกในบ้านแล้ว เจ้าของบ้านต้องผิดทุกกรณี แต่หัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ พฤติการณ์ขณะเกิดเหตุ โดยแบ่งแยกได้ดังนี้

⚈ การป้องกันโดยชอบและพอสมควรแก่เหตุ เช่น กรณีผู้บุกรุกเข้ามาในบ้านยามวิกาล เข้ามาประชิดตัว ไม่ยอมหยุดเมื่อถูกทักถาม หรือมีพฤติการณ์ที่ทำให้เจ้าของบ้านเชื่อโดยมีเหตุผลว่ากำลังจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน

⚈ การกระทำเกินสมควรแก่เหตุ หากภยันตรายนั้นสิ้นสุดลงแล้ว แต่เจ้าของบ้านยังติดตามไปใช้อาวุธทำร้าย อาจเข้าสู่หลักตาม มาตรา 69 ซึ่งกฎหมายเปิดทางให้ศาลพิจารณาลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ และหากพิสูจน์ได้ว่าการกระทำนั้นเกิดจากความตื่นเต้น ตกใจ หรือความกลัว ศาลอาจพิจารณาไม่ลงโทษก็ได้

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยังได้ทำความเข้าใจเพิ่มเติมว่า การที่ตำรวจเข้าสู่กระบวนการสอบสวน ไม่ได้หมายความว่าตำรวจสรุปให้ผู้ที่ป้องกันตัวเป็นคนผิด แต่เป็นหน้าที่ในการรวบรวมพฤติการณ์ทั้งหมด ก่อนที่กระบวนการยุติธรรม ทั้งพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาล จะพิจารณาวินิจฉัยตามลำดับข้อเท็จจริง

​โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สรุปว่า ประชาชนไม่จำเป็นต้องมองเรื่องนี้เป็นสองขั้วว่ายิงได้ หรือ ยิงไม่ได้แต่สิ่งสำคัญคือ ประชาชนมีสิทธิป้องกันตนเองตามที่กฎหมายรับรอง และกระบวนการยุติธรรมมีหน้าที่ตรวจสอบว่าการกระทำนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายหรือไม่ กฎหมายไม่ได้พิจารณาแค่เพียงว่าเหตุเกิดในบ้าน หรือ นอกบ้าน แต่ดูที่พฤติการณ์ ภยันตรายที่ใกล้จะถึง และความพอสมควรแก่เหตุเป็นหลัก เพื่อให้ประชาชนเข้าใจทั้งสิทธิของตนเองและเข้าใจกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้น

ภาพ: ณาฌาระฐ ภักดีอาสา

อ้างอิง : https://www.facebook.com/share/p/1BsokmEvDr/

12/08/2026

รับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ความผิดเกี่ยวกับเพศและเสรีภาพที่กระทำต่อเด็ก) ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ผ่านระบบกลาง ตาม Link นี้ https://law.go.th/listeningDetail?survey_id=Nzg5NERHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=

ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ถึง วันที่ 9 กันยายน 2569 จำนวน 30 วัน

ประเด็นที่น่าสนใจ
- การล่อลวงให้เกิดความไว้วางใจเพื่อได้รับประโยชน์ในทางเพศ
- การสื่อสารเรื่องทางเพศที่ไม่เหมาะสม
- การข่มขู่เรื่องทางเพศ
- การคุกคามโดยการเฝ้าติดตาม
- การกลั่นแกล้งรังแกโดยเฉพาะผ่านระบบคอมพิวเตอร์

Photos from ศูนย์ข้อมูลวิชาการกฎหมายอาญา และกระบวนการยุติธรรมทางอาญา's post 11/08/2026

เมื่อ “โทษประหารชีวิต” เป็นบทลงโทษที่ไม่อาจย้อนคืนได้ คำถามสำคัญคือ…
โทษประหารชีวิตยังจำเป็นต่อการคุ้มครองสังคม หรือถึงเวลาที่ต้องทบทวนบทลงโทษสูงสุดนี้?

การใช้โทษประหารชีวิตเกี่ยวข้องทั้งกับความร้ายแรงของความผิด หลักความได้สัดส่วน สิทธิในชีวิต และความเสี่ยงจากความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม อีกทั้งยังมีข้อถกเถียงว่า โทษดังกล่าวสามารถยับยั้งอาชญากรรมได้จริงเพียงใด

ร่วมค้นหาคำตอบเกี่ยวกับ “โทษประหารชีวิตยังควรมีอยู่หรือไม่?” ในรายการ Society Asks, TU Law Answers บนพื้นฐานของข้อมูล เหตุผล และหลักกฎหมาย กับ ศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ลิ้งค์สัมภาษณ์

https://www.facebook.com/share/v/1DRfJBvoEt/?mibextid=wwXIfr


#โทษประหารชีวิต
#กฎหมายอาญา
#นิติมธตอบปัญหาสังคม


--------------------
Website: www.law.tu.ac.th
Tiktok : Thammasat_law
Instagram : thammasat.law
Youtube : Thammasat Law School

11/08/2026

รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท

ให้สัมภาษณ์เรื่องโทษประหารชีวิตครับ

รองศาสตราจารย์ ดร.ปกป้อง ศรีสนิท ชวนคิดว่า เป้าหมายของกระบวนการยุติธรรมอาจไม่ใช่เพียงการลงโทษผู้กระทำผิดให้หนักที่สุด แต่คือการออกแบบระบบที่ทำให้สังคมปลอดภัยขึ้น ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การติดตามผู้พ้นโทษ ไปจนถึงการสร้างกลไกที่ช่วยไม่ให้มีผู้เสียหายรายใหม่เกิดขึ้น

อ่านเนื้อหาเต็มได้ที่: https://www.the101.world/beyond-death-penalty/

“ทุกครั้งที่เกิดคดีฆาตกรรมหรือคดีสะเทือนขวัญ ผู้คนก็มักตั้งคำถามว่า ทำไมไม่ประหารชีวิต เพื่อให้สังคมปลอดภัย สำหรับผม สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงว่าประเทศไหนมีหรือไม่มีโทษประหาร หากอยู่ที่แต่ละประเทศสร้างระบบอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดกลับมาสร้างอันตรายต่อสังคมอีก”

“เราไม่ได้กำลังประเมินอดีต เรากำลังประเมินอนาคตว่าปล่อยตัวไปแล้วเขาจะไปทำร้ายคนอีกไหม เขาจะไปคุกคามทางเพศคนอีกไหม ตรงนี้แหละคือความท้าทายที่สุด เพราะไม่มีระบบไหนรับประกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าการประเมินจะถูกต้อง ดังนั้น สิ่งที่รัฐควรลงทุนคือการทำให้การประเมินเข้าใกล้ความจริงที่สุด เพื่อจะได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมกับแต่ละคน”

“หลายคนคิดว่าเมื่อติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EM แล้ว รัฐก็น่าจะติดตามผู้พ้นโทษได้ตลอดเวลา ความจริง EM เป็นแค่เครื่องมือ ไม่ใช่คำตอบ ถ้าไม่มีคนดู ไม่มีคนตอบสนอง ไม่มีหน่วยที่พร้อมเข้าไประงับเหตุ เทคโนโลยีก็ทำได้เพียงบันทึกว่าเกิดอะไรขึ้นหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว มากกว่าจะป้องกันไม่ให้เหตุเกิดขึ้นตั้งแต่แรก”

“ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต แต่คนที่จะไปบังคับโทษจริงๆ ว่าจะติดกี่ปีกลับเป็นกรมราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร ไม่ใช่อำนาจศาล นั่นทำให้สังคมจำนวนมากเข้าใจว่า การจำคุกตลอดชีวิตหมายถึงอยู่ในเรือนจำจนเสียชีวิต ทั้งที่ในความเป็นจริง ระบบกฎหมายไทยไม่ได้เป็นเช่นนั้น”

“ผมเข้าใจความรู้สึกของคนที่เรียกร้องให้ประหารชีวิต เพราะเมื่อเกิดคดีที่สะเทือนใจ ความโกรธ ความสูญเสีย และความรู้สึกไม่ปลอดภัย ย่อมทำให้ผู้คนต้องการเห็นบทลงโทษที่รุนแรงที่สุด หน้าที่ของนักกฎหมายจึงไม่ใช่การเอาชนะข้อถกเถียง แต่คือการนำเสนอข้อมูล หลักวิชาการ และประสบการณ์จากต่างประเทศ เพื่อให้สังคมมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากที่สุด”

“เราลงโทษคนที่ทำผิด เพื่อให้สังคมรู้สึกว่ากฎหมายยังเป็นกฎหมาย และความเป็นธรรมยังมีอยู่ในสังคม เราก็ต้องฟื้นฟู แก้ไข และให้โอกาสเขากลับสู่สังคมด้วย เพราะสุดท้ายแล้วเขาจะกลับออกมา ถ้าสังคมต้องการความปลอดภัยอย่างแท้จริง ประเด็นสำคัญจึงอาจอยู่ที่เราจะทำอย่างไรให้เวลาปล่อยตัว เขาไม่เป็นอันตรายต่อสังคม หรือเป็นอันตรายน้อยที่สุด”

เรื่อง: ชลธิชา อินทะชัย
ภาพประกอบ: ณัฐพล อุปฮาด

Photos from สื่อศาล's post 11/08/2026

ช่วยกันทำให้กระบวนการยุติธรรมให้ 'เป็นธรรม' ครับ

.....
"เพราะ การกักขังแทนค่าปรับ ควรเป็นมาตรการสุดท้าย"

▪️ศาลยุติธรรมเปิดโอกาสให้ผู้ต้องโทษปรับที่ไม่มีเงินชำระค่าปรับ สามารถทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับได้ ตามประมวลกฎมายอาญา มาตรา 30/1
▪️เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ
▪️ลดการกักขังที่ไม่จำเป็น
▪️เปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดชดใช้คืนแก่สังคม

#ศาลยุติธรรม #กักขัง #ค่าปรับ #คุ้มครองสิทธิ #ทำงานบริการสังคม #สื่อศาล

10/08/2026

โทษประหารชีวิต & ข้อถกเถียงเชิงปรัชญา

วิวาทะโทษประหารชีวิต: เมื่อสังคมไทยเรียกร้องความเด็ดขาด เราควรมองประเด็นนี้อย่างไร?

จากกระแสสังคมไทยในช่วงนี้ที่มีการถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับโทษประหารชีวิต สืบเนื่องจากกรณีคดีสะเทือนขวัญ "ป๋อง ฆ่า 7 ศพ" ที่ส่งผลให้เกิดกระแสเรียกร้องให้มีการนำโทษประหารชีวิตกลับมาใช้ลงทัณฑ์อย่างจริงจังอีกครั้ง

ผศ.ดร.วันรัก สุวรรณวัฒนา อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอข้อคิดและมุมมองเชิงวิชาการผ่านบทความเรื่อง "วิวาทะโทษประหารชีวิตในฝรั่งเศส: ว่าด้วยเรื่องกิโยติน (Réflexions sur la guillotine) ของอัลแบร์ กามูส์" ซึ่งเคยได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือรวมบทความวิชาการเมื่อปี 2553

บทความชิ้นนี้ทบทวนข้อโต้แย้งของ อัลแบร์ กามูส์ (Albert Camus) นักเขียนรางวัลโนเบล ที่ใช้ตรรกะและหลักสัจนิยมในการหักล้างข้ออ้างเรื่อง "ความเป็นตัวอย่างของโทษประหาร" เพื่อลดการกระทำผิด พร้อมทั้งชวนให้สังคมขบคิดถึงหน้าที่ที่แท้จริงของโทษประหาร มายาคติทางอุดมการณ์ ตลอดจนขอบเขตอำนาจของรัฐและคุณค่าความเป็นมนุษย์

เพื่อเปิดพื้นที่ทางความคิดและสร้างบทสนทนาทางปัญญา บทความชิ้นนี้จึงน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการมอบบริบทใหม่และเสนอ "เสียงที่แตกต่าง" ให้กับสังคมไทย ท่ามกลางข้อสนับสนุนเดิมๆ ที่เวียนว่ายอยู่ในขณะนี้

📌 อ่านบทความฉบับเต็มย้อนหลังและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ในคอมเมนต์
#คณะศิลปศาสตร์ #ธรรมศาสตร์ # ArtsTU #โทษประหารชีวิต #อัลแบร์กามูส์ #ความยุติธรรม

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


2 ถนนพระจันทร์ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10200