06/06/2026
ภาควิขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ ยินดีต้อนรับนักศึกษาใหม่ทุกคนคะ
กิจกรรม ข่าว สาระความรู้ จากหลักสูต?
“ก้าวทันโลก ก้าวหน้า ก้าวไกล ก้าวอย่างอย่างมั่นใจก้าวไปกับการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ ม.สยาม”
ผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตร ( PLOs ) จบแล้วทำอะไรได้บ้าง
PLO1 ใช้แนวคิดการบริหารธุรกิจในการทำงานตามเป้าหมายของงานอย่างมีความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ และตามบริบทของ ESG (Environment, Social, Governance)
PLO 2 ทำแผนธุรกิจที่ตอบรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) โดยใช้เครื่องมือทาง
06/06/2026
ภาควิขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ ยินดีต้อนรับนักศึกษาใหม่ทุกคนคะ
06/06/2026
ยินดีต้อนรับนักศึกษาใหม่ทุกคนนะคะ
16/05/2026
เรามีคำตอบให้ เรียนแล้วได้อะไร สนใจสอบถามได้คะ
16/05/2026
คำถามที่พบบ่อย ในการเรียนการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ
16/05/2026
สนใจเรียนการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสยาม สอบถาม และสมัครได้เลยคะ
09/05/2026
🚀 เปิดโลกธุรกิจส่งออกด้วย AI แบบมือโปร!
อยากขยายตลาดไปต่างประเทศ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง?
นี่คือโอกาสของคุณ 👇
✨ หลักสูตร AI พลิกเกมธุรกิจส่งออกไทย (AI for Export Business : Tools & Strategies for Thai SMEs)
เรียนรู้การใช้ AI เพื่อยกระดับธุรกิจส่งออกไทย
ตั้งแต่การตลาด คอนเทนต์ วิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงระบบอัตโนมัติ
📚 เนื้อหาแน่น ครบ จบในที่เดียว
✔ เข้าใจเทรนด์ AI ที่เปลี่ยนโลกธุรกิจ
✔ ใช้ Generative AI ทำการตลาดได้จริง
✔ วิเคราะห์ลูกค้า-คู่แข่งด้วย Data
✔ ปรับธุรกิจด้วย AI Automation
✔ ศึกษา Case Studies ธุรกิจที่ใช้ AI สำเร็จในการเจาะตลาดต่างประเทศ
🎯 เหมาะสำหรับผู้ประกอบการ หรือผู้ที่สนใจด้านการค้าระหว่างประเทศ
💥 เรียนฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
📲 สแกนเลย หรือคลิกลิงก์: https://drive.ditp.go.th/หน้าหลัก/รายละเอียดกิจกรรม/activityid/15623
จัดโดย สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
#สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ ื่อธุรกิจ #เรียนฟรี
28/04/2026
กลุ่มบริษัทบางจากฯ ใหญ่แค่ไหน มีธุรกิจอะไรบ้าง ?
#ลงทุนแมน
28/04/2026
McDonald’s ในเมืองเซี่ยงไฮ้ ทดลองใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จาก “Keenon Robotics” เป็นพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ 🤖🍔🍟
กลายเป็นไวรัลในโลกโซเชียล เมื่อยักษ์ใหญ่แห่งวงการฟาสต์ฟู้ดอย่าง แมคโดนัลด์ (McDonald’s) เริ่มนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาทดลองใช้งานภายในร้าน โดยเริ่มนำร่องที่สาขาในเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เพื่อทำหน้าที่รับออร์เดอร์และเสิร์ฟอาหารให้กับลูกค้า
หุ่นยนต์ที่นำมาใช้ในการทดลองนี้ พัฒนาโดย คีนอน โรโบติกส์ (Keenon Robotics) บริษัทผลิตหุ่นยนต์บริการเชิงพาณิชย์สัญชาติจีน โดยหุ่นยนต์เหล่านี้จะสวมชุดยูนิฟอร์มสีแดง-เหลืองของ McDonald’s คอยทำหน้าที่แทนพนักงานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการต้อนรับลูกค้า ให้ความช่วยเหลือด้านบริการ ไปจนถึงการนำอาหารไปเสิร์ฟยังโต๊ะของลูกค้า
นอกจากนี้ ยังมีหุ่นยนต์ขนาดเล็กที่ทำหน้าที่สร้างความบันเทิงให้กับผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นภายในร้าน สะท้อนบทบาทใหม่ของเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอาหารที่ไม่ได้มีเพียงประสิทธิภาพ แต่ยังรวมถึงประสบการณ์ของลูกค้า
การทดลองของ McDonald’s ครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่เทคโนโลยีหุ่นยนต์รุดหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งสอดคล้องกับรายงานวิเคราะห์สถานการณ์ด้านแรงงานและเทคโนโลยี จากสื่อด้านเศรษฐกิจระดับโลกอย่าง เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล (The Wall Street Journal) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ที่ระบุว่า บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง แอมะซอน (Amazon) อาจมีจำนวนหุ่นยนต์ในคลังสินค้ามากกว่าพนักงานมนุษย์ในเร็ว ๆ นี้
ปัจจุบัน Amazon มีการใช้หุ่นยนต์มากกว่า 1 ล้านตัว ที่ช่วยจัดการการส่งสินค้าทั่วโลกไปแล้วกว่า 75% สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีหุ่นยนต์กำลังข้ามเส้นแบ่งจากการเป็นเครื่องจักรในโรงงาน มาสู่การเป็นผู้ให้บริการต่อหน้าลูกค้าโดยตรง
อย่างไรก็ตาม McDonald’s ยังไม่ได้มีการออกมาเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกของโครงการ หรือ ยืนยันว่าการทดลองนี้จะขยายไปยังสาขาอื่นหรือไม่ โดยปัจจุบันยังเป็นเพียงการทดสอบในวงจำกัด เพื่อประเมินทั้งประสิทธิภาพการทำงานและการตอบรับจากลูกค้า
อ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand
#จีน #เซี่ยงไฮ้ #แมคโดนัลด์
28/04/2026
สรุป Keller’s Model แนวคิดพีระมิด 4 ชั้น ช่วยสร้างแบรนด์ ให้ติดตลาด | BrandCase
- หาอัตลักษณ์ของแบรนด์
- ให้ความหมายของแบรนด์
- สร้างการตอบสนองต่อแบรนด์
- สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างแบรนด์กับลูกค้า
นี่คือ แนวคิดพีระมิด 4 ชั้น “Keller's brand equity model” ที่เป็นการสร้างคุณค่า ปูพื้นฐานให้แต่ละแบรนด์ แข็งแกร่งและติดตลาดได้
ซึ่ง Keller's brand equity model มีหลักคิดอย่างไร ใช้งานอย่างไร ?
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
Keller's brand equity model รู้จักกันในอีกชื่อคือ Customer-Based Brand Equity (CBBE) Model
หรือการสร้างคุณค่าแบรนด์ในสายตาของลูกค้า คิดค้นโดยศาสตราจารย์ Kevin Lane Keller
Keller's brand equity model คือแนวคิดที่พยายามจะบอกว่า
คนที่ทำธุรกิจต้องรู้ว่าลูกค้าคิดและรู้สึกอย่างไรกับสินค้าหรือบริการของเรา เพื่อจะได้สร้างประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
และเมื่อแบรนด์แข็งแกร่ง แนวโน้มที่ลูกค้าจะซื้อสินค้าหรือบริการของเราก็จะมากขึ้น รวมไปถึงโอกาสที่ลูกค้าจะแนะนำแบรนด์ของเรากันแบบปากต่อปากก็จะเพิ่มขึ้นอีกด้วย
แล้วการที่แบรนด์แบรนด์หนึ่งจะแข็งแกร่งได้ ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ?
Keller's brand equity model ได้อธิบายวิธีการสร้างคุณค่าของแบรนด์ผ่านโมเดลรูปพีระมิด
โดยแบ่งออกออกเป็น 4 ขั้น ผ่านคำถามพื้นฐานที่ลูกค้าจะถามเกี่ยวกับแบรนด์ของเรา
ขั้นที่ 1: อัตลักษณ์ของแบรนด์ - คุณเป็นใคร ? (Brand Identity - Who are you ?)
ขั้นตอนแรกของการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งคือ ต้องทำให้ลูกค้ารับรู้ หรือที่ศัพท์เทคนิคเรียกว่า Brand Awareness
คือต้องสื่อตัวตนของแบรนด์เราให้ได้ ว่าเราเป็นใคร และมีจุดเด่นอะไรบ้างที่แตกต่างจากแบรนด์คู่แข่งอื่น ๆ
ในขั้นตอนนี้มักจะเป็นการสร้างโลโก สตอรี หรือสโลแกนให้คนรู้จักและจำได้
เช่น รถกระบะ Ford Ranger Raptor ที่มาพร้อมสโลแกนติดหูอย่าง “ดุดัน ไม่เกรงใจใคร”
ที่ทำให้คนทั่วไปรู้จักรถรุ่นนี้มากขึ้น
ขั้นที่ 2: ความหมายของแบรนด์ - คุณทำอะไร ? (Brand Meaning - What are you ?)
ขั้นต่อมาคือการสื่อว่า แบรนด์ของเรามีความหมายต่อลูกค้าอย่างไร และมีจุดยืนอะไร ?
เป็นขั้นตอนการเชื่อมโยงชุดความคิดของลูกค้าเข้ากับแบรนด์ ทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ของเราได้ในระยะยาว
ในขั้นนี้ ลูกค้าจะพิจารณาแบรนด์ในแง่ของ ประสิทธิภาพและภาพลักษณ์ของแบรนด์
- ประสิทธิภาพ เป็นสิ่งที่แสดงออกมาเชิงรูปธรรม ผ่านสินค้าหรือบริการ ว่าสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดี มากน้อยแค่ไหน
- ภาพลักษณ์ คือสิ่งที่แบรนด์นำเสนอออกมาให้ลูกค้าได้รับรู้ในเชิงนามธรรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์และความรู้สึกโดยตรง
ถ้าสินค้าของเรามีประสิทธิภาพมาก และมีภาพลักษณ์ที่ดีกว่าคู่แข่ง แบรนด์ก็มีแนวโน้มแข็งแกร่งมากกว่าแบรนด์ของคู่แข่งตามไปด้วย
เช่น สินค้าของเรา ทนทานกว่าคู่แข่ง, สีสันของสินค้าเรา สวยสดกว่าคู่แข่ง, สินค้าของเรา มีราคาสมเหตุสมผลกว่าคู่แข่ง
ภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ดี จะทำให้ลูกค้ามีประสบการณ์ที่ดี และทำให้มีโอกาสที่ลูกค้าจะบอกเล่าประสบการณ์เช่นนั้นกับผู้อื่นแบบปากต่อปาก
ทำให้คนอื่นอยากรู้จัก และมีประสบการณ์ร่วมตามไปด้วย
ขั้นที่ 3: การตอบสนองต่อแบรนด์ - ลูกค้าคิดหรือรู้สึกอะไรกับแบรนด์ (Brand Response - What about you ?)
ในขั้นนี้ คือการทำให้ลูกค้าตอบสนองกลับมาที่แบรนด์ ผ่านการตัดสินใจ (Judgments) และความรู้สึก (Feelings)
โดยลูกค้าจะตัดสินใจผ่าน 4 ปัจจัย คือ
- สินค้าหรือบริการมีคุณภาพ
- แบรนด์มีความน่าเชื่อถือ
- แบรนด์สามารถตอบสนองกับความต้องการของลูกค้าได้
- แบรนด์มีความเหนือกว่าแบรนด์อื่น ในด้านใดด้านหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด
และลูกค้าจะตอบสนองต่อแบรนด์ตามความรู้สึกที่แบรนด์พยายามสื่อสารไปถึงลูกค้า โดยความรู้สึกเชิงบวกต่อแบรนด์ มี 6 ประเภทด้วยกัน ได้แก่
1. ความอบอุ่น (Warmth) เช่น สุกี้ MK ที่สื่อถึงความรัก ความอบอุ่นของคนในครอบครัว
2. ความสนุกสนาน (Fun) เช่น เครื่องดื่ม Pepsi ที่สื่อถึงความสนุกสนานร่าเริง
3. ความตื่นเต้น (Excitement) เช่น เครื่องดื่ม Energy Drink แบรนด์ Red Bull ที่สื่อถึงความร้อนแรงมีพลัง
4. ความรู้สึกปลอดภัย (Security) เช่น ไทยประกันชีวิต ที่มักสื่อถึงความเอาใจใส่ ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย
5. การได้รับการยอมรับจากสังคม (Social Approval) มักจะเป็นแบรนด์ที่แสดงถึงความหรูหรา อย่างเช่น Hermès หรือ Dior
6. การเคารพตัวเอง (Self-Respect) เช่น เครื่องสำอาง Mistine ที่มีแคมเปญ การออกจากกรอบ beauty standard ไปสู่ความสวยในแบบของตัวเอง
ขั้นที่ 4: ความสัมพันธ์กับแบรนด์ - ลูกค้าอยากติดต่อกับแบรนด์มากน้อยแค่ไหน ? (Brand Relationship - What about you and me ?)
ขั้นนี้เป็นขั้นที่ยากที่สุด นั่นก็คือ การหาวิธีสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าให้แน่นแฟ้นกันมาก
มากชนิดที่ว่าลูกค้าจะนึกถึง สินค้าหรือบริการของเราเป็นอันดับต้น ๆ เสมอ เมื่อเทียบกับธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกัน
แบรนด์ที่มาถึงขั้นนี้ได้ จึงมักเป็นแบรนด์ใหญ่ ๆ ในอุตสาหกรรม ที่มีความแข็งแกร่งสูง
โดยความสัมพันธ์ในขั้นนี้มีทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่
- ความภักดีต่อแบรนด์ คือ การซื้อสินค้าหรือใช้บริการซ้ำ ๆ เป็นปกติ
เช่น Netflix ที่มีคอนเทนต์หลากหลาย มีคุณภาพ และบางคอนเทนต์ที่ไม่สามารถหาดูจากวิดีโอสตรีมมิงเจ้าอื่น
ทำให้ลูกค้ายังกลับมาใช้บริการทุก ๆ เดือนอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีวิดีโอสตรีมมิงเจ้าอื่นให้เลือกใช้
- ความผูกพันทางความคิด คือ ความรักและผูกพันที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์
เช่น Apple ที่สินค้ามีคุณภาพ ให้ความรู้สึกพรีเมียม ทำให้ลูกค้ารักและผูกพันกับแบรนด์ มากถึงขนาดที่บางคนยอมแก้ต่างให้กับแบรนด์ แม้ว่าแบรนด์จะดำเนินการทางการตลาดที่ทำให้คนบางกลุ่มไม่พอใจ อย่างการนำคุณสมบัติบางอย่างออกจาก iPhone
- ความรู้สึกเป็นกลุ่มเดียวกัน คือ ลูกค้ารู้สึกเป็นกลุ่มเดียวกันกับคนที่ใช้แบรนด์เดียวกัน รวมไปถึงความรู้สึกดี ๆ ต่อพนักงานของแบรนด์ด้วย
เช่น Starbucks ที่ลูกค้ารับรู้ถึงการบริการที่เอาใจใส่ของพนักงาน มีการพูดคุยถามไถ่ลูกค้า ทำให้บรรยากาศของร้านมีความเป็นกันเอง ลูกค้าจึงยินดีจ่ายค่ากาแฟในราคาที่สูงขึ้น
- การมีส่วนร่วมกับแบรนด์ คือ ลูกค้ามีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ของแบรนด์ที่ไม่ใช่แค่การซื้อสินค้าเท่านั้น
เช่น โรงหนัง SF เคยมีแคมเปญ ให้คนนำภาชนะอะไรก็ได้ ไปใส่พ็อปคอร์นได้แบบไม่อั้น แล้วคนก็ให้ความสนใจแคมเปญนี้ โดยการครีเอตภาชนะที่จะนำไปใส่พ็อปคอร์นกันอย่างคึกคัก
สรุปอีกที การสร้างแบรนด์ที่ทำให้ลูกค้ารับรู้คุณค่า ตาม Keller's brand equity model มีทั้งหมด 4 ขั้น คือ
1. แบรนด์ต้องมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน เพื่อให้ลูกค้ารับรู้ถึงการมีตัวตนของแบรนด์
2. แบรนด์ต้องบอกได้ว่า มีความหมายและจุดยืนอะไร เพื่อให้ลูกค้าสามารถจดจำแบรนด์ได้ในระยะยาว
3. ทำให้ลูกค้าตอบสนองต่อแบรนด์ได้ เพื่อให้ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกับแบรนด์
4. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ในระยะยาวได้ เพื่อให้ลูกค้านึกถึงแบรนด์เป็นอันดับแรก ๆ และกลับมาซื้อสินค้าของแบรนด์อยู่เสมอ
| จันทร์ | 09:00 - 17:00 |
| อังคาร | 09:00 - 17:00 |
| พุธ | 09:00 - 17:00 |
| พฤหัสบดี | 09:00 - 17:00 |
| ศุกร์ | 09:00 - 17:00 |
| เสาร์ | 09:00 - 17:00 |
| อาทิตย์ | 09:00 - 17:00 |