Little Wings Kids Camp

Little Wings Kids Camp

แชร์

Be happy, be energetic, be You, Think Little Wings!

22/07/2020

หยุดยาวนี้ เด็กๆ ไปเที่ยวไหนกันบ้างคะ? 😎

ลูกเข้าอนุบาล ก็สายเสียแล้ว
5 เหตุผล ควรพาลูกเที่ยว ก่อนเข้าอนุบาล


1. พาลูกเที่ยว เป็นช่วงเวลาที่เราสามารถ
ไปตอนไหนก็ได้ไม่ต้องโดดเรียน


2. พาลูกเที่ยว นอกบ้าน วิ่งเล่น
ปลดปล่อยพลัง ทำให้นอนหลับง่าย
กล่อมสบายมากกกก ไม่ยากเลย


3. พาลูกเที่ยว ความหิวโหย เกิดขึ้นบ่อยมาก
เด็กๆ กินยาก ยิ่งควรพาลูกเที่ยว


4. พาลูกเที่ยว ที่ไหนก็ได้ ไม่ขัดขืน
ไม่โต้เถียง ขอแค่ได้ขึ้นรถ นั่งCarseat
ยิ้มหัวเราะ ฟินมาก ตั้งแต่พาออกจากบ้าน


5. พาลูกเที่ยว เสริมสร้างพัฒนาการ
เรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่ได้พบเจอ ชี้นั่นอะไร นี่อะไร
กลัว กลัว วิ่งมากอดขา เก็บภาพถ่าย
ความทรงจำ ไว้ลูกโตขึ้นมานั่งดูด้วยกัน


📍พาลูกเที่ยว ลูกอาจจำอะไรไม่ได้
พาลูกเที่ยว ให้พ่อแม่จำได้ พวกเราเคยเที่ยวด้วยกัน
โตไปลูกคงติดเพื่อนไม่ติดพ่อ


📍ความทรงจำสร้างได้ถ่ายที่@แม่กำปอง 1 ขวบ 5 เดือน


#ผู้ชายเลี้ยงลูก #พาลูกเที่ยว
#พ่อต่อ #น้องบอลลูน

21/07/2020

5 ลักษณะของ “Learn Through Play” เรียนรู้ผ่านการเล่นที่พ่อเเม่ควรรู้ !

5 ลักษณะของ “Learn Through Play” เรียนรู้ผ่านการเล่นที่พ่อเเม่ควรรู้ !

พ่อเเม่หลายท่านอาจจะรู้อยู่เเล้วว่าการเล่นนั้นสำคัญต่อลูกของเราเพียงใด โดยเฉพาะพ่อเเม่ที่มีลูกอยู่ในช่วง 0-8 ปี เพราะเป็นวัยที่เด็กมีพัฒนาการที่รวดเร็วเเละสำคัญที่สุด เป็นพื้นฐานในการพัฒนาทักษะที่จำเป็นเมื่อเติบโตขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีตำถามที่ว่า "จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกของเราเล่นถูกวิธี เเละการเล่นนั้นจะส่งเสริมการเรียนรู้ตามหลัก Learn Through Play ?"

วันนี้เราอยากนำเสนอ 5 ลักษณะสำคัญของ Learn Through Play (เรียนรู้ผ่านการเล่น) ประกอบไปด้วยอะไร? เเละสำคัญต่อการเรียนรู้ของลูกๆ อย่างไร?

1. Joyful คือความสุข เพลิดเพลิน มีแรงจูงใจหรือความตื่นเต้นในระหว่าการเล่น

ความสนุกคือสิ่งที่สำคัญที่เกิดก่อน ระหว่าง เเละหลังการเล่นของเด็กทุกคน เกิดก่อนคือการที่เด็กได้หัวเราะมีความสุขจากการได้มอง สัมผัส สำรวจสิ่งที่อยู่ข้างหน้ารืแรอบตัวเขา ระหว่างคือการที่เด็กสนุกกับการลงมือเล่น ได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ รู้จักเรียนรู้ในการเเก้ไขผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ เเละสุดท้ายคือหลังการเล่น ที่เด็กจะเกิดความรู้สึกประสบความสำเร็จ (Achievement) หลังได้ก้าวผ่านอุปสรรคด้วยตนเอง เเละได้ปลดปล่อยอารมณ์ในระหว่างการเล่น

2. Meaningful คือเชื่อมโยงข้อเท็จจริงและแนวคิดกับประสบการณ์ที่มี

บางทีการที่เด็กได้รับความรู้จากการถ่ายทอดมาจากผู้ใหญ่นั้นเป็นเพียงเเค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เเต่การเรียนรู้ที่เเท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อเด็กนำความรู้มาลงมือทำผ่านการเล่น ยกตัวอย่างเช่นเด็กคนหนึ่งเรียนนับเลข 1-10 ผ่านการดูที่ครูสอนเเละท่องจำ ซึ่งเมื่อต้องนับจำนวนลูกอมที่ต้องเเบ่งให้เพื่อน เด็กคนนี้นึกถึงสิ่งที่ครูสอนเเละนำมาใช้ผ่านการลงมือทำจริง หรือสิ่งที่พ่อเเม่สามารถทำได้คือการที่สอนลูกผ่านการยกตัวอย่าง เช่น ไม่สอนลูกด้วยการโชว์เลข 1-10 เพียงอย่างเดียวเเต่ยกตัวอย่างด้วยการนับเลขโดยใช้สิ่งของรอบตัวให้เป็นประโยชน์ เพราะเด็กจะสามารถเรียนรู้ได้เร็วเเละดีผ่านการเล่าเรื่องนั่นเอง

3. Iterative คือทดลองทำและทบทวนสมมติฐานที่ตั้งไว้

การเล่นในพื้นที่ปลอดภัยทำให้เด็กได้มีโอกาสสำรวจ (Exploration) เละทดลองเล่น (Experiment) ซึ่งทำให้เขารู้จักเรียนรู้ความผิดพลาดที่เขาไม่เคยคาดการณ์หรือตั้งสมมติฐานไว้ในขณะสำรวจ รวมถึงหากเขาตั้งสมมติฐานหรือคาดการณ์สิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นเอาไว้ จะช่วยให้เขาเข้าใจโลกรอบตัวมากขึ้นเเละพัฒนาทักษะเชิงคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ที่ดีนั่นเอง

4. Socially Interactive คือความเข้าใจ สื่อสารเเละมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนหรือคนรอบข้าง

การเล่นไม่ได้เพียงเเต่ทำให้เด็กเข้าใจผู้อื่น เเต่ยังเป็นการสื่อสารความคิดของเขาให้คนอื่นได้เข้าใจเช่นกัน การปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนหรือคนรอบข้าง มีความสำคัญในการพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม ทักษะด้านภาษาเเลทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ ยิ่งเด็กอายุน้อยเท่าไหร่ ยิ่งมีการพัฒนาด้านสมองที่ดี หากได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนหรือคนรอบข้างอย่างสม่ำเสมอ

5. Active Engagement คือ การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติและการออกความคิด

เด็กควรที่จะเรียนรู้ผ่านการลงมือทำหรือการเล่น เพราะเป็นการฝึกสมาธิ (Mind-on) ให้จดจ่อกับการเรียนรู้ในสิ่งๆ หนึ่ง หรือเมื่อเด็กเรียนรู้ผ่านการสังเกตคนอื่นจะทำให้เขาได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) โดยไมีมีผู้สอนหรือผู้ให้ความรู้นั่นเอง

อ้างอิง
https://www.legofoundation.com/media/2410/learningthroughplay_areview.pdf

01/07/2020

Checklist สำหรับพ่อเเม่ในการเตรียมความพร้อมรับมือ “เปิดเทอมครั้งใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม”

เปิดเทอมวันพรุ่งนี้เป็นวันเปิดเทอมที่ต่างจากทุกๆ ครั้ง .... เเละอาจจะเป็นเเบบนี้ตลอดไป

จากที่บทบาทของพ่อเเม่ในการช่วยลูกจัดเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับการไปโรงเรียน พูดคุยให้กำลังใจลูกก่อนก้าวเข้าสู่รั่วโรงเรียน กลายเป็นต้องมีการเตรียมพร้อมเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะการประเมิณสุขภาพของลูกทุกวันก่อนไปโรงเรียน การสร้างนิสัยด้านหลักสุขอนามัยให้ลูก และการอยู่ร่วมกับเพื่อนๆ เเละสังคม

Checklist นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการเตรียมความพร้อมรับมือเปิดเทอมในวันพรุ่งนี้เพื่อป้องกันการเเพร่ระบาดของโควิด 19 เบื้องต้น เเต่การเตรียมพร้อมในระยะยาวนั้นคือการว่างเเผนการเรียนการสอนให้เด็กทั้วประเทศสามารถเข้าถึงการเรียนที่มีคุณภาพ

Credit: https://drive.google.com/file/d/14rKde7BAhZxv8JUnuOu0xp3eO90ImTC9/view?fbclid=IwAR1zpmpIj7cL5DXFC2C0kcvxnFrJhdbMLaJLaqd2cFrHyNtGTYd5Zmgi97Q

Photos from Leeway การเรียนรู้ผ่านการเล่น's post 06/06/2020

ชวนพ่อเเม่ออกเบบการเรียนรู้ของลูกด้วย “VARK Learning Style” กัน

24/05/2020

เวิร์คช็อปออกเเบบการเล่นที่บ้านช่วงลูกปิดเทอม! (Online)

The Parents Lab #2 กลับมาเเล้วพร้อมเวิร์คช็อปที่ตอบรับสถานการณ์โควิด

ตอนนี้หลายบ้านน่าจะเกิดปัญหาเดียวกันคือการหากิจกรรมให้ลูกทำช่วงที่ยังไม่เปิดเทอม เเต่ก็ยังไม่เเน่ใจว่ากิจกรรมหรือการเล่นอะไรที่เหมาะสมกับลูกของเราจริงๆ Leeway การเรียนรู้ผ่านการเล่น Asian Leadership Academy และ Inner Play- เล่นให้ได้เรื่อง เลยร่วมกันจัดเวิร์คช็อปสำหรับพ่อเเม่ในการออกเเบบการเล่นสำหรับลูกๆ โดยใช้เครื่องมือ 'ว้าก (VARK)' ที่จะทำให้พ่อเเม่เข้าใจกระบวนการเรียนรู้ของลูกและพร้อมออกเเบบการเล่นให้เหมาะกับตัวลูกได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งพูดคุยเเลกเปลี่ยนร่วมกันกับครอบครัวอื่นๆ เกี่ยวกับเเนวทางการเล่นในเเต่ละบ้าน

ผู้เข้าร่วมจะได้...
- เรียนรู้ความสำคัญของ "การเล่น" ในเด็ก
- ได้เรียนรู้เครื่องมือที่ช่วยทำให้เข้าใจลูกมากขึ้นเเละสามารถออกแบบกิจกรรมการเล่นของลูกที่เหมาะต่อการพัฒนาของพวกเขา
- เเลกเปลี่ยนเรียนรู้เเนวคิดการเลี้ยงลูกร่วมกับคุณพ่อคุณเเม่ท่านอื่น

ใครเหมาะสมกับเวิร์คช็อปนี้....
- พ่อเเม่ที่มีลูกทุกวัย
- ครูปฐมวัย
- ผู้ที่สนใจประเด็กการเลี้ยงลูกเเละพัฒนาเด็ก
- พ่อเเม่ที่กำลังหรือวางเเผนจะมีลูก

วิทยากร:
- ครูเก๋ ศศรส เจ้าของเพจ 'Inner play เล่นให้ได้เรื่อง' ที่ทำงานกับทั้งพ่อแม่และเด็กๆ ให้เรียนรู้ผ่านการเล่น โดยใช้เครื่องมือกระบวนการศิลปะการแสดง เพื่อพัฒนา EQ และ EF
ผู้ร่วมดำเนินรายการ:
- คุณพงศ์ปณต ดีคง (เเอ๊มป์) ผู้ก่อตั้งเพจ Leeway การเรียนรู้ผ่านการเล่น
- คุณเมษ์ ศรีพัฒนาสกุลผู้ก่อตั้ง Lukkid และ Asian Leadership Academy (ALA)

วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2563
เวลา 13.30 - 15.30 น.
เวิร์คช็อปผ่านโปรเเกรม Zoom

ค่าเข้าร่วมกิจกรรม: 'ตามสมัครใจ' เงินทั้งหมดที่ได้จะนำไปบริจาคให้โครงการ “มื้อนี้ให้น้องอิ่ม ฝ่าภัยโควิด” ผ่านเเพลตฟอร์ม เทใจ - TaejaiDotcom

ขั้นตอนการลงทะเบียน:
1. บริจาคค่าเข้าร่วมกิจกรรมตามสมัครใจได้ที่ https://taejai.com/th/f/129/?fbclid=IwAR1X1hlrkbta-9TgQttD1lpPnz_OWkFKbifW3yfOK8mqjzLtg5Ft20no8og
2. ลงทะเบียนพร้อมเเนบหลักฐานการบริจาคได้ที่: https://forms.gle/P23U2NCuReenRht67
3. ทีมงานจะส่งอีเมล์ให้ผู้ได้รับการคัดเลือกทางอีเมล์ พร้อมลิงค์ Zoom เข้าร่วมกิจกรรม

รับจำนวนไม่เกิน 25 คน (ปิดลงทะเบียนเมื่อครบ 25 ท่าน)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 089-065-8533 (คุณเเอ๊มป์)

ปล. สามารถดูข้อมูลเครื่องมือการเรียนรู้ "ว๊าก VARK" ได้ที่: https://vark-learn.com/

#

21/05/2020

ชวนอ่านครับ

ตัวอย่าง Self-Directed Learning จากประเทศอินเดีย

เนื่องจากเศรษฐกิจ สังคมเเละวัฒนธรรมที่เปลี่ยนเเปลงไปในเเต่ละสมัย รูปเเบบการเรียนรู้เเละการศึกษาก็เปลี่ยนเเปลงตามไปด้วย จากที่เด็กเคยมีอิสระในการเรียนรู้จากตัวเขาเอง กลายเป็นการเรียนรู้ที่มากกว่า 90% มาจากผู้ใหญ่หรือคนที่มีประสบการณ์มากกว่า ซึ่งข้อเสียของการเรียนรู้ที่มาจากผู้ใหญ่หรือ Adult - Directed Learning คือการที่เด็กขาดกระบวนการคิดที่สร้างสรรรค์ เพราะเขาไม่ได้มีโอกาสได้สงสัย หรือทดลองทำด้วยตัวเอง เเต่มากจากพ่อเเม่หรือคุณครูเป็นผู้สั่งให้ทำนั้นเอง วันนี้จึงยกเคสตัวอย่างจากประเทศอินเดียในการนำเเนวคิด Self-Direct Learning หรือการเรียนรู้ที่ออกมาจากตัวเด็กเอง ในการเรียนรู้ด้านคอมพิวเตอร์ (Computer Literacy)

ต้นปี 1999 Sugar Mitra ผู้อำนวยการบริษัทเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาแห่งหนึ่งในประเทศอินเดีย ได้ทำการทดลองชิ้นหนึ่ง โดยเขานำคอมพิวเตอร์ไปวางไว้กลางชุมชนสลัมที่ยากจนที่สุดในประเทศ เป็นย่านที่เด็กส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือและไม่เคยเห็นคอมพิเตอร์มาก่อนในชีวิต โดย Mitra ได้ทำการเปิดเครื่องทิ้งไว้พร้อมตั้งกล้องเพื่อสำรวจพฤตกรรมของเด็กๆ ในชุมชน

เด็กส่วนมากอายุ 7-13 ปี ได้ทำการจ้องมองคอมพิวเตอร์ราวกับมันคือโทรทัศน์ เเละได้ลองสำรวจผ่านการสัมผัสเเบบลองผิดลองถูกจนสังเกตได้ว่า เมื่อพวกเขาสัมผัสโดน Touchpad เขาค้นพบ (Discover) ลูกศรอะไรบางอย่างขยับตามทิศทางที่มือเขาเคลื่อนไหว หลังจากนั้นยังค้นพบอีกว่าหากลูกศรจะเปลี่ยนเป็นรูปมือถ้ามันขยับไปที่บางส่วนของหน้าจอ เเละถ้าเขาคลิกไปที่หน้าจอส่วนนั้นหน้าจอจะเปลี่ยนไป จากนั้นเด็กๆ จึงวิ่งไปเรียกเพื่อนๆ มาดูสิ่งที่เขาค้นพบด้วยความตื่นเต้น หละงจากนั้นเด็กๆ ได้ทำการทดลอง (Experiment) กับคอมพิวเตอร์ตัวนั้นที่ไม่ได้ทำเพียงคนสองคนอีกต่อไป เเต่เป็นการลองทำร่วมกับเพื่อนๆ อีกหลายคนพร้อมกับเเลกเปลี่ยนความคิดร่วมกัน

เพียงไม่กี่วันเด็กๆ สามารถใช้โปรเเกรม Paint และโปรเเกรมอื่นๆ ได้อย่างคล่องเเคล่วเสมือนได้เรียนวิชาคอมพิวเตอร์มาเลย Mitra เลยได้ทำการทดลองเเบบเดียวกันนี้อีกหลายชุมชนในอินเดีย ซึ่งผลตอบการทดลองออกมาคล้ายกัน คือเด็กสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเขาเอง รวมถึงยังตั้งชื่อคอมพิวเตอร์ ชื่อโปรเเกรมหรือสิ่งที่เขาค้นพบด้วยตัวเอง เช่นเขาตั้งชื่อลูกศรว่า "Needle หรือเข็มมุด" โฟเดอร์เก็บข้อมูลว่า “Cupboard” หากคอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ เด็กๆ ก็จะเข้าเว็บต่างๆ เพื่อเรียนรู้ในสิ่งที่เขาอยากรู้เช่น ภาษาอังกฤษ เเละ วิทยาศาสตร์ เป็นต้น

Mitra ได้ค้นพบว่าคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง เด็ก 300 คนสามารถมีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (สามารถคลิกเข้าโปรเเกรมต่างๆ ปิดเปิด เข้าเมนู ค้นหาข้อมูลง่ายๆ ได้) ภายในเวลา 3 เดือน การทดลองของ Mitra ทำให้เห็นว่า ธรรมชาติของเด็กคือ

1. การช่างสงสัย (Curiosity) - สำรวจคอมพิวเตอร์
2. การเล่น/ทดลอง (Playfulness) - ลองคลิกหรือเข้าโปรเเกรมที่สามารถเรียนรู้ฝึกทักษะ
3. การมีเพื่อนหรือสังคม (Socialbility) - เรียกเพื่อนหรือคนในชุมชนมาเรียนรู้และเเลกเปลี่ยนร่วมกัน

ซึ่งสิ่งเหล่านี่คือการเรียนรู้ที่มาจากตัวเด็กเอง (Self-Directed Learning) และควรเป็นเป้าหมายของการเรียนรู้ของเด็กทุกคนในปัจจุบันซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เด็กส่วนมากขาดจินตนาการเเละความคิดสร้างสรรค์ เพราะไม่มีโอกาสได้เริ่มคิดด้วยตนเองนั่นเอง

16/05/2020

ทำไมเด็กที่เคลื่อนไหวร่างกายจึงมีผลการเรียนดีกว่าเด็กที่นั่งเฉยๆ?
สมองของเด็กที่นั่งเฉยๆ กับเด็กที่เคลื่อนไหวร่างกายต่างกันอย่างไร?

สองรูปนี้คือรูปที่สแกนคลื่นความร้อนจากด้านบนศรีษะเด็ก 2 กลุ่ม
- กลุ่มเเรก (รูปทางซ้าย) คือเด็กที่นั่งอยู่กับที่เป็นเวลา 20 นาที
- กลุ่มที่สอง (รูปทางขาว) คือเด็กที่ออกไปเดิน/วิ่งเล่นเป็นเวลา 20 นาที

🔴 สีเเดงหมายถึงระดับเส้นประสาทสมองทำงานที่สูง
🔵 สีน้ำเงินหมายถึงระดับเส้นประสาทสมองทำงานที่ต่ำ

สมองของเด็กทั้งสองกลุ่มมีผลต่อประสิทธิภาพในการจำเเละตอบสนอง ซึ่งเป็นปัจจัยต่อผลการเรียนของเด็กๆ โดยได้มีการให้เด็กสองกลุ่มทำแบบทดสอบด้านการอ่าน สะกดคำ และคิดเลข ผลปรากฏว่า เด็กที่ออกไปเดิน/วิ่งเล่นเป็นเวลา 20 นาที มีการตอบสนองที่เเม่นยำและเร็วกว่า เด็กที่นั่งอยู่กับที่เป็นเวลา 20 นาที ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถอ่านจับใจความได้ดีกว่าอีกด้วย

สมองของเด็กที่เคลี่อนไหวร่างกายเป็นประจำจะมีการพัฒนาระบบบสอง 2 ส่วนที่เป็นปัจจัยทำให้มีผลการเรียนดี ได้แก่

1. Working Memory - การถ่ายทอดข้อมูลจากความจำระยะสั้น (Short-term Memory) เป็น ความจำระยะยาว (Long-term Memory) เช่น รู้ว่าสามเท่าของสองคือหก ซึ่งเท่ากับ 3 คูณ 2

2. Relation Memory - ความสามารถในการจำข้อมูลเเละตอบสนองในสิ่งที่เห็นตรงหน้า เช่น การการตอบสนองเมื่อรู้ว่าต้องเลี้ยวซ้าย

สรุปได้ว่าระบบสมองของเด็กที่เคลี่อนไหวร่างกายเป็นประจำสามารถตอบสนองต่อการเรียนรู้ได้ดีกว่าเด็กที่ไม่ค่อยได้เคลี่อนไหวร่างกาย รวมทั้งมีผลดีต่อผลการเรียนเชิงวิชาการ และ ความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาระบบสมองถือเป็นรากฐานที่สำคัญของพัฒนาการในเด็กอายุ 3-8 ปี หากระบบสมองพัฒนาไม่เต็มที่เเละถูกวิธี ในระยะยาวอาจจะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กได้

เห็นแบบนี้เเละพ่อเเม่หรือคุณอย่าให้เด็กๆ นั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน หมั่นพาเขาออกไปเล่น ไปทำกิจกรรมนอกเหนือจากการนั้งเรียนหน้าหน้าจอบ้างในช่วงนี้

อ้างอิง
https://activelivingresearch.org/sites/activelivingresearch.org/files/ALR_Brief_ActiveEducation_Jan2015.pdf

09/05/2020

เด็กๆ ควรใช้หน้าจออย่างไรในเเต่ละวัน

เด็กๆ ควรใช้เวลาหน้าจอ (Screen Time) มากน้อยแค่ไหนในแต่ละวัน?

ช่วงนี้อยู่บ้านทั้งวันเด็กๆ ใช้เวลาไปกับหน้าจอมากขึ้นหรือป่าว? หากคุณพ่อคุณแม่ไม่เเน่ใจว่าลูกเราใช้เวลากับหน้าจอมากเกินไปไหม วันนี้เรานำข้อมูลเวลาการใช้หน้าจอ (Screen Time) ที่เหมาะสมกับแต่ละวัยมาฝาก โดยเป็นข้อมูลมาจาก American Academy of Pediatrics และ WHO


เวลาหน้าจอ: ไม่ควรใช้เวลากับหน้าจอเลย
สิ่งที่พ่อเเม่ทำได้:
- อาจจะมีการคุยวิดิโอคอลกับญาติพี่น้องได้
- อยู่ในการดูเเลของพ่อเเม่


เวลาหน้าจอ: ควรใช้เวลากับหน้าจอเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
สิ่งที่พ่อเเม่ทำได้:
- ควรเลือกสื่อที่มีคุณภาพเหมาะสมต่อวัย
- อยู่ในการดูเเลของพ่อเเม่


เวลาหน้าจอ: ควรใช้เวลากับหน้าจอไม่เกิน 1 ชม. /วัน
สิ่งที่พ่อเเม่ทำได้:
- ควรวางแผนกำหนดการใช้เวลากับหน้าจออย่างชัดเจนกับลูก


เวลาหน้าจอ: ควรใช้เวลากับหน้าจอไม่เกิน 1. ชม. ครึ่ง./วัน
สิ่งที่พ่อเเม่ทำได้:
- ควรชั่งน้ำหนักระหว่างการเรียนรู้เทคโนโลยีเเละกิจกรรมอื่นๆ
- เริ่มให้เขาได้วางเเผนการใช้ด้วยตนเอง
- ไม่ควรให้การใช้หน้าจอกระทบการนอนหลับและพักผ่อน


เวลาหน้าจอ: ควรใช้เวลากับหน้าจอไม่เกิน 2 ชม. /วัน
สิ่งที่พ่อเเม่ทำได้:
- สอนลูกให้เข้าใจถึงประโยชน์เเละโทษของการใช้เทคโนโลยี
- ฝึกให้เข้ารู้จักควบคุมเวลาในการใช้ด้วยตนเอง

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะไม่มีประโยชน์เลยหากคุณพ่อคุณแม่ไม่มีส่วนร่วมเเละการตระหนักถึงความสำคัญของการเล่นเเละการทำกิจกรรมทางกาย รวมทั้งพฤติกรรมการใช้หน้าจอของพ่อเเม่ด้วยเช่นกันที่ส่งผลอย่างมากต่อนิสัยเเละพฤติกรรมการใช้หน้าจอของลูกๆ

ดังนั้น leeway อยากให้พ่อเเม่กำหนดชั่วโมงปลอดหน้าจอในครอบครัว ที่ทั้งพ่อเเม่เเละลูก มีเวลาร่วมกันในการเล่นหรือทำกิจกรรมที่ไม่มีหน้าจอมาเกี่ยวข้องเลย ถือเป็นเวลาผ่อนคลายของเด็กๆ ที่ดีกว่าการเล่นเกมส์ ดูทีวีหรือโซเชียลมีเดียเเน่นอน เพราะเขาจะได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ ผ่านการลงมือทำที่เสริมสร้างจินตนาการ เเละความคิดสร้างสรรค์ ยิ่งในช่วงเวลาเเบบนี้ที่เขาไม่ค่อยได้ออกไปไหนมาไหน การเล่นหรือทำกิจกรรมร่วมกันจะสามารถทำให้เขาได้ปลดปล่อยสิ่งที่เขามีอยู่ในใจ ทั้งจินตนาการ ประสบการณ์ เเละความเครียด วิตกกังวลต่างๆ ออกมาผ่านกิจกรรมที่เขาได้เล่น

หากพ่อเเม่ท่านใดมีวิธีจัดการเวลา “การใช้หน้าจอ” ของลูกๆ สามารถเเชร์กันได้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวอื่นๆ

อ้างอิง:
American Academy of Pediatrics
WHO

Photos from Leeway การเรียนรู้ผ่านการเล่น's post 25/04/2020

การเล่นสามารถสร้างทักษะ Executive Function (EF) ได้นะ

Photos from Leeway การเรียนรู้ผ่านการเล่น's post 22/04/2020
14/04/2020

วันที่ 14 เมษายน "วันครอบครัวแห่งชาติ"

“ขอหนึ่งคำนิยามครอบครัวของเราหน่อย”

20/03/2020

วิธีสอนลูกเกี่ยวกับความสำคัญของการล้างมือด้วยสบู่เพื่อป้องกัน COVID-19 👍🏻

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


333/44 ซอย สรงประภา12 แขวง สีกัน เขต ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10210

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00