หน่วยโสตทัศนศึกษา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หน่วยโสตทัศนศึกษา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แชร์

แลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

22/06/2026
19/06/2026

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ข่าวการจับกุมศิลปินกราฟฟิตี้ในเชียงใหม่กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ภาพสเปรย์สีบนกำแพงวัด ตู้ไฟฟ้า และผนังอาคารหลายแห่งในเขตเมืองเก่าถูกเผยแพร่ผ่านสื่อและโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเสียงวิพากษ์ที่แบ่งออกเป็นหลายฝ่าย บางคนเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าศิลปะ บางคนเรียกว่าการทำลายทรัพย์สินสาธารณะ ขณะที่อีกหลายคนกังวลว่าพฤติกรรมเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อความพยายามของเชียงใหม่ในการผลักดันตัวเองสู่การเป็นเมืองมรดกโลก ถึงขั้นมีการขันอาสาและรณรงค์ช่วยกัน ‘ทำความสะอาด’ ด้วยการลบกราฟฟิตี้เหล่านี้ให้หมดไป

ข้อเขียนนี้ไม่มีวัตถุประสงค์ในการอภิปรายเชิงกฎหมายว่าการกระทำดังกล่าวถูกหรือผิด เพราะคำตอบในเรื่องนี้อาจมีอยู่แล้วในตัวบทกฎหมาย และการพ่นสีบนทรัพย์สินของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตย่อมก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจปฏิเสธได้ โดยเฉพาะเมื่อสถานที่เหล่านั้นเป็นวัด โบราณสถาน หรือพื้นที่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์

สิ่งที่ผมสนใจมากกว่าคือคำถามอีกชุดหนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้เหตุการณ์ดังกล่าว นั่นคือ เหตุใดกราฟฟิตี้จึงถูกมองอย่างรวดเร็วว่าเป็นศัตรูของมรดกโลกอยู่เสมอ?

หากเรากลับมาพิจารณาข้อถกเถียงในการศึกษาด้านมรดกศึกษา (heritage studies) เราจะพบได้ในทันทีว่ามรดกวัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่มีคุณค่าโดยธรรมชาติ หากแต่เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการคัดเลือกบางอย่าง ภายใต้กระบวนการนี้ รัฐ นักอนุรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญ และองค์กรระหว่างประเทศมักมีบทบาทสำคัญในการตัดสินว่าอะไรควรค่าแก่การอนุรักษ์ และอะไรควรถูกเพิกเฉยหรือมองข้าม มรดกโลกจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอดีต แต่ยังเป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมและอำนาจในการตัดสินใจ

ตัวอย่างเช่น เมื่อเราประกาศว่าวัดแห่งหนึ่ง อาคารแห่งหนึ่ง หรือภูมิทัศน์แห่งหนึ่งคือ ‘มรดก’ เรากำลังประกาศไปพร้อมกันว่าเรื่องราวบางชุดมีความสำคัญมากกว่าเรื่องราวชุดอื่นที่ไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมา แน่นอนว่าไม่มีใครปฏิเสธคุณค่าของการอนุรักษ์กำแพงเมืองเชียงใหม่ วัดโบราณ หรือสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ แต่ในเวลาเดียวกัน เมืองก็ไม่ได้ประกอบขึ้นจากอิฐ หิน และโบราณสถานเท่านั้น เมืองยังประกอบขึ้นจากความทรงจำ ความฝัน ความขัดแย้ง และเสียงของผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน

Henri Lefebvre เรียกสิ่งนี้ว่า ‘สิทธิในการเข้าถึงเมือง’ (the right to the city) ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงสิทธิในการอยู่อาศัย แต่หมายถึงสิทธิในการมีส่วนร่วมกำหนดความหมายของพื้นที่เมืองด้วย (Lefebvre 1996) ต่อมา David Harvey ขยายความว่า สิทธิในการเข้าถึงเมืองคือสิทธิร่วมกันในการสร้างและสร้างใหม่ชีวิตเมืองตามจินตนาการของผู้คน ไม่ใช่ปล่อยให้การกำหนดอนาคตของเมืองเป็นหน้าที่ของรัฐ นักลงทุน หรือผู้เชี่ยวชาญเพียงฝ่ายเดียว (Harvey 2008)

จากมุมนี้ กราฟฟิตี้จึงไม่ใช่เพียงร่องรอยของสีสเปรย์บนกำแพง แต่เป็นการอ้างสิทธิ์ในพื้นที่สาธารณะรูปแบบหนึ่ง เป็นการประกาศตัวตนของคนที่มักไม่มีพื้นที่ในประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ เป็นความพยายามบอกว่า ‘ฉัน/พวกเราอยู่ตรงนี้’ และ ‘เสียงของฉัน/พวกเราก็เป็นส่วนหนึ่งของเมืองเช่นกัน’

นี่คือเหตุผลที่นักวิชาการจำนวนไม่น้อยมองกราฟฟิตี้ในฐานะการเมืองของความทรงจำจากเบื้องล่าง (memory from below) กรณีของกำแพงเบอร์ลินเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ระหว่างสงครามเย็น ภาพวาดและข้อความบนกำแพงถูกมองว่าเป็นการก่อกวนและต่อต้านอำนาจรัฐ แต่หลังการล่มสลายของกำแพงในปี ค.ศ. 1989 ภาพเหล่านั้นจำนวนมากกลับได้รับการอนุรักษ์ในฐานะส่วนหนึ่งของความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของยุโรป ปัจจุบันบริเวณย่าน East Side Gallery กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของกรุงเบอร์ลิน ซึ่งทำให้เราเห็นภาพว่าสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกว่าการทำลายทรัพย์สินสาธารณะ (vandalism) กลับกลายเป็นมรดกทางความทรงจำ

ในทำนองเดียวกัน ผลงานของ Banksy ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นการพ่นสีบนกำแพงโดยไม่ได้รับอนุญาต ปัจจุบันกลับได้รับการปกป้องโดยเจ้าของอาคาร พิพิธภัณฑ์ และตลาดศิลปะ จน Enrico Bonadio ศาสตราจารย์ด้านกฎหมาย ตั้งคำถามว่า เมื่อสตรีทอาร์ตได้รับการอนุรักษ์และถูกทำให้กลายเป็นวัตถุราคาแพง มันยังคงเป็นสตรีทอาร์ตอยู่หรือไม่ และเราจะตั้งคำถามถึงเรื่องลิขสิทธิ์และการอนุรักษ์งานศิลปะเหล่านี้บนพื้นที่สาธารณะอย่างไร

คำถามเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเราควรสนับสนุนการพ่นสีบนกำแพงวัดหรือโบราณสถาน หากแต่ช่วยให้เราเข้าใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างมรดกกับกราฟฟิตี้ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่หลายคนคิด ทั้งในแง่ของผลงาน พื้นที่ บริบททางสังคม และสภาวะชั่วคราวของกราฟฟิตี้ (Bonadio 2019)

ผมคิดว่า แนวคิดเรื่องความบริสุทธิ์ทางมรดกอาจเป็นจินตนาการมากกว่าความจริงทางประวัติศาสตร์ เพราะในความเป็นจริง สถานที่ทางประวัติศาสตร์ทุกแห่งล้วนผ่านการเปลี่ยนแปลง การใช้งาน การซ่อมแซม การต่อเติม และการตีความใหม่มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน กำแพงเมือง วัด โบสถ์ หรืออาคารประวัติศาสตร์ที่เราเห็นในปัจจุบันไม่เคยหยุดนิ่งอยู่ในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง หากเป็นผลลัพธ์ของการสะสมร่องรอยจากผู้คนหลากหลายยุคสมัย

การลบกราฟฟิตี้ออกจากสถานที่เหล่านี้จึงอาจไม่ใช่เพียงการกำจัดสีบนกำแพง แต่เป็นการตัดสินใจว่าร่องรอยประเภทใดมีสิทธิ์ดำรงอยู่ในประวัติศาสตร์ และร่องรอยประเภทใดควรถูกทำให้หายไป

อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ Comment

#กราฟฟิตี้ #เชียงใหม่ #เมืองมรดกโลก #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


เลขที่ 254 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน
Bangkok
10330

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 16:00
อังคาร 08:00 - 16:00
พุธ 08:00 - 16:00
พฤหัสบดี 08:00 - 16:00
ศุกร์ 08:00 - 16:00