31/03/2025
สำหรับนักอ่านสายอีบุ๊ค
ตะรอเวี้ยะห์ 20 มีมานานกว่า 1000 ปี:: e-book หนังสือ โดย อะห์หมัด เฟาซี อัชชาฟิอีย์ ตะรอเวี้ยะห์ 20 มีมานานกว่า 1000 ปี:: e-book หนังสือ โดย อะห์หมัด เฟาซี อัชชาฟิอีย์
ความรู้ศาสนา และข้อเตือนใจ
31/03/2025
สำหรับนักอ่านสายอีบุ๊ค
ตะรอเวี้ยะห์ 20 มีมานานกว่า 1000 ปี:: e-book หนังสือ โดย อะห์หมัด เฟาซี อัชชาฟิอีย์ ตะรอเวี้ยะห์ 20 มีมานานกว่า 1000 ปี:: e-book หนังสือ โดย อะห์หมัด เฟาซี อัชชาฟิอีย์
02/03/2025
ดุอาละศิลอด
________________________________
#อิสลามตามอุลามาอฺแบบฉบับนบีﷺ
12/11/2024
#อนุญาตที่ภรรยาจะเปลี่ยนมาใช้นามสกุลสามี
ฟัตวาโดย ดารุ้ลอิฟตาอ์ประเทศอียิปต์วันที่04/11/2008
ในประเพณีสังคมของชนชาติตะวันตก(รวมถึงประเทศไทย)นั้น
ผู้หญิงเมื่อยังไม่ได้เเต่งงาน นางจะถูกกล่าวชื่อต่อท้ายด้วยกับชื่อพ่อของนางและชื่อตระกูลของนาง(นามสกุล)
แต่เมื่อนางเเต่งงาน นางจะเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของตระกูลสามี
และนางจะเปลี่ยนมาใช้นามสกุลสามีก็ต่อเมื่อนางแต่งงานกับเขาแล้วตามกฏเกณฑ์ที่พวกเขากำหนด(จดทะเบียนสมรส)
ดังนั้นการที่นางเปลี่ยนมาใช้นามสกุลสามีตามประเพณีนี้ ก็เหมือนกับสิ่งที่มาบอกแทนคำพูดที่ว่า : ผู้หญิงคนนี้แต่งงานแล้วกับผู้ชายของตระกูลนี้
ซึ่งการทำเช่นนี้เป็นหนึ่งจากการทำให้คนอื่นได้รู้จักนางเท่านั้น(التعريف) ซึ่งมันไม่ได้ทำให้เข้าใจผิดเลยว่าเป็นการที่นางพาดพิงตัวเองไปหาพ่อคนอื่นที่ถูกห้ามในฮาดิษ ซึ่งการทำให้คนอื่นได้รู้จัก(ด้วยกับชื่อต่อท้าย)นั้นเป็นเรื่องที่กว้างขวาง(สามารถทำได้หลายแบบ)
บางครั้งก็ด้วยกับการปล่อยทาส(ولاء) เช่น ท่านอิกรีมะห์ ทาสของอิบนุอับบาส
บางครั้งก็ด้วยกับอาชีพการทำงาน เช่น ท่านอัลฆอซซาลีย์
บางครั้งก็ด้วยกับฉายา(لقب)และชื่อเล่น(كنية) เช่น อัลอะร๊อจ, อัลญาฮิซ, อบูมูฮัมหมัดอัลอะมัช
บางครั้งก็ด้วยกับการพาดพิงไปหาชื่อเเม่ โดยที่พ่อของเขาเองก็เป็นที่รู้จัก เช่น ท่านอิสมาอีล อิบนุ อุลัยยะห์
บางครั้งก็ด้วยกับการบอกว่าเป็นสามีภรรยากัน เหมือนที่ถูกกล่าวในอัลกุรอ่าน
قوله تعالى: ﴿امْرَأَتَ نُوحٍ وَامْرَأَتَ لُوطٍ﴾
อัลลอฮฺทรงโองการว่า : ภรรยาของนบีนูฮและภรรยาของนบีลูต [ซูเราะห์อัตตะห์รีม 11]
บางครั้งก็ด้วยกับการบอกว่าตัวเองเป็นภรรยาของสามี เช่นที่ซัยนับ บอกท่านนบีว่า ตัวเองเป็นภรรยาของอิบนุมัสอู๊ด
ดังนั้นสิ่งที่ศาสนาห้ามคือ การที่คนคนหนึ่งพาดพิงตัวเองไปหาพ่อคนอื่นโดยบอกว่าเป็นลูกของคนคนนั้น หรือใช้คำที่บ่งชี้เช่นนั้น ไม่ใช่ห้ามทุกๆการพาดพิงชื่อหรือห้ามทุกๆการทำให้คนอื่นรู้จักด้วยกับชื่อต่างๆ
และการที่ผู้หญิงใช้นามสกุลสามีเช่นนี้มีใช้กันอย่างเเพร่หลายในบางพื้นที่จนกลายเป็นประเพณีของสังคมนั้นไปแล้ว ซึ่งมันก็ไม่เป็นที่ต้องห้ามใด ตราบที่มันไม่ได้ทำให้เข้าใจผิดไปว่าเป็นการพาดพิงไปหาพ่อคนอื่นตามที่ศาสนาได้สั่งห้ามไว้ ซึ่งมันคือการพาดพิงโดยบอกว่าตัวเองเป็นลูกของคนที่ไม่ใช่พ่อตัวเอง
และการที่ผู้หญิงใช้นามสกุลสามี ก็ไม่นับเป็นการเลียนแบบกลุ่มชนอื่นที่เป็นที่ศาสนาห้ามเช่นกัน เพราะการเลียนเเบบที่ฮารอมมี 2 เงื่อนไขคือ
1-การกระทำที่เราไปทำเลียนแบบนั้นเป็นที่ต้องห้ามในตัวมันเอง
2-คนที่ทำมีเจตนาที่จะเลียนแบบ
แต่เมื่อขาดเงื่อนไขหนึ่งเงื่อนไขใดไป คนที่ทำเลียนแบบจะไม่ถูกศาสนาประนาม
และการที่ภรรยาใช้นามสกุลสามีนั้น ไม่ใช่เป็นการปฏิเสธว่านางเป็นลูกของพ่อของนางเอง แต่ว่าการใช้นามสกุลสามีนั้นมันเพียงเพื่อการสร้างความรู้จักให้กับคนอื่นเท่านั้นเหมือนดังที่ได้กล่าวมาเเล้ว
#สรุป
สิ่งที่ศาสนาห้ามตามนัยยะของฮาดิษคือ การแอบอ้างเป็นลูกของคนอื่นทั้งที่ความเป็นจริงเขาไม่ใช่ลูกของคนนั้น ส่วนในกรณีอื่นๆที่ไม่เข้าข่ายตามนัยยะของฮาดิษก็ไม่เป็นที่ต้องห้าม
รายละเอียดเพิ่มเติม โปรดอ่าน
ฟัตวาของดารุ้ลอิฟตาอ์ประเทศอียิปต์
https://dar-alifta.org/ar/ViewFatwa.aspx?ID=11040&%D8%A5%D8%B6%D8%A7%D9%81%D8%A9_%D9%84%D9%82%D8%A8_%D8%A7%D9%84%D8%B2%D9%88%D8%AC_%D8%A5%D9%84%D9%89_%D8%A7%D9%84%D8%B2%D9%88%D8%AC%D8%A9
________________________________
#อิสลามตามอุลามาอฺแบบฉบับนบีﷺ
12/08/2024
ทำไมอิสลามถึงให้ความสำคัญกับแม่ถึงขนาดที่บอกว่า "สวนสวรรค์อยู่ใต้ฝ่าเท้าของมารดา"
คำว่า "แม่" ไม่ว่าจะถูกกล่าวด้วยภาษาใด ย่อมลึกซึ้งกินใจ เพราะสิ่งที่อยู่คู่กับคำนี้เสมอมาคือ ความรัก
แม่...อุ้มลูกในท้อง 9 เดือน อุ้มอยู่ในอก 2 ปี และอุ้มอยู่ในหัวใจตลอดชีวิต
ในวันที่ลูกเกิดมา คือวันที่แม่ต้องเจ็บและทรมานมากที่สุดในชีวิต แม่บางคนต้องเจ็บเจียนตายกว่าจะเบ่งลูกออกมาได้ และแม่บางคนที่ต้องผ่าท้องคลอดก็ยิ่งต้องทนเจ็บจากการถูกผ่า กว่ามีดจะกรีดผ่านชั้นหนัง กรีดผ่านชั้นไขมัน กรีดผ่านชั้นเนื้อ ในตอนที่ต้องผ่าคลอดลูก ไหนจะความเจ็บปวดจากรอยฝีเย็บ แต่เมื่อแม่ได้เห็นหน้าลูก ความเจ็บปวดทั้งหมดกลับมลายหายไป เพราะความรักตั้งแต่แรกเห็นมันได้เข้ามาแทนที่จนทำให้ลืมความเจ็บปวดทั้งหมดไปโดยสิ้นเชิง
ความรักของแม่ที่มีให้กับลูก คือความรักที่บริสุทธิ์ที่สุด ดังคำพูดที่ว่า
“รักใดไหนจะเท่า รักให้เปล่าของคนเป็นแม่”
เป็นความรักที่ไม่ได้ต้องการสิ่งตอบเเทน
แม่ยอมเสียความสวยงาม ยอมท้องแตกลาย ยอมให้เต้านมยาน เพื่อให้ลูกดูดนมจากเต้า เพื่อลูกจะได้เเข็งเเรง ยอมอดหลับอดนอนเดืนอุ้มลูกในวันที่ลูกนอนไม่หลับ
ในวันที่แม่เห็นลูกเจ็บ แม่กลับเจ็บยิ่งกว่า และอยากที่จะเอาตัวเองแบกรับความเจ็บปวดแทนลูก
หากเปรียบการเลี้ยงลูกคือการทำงานหนึ่ง แม่ก็คือคนที่ต้องเริ่มต้นทำงานตั้งเเต่วันที่ลูกเกิด ทำงานทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที ไม่มีวันหยุด ไม่มีวันพัก ไม่มีวันลาป่วย วันที่แม่ได้พักหรือหยุดจากการทำงานนั้น ก็คือวันที่แม่ได้ตายจากโลกนี้ไป
…..และอัลลอฮฺตะอาลาไม่ทรงลืมการเสียสละของแม่อย่างมากมายเพื่อลูกเช่นนี้ ดังนั้นศาสนาจึงสั่งใช้อย่างมากให้ทำดีต่อมารดาและบิดา และห้ามเนรคุณต่อท่านทั้งสอง
อัลลอฮ์ดำรัสว่า
وَوَصَّيْنَا ٱلْإِنسَٰنَ بِوَٰلِدَيْهِ حَمَلَتْهُ أُمُّهُ وَهْنًا عَلَىٰ وَهْنٍ وَفِصَٰلُهُ فِى عَامَيْنِ أَنِ ٱشْكُرْ لِى وَلِوَٰلِدَيْكَ إِلَىَّ ٱلْمَصِيرُ
และเราได้สั่งเสียกับมนุษย์เกี่ยวกับบิดามารดาของเขา มารดาของเขาได้อุ้มท้องเขาโดยที่นางต้องอ่อนแอลงครั้งเเล้วครั้งเล่า และการหย่านมของเขา ภายในระยะเวลา2ปี เจ้าจงขอบคุณต่อข้า และจงขอบคุณต่อบิดามารดาของเจ้า ยังข้านั้นคือการกลับไป
{ซูเราะห์ ลุกมาน 14}
ในอายะห์บทนี้อัลลอฮฺทรงบอกให้เราได้รู้ว่า ในตอนที่แม่ของเราได้อุ้มท้องเรา ร่างกายของนางต้องอ่อนแอลงครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งพระองค์ไม่ทรงลืมความเสียสละของแม่ตั้งแต่ในตอนที่นางตั้งครรภ์ ในตอนที่นางครรภ์เป็นพิษ แพ้ท้อง ต้องปวดหลัง ท้องแตกลาย กินอาหารอะไรก็ไม่ค่อยได้กลัวว่าจะส่งผลต่อลูก ภูมิคุ้มกันต่างๆ ในร่างกายต่างอ่อนแอลง จะเดินจะเหินก็ลำบาก เพื่อแลกกับการให้ชีวิตหนึ่งที่นางรักมากที่สุดได้เกิดขึ้นมา อัลลอฮฺจึงได้สั่งใช้ให้ขอบคุณต่อผู้เป็นแม่และพ่อ เคียงคู่กับการสั่งใช้ให้ขอบคุณต่อพระองค์
..ถึงแม้ในยุคปัจจุบัน จะมีผู้คนไร้ศาสนามากมาย และมุสลิมอีกบางส่วนที่ซึมซับแนวคิดทีีว่า "พ่อแม่ไม่ใช่ผู้ที่มีบุญคุณกับลูก" เพราะลูกไม่ได้ร้องขอให้พ่อแม่ทำให้พวกเขาเกิดมา แต่เมื่อพ่อแม่ทำให้พวกเขาเกิดมาแล้ว จึงเป็นหน้าที่ที่พ่อแม่ต้องดูแลลูกๆ ไม่อาจนับเป็นบุญคุณใดๆ ต่อกัน
อัสตัฆฟิรุ้ลลอฮ์!! แนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่ชั่วร้าย และขัดแย้งกับหลักการศาสนาของเราอย่างมาก
ยังไม่ต้องพูดไปไกลถึงการเนรคุณต่อบิดามารดาหรอก เพียงแค่การใช้คำพูดสัันๆ ที่เราใช้พูดกับแม่ ซึ่งแสดงออกถึงความไม่พอใจ เราก็ไม่สามารถทำได้แล้ว เพราะอัลลอฮทรงตรัสว่า
وَقَضَىٰ رَبُّكَ أَلَّا تَعْبُدُوٓا۟ إِلَّآ إِيَّاهُ وَبِٱلْوَٰلِدَيْنِ إِحْسَٰنًا إِمَّا يَبْلُغَنَّ عِندَكَ ٱلْكِبَرَ أَحَدُهُمَآ أَوْ كِلَاهُمَا فَلَا تَقُل لَّهُمَآ أُفٍّ وَلَا تَنْهَرْهُمَا وَقُل لَّهُمَا قَوْلًا كَرِيمًا* وَٱخْفِضْ لَهُمَا جَنَاحَ ٱلذُّلِّ مِنَ ٱلرَّحْمَةِ وَقُل رَّبِّ ٱرْحَمْهُمَا كَمَا رَبَّيَانِى صَغِيرًا
และผู้อภิบาลของเจ้าได้บัญชาใช้ให้พวกเจ้าอย่าสักการะสิ่งอื่นใดนอกจากพระองค์ และให้ทำดีต่อบิดามารดา เมื่อคนใดจากทั้งสอง หรือทั้งสอง ได้บรรลุถึงวัยชราอยู่กับเจ้า เจ้าอย่าได้กล่าวกับทั้งสองว่า "อุฟ"(เสียงที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจ) และอย่าได้ขู่เข็นท่านทั้งสอง และจงกล่าวกับท่านทั้งองสด้วยกับคำพูดที่ดีงาม* และเจ้าจงนอบน้อมถ่อมตนกับท่านทั้งสองด้วยความเมตตา และเจ้าจงกล่าวว่า โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ ได้โปรดเมตตาแก่ท่านทั้งสอง เหมือนดังที่ท่านทั้งสองได้เลี้ยงดูข้าพระองค์เมื่อยังเยาว์วัย
{ซูเราะห์ อัลอิสรออ์23-24}
#แม่คือคนที่สมควรทำดีด้วยมากที่สุด
.ถ้าเราจะเลือกทำดีกับใครสักคนหนึ่งให้ดีที่สุดในชีวิต คนคนนั้นก็ต้องเป็นแม่ของเรา
رجل جاء إلى النبي صلى الله عليه وسلم يسأله: "من أحق الناس بصحابتي يا رسول الله؟ قال: «أمك»، قال: ثم من؟ قال: «أمك»، قال: ثم من؟ قال: «أمك»، قال: ثم من؟ قال: «أبوك»"
ชายคนหนึ่งได้มาหาท่านนบี และถามว่า : ใครคือคนที่ฉันสมควรทำดีกับเขามากที่สุด? ท่านนบีตอบว่า : คือแม่ของท่าน เขาถามต่อว่า : หลังจากนั้นคือใคร? ท่านนบีตอบว่า : คือแม่ของท่าน เขาถามต่อว่า : หลังจากนั้นคือใคร? ท่านนบีตอบว่า : คือแม่ของท่าน เขาถามต่อว่า : หลังจากนั้นคือใคร? ท่านนบีตอบว่า : คือพ่อของท่าน
[บุคคอรีย์ ฮาดิษเลขที่ 5971, มุสลิมฮาดิษเลขที่ 6380]
#ไม่มีการทำความดีใดที่ลูกจะตอบเเทนการเลี้ยงดูของแม่ #นอกจากแม่เป็นทาสและปล่อยให้แม่เป็นอิสระชน
..ลูกคนหนึ่งไม่มีวันตอบแทนบุญคุณของแม่ได้หมด
ครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่งจากประเทศเยเมน ได้ทำการตอวาฟโดยแบกแม่ของเขาไว้บนหลัง หลังจากนั้นเขาได้ถามอิบนุอุมัรว่า :
يا بنَ عُمرَ، أَتُراني جَزَيْتُها؟ قال: لا، ولا بزَفْرَةٍ واحدةٍ
โอ้อิบนุอุมัร ท่านคิดว่าฉันได้ตอบแทนบุญคุญของนางแล้วหรือยัง?
อิบนุอุมัรตอบว่า : ไม่เลย ไม่แม้แต่จะทดแทนความเจ็บปวดเพียงครั้งเดียวตอนที่นางเบ่งคลอดท่านออกมา
[อัลอาดับอัลมุฟร๊อด ฮาดิษเลขที่ 11,มุสนัดอัลบัซซาร ฮาดิษเลขที่4380]
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า
لَا يَجْزِى وَلَدُ وَالِدَهُ إِلَّا أَنْ يَجِدَهُ مَمْلُوكًا فيشتَريَه فيعتقه
ลูกไม่สามารถทำความดีตอบแทนพ่อ(และแม่)ได้เลย นอกจากว่าเขาพบว่าพ่อแม่ของเขาตกเป็นทาส แล้วเขาก็ซื้อท่านทั้งสอง และปล่อยทั้งสองให้เป็นอิสระ
[อัลอาดับอัลมุฟร๊อด เลขที่10]
#คนที่เนรคุณต่อบิดามารดาจะถูกลงโทษตั้งเเต่ในโลกดุนยา
...ในหลายๆ ความผิดที่เราได้ทำ อัลลอฮฺก็พร้อมที่จะให้อภัยกับเราในโลกดุนยา หรือบางครั้งอาจจะประวิงเวลาไปลงโทษเราในโลกหน้า แต่ไม่ใช่กับบาปของการเนรคุณต่อบิดามารดา เพราะบาปนี้ พระองค์จะลงโทษเขาตั้งแต่ในโลกดุนยา
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า
كل الذُّنُوب يُؤَخر الله مِنْهَا مَا شَاءَ إِلَى يَوْم الْقِيَامَة إِلَّا عقوق الْوَالِدين فَإِنَّهُ يعجل لصَاحبه يَعْنِي الْعقُوبَة فِي الدُّنْيَا قبل يَوْم الْقِيَامَة
ทุกๆ ความผิด อัลลอฮ์จะประวิงเวลาการลงโทษไว้ตามที่พระองค์ทรงประสงค์จนถึงวันกิยามะห์ นอกจากการเนรคุณต่อบิดามารดา เพราะพระองค์จะรีบลงโทษเขาตั้งเเต่อยู่ในโลกดุนยา
[กีตาบุ้ลกาบาเอร อีหม่ามซาฮาบีย์ หน้าที่41]
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า พ่อแม่หลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมลูกดื้อมาก ลูกชอบทำให้เสียใจ ทำให้ร้องไห้อยู่ตลอดเวลา เพราะบางทีพ่อแม่คนนั้นอาจจะลืมไปแล้วว่า ในตอนที่เขายังเป็นเด็ก เขาทำให้พ่อแม่ของเขาเสียใจมากขนาดไหน และการลงโทษที่คู่ควรควรที่สุดสำหรับคนที่ทำให้พ่อแม่เสียใจ ก็คือการทำให้เขาได้รับรู้ความรู้สึกเสียใจอย่างที่สุดเช่นเดียวกันในวันที่เขานั้นมีลูก เพราะความเจ็บปวดที่เกิดจากคนที่เรารักสุดหัวใจ มันย่อมเจ็บปวดกว่าความเจ็บปวดใดๆ
#การมองหน้าแม่ด้วยความรักจะทำให้ได้รับความดีอันยิ่งใหญ่
وَقَالَ بشر : مَا من رجل يقرب من أمه حَيْثُ يسمع كَلَامهَا إِلَّا كَانَ أفضل من الَّذِي يضْرب بِسَيْفِهِ فِي سَبِيل الله وَالنَّظَر إِلَيْهَا أفضل من كل شَيْء
ท่านบิชร์กล่าวว่า : ไม่มีชายคนใดที่เขาขยับเข้าใกล้มารดาของเขา เพื่อให้ได้ยินเสียงคำพูดของนาง เว้นเเต่ว่าเขาจะเป็นบุคคลที่ดีเลิศยิ่งกว่าคนที่ใช้ดาบต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ และการมองดูมารดาของเขาด้วยความรัก ดีเลิศยิ่งกว่าสิ่งใด
[กีตาบุ้ลกาบาเอร อีหม่ามซาฮาบีย์ หน้า 43]
...และด้วยเหตุของการเสียสละต่างๆ ของผู้เป็นแม่เพื่อลูก ท่านนบี ﷺ จึงกล่าวว่า :
#สวนสวรรค์อยู่ใต้ฝ่าเท้าของมารดา
الرجل الذي جاء إلى النبي صلى الله عليه وسلم فقال: "يا رسول الله أردت أن أغزو، وقد جئت أستشيرك، فقال: «هل لك من أم؟» قال: نعم، قال: «فالزمها فإن الجنة تحت رجليها»"
ชายคนหนึ่งได้มาหาท่านนบี และกล่าวว่า : โอ้รอซูลุ้ลลอฮ์ ฉันต้องการออกไปทำสงคราม และฉันมาในครั้งนี้เพื่อปรึกษาท่าน ท่านนบีถามเขาว่า : แม่ของท่านยังมีชีวิตอยู่กับท่านมั้ย? เขาตอบว่า : ยังมีอยู่ครับ ท่านนบีจึงกล่าวว่า : ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงอยู่ดูแลนาง เพราะสวรรค์อยู่ใต้ฝ่าเท้าของนาง
[สุนันนาซาอีย์ ฮาดิษเลขที่ 3104]
และท่านนบี ﷺ ได้กล่าวในฮาดิษอีกบทหนึ่งว่า
الْجنَّة تَحت أَقْدَام الْأُمَّهَات
ท่านนบีกล่าวว่า : สวนสวรรค์อยู่ใต้ฝ่าเท้าของมารดา
[กีตาบุ้ลกาบาเอร อีหม่ามซาฮาบีย์ หน้า 43]
رَبِّ اغْفِرْ لِيَّ وَلِوَالِدَيَّ رَبِّ ارْحَمْهُمَا كَمَا رَبَّيَانِيْ صَغِيْرَا
โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน ได้โปรดอภัยโทษให้กับข้าพระองค์ และได้โปรดอภัยโทษให้กับบิดามารดาของข้าพระองค์ และได้โปรดเมตตาแก่ท่านทั้งสองเสมือนกับที่ท่านทั้งสองได้เลี้ยงดูข้าพระองค์ตั้งแต่ยังเยาว์วัย
________________________________
#อิสลามตามอุลามาอฺแบบฉบับนบีﷺ
17/07/2024
#การละหมาดในที่สาธารณะสำหรับมุสลีมะฮ์ที่ปิดหน้า
สิ่งหนึ่งที่เป็นที่รู้กันดีคือ การละหมาดจำเป็นต้องให้หน้าผากถูกพื้นโดนไม่มีผ้าหรือสิ่งใดที่ติดกับตัวมาขวางกั้น แล้วมุสลิมะฮ์ที่ปิดหน้าจะละหมาดเช่นไรในที่สาธารณะที่มีผู้ชายมองดูนางอยู่ตลอด?
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า การปิดหน้ามีอยู่ 2 แบบด้วยกัน
1- ปิดโดยตาเพียงอย่างเดียว
2-ปิดโดยเปิดตาและหน้าผาก
ดังนั้นหากคนที่ปิดหน้าใบแบบเเรกละหมาดและซูหยูดไปบนผ้าปิดหน้า ถือว่าละหมาดใล้ไม่ได้ แต่คนที่ปิดหน้าในแบบทีสองละหมาดและซูหยูดโดยหน้สผากโดนพื้น ถือว่าละหมาดใช้ได้.....ดังนั้นวิธีแก้ไขในกรณีปิดหน้าแบบเเรกคือ เมื่อนางจะละหมาด ก็ให้นางเปลี่ยนมาปิดหน้าในแบบที่สอง เพื่อให้หน้าผากสามารถโดนพื้นในขณะที่ซูหยูดได้
อีหม่ามคอเต็บ อัรชิรบีนีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสืออิกนาอ์ว่า :
وَيكرهُ أَن يُصَلِّي فِي ثوب فِيهِ صُورَة وَأَن يُصَلِّي الرجل متلثما وَالْمَرْأَة منتقبة إِلَّا أَن تكون فِي مَكَان وَهُنَاكَ أجانب لَا يحترزون عَن النّظر إِلَيْهَا فَلَا يجوز لَهَا رفع النقاب
และมักโร๊ะห์ที่จะละหมาดในเสื้อผ้าที่มีรูป และมักโร๊ะที่ผู้ชายจะละหมาดโดยปิดปากและผู้หญิงปิดนิกอบ ยกเว้น(ไม่มักโร๊ะห์)ในกรณีที่อยู่ในสถานที่หนึ่งที่มีชายอื่นที่พวกเขาไม่ระวังเรื่องการมองดูนาง ถ้าเช่นนั้นก็ไม่อนุญาตให้นางเปิดนิกอบ
และในหนังสือ ฮาชียะห์อัลบุญัยริมีย์อธิบายเพิ่มเติมตรงคำว่า
(فَلَا يَجُوزُ لَهَا رَفْعُ النِّقَابِ) أَيْ بِشَرْطِ أَنْ تَكُونَ جَبْهَتُهَا مَكْشُوفَةً عِنْدَ السُّجُودِ
(ถ้าเช่นนั้นก็ไม่อนุญาตให้นางเปิดนิกอบ) หมายถึง มีเงื่อนไขว่า หน้าผากของนางจะต้องเปิดตอนลงซูหยูด
***และได้มีกล่าวเช่นนี้โดยใช้สำนวนใกล้เคียงกันในหนังสือ
-มุฆนิ้ลมัห์ตาจ
-อิอานะตุตตอลิบีน
-ตุห์ฟะตุ้ลมัห์ตาจ
________________________________
#อิสลามตามอุลามาอฺแบบฉบับนบีﷺ
17/06/2024
อีดมูบาร๊อก ❤️
________________________________
#อิสลามตามอุลามาอฺแบบฉบับนบีﷺ
09/04/2024
ดุอาในคืนวันอีดจะถูกตอบรับ ดังนั้นควรดุอาในคืนนี้ให้มากๆนะครับ
________________________________
#อิสลามตามอุลามาอฺแบบฉบับนบีﷺ
28/03/2024
การที่เราได้เห็นคนที่เรารักตออัตต่ออัลลอฮฺ คือสิ่งที่เห็นแล้วสบายใจที่สุด
________________________________
#อิสลามตามอุลามาอฺแบบฉบับนบีﷺ
20/03/2024
#ฮูก่มต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการถือศิลอดที่ควรรู้
โดย อาจารย์ อารีฟีน แสงวิมาน
________________________________
#อิสลามตามอุลามาอฺแบบฉบับนบีﷺ
14/03/2024
" คนทำงานหนักไม่ถือศิลอดได้ไหม? "
สำหรับลูกจ้างหรือคนทำงานในสายอาชีพที่ต้องทำงานหนักในช่วงเวลากลางวันของเดือนรอมดอน เช่น ชาวนา, ชาวสวน, ช่างก่อสร้าง, ช่างซ่อม, คนขับรถรับส่งผู้โดยสารหรือส่งอาหาร, หรืออาชีพต่างๆที่ทำงานหนัก โดยเฉพาะงานที่ต้องทำกลางแดดในช่วงเวลาที่อากาศร้อนเช่นนี้ที่ทำให้เขาหมดแรงเป็นอย่างมาก และไม่สามารถถือศิลอดต่อไปได้ หรือหากเขาจะถือศิลอด เขาก็จะไม่สามารถทำงานได้ จนทำให้เขาไม่สามารถหาเงินมาเลี้ยงและจุนเจือครอบครัว
บรรดานักปราชญ์ได้กล่าวถึงคนเหล่านี้เอาไว้ว่า :
อนุญาตละศิลอด สำหรับลูกจ้างหรือคนที่มีอาชีพที่ต้องทำงานหนัก เมื่อการถือศิลอดได้สร้างความยากลำบาก และสร้างความอ่อนแอให้กับเขาในการทำงาน
อีหม่ามอัลอัซรออีย์ และอีหม่ามรอมลีย์อัชชาฟีอีย์ ได้กล่าวว่า :
قال الأذرعي ووافقه شيخنا الرملي، ومثل ذلك نحو حصاد وبناء وحارس ولو متبرعا فتجب عليه النية ليلا ثم إن لحقته مشقة أفطر
เช่นเดียวกับคนป่วย(ในการอนุญาตให้ละศิลอดในกรณีที่เกิดความอันตราย เกิดความยากลำบากอย่างมากกับเขาในการถือศิลอด) คือคนที่มีอาชีพ เช่น ชาวสวน ช่างก่อสร้าง ยามรักษาความปลอดภัย ถึงแม้เขาจะทำโดยไม่มีค่าจ้าง(ไม่ได้เป็นลูกจ้าง) จำเป็นที่เขาจะต้องเหนียตถือศิลอดในเวลากลางคืนก่อน เเละเมื่อเกิดความยากลำบากกับเขาในการถือศิลอด เขาค่อยละศิลอด
[ หนังสือ ฮาชียาตาอัลกอลยูบีย์ว่าอุมัยเราะห์ เล่ม 2หน้า 82 ]
อีหม่ามอิบนุฮาญัรอัลฮัยตามีย์อัชชาฟีอีย์ได้กล่าวเสริมต่อไปว่า :
خاف على المال إن صام وتعذر العمل ليلا أو لم يغنه فيؤدي لتلفه أو نقصه نقصا لا يتغابن به
(อนุญาตให้กับคนเหล่านั้นละศิลอด)เมื่อเขากลัวว่าจะเกิดความเสียหายกับทรัพสินย์หากเขาทำการถือศิลอด และเขามีอุปสรรค์ไม่สามารถที่จะทำงานในเวลากลางคืนได้ หรือ การทำงานในเวลากลางคืนอย่างเดียวไม่เพียงพอ และมันจะทำให้ทรัพย์สินเสียหาย หรือทำให้เขาขาดทุนจนไม่ได้กำไร
[ หนังสือ ตุห์ฟาตุ้ลมุห์ตาจ เล่ม3หน้า43 ]
อีหม่ามอิบนุอาบีดีนอัลฮานาฟีย์ได้กล่าวว่า :
لو كان آجر نفسه في العمل مدة معلومة فجاء رمضان، فالظاهر أن له الفطر وإن كان عنده ما يكفيه إذا لم يرضَ المستأجر بفسخ الإجارة كما في الظئر؛ فإنه يجب عليها الإرضاع بالعقد، ويحل لها الإفطار إذا خافت على الولد فيكون خوفه على نفسه أولى
หากว่าเขาเป็นลูกจ้างคนอื่นในระยะเวลาการทำงานที่ตกลงกันไว้ ต่อมาได้เข้าเดือนรอมดอน ทัศนะที่ชัดเจน คือ อนุญาตให้กับเขาละศิลอด(เพื่อที่จะสามารถทำงานได้) ถึงแม้เขาจะมีปัจจัยยังชีพที่พอใช้จ่ายอยู่ก็ตาม เมื่อผู้ว่าจ้างไม่ยินดีที่จะยกเลิกสัญญาว่าจ่าง(คือ ต้องการให้เขาทำงานต่อ) เหมือนกันกับแม่นมที่ถูกจ้างเพื่อให้นมเด็ก จำเป็นที่นางจะต้องให้นมตามสัญญาว่าจ้าง และอนุญาตที่นางจะละศิลอด(หากนางถือศิลอด)แล้วจะเกิดอันตรายต่อตัวเด็ก และการ(ที่นางถือศิลอด)และจะเป็นอันตรายต่อตัวนางเอง ก็ยิ่งเป็นที่อนุญาตมากกว่าสำหรับนางในการที่นางจะละศิลอด
[ หนังสือ ฮาชียะห์อิบนุอาบีดีน อาลาร๊อดดิลมุห์ต้าล เล่ม2หน้า420 ]
อีหม่าม อัลฮัตต๊อบอัลมาลีกีย์ ได้กล่าวว่า :
يقع السؤال في زماننا إذا وقع الصيام في زمان الصيف فهل يجوز للأجير الخروج للحصاد مع الضرورة للفطر أم لا؟ كانت الفتيا عندنا إن كان محتاجًا لصنعته لمعاشه ما له منها بد فله ذلك، وإلاكره
ได้เกิดคำถามขึ้นในยุคสมัยของเรา เมื่อการถือศิลอดในเดือนรอมดอนเกิดขึ้นในฤดูร้อน อนุญาตหรือไม่สำหรับลูกจ้างที่จะออกไปทำสวนพร้อมกันนั้นก็จำเป็นต้องละศิลอดด้วย? คนหนุ่มๆ หากว่าเขามีความจำเป็นต้องออกไปทำงานหาเลี้ยงชีพ เพื่อใช้จ่ายในสิ่งที่เขามีความจำเป็น ก็อนุญาตให้เขาละศิลอด แต่หากไม่ใช่เช่นนั้น(คือเขายังพอมีทรัพย์ที่ใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องทำงาน) ก็มักโร๊ะห์กับเขาที่จะละศิลอดแล้วไปทำงาน
[ หนังสือ มาวาฮิบุ้ลญาลิ้ล ชาเราะห์มุคตาซอรคอลี้ล เล่ม2หน้า441 ]
…สรุป…
-สำหรับลูกจ้างหรือคนทำงาน ที่งานของเขาเป็นงานหนักในช่วงกลางวันของเดือนรอมดอน และงานนี้เป็นงานที่ยากลำบากกับเขาที่เขาจะถือศิลอดไปด้วยพร้อมกับทำงาน
"เขาได้รับข้อผ่อนผันอนุญาตให้ละศิลอด" โดยเขาจะต้องเหนียตถือศิลอดในตอนกลางคืนก่อน และเมื่อเขาทำงานจนไม่ไหว เขาจึงค่อยละศิลอด และเขาต้องถือศิลอดชดใช้ในภายหลังเช่นกัน
-การพิจรณาว่าสามารถถือศิลอดต่อไปไหวหรือไม่ไหว พิจรณาที่ตัวบุคคลเป็นรายคนไป เพราะเรี่ยวเเรงและความอดทนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ละคนย่อมรู้ดีถึงขีดความสามารถของตนเอง ดังนั้นงานแบบเดียวกัน บางครั้งคนหนึ่งสามารถถือศิลอดไหวพร้อมกับทำงานไปด้วย แต่อีกคนอาจถือศิลอดไม่ไหว
-แต่หากเขาสามารถเลื่อนงานของเขาไปทำในเวลาอื่นได้ หรือสามารถตกลงกับนายจ้างของเขาให้ลดงานของเขาลงเท่าที่เขาสามารถถือศิลอดไปด้วยไหว โดยลดเงินค่าจ้างลงตามค่าเเรงที่ลดลง โดยที่เขาก็ยังมีเงินที่พอใช้จ่ายอยู่ แบบนี้ก็คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา เนื่องจากความประเสริฐและผลบุญของการถือศิลอดในเดือนรอมดอน ไม่สามารถถูกทดแทนได้ด้วยการถือศิลอดชดใช้ในเดือนอื่นได้
________________________________
#อิสลามตามอุลามาอฺแบบฉบับนบีﷺ
11/03/2024
ขอให้รอมฎอนนี้เป็นเดือนแห่งการได้รับการอภัยโทษของเรา อามีน
________________________________
#อิสลามตามอุลามาอฺแบบฉบับนบีﷺ