27/12/2023
มหัศจรรย์ดอกไม้ไฟ
เที่ยงคืนวันที่ 31 ธันวาคม ทุกปี ประเทศในยุโรปส่วนใหญ่ต่างถือเป็นธรรมเนียมบวกความสนุกสนาน เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ที่อำลาปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยการจุดพลุ-ดอกไม้ไฟ สวยงามสว่างไสวทั่วท้องฟ้า ผู้คนสนุกสนาน ศูนย์การค้ายิ่งสนุกอีกหลายเท่าเพราะหลังเทศกาลคริสต์มาส ราววันที่ 29-30 ธันวาคม ก็ยังมีบรรดาลูกค้าเข้าไปอุดหนุนจับจ่ายเลือกซื้อดอกไม้ไฟหลากชนิดกันคับคั่ง เพื่อจุดกันคืนส่งท้ายปีเก่า
นับแต่วันแรกที่ดอกไม้ไฟวิ่งขึ้นไปลอยแตกกระจายเปล่งประกายสวยงามหลากสีกลางอากาศ ตราบจนวันนี้ซึ่งนิยมจุดดอกไม้ไฟในโอกาสเฉลิมฉลองเทศกาลหรือพิธีการต่าง ๆ นั้น นับเป็นเวลามากกว่า 600 ปีมาแล้ว
หากค้นล้วงลึกลงไปจริง ๆ ตามหลักฐานที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ ได้มีการค้นพบดินปืนในประเทศจีนมานานกว่าพันปี ในสมัยราชวงศ์เฮา (25-250 ปีก่อนคริสตกาล) ส่วนผสมของดินปืนเช่นถ่านหิน และ กำมะถัน เป็นที่รู้จักกันดีแล้ว ต่อมาสมัยราชวงศ์ซุง (ประมาณ ค.ศ. 960 – 1279) ชาวจีนได้ยิงจรวดซึ่งสมัยนั้นเรียกกันว่า “ธนูไฟ” ขึ้นท้องฟ้าเป็นครั้งแรก ในระยะต่อจากนั้นจีนนำดินปืน-ดอกไม้ไฟมาใช้ประโยชน์ด้านการทำสงครามเป็นอันดับแรก คือเพื่อขู่ให้ฝ่ายข้าศึกตกใจกลัว แล้วพัฒนาขึ้นเป็นเครื่องยิงแบบง่าย ๆ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของการประดิษฐ์และพัฒนาอาวุธปืนในเวลาต่อมา
ปลายศตวรรษที่ 13 เชื่อกันว่านักเดินเรือชาวฮอลแลนด์ได้นำความรู้เรื่องดินปืนไปสู่ยุโรป ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น บาดหลวงโรเจอร์ เบคอน ที่ประเทศอังกฤษ ทำการทดลองสารชนิดหนึ่งซึ่งมีส่วนผสมของดินปืนปนอยู่ด้วย โดยท่านบาดหลวงเองได้เขียนบันทึกไว้ว่า…หากทำน้ำหนัก 30 ให้ใช้ไม้ฮาเซล กับกำมะถันอย่างละห้าส่วน และ..…. แล้วจะได้ยินเสียงระเบิดสนั่นเหมือนฟ้าร้อง ตัวกระเทือนแทบสลาย
นอกจากบาดหลวงโรเจอร์ แล้วยังมีนักค้นคว้าชาวกรีกชื่อ นีเกอร์ แบรคโฮลดุส ที่ได้ค้นพบส่วนผสมดินปืนด้วยเหตุบังเอิญ นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมาไม่ว่าจะเป็นสงครามใดในยุโรป ดินปืนมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสู้รบ อาจกล่าวได้ว่าในชั้นแรกส่วนผสมที่กลายเป็นพลุ-ดอกไม้ไฟ ใช้เฉพาะประโยชน์ด้านการรบเท่านั้น บรรดาช่างฝีมือซึ่งมีหน้าที่ผลิตอุปกรณ์เสริมการรบจึงต้องร่ำเรียนการทำการผสมส่วนดินปืนให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าทางฝ่ายข้าศึก ซึ่งเป็นสาเหตุให้ในขณะเดียวกันนั้นมีการค้นคว้าเปลี่ยนแนวผลิตดินปืนให้ออกมาในรูปวัสดุเพื่อความสนุกสนานคือพลุ-ดอกไม้ไฟด้วยพร้อม ๆ กัน นักเรียนช่างฝีมือที่จะผ่านการสอบสำเร็จเป็นผู้ชำนาญด้านนี้ ต้องสอบการผลิตทำดอกไม้ไฟใช้เพื่อความสนุกสนานให้ผ่านด้วย
ค.ศ. 1379 ยุโรปใช้วัสดุดินปืนเพื่อการเฉลิมฉลองด้านสันติภาพ เป็นครั้งแรก ในการประกอบพีธีการทางศาสนาคริตส์ เนื่องในวันที่พระเยซูเจ้ากลับฟื้นคืนชีพและเสด็จกลับสู่สวรรค์
ปี 1420 มีหนังสือเกี่ยวกับดอกไม้ไฟเป็นครั้งแรกในเยอรมนี แต่ได้รับการพิมพ์เป็นเล่มเอาตอนปี 1529 ที่เมืองชตราสบวร์ก (ประเทศฝรั่งเศส-อยู่ติดกับชายแดนเยอรมนี) ในระยะเวลาไม่ช้าไม่นานเหล่าเจ้านายและพระราชวงศ์ต่างให้ความสำคัญกับดอกไม้ไฟ นำไปใช้ในโอกาสต่าง ๆ ของตนเป็นการส่วนตัว สมัยบาร็อก และโรโคโค่ นับได้ว่าดอกไม้ไฟเป็นวัสดุและกิจกรรมยอดนิยมซึ่งหากจะเรียกว่าเป็นแฟชั่นสุดฮิตในบรรดาบุคคลชั้นสูงก็คงไม่ผิด เพราะแทบไม่มีพิธีการเฉลิมฉลองและพิธีใดที่จะไม่มีการจุดดอกไม้ไฟ เช่นการให้กำเนิดทายาท การต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง หรือการรบชนะศึก โดยเจ้าภาพไม่จำเป็นต้องคำนึงราคาค่างวดที่สูงมากของดอกไม้ไฟนั้นเพราะต่างร่ำรวยเหลือล้น ในทางตรงกันข้ามดอกไม้ไฟของเจ้านายผู้ใดจุดแล้วสวยงามล้ำเลิศ ย่อมถือเป็นสัญลักษณ์แสดงความมั่งคั่งและอำนาจบารมีของผู้นั้น
ผู้ประดิษฐ์ดอกไม้ไฟจึงคิดค้นสรรหาแนวทางหลากหลายเพื่อเอาใจลูกค้า ซึ่งต่างประสงค์ได้ดอกไม้ไฟชนิดพิเศษเหนือกว่าคู่แข่ง การแสดงละครในประสาทราชวังจะมีการแสดงดอกไม้ไฟประกอบด้วย ฉะนั้นก่อนถึงวันแสดงบรรดาช่างฝีมือจึงต้องวิ่งเข้าวิ่งออกจัด-ตั้งดอกไม้ไฟให้เข้าที่เข้าทาง นานหลายสัปดาห์ แต่เป็นเรื่องธรรมดาสมัยนั้น
การแสดงดอกไม้ไฟยิ่งใหญ่ที่สุดมีในสมัยบาร็อก ปี ค.ศ. 1770 ในสวนของพระราชวังแวร์ซายส์ สมัยพระเจ้าลุดวิก ที่ 15 เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าฝรั่งเศสยินดีต้อนรับลูกสะใภ้ มารี อังตัวเนต มีการยิงพลุ 20,000 ลูก ดอกไม้ไฟประเภทบรรจุในตุ่ม 6,000 ตุ่ม และดาวกระจายกลางฟากฟ้าซึ่งบางดวงมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 30 เมตร อีก 80 ดวง
แต่ในที่สุดเวลาแห่งความรุ่งเรืองของยุคดอกไม้ไฟก็สิ้นสุดลง ปลายศตวรรษ 18 บรรดาเจ้านายพระราชวงศ์ต่างๆทั่วยุโรป ต้องรัดเข็มขัด ไม่มีสมบัติเงินทองใช้จ่ายได้ฟุ่มเฟือยอีก แสงเสียงดอกไม้ไฟจึงเลือนหายไปจากท้องฟ้าเกือบหมดสิ้น จนถึงปี 1838 เกออร์ แบร์คโฮล์ซ ได้สร้างโรงงานผลิตดอกไม้ไฟ-ดินปืน ขึ้นเป็นเจ้าแรกในเยอรมนี แต่เป็นเพียงห้องเล็ก ๆ เริ่มศตวรรษ 20 จึงมีบริษัทดำเนินกิจการด้านนี้เพิ่มขึ้นอีกหลายบริษัท ซึ่งได้อาศัยความรู้ทางด้านเคมีมาประกอบการผลิตให้ได้ดอกไม้ไฟหลากชนิดสวยงามยิ่งขึ้นตามลำดับ สมัยสงครามโลกโรงงานเหล่านี้มีงานล้นมือ แต่พอสงครามเลิกธุรกิจกลับซบเซา โดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทางโรงงานจึงต้องดัดแปลงเพิ่มผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นขึ้นด้วยเช่นที่จุดเตาแก๊ส และอื่นๆ
ปัจจุบันเยอรมนี มีโรงงานผลิตดอกไม้ไฟรวมทั้งประเทศประมาณ 40 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นเพียงโรงงานขนาดย่อมเท่านั้น อาจเป็นเพราะค่าใช้จ่ายสูง และสินค้าดอกไม้ไฟนำเข้าอาจมีต้นทุนต่ำขายได้ราคากว่า
ต่อมาอีกไม่นานหลังสภาพบ้านเมืองในยุโรปเข้าสู่ภาวะปกติมีสันติภาพความสงบสุข ดอกไม้ไฟกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง และค่อยเพิ่มความสนใจมากขึ้นจนในที่สุดมีการนำดอกไม้ไฟมาจุดในโอกาสเฉลิมฉลองต่าง ๆ เช่นที่เคยเป็นธรรมเนียมของชนชั้นสูงในอดีต
เมื่อ 15 กรกฎาคม 1988 ญี่ปุ่นจุดดอกไม้ไฟซึ่งใหญ่ที่สุดกว่าครั้งใดและที่ใดในโลก ณ ทะเลโทย่า ที่เกาะฮ๊อกไกโด เป็น”ลูกระเบิด” วงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 139 เซนติเมตร น้ำหนัก 700 กิโลกรัม เมื่อระเบิดกระจายเต็มท้องฟ้า มีแนวระเบิดเป็นรังสีวงกว้างเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1,200 เมตร
สวัสดีปีใหม่คะ จากเฟร้าบาดุม