10/04/2025
Deutsche Determinatoren (Determinierer)
คำนำหน้านาม
Learning German and English, Studying in Germany
Kontakt: 02 935 0155
10/04/2025
Deutsche Determinatoren (Determinierer)
คำนำหน้านาม
08/04/2025
Die Wortarten
29/03/2025
Rund ums Erdbeben
(รุนด์-อุมส์-เอร์ด-เบเบน)
คำศัพท์แผ่นดินไหว
13/02/2025
บอกรัก วันวาเลนไทน์
นอกจากประโยคเก่ง Ich liebe dich (อิคช์-ลิ้บ-เบ-ดิคช์) -ฉันรักเธอ
...........
02/02/2025
ปืนใหญ่สนามผลิตปี 1896
อาวุธร้ายกาจของเยอรมนี ใน สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง 4 สิงหาคม 1914 – 11 พฤศจิกายน 1918
คู่สงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตร และ ฝ่ายมหาอำนาจกลาง
ฝ่ายสัมพันธมิตร
ฝรั่งเศส อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย อินเดีย บริติชนิวฟันแลนด์
นิวซีแลนด์ แอฟริกาใต้ เซาเทิร์นโรดิเซีย เบลเยี่ยม
อิตาลี(หลังปี 1915) โปรตุเกส (หลังปี 1916)
สหรัฐอเมริกา(หลังปี 1917)
รัสเซีย(ถึงปี 1917)
และสยาม (ประเทศไทย)
ฝ่ายมหาอำนาจกลาง
เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี
1. เป็นอาวุธทนทานที่สุด ผลิตปี 1896
กระบอกปืนน้ำหนักเบาและคล่องตัวกว่าปืนสนามของอังกฤษ
มีประสิทธิภาพสูงมากในการสู้รบแบบเคลื่อนที่ กระสุนสามารถ
เจาะทำลายปืนฝ่ายตรงข้ามได้
ลำกล้องสร้างเป็นพิเศษ กองทัพฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถ
นำไปปรับใช้ได้
2. ขนาดลำกล้อง เส้นผ่าศูนย์กลาง 7.7 เซนติเมตร กระสุนยิงได้แรง
ไกลถึงแปดกิโลเมตร
3. ปลอกกระสุนทองเหลือง ยาว 35 เซนติเมตร
เส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร
ช่างศิลป์เยอรมันนำมาดัดแปลงโฉม เป็นแจกันดอกไม้หรูหรางดงาม
แจกันในรูปใบนี้ แอดมิน”ครูมัล” ซื้อจากตลาดนัดของเก่าที่เยอรมนี
เมื่อหลายสิบปีก่อน
ราคาสำหรับตลาดคนรักของเก่าปัจจุบันที่ยุโรป ประมาณ 13,000 บาท
ปืนใหญ่สนาม Feldkanone (เฟล์ด-คา-โน-เน่)
อาวุธทนทาน robuste Waffe (โร-บุส-เท่-วัฟ-เฟ่)
ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง im Ersten Weltkrieg
(อิม-แอร์ส-เทน-เว้ลท์-ครี้ก)
ปลอกกระสุน Kartuschenhülse (คาร์-ทุ-เช่น-ฮุล-เซ่)
แจกัน Vase (วา-เซ่)
28/01/2025
ขอบเขตความหมายของคำ เหมือน คล้ายคลึง
(Wortfeld วอร์ท-เฟล์ด)
22/01/2025
“Bunte“ (บุน-เท่)
ตำนานนิตยสารเยอรมันยอดฮิต
อายุยืนยาวในตลาดสิ่งพิมพ์เยอรมัน 77 ปี จนปัจจุบัน
เนื้อหาเป็นเรื่องราวพื้นบ้าน ครอบครัว คนมีชื่อเสียงใน/นอกประเทศ
สุขภาพและสารพัดเรื่อง ฉบับโปรดของผู้อ่านหญิงส่วนใหญ่
นิตยสาร „บุนเท่“ เล่มแรกออกมื่อปี 1948 ใช้ชื่อ „ ดาส อูเฟร์“ (Das Ufer)
โดยสำนักพิมพ์สื่อสารของ นายฮูแบร์ต บัวร์ด้า (Hubert Burda Media)
ต่อมา 1954 เปลี่ยนชื่อเป็น „บุนเท่“ สีหลากหลายรวมกัน
ซึ่งหมายถึงเนื้อหานิตยสารมีความหลากหลายทั้งเรื่องราวและอรรถรส
ขอบคุณอาจารย์ สุนทรี นนทรีเขต มากๆค่ะหอบ Bunte จากเมืองเบียร์มาฝาก
ตามรูป „บุนเท่“ เล่มล่าสุดเดือน มกราคม 2025
1) หน้าปก (รูปใหญ่)
ไฮดี้ เบ็คเค่นเบาเอร์ (Heidi Beckenbauer) ภรรยาหม้ายของ
ไคเซอร์ฟรานซ์ เบ็คเค่นเบาเอร์ (Kaiser Franz Beckenbauer)
นักเตะหมายเลขหนึ่งตลอดกาลฟุตบอลเยอรมัน
ซึ่งอำลาโลกไปเพียงหนึ่งปี
2) กับครอบครัว ปี 2022
จากซ้าย คุณพ่อ ฟรานซ์ คุณแม่ ไฮดี้
ลูกสาวฟรานเซสก้า (Francesca) ลูกชายโจเอล (Joel)
21/01/2025
สวัสดีปีใหม่
Frohes neues Jahr
โฟร-เฮส-นอย-เอส-ยาห์ร
แอดมิน”ครูมัล“กลับมาแล้ว เหินห่างไปครู่ใหญ่ ติดพันงานสอน
จากนี้เชิญติดตามเราได้ต่อไปนะคะ
Auf Wiedersehen, bis morgen
เอ๊าฟ-วีเดร-เซน, บิส-มอร์-เกน
ลาก่อนนะคะ พบกันพรุ่งนี้
รูป
คริสต์มาส ส่งท้ายปีเก่า 2024 ครูมัลกับอาจารย์ดีเทอร์ที่ปรึกษาภาษาเยอรมัน
27/12/2023
มหัศจรรย์ดอกไม้ไฟ
เที่ยงคืนวันที่ 31 ธันวาคม ทุกปี ประเทศในยุโรปส่วนใหญ่ต่างถือเป็นธรรมเนียมบวกความสนุกสนาน เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ที่อำลาปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยการจุดพลุ-ดอกไม้ไฟ สวยงามสว่างไสวทั่วท้องฟ้า ผู้คนสนุกสนาน ศูนย์การค้ายิ่งสนุกอีกหลายเท่าเพราะหลังเทศกาลคริสต์มาส ราววันที่ 29-30 ธันวาคม ก็ยังมีบรรดาลูกค้าเข้าไปอุดหนุนจับจ่ายเลือกซื้อดอกไม้ไฟหลากชนิดกันคับคั่ง เพื่อจุดกันคืนส่งท้ายปีเก่า
นับแต่วันแรกที่ดอกไม้ไฟวิ่งขึ้นไปลอยแตกกระจายเปล่งประกายสวยงามหลากสีกลางอากาศ ตราบจนวันนี้ซึ่งนิยมจุดดอกไม้ไฟในโอกาสเฉลิมฉลองเทศกาลหรือพิธีการต่าง ๆ นั้น นับเป็นเวลามากกว่า 600 ปีมาแล้ว
หากค้นล้วงลึกลงไปจริง ๆ ตามหลักฐานที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ ได้มีการค้นพบดินปืนในประเทศจีนมานานกว่าพันปี ในสมัยราชวงศ์เฮา (25-250 ปีก่อนคริสตกาล) ส่วนผสมของดินปืนเช่นถ่านหิน และ กำมะถัน เป็นที่รู้จักกันดีแล้ว ต่อมาสมัยราชวงศ์ซุง (ประมาณ ค.ศ. 960 – 1279) ชาวจีนได้ยิงจรวดซึ่งสมัยนั้นเรียกกันว่า “ธนูไฟ” ขึ้นท้องฟ้าเป็นครั้งแรก ในระยะต่อจากนั้นจีนนำดินปืน-ดอกไม้ไฟมาใช้ประโยชน์ด้านการทำสงครามเป็นอันดับแรก คือเพื่อขู่ให้ฝ่ายข้าศึกตกใจกลัว แล้วพัฒนาขึ้นเป็นเครื่องยิงแบบง่าย ๆ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของการประดิษฐ์และพัฒนาอาวุธปืนในเวลาต่อมา
ปลายศตวรรษที่ 13 เชื่อกันว่านักเดินเรือชาวฮอลแลนด์ได้นำความรู้เรื่องดินปืนไปสู่ยุโรป ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น บาดหลวงโรเจอร์ เบคอน ที่ประเทศอังกฤษ ทำการทดลองสารชนิดหนึ่งซึ่งมีส่วนผสมของดินปืนปนอยู่ด้วย โดยท่านบาดหลวงเองได้เขียนบันทึกไว้ว่า…หากทำน้ำหนัก 30 ให้ใช้ไม้ฮาเซล กับกำมะถันอย่างละห้าส่วน และ..…. แล้วจะได้ยินเสียงระเบิดสนั่นเหมือนฟ้าร้อง ตัวกระเทือนแทบสลาย
นอกจากบาดหลวงโรเจอร์ แล้วยังมีนักค้นคว้าชาวกรีกชื่อ นีเกอร์ แบรคโฮลดุส ที่ได้ค้นพบส่วนผสมดินปืนด้วยเหตุบังเอิญ นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมาไม่ว่าจะเป็นสงครามใดในยุโรป ดินปืนมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสู้รบ อาจกล่าวได้ว่าในชั้นแรกส่วนผสมที่กลายเป็นพลุ-ดอกไม้ไฟ ใช้เฉพาะประโยชน์ด้านการรบเท่านั้น บรรดาช่างฝีมือซึ่งมีหน้าที่ผลิตอุปกรณ์เสริมการรบจึงต้องร่ำเรียนการทำการผสมส่วนดินปืนให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าทางฝ่ายข้าศึก ซึ่งเป็นสาเหตุให้ในขณะเดียวกันนั้นมีการค้นคว้าเปลี่ยนแนวผลิตดินปืนให้ออกมาในรูปวัสดุเพื่อความสนุกสนานคือพลุ-ดอกไม้ไฟด้วยพร้อม ๆ กัน นักเรียนช่างฝีมือที่จะผ่านการสอบสำเร็จเป็นผู้ชำนาญด้านนี้ ต้องสอบการผลิตทำดอกไม้ไฟใช้เพื่อความสนุกสนานให้ผ่านด้วย
ค.ศ. 1379 ยุโรปใช้วัสดุดินปืนเพื่อการเฉลิมฉลองด้านสันติภาพ เป็นครั้งแรก ในการประกอบพีธีการทางศาสนาคริตส์ เนื่องในวันที่พระเยซูเจ้ากลับฟื้นคืนชีพและเสด็จกลับสู่สวรรค์
ปี 1420 มีหนังสือเกี่ยวกับดอกไม้ไฟเป็นครั้งแรกในเยอรมนี แต่ได้รับการพิมพ์เป็นเล่มเอาตอนปี 1529 ที่เมืองชตราสบวร์ก (ประเทศฝรั่งเศส-อยู่ติดกับชายแดนเยอรมนี) ในระยะเวลาไม่ช้าไม่นานเหล่าเจ้านายและพระราชวงศ์ต่างให้ความสำคัญกับดอกไม้ไฟ นำไปใช้ในโอกาสต่าง ๆ ของตนเป็นการส่วนตัว สมัยบาร็อก และโรโคโค่ นับได้ว่าดอกไม้ไฟเป็นวัสดุและกิจกรรมยอดนิยมซึ่งหากจะเรียกว่าเป็นแฟชั่นสุดฮิตในบรรดาบุคคลชั้นสูงก็คงไม่ผิด เพราะแทบไม่มีพิธีการเฉลิมฉลองและพิธีใดที่จะไม่มีการจุดดอกไม้ไฟ เช่นการให้กำเนิดทายาท การต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง หรือการรบชนะศึก โดยเจ้าภาพไม่จำเป็นต้องคำนึงราคาค่างวดที่สูงมากของดอกไม้ไฟนั้นเพราะต่างร่ำรวยเหลือล้น ในทางตรงกันข้ามดอกไม้ไฟของเจ้านายผู้ใดจุดแล้วสวยงามล้ำเลิศ ย่อมถือเป็นสัญลักษณ์แสดงความมั่งคั่งและอำนาจบารมีของผู้นั้น
ผู้ประดิษฐ์ดอกไม้ไฟจึงคิดค้นสรรหาแนวทางหลากหลายเพื่อเอาใจลูกค้า ซึ่งต่างประสงค์ได้ดอกไม้ไฟชนิดพิเศษเหนือกว่าคู่แข่ง การแสดงละครในประสาทราชวังจะมีการแสดงดอกไม้ไฟประกอบด้วย ฉะนั้นก่อนถึงวันแสดงบรรดาช่างฝีมือจึงต้องวิ่งเข้าวิ่งออกจัด-ตั้งดอกไม้ไฟให้เข้าที่เข้าทาง นานหลายสัปดาห์ แต่เป็นเรื่องธรรมดาสมัยนั้น
การแสดงดอกไม้ไฟยิ่งใหญ่ที่สุดมีในสมัยบาร็อก ปี ค.ศ. 1770 ในสวนของพระราชวังแวร์ซายส์ สมัยพระเจ้าลุดวิก ที่ 15 เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าฝรั่งเศสยินดีต้อนรับลูกสะใภ้ มารี อังตัวเนต มีการยิงพลุ 20,000 ลูก ดอกไม้ไฟประเภทบรรจุในตุ่ม 6,000 ตุ่ม และดาวกระจายกลางฟากฟ้าซึ่งบางดวงมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 30 เมตร อีก 80 ดวง
แต่ในที่สุดเวลาแห่งความรุ่งเรืองของยุคดอกไม้ไฟก็สิ้นสุดลง ปลายศตวรรษ 18 บรรดาเจ้านายพระราชวงศ์ต่างๆทั่วยุโรป ต้องรัดเข็มขัด ไม่มีสมบัติเงินทองใช้จ่ายได้ฟุ่มเฟือยอีก แสงเสียงดอกไม้ไฟจึงเลือนหายไปจากท้องฟ้าเกือบหมดสิ้น จนถึงปี 1838 เกออร์ แบร์คโฮล์ซ ได้สร้างโรงงานผลิตดอกไม้ไฟ-ดินปืน ขึ้นเป็นเจ้าแรกในเยอรมนี แต่เป็นเพียงห้องเล็ก ๆ เริ่มศตวรรษ 20 จึงมีบริษัทดำเนินกิจการด้านนี้เพิ่มขึ้นอีกหลายบริษัท ซึ่งได้อาศัยความรู้ทางด้านเคมีมาประกอบการผลิตให้ได้ดอกไม้ไฟหลากชนิดสวยงามยิ่งขึ้นตามลำดับ สมัยสงครามโลกโรงงานเหล่านี้มีงานล้นมือ แต่พอสงครามเลิกธุรกิจกลับซบเซา โดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทางโรงงานจึงต้องดัดแปลงเพิ่มผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นขึ้นด้วยเช่นที่จุดเตาแก๊ส และอื่นๆ
ปัจจุบันเยอรมนี มีโรงงานผลิตดอกไม้ไฟรวมทั้งประเทศประมาณ 40 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นเพียงโรงงานขนาดย่อมเท่านั้น อาจเป็นเพราะค่าใช้จ่ายสูง และสินค้าดอกไม้ไฟนำเข้าอาจมีต้นทุนต่ำขายได้ราคากว่า
ต่อมาอีกไม่นานหลังสภาพบ้านเมืองในยุโรปเข้าสู่ภาวะปกติมีสันติภาพความสงบสุข ดอกไม้ไฟกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง และค่อยเพิ่มความสนใจมากขึ้นจนในที่สุดมีการนำดอกไม้ไฟมาจุดในโอกาสเฉลิมฉลองต่าง ๆ เช่นที่เคยเป็นธรรมเนียมของชนชั้นสูงในอดีต
เมื่อ 15 กรกฎาคม 1988 ญี่ปุ่นจุดดอกไม้ไฟซึ่งใหญ่ที่สุดกว่าครั้งใดและที่ใดในโลก ณ ทะเลโทย่า ที่เกาะฮ๊อกไกโด เป็น”ลูกระเบิด” วงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 139 เซนติเมตร น้ำหนัก 700 กิโลกรัม เมื่อระเบิดกระจายเต็มท้องฟ้า มีแนวระเบิดเป็นรังสีวงกว้างเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1,200 เมตร
สวัสดีปีใหม่คะ จากเฟร้าบาดุม
| จันทร์ | 09:00 - 17:00 |
| อังคาร | 09:00 - 17:00 |
| พุธ | 09:00 - 17:00 |
| พฤหัสบดี | 09:00 - 17:00 |
| ศุกร์ | 09:00 - 17:00 |
| เสาร์ | 09:00 - 17:00 |
| อาทิตย์ | 09:00 - 17:00 |