รวยแล้วแบ่งปัน

รวยแล้วแบ่งปัน

แชร์

คนรวยที่มาแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับ?

กิจกรรม "รวยแล้วแบ่งปัน"
เป็นการนำคนรวยที่สำเร็จจริงๆ
มาแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับ
ความมั่งคั่งร่ำรวย 20 กว่าหัวข้อ
ผ่านมาทั้งหมดกว่า 80 ครั้ง
เพื่อให้คนที่มาเข้าร่วมได้นำเอา
ความรู้ไปต่อเติมความมั่งคั่งร่ำรวยกัน

09/01/2022

9 (เดือน)​แรก ถือเป็น​ก้าวที่สำคัญ
เพราะถ้าคุณ​กล้ามีก้าวแรกได้
ก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้วล่ะ

16/12/2020

"จงเป็นสิงโตที่เงียบ"

เดี๋ยวก็วัน..เดี๋ยวก็คืน
เดี๋ยวก็ตื่น..เดี๋ยวก็ตาย
เดี๋ยวก็ลำบาก..เดี๋ยวก็สบาย
เดี๋ยวก็ร้าย..เดี๋ยวก็ดี

เดี๋ยวต้องไปสู้โลกหน้า
เดี๋ยวต้องลาจากโลกนี้
ก็รีบเร่งหมั่นทำ..แต่ความดี
อย่าได้รอรี..คิดแต่ว่า "เดี๋ยวค่อยทำ"

สิ่งที่ต้องทำ..คือความดี
สิ่งที่ต้องมี..คือน้ำใจ
สิ่งที่ต้องให้..คืออภัย

สิ่งที่ต้องลืม..คือความแค้น
สิ่งที่ต้องแม่น..คือคุณคน
สิ่งที่ต้องทน..คือคำนินทา
สิ่งที่ต้องละ..คือความผิด
สิ่งที่ต้องยึดติด..คือความกตัญญู
สิ่งที่ต้องรู้..คือใจเรา

อยากจะทำอะไรให้สำเร็จ
ให้ลงมือ "ทำ" โดยไม่ต้อง "พูด"
อย่าเอาแต่ "พูด" โดยไม่ลงมือ "ทำ"

สิงโตจะเงียบเวลาล่าเหยื่อ
เพราะมันคิดจะล่าจริงๆ ไม่ใช่ล่าโดยใช้เสียงขู่

"จงเป็นสิงโตที่เงียบ อย่าเป็นสุนัขที่เห่าเสียงดัง"

Forward Line
ภาพ : https://iphonewalls.net

12/10/2020

ถ้าถามว่า การปิดการขาย เราควรปิดในแบบที่ลูกค้าชอบ หรือ แบบที่ตัวเองชอบ

หลายคนคงตอบทันทีแบบไม่ลังเลว่า “ก็ต้องเป็นแบบที่ลูกค้าชอบสิ เพราะเราต้องตอบโจทย์ลูกค้า”

แต่เชื่อไหมว่า พอเอาเข้าจริงๆ นักขายส่วนใหญ่มักทำตรงกันข้าม โดยการปิดการขายแบบที่ตัวเองชอบเสมอ

เพราะหลายครั้งเวลาขายของ นักขายก็ชอบแจกแจงรายละเอียดยาวเยียดอย่างกับกำลังร้องเพลงแร็ปให้ลูกค้าฟัง

ทั้งที่จริงแล้วลูกค้าไม่ได้อยากฟังรายละเอียดมากขนาดนั้น เขาแค่ต้องการรู้แค่บางประเด็นเท่านั้น

หรือ นักขายบางคนที่ไม่ชอบพูดมาก แต่พอเจอลูกค้าที่ชอบลงรายละเอียด ถามซอกแซก ก็มักจะบ่นว่าลูกค้าคนนี้เรื่องมาก รู้เยอะ อวดเก่ง

เห็นไหมว่า จริงๆ แล้วนักขายชอบที่จะปิดการขายแบบที่ตัวเองชอบ จึงไม่แปลกที่จะปิดการขายพลาดบ่อยครั้ง

ดังนั้น สิ่งแรกที่จะช่วยให้คุณมีโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น จึงต้องเริ่มจากการปรับวิธีการปิดการขาย ให้เป็นในแบบที่ลูกค้าชอบก่อน

แต่คำถาม คือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าลูกค้าชอบแบบไหน โค้ชแบงค์ จึงได้แบ่งความชอบหรือ “จริต” ของลูกค้าเอาไว้ 4 แบบ ด้วยกัน ในหนังสือ รู้แค่นี้ขายดีทุกอย่าง

1) โทสะจริต

คนประเภทนี้คาดหวังกับโลกเยอะ คิดว่าโลกต้องเป็นแบบที่ตัวเองต้องการ จึงชอบชี้ถูกชี้ผิด คนแบบนี้จะตรงไปตรงมา เดินเร็ว แน่วแน่ เจ้าระเบียบ การแต่งตัวจะเรียบร้อยประณีต ไม่ค่อยแต่งตัวตามเทรนด์เท่าไหร่ คนแบบนี้จริงใจ พูดคำไหนคำนั้น เสียงดัง เมื่อเขารู้อะไรจะถามแบบตรงๆ ชอบอะไรเร็วๆ ไม่ลงรายละเอียดมาก ไม่ชอบอะไรเย่นเย้อ ไร้สาระ

วิธีปิดการขายคนแบบนี้ต้องทำให้ชีวิตเขาสะดวกขึ้น สบายขึ้น ไม่ต้องลงรายละเอียดสินค้ามาก แต่ประโยชน์ที่เขาได้รับต้องจับต้องได้จริง

เช่น ถ้าพี่ใช้สินค้าของเรา พี่จะประหยัดเงินไป xx, # # # บาท หรือ ประหยัดเวลาเดินทางตอนเช้าไป 1 ชั่วโมง เขาถึงจะซื้อสินค้าของคุณ

แต่ถ้าไปพูดอะไรที่เป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ เช่น ใช้สินค้าเราแล้ว จะสบายใจขึ้น สะดวกขึ้น เขาจะไม่ซื้อ

และที่สำคัญ การพูดกับคนกลุ่มนี้ต้องพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัด ดูมีความมั่นใจ เพราะถ้าคุณพูดเสียงเบา เขาจะตีความว่าคุณไม่มีความมั่นใจในสินค้าของตัวเอง ทำให้นอกจากเขาจะไม่ซื้อของๆ คุณ คุณก็จะเสียความน่าเชื่อถือไปด้วย

2) ราคะจริต

คนประเภทนี้สังเกตง่าย เพราะเป็นคนที่เสียงเพราะ นุ่มนวล หน้าตาดูดี คนกลุ่มนี้เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ภายนอกเป็นอันดับ 1 เพราะเขาต้องการการยอมรับในสังคม

การปิดการขายคนแบบนี้ คุณต้องเน้นว่ามันเสริมภาพลักษณ์เขาอย่างไร หรือ คนกลุ่มนี้จะชอบอะไรที่เป็น “รุ่นใหม่” “มีก่อนใคร” หรือ ของที่ “คนดังหรือดาราใช้”

เพราะพวกเขาชอบอวดให้เป็นจุดสนใจของคนอื่น คนประเภทนี้จะชอบคำชม โดยเฉพาะคำชมที่เกี่ยวกับเสื้อผ้าหน้าผม

คนเหล่านี้เวลาซื้ออะไรจะไม่ค่อยลงรายละเอียด จะใช้ภาพจินตนาการในการตัดสินใจ ถ้ามันทำให้เขาดูดี และเป็นที่ยอมรับ เขาก็จะซื้อ

3) วิตกจริต

คนประเภทนี้มีความคิดหลั่งไหลตลอดเวลา มีเหตุผล รอบคอบ จนบางทีรอบคอบจนไม่กล้าตัดสินใจ ชอบจับผิดทุกอย่าง ถามทุกซอกทุกมุม หาข้อมูลมาดีมาก จนบางครั้งก่อนที่เข้าจะมาซื้อสินค้ากับคุณ เขาจะหาข้อมูลสินค้ามามากกว่าที่คุณรู้จักสินค้าของตัวเองเสียอีก

ถ้าเจอลูกค้าแบบนี้ สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดคือ การไปคิดแทนลูกค้า เช่น ผมคิดว่าตัวนี้เหมาะกับพี่นะครับ หนูคิดว่าพี่น่าจะชอบตัวนี้ค่ะ

เพราะคนประเภทนี้จะเชื่อข้อมูลที่ตัวเองหามามากกว่าคนอื่น หน้าที่ของคุณคือ เตรียมข้อมูลให้พร้อม ให้ข้อมูลเขาทุกอย่างที่เขาอยากรู้ ห้ามปกปิดสิ่งที่สินค้าทำได้หรือไม่ได้ เพราะถ้าเขารู้ว่าคุณโกหก ทุกอย่างคือ “จบ”

ไม่ต้องไปเชียร์ ไปคิดแทน ให้ข้อมูลเขาให้มากที่สุด แล้วเขาจะตัดสินใจเอง

4) โมหะจริต

คนกลุ่มนี้จะมองตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง อาจจะไม่ค่อยมีความมั่นใจ ต้องการพึ่งคนอื่น ห่วงใยคนอื่นก่อนตัวเอง การพูดจะไม่มีสีสันมาก แต่ไม่มีพิษภัย เชื่อคนง่าย แต่ถ้ามีใครหักหลังจะจำขึ้นใจ คนแบบนี้จะเป็นคนที่อะไรก็ได้ ตามใจเพื่อน จะไปกินข้าว จะไปไหนก็ไปด้วย ไม่ค่อยออกความเห็น หรือ ตัดสินใจอะไร

วิธีปิดการขายคนประเภทนี้ ไม่ได้ปิดเพื่อตัวเขาเอง ไม่ต้องบอกว่าถ้าเขาซื้อแล้วจะดีกับเขาอย่างไร แต่ให้ปิดการขายโดยสื่อสารกับเขาว่า คนรอบข้างที่เขาห่วงใยจะได้รับประโยชน์ในสิ่งนี้อย่างไร

เช่น ถ้าซื้อรถคันนี้แล้วคุณแม่จะนั่งไปเที่ยวต่างจังหวัดได้ เพราะรถช่วงล่างดี ขับขี่แล้วนิ่ง ไม่สะเทือน

เพราะฉะนั้น ถ้าเจอคนประเภทนี้ ให้ปิดการขายเพื่อคนที่เขาแคร์

ในแต่ละคนจะมีส่วนผสมมากกว่า 1 จริตเสมอ และในแต่ละสถานการณ์ก็อาจจะใช้แต่ละด้านแสดงออกมาไม่เหมือนกัน นักปิดการขายจะต้องคาดเดาจริตของลูกค้าให้ได้ตั้งแต่การพูดคุย พบปะ บางทีดูได้จากการแต่งตัว การพูด หรือแม้แต่การโพสต์เรื่องราวของตัวเองลงโซเชียล

ซึ่งการขายแต่ละช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น การขายแบบเจอหน้า การขายแบบออนไลน์ หรือ การขายทางโทรศัพท์ ก็จะมีวิธีการสังเกตและปิดการขายที่ต่างกัน ซึ่งความความยากง่ายของแต่ละแบบก็ต่างกันด้วย

ถ้าใครอยากรู้ว่าแต่ละแบบควรวิเคราะห์และปิดการขายลูกค้ายังไง ก็ให้ไปอ่านใน “หนังสือรู้แค่นี้ขายดีทุกอย่าง” ของโค้ชแบงค์ได้

เชื่อเถอะว่า หนังสือแค่เล่มละไม่กี่ร้อยนี้ จะทำให้คุณทำเงินจากการปิดการขายกลับมาได้อย่างมหาศาล

สำหรับใครที่อยากได้ “หนังสือรู้แค่นี้ขายดีทุกอย่าง” แบบพิเศษรุ่น Limited edition พร้อมลายเซ็นต์โค้ขแบงค์ ที่นอกจากความรู้ในหนังสือแล้ว ยังจะได้รับ Ebook เนื้อหาพิเศษที่หาจากหนังสือเล่มธรรมดาไม่ได้อีก แถมยังมีตราปั๊มนูน และ serial number ที่ทำขึ้นมาพิเศษอีกต่างหาก

ปกติหนังสือชุดนี้ราคาจะอยู่ที่ 590 บาท แต่คนที่ทักมา 10 คนแรก ผมให้ราคาพิเศษเลยครับ 550 บาท จัดส่งฟรี !

08/10/2020
03/10/2020

อย่าให้ใครมาเร่งรัดคุณด้วยเวลาของพวกเขา

ปล. แจ็ค หม่าเองก็ไม่เจอเวลาของเขา จนกระทั่งปี 1999

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

*เนื้อหาในเพจนี้ จัดทำขึ้นเพื่อคนเฉพาะกลุ่ม ที่ต้องการมีอิสรภาพทางการเงินและมีกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) เท่านั้น ไม่ใช่เพื่อทุกคน กรุณาใช้วิจารณญาณในการรับชมและแสดงออก

ติดตาม Moneyland ได้ตามช่องทางดังต่อไปนี้

Instagram:
https://www.instagram.com/moneyland.biz/

Facebook:
https://m.facebook.com/moneyland.biz/

ร่วมพูดคุยแบ่งปันข้อมูลการลงทุนได้ที่:
คุยเฟื่องเรื่องลงทุน By Moneyland
https://www.facebook.com/groups/2164890983750001/?ref=share

สนใจโฆษณาติดต่อ :
👉 Tel: 092-708-5757 (ตงตง)
👉 Email: [email protected]

03/10/2020

ผู้​ให้ที่ยิ่งใหญ่​ที่สุด

"รัก...ของคนยากไร้"
-----------------------
❂..."ในหลวงจะเสด็จ" ยายบอกด้วยความตื่นเต้นพร้อมรอยยิ้มเปี่ยมสุข "ซักผ้าให้น้องด้วยนะ เช้าวันอาทิตย์ไปรอกัน" ยายหันไปสั่งพี่ชายผม
..
❂..."ตื่นได้แล้วลูก อาบน้ำ แต่งตัว กินข้าวกัน" ยายมาปลุก ขณะที่ผมงัวเงียในยามเช้าของวันอาทิตย์ เมื่อนึกได้ว่า วันนี้ในหลวงเสด็จ ก็ดีดตัวผึงขึ้นจากที่นอน อาบน้ำอาบท่า ใส่เสื้อผ้าชุดที่ดีที่สุดที่มี ซึ่งพี่ชายซักไว้ให้แล้ว
..
❂...เราเดินจากบ้านของเราออกไปคอยที่ข้างถนนเพชรเกษม ซึ่งห่างออกไปกว่า 2 กิโลเมตร ยายมีผ้ามาปูด้วย พร้อมดอกบัวสีชมพู
..
❂..."ไม่รู้ท่านเสด็จกี่โมง เห็นเขาว่าเพลๆ ก็น่าจะถึง" เสียงผู้ใหญ่คุยกัน เราก็เงี่ยหูฟัง "ไม่เป็นไรหรอก กี่โมงก็รอ" ยายบอก
..
❂...เพลแล้ว พวกเราชะเง้อมองไปยังถนนทิศที่ทอดตัวมาจากกรุงเทพฯ ตามข่าวที่ได้ทราบมา จากปากต่อปาก บอกว่า ในหลวงจะเสด็จภาคใต้ ขบวนเสด็จจะผ่านหมู่บ้านของเรา ยายตื่นเต้นว่า อยู่มาจนแก่จนเฒ่า จะได้เฝ้ารับเสด็จในหลวงก็คราวนี้แหละ จึงชักชวนหลานๆ ทั้งสามให้มาด้วยกัน
..
❂...สมัยนั้น โทรทัศน์ยังไม่เฟื่องเหมือนสมัยนี้ ยิ่งคนจนๆ อย่างเรา ไม่ต้องถามว่ามีไหม ในยุคที่โทรทัศน์ส่วนใหญ่ยังเป็น "ขาว-ดำ" อยู่ แต่เรากลับได้รู้เรื่องราวของในหลวงจากคำบอกเล่าของยายอยู่เสมอ
..
❂...วันหนึ่ง มีคนเร่ขายของ ซึ่งปกติจะขายมุ้ง หมอน ที่นอน เสื้อผ้า วันนี้กลับนำพระบรมรูปในหลวง ซึ่งทำจากปูนปลาสเตอร์มาเสนอขาย ยายมองพระรูปนั้นน้ำตาคลอ ประจงจับแล้วจับอีก เพ่งพินิจพิจารณาอยู่นาน แล้วถามว่าราคาเท่าไหร่ เมื่อเขาบอกราคามา ยายถอนใจ แล้วถามเสียงเครือว่า "ผ่อนได้ไหม" ความที่ยายเคยซื้อมุ้งและผ้าห่มกับเขา เขาพยักหน้าว่า "ได้ ผมให้ยาย ผมรู้ ยายรักท่าน" ยายก้มกราบพระบรมรูปนั้น แล้วควักเงินก้อนแรกให้พ่อค้าไป
..
❂...หิ้งพระหัวนอน ที่เดิมมีพระแก้วมรกตกับแจกันดอกไม้ จึงมี "ในหลวง" เพิ่มเข้ามา ก่อนนอนทุกคืน ยายชวนหลานๆ กราบ และให้กราบทุกครั้ง ที่จะเข้านอน หลังกราบพระแล้ว ในหลวงจึงอยู่ในใจ ในความรักของหลานชายของยายผู้ยากไร้ทั้งสามเป็นทุนเดิมอยู่ก่อน
..
❂...ที่โรงเรียนก็เหมือนกัน หน้าห้องเรียนของเรา ครูจะให้ทุกคนเสาะหาพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง พระราชินี ที่สวยที่สุดเท่าที่แต่ละห้องจะมี ใส่กรอบไว้เหนือกระดานดำ เรานั่งเรียนอยู่ในสายพระเนตรของทั้งสองพระองค์เสมอมา
..
❂...เด็กจนๆ อย่างเรา ดีใจทุกครั้งที่ได้รับแจกสมุด ดินสอ ไม้บรรทัด ยางลบ สมุดกับดินสอชุดพิเศษมักมาปีละครั้ง เฉพาะสมุด หน้าปกจะเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ "ในหลวง"
..
❂..."ครูให้คนละเล่มก่อนนะ" แล้วใครไม่มีจริงๆ ค่อยมาขอ ครูประจำชั้นบอก ซึ่งเด็กอื่นๆ ก็มักไม่ค่อยขอเพิ่ม ยกเว้นผม
..
❂...เนื่องจากยายขายอาหารอยู่ที่โรงอาหารของโรงเรียน และอาศัยต่อเพิงอยู่ข้างๆ บ้านพักครู จึงเป็นที่รับรู้กันทั่วว่า ยายรับ "เด็กกำพร้า" มาเลี้ยง 3 คน การไปขอสมุดเพิ่มเพราะ "ความจน" ซึ่งครูท่านรู้อยู่แล้ว จึงไม่เคยมีอุปสรรค และเราก็ขอเท่าที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ ไม่ได้ขอด้วยความละโมบอยากได้ ซึ่งยายกำชับนักหนาว่าให้ "ขอบคุณคุณครูท่านด้วย"
..
❂..."อย่าวางสมุดไว้ต่ำๆ อย่างนั้น เอามาวางที่สูงๆ สิลูก" ยายบอก ทุกคืนเมื่อทำการบ้านเสร็จ ปิดสมุด พระบรมฉายาลักษณ์ก็ปรากฏ ยายสอนให้เราก้มกราบสมุดนั้น เก็บเข้ากระเป๋า แล้วค่อยเข้านอน ซึ่งแน่นอน เราแหงนหน้ามองพระบรมรูปของพระองค์ท่าน แล้วก้มลงกราบด้วยความผูกพันยิ่ง
..
❂..."เที่ยงแล้ว ไปกินข้าวก่อนเถอะยาย ท่านจะเสด็จมาถึงตอนไหนก็ยังไม่รู้" มีคนมาบอกกับยาย ที่ยังคงนั่งคอยอยู่ริมถนน ขณะที่หลายๆ คนเริ่มถอนตัว กลับบ้าน กับบางส่วนที่ยังไม่กลับ แต่ไปออกันอยู่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยว ซึ่งก็เป็นร้านที่หลานสาวยายขายนั่นแหละ
..
❂..."ไป ไปหาอะไรกินกันก่อน" ยายบอกพวกเราทั้งสามคน ก่อนไป ยายบรรจงวางดอกบัวไว้ ที่ต้นไทรใหญ่ริมถนน ยกมือไหว้ เหมือนจะฝากฝังพระไทรให้ดูแลดอกบัวของยายให้ด้วย
..
❂..."สองชามก็พอน้อยเอ๊ย" ยายบอกหลานสาวที่ทำท่าจะลวกก๋วยเตี๋ยวให้พวกเรา "จะพอยังไงล่ะป้า ตั้งสี่คน" เจ๊น้อย (ตามที่พวกเราเรียก) บอกยาย "เฮ่ยยย...ไม่อยากกวนมึงเลย แต่พอดีไม่ได้ห่อข้าวมา" ยายส่ายหน้าอย่างเกรงใจหลานสาว "ไม่เป็นไรหรอกป้า วันนี้ขายดี" ในที่สุด ก๋วยเตี๋ยวสี่ชามก็ถูกลำเลียงมาวางตรงหน้าพวกเรา
..
❂..."บ่ายสามแล้ว ยังไม่กลับเหรอป้าเยี่ยม" หลายคนที่เริ่มม้วนเสื่อเก็บข้าวของ ทำท่าจะกลับบ้านถามยาย "รออีกเดี๋ยวหนึ่งเถอะ" ยายชวน พวกเขาเริ่มลังเล "เอา เอา อยู่เป็นเพื่อนป้าดีกว่า" พวกเขาปูเสื่อใต้เงาไม้ มองดอกบัวของยายที่เหี่ยวจนดอกค้อมลงมา
..
❂..."มาแล้วๆ" เสียงคนจะโกนขึ้น เมื่อเห็นรถนำขบวนเปิดไฟมาแต่ไกล ทุกคนขยับเสื้อผ้าให้เรียบร้อย นั่งพับเพียบ พนมมือ ชะเง้อคอไปยังต้นทาง
..
❂...เราก้มกราบกันตั้งแต่รถนำขบวนแล่นผ่าน เงยหน้าขึ้นก็พบว่า ขบวนรถลดความเร็วลงมา พลันกระจกรถคันหนึ่งก็เปิด ยายยกมือซ้ายขึ้นมาปิดปากด้วยความประหลาดใจและตื่นเต้น น้ำตาของยายร่วงลงเหมือนฝนแรกในฤดูฝน พระหัตถ์ที่โบกไหวๆ อยู่นั่นคือ "ในหลวง"!!
..
❂...ผมยังจำภาพนั้นติดตามาจนถึงทุกวันนี้ ภาพที่ยายก้มลงกราบซ้ำแล้วซ้ำอีก ในมือถือดอกบัวเหี่ยวๆ แต่ใจมิได้เหี่ยวเลย พระหัตถ์ที่ทรงโบกทักทาย รอยพระสรวลที่ทรงส่งมาให้ คือพลังใจอันยิ่งใหญ่ของหญิงชราที่ผมรอมาตั้งแต่เช้าถึงบ่าย
..
❂...ความจริง รถจะแล่นเลยไปเสียก็ได้ แต่อะไร ทำให้ขบวนรถชะลอ แล้วทรงเปิดกระจกทักทายราษฎรมอมแมมอย่างเราเช่นนั้น ความรักและน้ำพระทัยเมตตาใช่ไหม รักที่ไม่ได้อยู่เพียงในใจ และส่งมาชุบชูหัวใจของเราทุกคน
..
❂...เมื่อต้องย้ายบ้าน ยายตรวจแล้วตรวจอีกว่าขนของมาครบ สิ่งที่ยายถามบ่อยที่สุดคือ "ในหลวงอยู่ที่ไหน" ผมเอง ที่ได้ประคองพระบรมรูปที่ยายผ่อนซื้อ และจ่ายครบไม่มีผิดนัดนั้น เราไม่ได้แค่ต้องการมีบ้าน แต่เราต้องมี "พ่อ" พระองค์นี้ด้วย

23/09/2020

ครอบครัว Admin เป็นคนจีนจะเห็นแบบนี้ตลอด ไม่แน่ใจว่าครอบครัวคนไทยเป็นเหมือนกันไหม

ตอนเด็กๆไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมเวลาปาป๊ามาม๊ากับเพื่อนๆหรือญาติ อุดหนุนกัน

ใครอยู่ฝั่งคนขายก็พยายามจะลดราคา แถมนั่นแถมนี่ให้ฟรี

แต่ใครที่เป็นฝั่งคนซื้อก็จะไม่ยอมให้ลดราคาให้ ประโยคที่ได้ยินประจำที่ฝั่งคนซื้อมักพูดเพื่อให้เพื่อนหรือญาติที่เป็นฝั่งคนขายไม่ต้องลดราคาหรือแถมอะไรให้ตัวเองก็คือ

“ไม่เอา ไม่ได้ๆ ของซื้อของขาย จะเอามาให้กันฟรีๆได้ยังไง แล้วจะมาลดราคาอะไรกันเยอะแยะ ถ้าเป็นแบบนี้คราวหลังไม่มาแล้วนะ”

อะไรทำนองนี้

นี่ออกมันควรออกมาจากปากฝั่งคนขายไม่ใช่เหรอ?

เด็กๆ เวลาปาป๊ามาม๊าเป็นฝั่งคนซื้อ ไม่เคยเข้าใจเลย คิดว่าลดให้ไม่ดีหรือไง เราจะได้ไม่ต้องจ่ายเท่าปกติ แถมได้นั่นนี่แถมมาฟรีด้วย

เมื่อโตมาจึงเข้าใจ

เมื่อใดที่เราไปซื้อของหรือใช้บริการจากเพื่อน มันต้องเป็นการไปให้ ไม่ใช่การไปเอา

นั่นคือ Mindset ที่ถูกต้องที่เราควรมีต่อเพื่อนของเรา

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

*เนื้อหาในเพจนี้ จัดทำขึ้นเพื่อคนเฉพาะกลุ่ม ที่ต้องการมีอิสรภาพทางการเงินและมีทัศนคติบวกเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อทุกคน กรุณาใช้วิจารณญาณในการรับชมและแสดงออก

ติดตาม Moneyland ได้ตามช่องทางดังต่อไปนี้

Instagram:
Moneyland.biz

Facebook:
https://m.facebook.com/moneyland.biz/

ร่วมพูดคุยแบ่งปันข้อมูลการลงทุนได้ที่:
คุยเฟื่องเรื่องลงทุน By Moneyland
https://www.facebook.com/groups/2164890983750001/?ref=share

23/09/2020

ลงทุนกับอะไร ชีวิตจะได้มีความสุขได้ยาวๆ?

บางคนเลือกที่จะลงทุนกับของหรูหราฟู่ฟ่า รถหรูๆ นาฬิกาแพงๆ ของแบรนด์เนม

ในตอนที่แล้ว ผมได้อธิบายให้ฟังแล้วว่า สิ่งเหล่านี้นำความสุขมาให้เราได้แบบชั่วคราว เพราะนานวันเข้าเราก็ชิน แล้วก็กลับไปมีระดับความพึงพอใจในชีวิตเท่าเดิม

แล้วเราควรลงทุนกับอะไรกันล่ะที่จะทำให้เราสุขได้แบบยาวๆ?

เรามาต่อกันในตอนที่ 4 ของซีรียส์ #ความสุขอยู่หนใด ครับ ใครเพิ่งมาอ่านตอนนี้ ติดตามตอนที่ 1, 2 และ 3 ได้ที่ท้ายบทความครับ

◌◌◌◌◌◌◌◌

อ.ซานโตส เล่าในคอร์ส The Science of Well-Being ว่า การลงทุนกับ “ประสบการณ์” สร้างสุขได้มากกว่าวัตถุสิ่งของ

Bill Gates ผู้ก่อตั้งบริษัท Microsoft เศรษฐีอันดับต้นๆของโลก มักจะสวมนาฬิกาข้อมือยี่ห้อ Casio ราคาราวๆ 2,200 บาท เท่านั้นเอง นั่นทำให้เราตีความได้ว่า มูลค่านาฬิกาที่เค้าสวมใส่นั้นคงไม่ได้สำคัญเท่ากับการที่เค้ารักษาความตรงต่อเวลากับผู้คนอย่างแน่นอน

อ.ซานโตส แนะนำว่า... อย่าเน้นลงทุนซื้อสิ่งของเพื่อสร้างความสุข แต่ให้ลงทุนกับสิ่งที่มันจะติดในจิตใจเราไปยาวนานกว่า เช่น การท่องเที่ยว(เพื่อสร้างประสบการณ์ยอดเยี่ยมให้เราจดจำ คิดถึงทีไรก็มีความสุข) หรือบางคนอาจจะเป็นผลงานศิลปะ (ที่เราสามารถเชยชมได้เรื่อยๆ) ทั้งหมดทั้งมวลนี้ หมายถึงให้ลงทุนกับสิ่งที่มันไม่สามารถมีระยะเวลายาวนานพอที่จะทำให้เราเบื่อและชินกับมันได้

Daniel Gilbert อาจารย์ที่มหาวิทยาลัย Harvard และเป็นนักวิจัยด้านจิตวิทยา ได้กล่าวไว้ว่า...

รถยนต์คันใหม่มันจะอยู่กับคุณไปยาวนานจนคุณผิดหวังที่ซื้อมันมาแพงๆ (ลองนึกถึงว่าใช้มันไปแล้ว 5 ปี แล้วรู้ราคาขายต่อดูสิ!) แต่ลองเทียบกับทริปท่องเที่ยวยุโรป แม้ว่ามันจะสร้างความสุขให้คุณมากๆและก็จบลงไป แต่ว่าคุณจะมีความทรงจำที่ยอดเยี่ยมอยู่ไปอีกยาวนานเท่านานเมื่อคิดถึงมัน

◌◌◌◌◌◌◌◌

มีการศึกษาโดย Van Boven & Gilovich ในปี 2003 ถามคำถามผู้คนว่า...

ให้คุณคิดถึงเงินที่คุณจ่ายเพื่อซื้อ “ประสบการณ์” ที่มีมูลค่ามากกว่า 3,000 บาท เปรียบเทียบกับ “สิ่งของ” ที่คุณซื้อ... เมื่อคุณคิดถึงมันทั้งคู่ คุณมีความสุขในระดับใดเปรียบเทียบกัน?

ผลปรากฎว่า ระดับความสุขเมื่อคนคิดถึงประสบการณ์อยู่ในระดับที่สูงกว่าเมื่อคิดถึงสิ่งของอย่างมีนัยสำคัญครับ

สาเหตุเพราะว่า จิตใจเราไม่ได้ทำการปรับตัวเพื่อให้เคยชินกับประสบการณ์ ได้ดีเท่ากับที่มันปรับตัวเพื่อให้เคยชินกับสิ่งของ

สรุปได้ว่า... ประสบการณ์ดีๆสามารถทำให้เรามีความสุขได้มากกว่าวัตถุสิ่งของ

◌◌◌◌◌◌◌◌

ประสบการณ์ดีๆยังมีข้อดีมากกว่าวัตถุสิ่งของในอีกเหตุผลด้วยครับ

เมื่อเราแบ่งปันเล่าให้คนอื่นๆฟังเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมของเรา มันสร้างความสนุกสนานได้มากกว่าการเล่าถึงวัตถุสิ่งของ

(นึกภาพว่า คุณเล่าถึงทริปการท่องเที่ยวล่าสุดให้เพื่อนฟัง vs. เล่าให้เพื่อนฟังถึงกระเป๋าแบรน์เนมที่คุณเพิ่งซื้อมา)

Van Boven Et Al. ทำการศึกษาในปี 2010 สอบถามความรู้สึกของผู้คนที่ได้คุยกับคนที่เป็นพวกวัตถุนิยม (Materialistic people) เทียบกับอีกกลุ่มที่เป็นพวกประสบการณ์นิยม (Experiential people) ค้นพบว่า...

ผู้คนรู้สึกกับคนที่เป็นพวกวัตถุนิยม ว่า...
* ทันสมัย 43%
* สนุกสนานกับการซื้อของ 33%
* มองตัวเองเป็นที่ตั้ง (เห็นแก่ตัว) 33%
* ไม่มั่นคงปลอดภัย 23%
* สนุกกับความหรูหรา 23%

ผู้คนรู้สึกกับคนที่เป็นพวกประสบการณ์นิยม ว่า...
* มีอารมณ์ขัน 33%
* เป็นมิตร 33%
* ใจกว้าง 30%
* เฉลียวฉลาด 30%
* เป็นห่วงเป็นใย 30%

จะเห็นได้ชัดเจนครับว่า ผู้คนรู้สึกดีกว่ามากเมื่อได้ฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์มากกว่าเรื่องเกี่ยวกับวัตถุครับ

และนี่ก็เป็นตัวย้ำอีกทีว่า...

การลงทุนกับประสบการณ์สามารถสร้างความสุขได้มากกว่าวัตถุสิ่งของ

◌◌◌◌◌◌◌◌

ติดตามตอนเดิมของ The Science of Well-Being ได้ด้านล่าง

ตอนที่ 1: ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับความสุข
https://www.facebook.com/startwithwai/posts/2871757126379779

ตอนที่ 2: ผู้ชนะเหรียญเงิน vs. เหรียญทองแดง ใครมีความสุขมากกว่ากัน?
https://www.facebook.com/startwithwai/posts/2873741449514680

ตอนที่ 3: ของหรูหราฟู่ฟ่านำมาซึ่งความสุขหรือไม่?
https://www.facebook.com/startwithwai/posts/2878177939071031

12/09/2020

# # แน่นอนครับ บางคนอาจบอกว่า
ก็คนจีนมีคนตั้ง 1300 ล้านคน (มากกว่าไทย 18 เท่า)
ยอดขายเยอะ…ก็ไม่แปลกหรอก !? # #

แต่ถ้าเทียบอัตราส่วนลงมาให้เท่ากันกับไทย แปลว่า
สถิติของ Zhang dayi จะเปรียบได้เท่ากับ
ไลฟ์ที่มีคนดู 500,000 คน และทำยอดขายได้ 2.5 ล้านบาทใน 1 ชม.
(ซึ่งถือว่าเยอะมากอยู่ดีครับ)

ผมไม่รู้ว่ามีคนไทยทำได้ยอดขนาดนี้มั้ย แต่ที่แน่ๆ คือ มีน้อยแน่นอน
วันนี้เรามาดูกันว่า Zhang dayi ทำอะไรบ้าง ?



Zhang dayi 张大奕 (จาง ต้าอี้)
หลงไหลในแฟชั่นเป็นพิเศษ และเรียนจบด้านนี้โดยตรง
จบมาเธอก็ทำงานด้านนี้มาตลอด 5 ปี (21-26 ปี)
และสร้างตัวตนใน Weibo (เทียบได้กับ FB ไทย)

อยู่มาวันหนึ่ง…เธอได้รับการติดต่อจาก Feng Win นักธุรกิจ E-Commerce
ให้ร่วมกันเปิดร้านเสื้อผ้าออนไลน์ บน Taobao (แอพช้อปปิ้งออนไลน์จีน)

เพราะการเติบโตของ Social Media ทำให้เธอมียอดผู้ติดตามพุ่งอย่างรวดเร็วหลายคนอาจคิดว่า ก็เป็นเพราะเธอหน้าตาสวย เลยทำให้ผู้ติดตามเยอะ

"ซึ่งก็จริงครับ…แต่ Key Success ไม่ใช่แค่นั้นแน่นอน
เพราะคนรูปร่างดี หน้าตาสวยก็มีหลายคน
ถามว่าทำไมถึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าเธอหล่ะ…?"


มีการวิเคราะห์กันว่า…ทุกโพสต์ที่เธอลง Social Media
ไม่ใช่แค่การโพสต์เล่น ๆ เรียกกระแสเท่านั้น แต่ สถานที่ ภาพ
ชุด ธีม และการแสดงออกไลฟ์ไตล์ในภาพทุกอย่างผูกโยงกัน
พูดง่ายๆ คือ ถูกวางแผนมาอย่างดี

ทั้งหมดเพื่อให้สาว ๆ ที่ผ่านมาเห็นเกิด "ความรู้สึก"
เห็นภาพตัวเองอยากมีไลฟ์ไตล์แบบนั้นบ้าง
และคิดว่า…ถ้าได้แต่งตัวแบบนั้น อยู่ในสถานที่แบบนั้น ใช้ชีวิตแบบนั้น
จะทำให้รู้สึกว่า ไม่ตกเทรนด์ และอยากเป็นแบบนั้นได้บ้าง
จนนำมาสู่ยอดขายที่ถล่มทลายในที่สุด


นอกจากนั้น การขายเสื้อผ้าผ่านไลฟ์ของเธอ ยังแตกต่าง
จากแม่ค้าออนไลน์ทั่วไป คือคนปกติ จะสั่งสินค้ามาเป็นล็อต คละไซส์
จากโรงงานเพื่อให้ได้ราคาถูก และสุ่มหยิบมาไลฟ์ให้คนดู

แต่ Zhang dayi ไม่ทำแบบนั้น เธอสั่งตัดเสื้อผ้าที่จะขาย
ตัดไซส์พิเศษพอดีกับตัวเธอ คนดูไลฟ์จะรู้สึกว่า
เสื้อผ้าของเธอ เป๊ะ ดูดี พอดีทุกสัดส่วน
ยิ่งกระตุ้นความอยากได้เข้าไปใหญ่


ปัจจุบันเธอถูกประเมินว่ามีรายได้ต่อปีถึง 1500 ล้านบาททีเดียว


คุณว่าอะไรคือ Key Success ของ Zhang dayi กันครับ ?

1.มี Passion
Zhang dayi รักในสิ่งที่ตัวเองทำ


2.Focus ยืนหยัดในสิ่งที่ทำ
ใน Story จะเห็นว่า ตั้งแต่เรียนจบเธอก็ทำในวงการเสื้อผ้าถึง 5 ปี
จนสร้างผู้ติดตามได้มากมาย


3.สร้าง Brand
ก่อนหน้านี้เราเคยคุยกันไปแล้ว ว่ายุคนี้สินค้าเหมือน ๆ กันหมด
สิ่งที่ลูกค้าจะซื้อคือ Brand ถ้าคุณขายแค่ "สินค้า" คุณก็จะเหนื่อยเหมือนคนทั่วๆไป แต่เมื่อไหร่ที่คุณมี Brand ทุกอย่างมันจะง่ายขึ้นทันที


4.ใช้ Online เป็นเครื่องมือ
ยุคนี้ไม่มีเครื่องมืออะไร ทรงพลังกว่า Online แล้วครับ
ถ้าวันนี้คุณยังไม่ศึกษามันให้ดี ถือว่าเสียดายโอกาสดีๆแล้วครับ


5.ใส่ใจรายละเอียด
อีกสิ่งที่เธอแตกต่างคือ เธอวางแผนการโพสต์อย่างดี
เพื่อให้ลูกค้า "รู้สึก" และสิ่งนี้ยังเชื่อมกับการสร้าง Brand ของเธอ


ผมเชื่อว่า…ทุกความสำเร็จ มีเบื้องหลังเสมอครับ
ไม่มีใครได้มาแบบง่าย ๆ หรือฟลุ๊ค ๆ หรอกครับ

ถ้าวันนี้คุณทำปัจจัยเบื้องหลังเดียวกับ Zhang dayi
แน่นอนมันไม่ได้การันตี รายได้เท่ากับเธอ
แต่ผมมั่นใจแน่นอนว่า ยอดขาย ธุรกิจคุณจะโตขึ้นอย่างแน่นอน


ใครจะกลับไปลุยของตัวเองต่อบ้าง พิมพ์ "+1"

สร้างพลังให้ตัวเองและเพื่อนๆเลยครับ
(ใครคิดว่ามี Key success อะไรอีก พิมพ์เพิ่มเติมมาคุยกันครับ)

ออกไปลงมือทำ ขยายศักยภาพตัวเอง ผมเชื่อว่า


"คุณเป็นได้มากกว่าที่คุณคิดได้เสมอ"

แล้วถ้ามีโอกาส เรามาเจอกันครับ


---

⭐️⭐️ แจ้งข่าวดีครับ ใครที่อยู่ในกลุ่ม Rommie ตอนนี้เรากำลังเปลี่ยนแปลง
ทำ Conent ในกลุ่มให้เข้มข้นขึ้น คนในกลุ่มจะได้เนื้อหาที่ลึกขึ้น

ใครที่ยังไม่ได้เข้าร่วมกลุ่ม ตอนนี้ยัง "เข้าทัน" อยู่นะครับ
เรากำลังจะเริ่ม Session พิเศษเร็วๆนี้แล้ววว !! ตื่นเต้นสุดๆ

กดลิงค์นี้ แล้วรอทีมงานรับเข้ากลุ่มได้เลยครับ
https://www.facebook.com/groups/864512490730407/

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok