23/06/2026
#เลคเชอร์กฎหมาย
#การกระทำโดยป้องกัน #กฎหมายอาญา
🍀ตามบทบัญญัติมาตรา 68 การกระทำที่จะถือว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายอันจะมีผลทำให้ผู้กระทำไม่มีความผิดนั้นจะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ คือ
🍀1. ต้องมีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย : คำว่า “ภยันตราย” หมายถึง ภัยที่เป็นความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือชื่อเสียงก็ได้ และภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมายนั้น หมายถึง กฎหมายแพ่ง ก็ได้ เช่น การเป็นชู้กับภริยาผู้อื่นเป็นการละเมิดต่อกฎหมายแพ่ง เช่น การที่ภริยานอกใจสามีโดยไปกระทำชู้กับผู้อื่น ย่อมแสดงให้เห็นว่าภริยาได้ร่วมมือกับชายชู้ทำลายเกียรติยศของสามี ย่อมถือว่าเป็นการเสื่อมเสียเกียรติยศของชายอย่างร้ายแรง เมื่อจำเลยฆ่าภริยาและชายชู้ตายในขณะร่วมประเวณีกันอยู่ จึงได้ชื่อว่าเป็นการป้องกันเกียรติยศพอสมควรแก่เหตุ (ฎ.378/2479) แต่หากขณะที่ภริยาพบหญิงอื่นนอนหลับกับสามีเท่านั้น ไม่ได้ร่วมประเวณีกัน ภริยาจะอ้างป้องกันไม่ได้ แต่อ้างบันดาลโทสะได้ ภยันตรายอันละเมิดต่อ “กฎหมาย” อาจหมายถึง การกระทำโดย “เจตนา” หรือ “ประมาท” ก็ได้ โดยผู้อ้างป้องกันจะต้องไม่มีส่วนผิดในการก่อให้เกิดภยันตราย
🍀2. ภยันตรายใกล้จะถึง ช่วงเวลาในการใช้สิทธิป้องกัน : คือ ภยันตรายใกล้จะถึง ภยันตรายถึงแล้ว และภยันตรายยังไม่ผ่านพ้นไป 3 ช่วงนี้ยังถือว่าภยันตรายยังมีอยู่ อ้างป้องกันได้ กรณีการป้องกันล่วงหน้า คือ กรณีภยันตรายยังไม่มาถึง เช่น ขึงลวดที่มีกระแสไฟฟ้าป้องกันคนร้ายเข้ามาลักทรัพย์ ต้องพิจารณาว่าผู้ได้รับผลร้ายเป็น “คนดี” หรือ “คนร้าย” ถ้าเป็นคนดี อ้างป้องกันไม่ได้ ถ้าเป็นคนร้าย อ้างป้องกันได้ คำว่า คนดี หมายถึง ไม่ได้มีเจตนามากระทำความผิด เช่น เด็กปีนเข้ามาเก็บลูกฟุตบอลในบ้าน ส่วนคำว่า คนร้าย หมายถึง มีเจตนามากระทำความผิด เช่น โจรเข้ามาลักทรัพย์ในบ้าน
🍀3. ผู้กระทำจำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นก็ได้ : คำว่า “เพื่อป้องกันสิทธิ” เป็น “เจตนาพิเศษ” ดังนั้น การกระทำโดยป้องกันจะต้องมีทั้ง “เจตนาธรรมดา” คือ เจตนาประสงค์ต่อผลหรือเจตนาเล็งเห็นผล และต้องมี “เจตนาพิเศษเพื่อป้องกันสิทธิ” ในขณะกระทำ ถ้าขาดอันใดอันหนึ่งไปจะอ้างป้องกันไม่ได้ และการป้องกันจะต้องกระทำต่อ “ผู้ก่อภัย” เท่านั้น การทำต่อบุคคลอื่นไม่อาจเป็นป้องกันได้เลย
🍀4. การกระทำเพื่อป้องกันต้องไม่เกินขอบเขต : การป้องกันต้องกระทำไป “ไม่เกินขอบเขต” หมายถึง ไม่เกินสมควรแก่เหตุ และเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน การป้องกันพอสมควรแก่เหตุ ต้องพิจารณาว่าการกระทำครอบคลุมหลัก 2 ประการ คือ หลักที่ 1 ป้องกันด้วยวิถีทางที่ “น้อยที่สุด” และ หลักที่ 2 ป้องกันโดย “ได้สัดส่วน” กับภยันตราย
-------------
✅ ดูคอร์สติวและสมัครติวได้ที่ www.OhmsLawTutor.com/courses
✅ LINE Official :
(09.00-24.00 น. ทุกวัน)
หรือคลิก https://line.me/R/ti/p/%40ohmslawtutor
✅ โทร. 098-997-8919, 098-997-8915, 095-693-9789, 080-563-9789, 097-928-9289 (09.00-18.00 น. ทุกวัน)
#ฝากความสำเร็จให้เราดูแล ❤️
#สถาบันติวกฎหมายโอห์มลอว์
19/06/2026
#ฎีกาน่าสนใจ #อาญา
#สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา
#สอบอัยการผู้ช่วย #สอบเนติบัณฑิต
✅ จำเลยมีเจตนานำงบการเงินที่มีรายการแก้ไขงบการเงินปี 2556 จากบริษัทมีกำไรกลายเป็นขาดทุนส่งผลให้งบการเงินรอบปี 2557 ขาดทุนสะสมอันเป็นเท็จยื่นแสดงต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แล้วใช้เป็นหลักฐานประกอบคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดหลายอย่างโดยมีเจตนามุ่งประสงค์ผลเดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท
✅ จำเลยแจ้งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจดข้อความอันเป็นเท็จโดยยื่นแบบนำส่งงบการเงินเท็จ เป็นความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ หาใช่เอกสารมหาชนไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 904/2568)
-------------
✅ ดูคอร์สติวและสมัครติวได้ที่ www.OhmsLawTutor.com/courses
✅ LINE Official :
(09.00-24.00 น. ทุกวัน)
หรือคลิก https://line.me/R/ti/p/%40ohmslawtutor
✅ โทร. 098-997-8919, 098-997-8915, 095-693-9789, 080-563-9789, 097-928-9289 (09.00-18.00 น. ทุกวัน)
#ฝากความสำเร็จให้เราดูแล ❤️
#สถาบันติวกฎหมายโอห์มลอว์
16/06/2026
#เลคเชอร์กฎหมาย
#การกระทำครบองค์ประกอบภายในของความผิดเรื่องนั้น #กฎหมายอาญา
☀️องค์ประกอบภายใน ได้แก่ 1). เจตนา 2). เจตนาพิเศษ 3). ประมาท ส่วนความผิดลหุโทษ ถือเป็นข้อยกเว้น เพราะเป็นความผิดที่ไม่ต้องอาศัยองค์ประกอบภายใน คือ แม้กระทำโดยไม่เจตนาและไม่ประมาท ก็เป็นความผิด
☀️โดยหลักบุคคลจะต้องรับผิดทางอาญาต้องกระทำโดยมีเจตนาเท่านั้น ดังนั้น ฐานความผิดส่วนใหญ่เป็นความผิดที่ต้องการเจตนา ตัวบทจะไม่บัญญัติว่าต้องมีเจตนา เช่น ป.อ. มาตรา 288 ก็บัญญัติเพียงว่า “ผู้ใดฆ่าผู้อื่น” ไม่ต้องบัญญัติว่า “ผู้ใดเจตนาฆ่าผู้อื่น” เพราะมาตรา 59 บัญญัติไว้แล้ว ไม่จำเป็นต้องบัญญัติซ้ำ เจตนาธรรมดา มีอยู่ด้วยกัน 2 กรณี คือ 1. เจตนาตามความเป็นจริง (ประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล มาตรา 59 วรรคสอง) 2. เจตนาโดยผลของกฎหมาย (การกระทำโดยพลาด มาตรา 60)
☀️ความผิดอาญาบางฐานผู้กระทำจะมีเพียงเจตนาธรรมดา คือ เจตนาประสงค์ต่อผลหรือเจตนาเล็งเห็นผลเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ผู้กระทำต้องมีเจตนาพิเศษด้วยจึงจะถือว่าครบองค์ประกอบภายในของความผิดฐานนั้น ๆ เจตนาพิเศษหรือมูลเหตุชักจูงใจ (motive) คือ เจตนาเพื่อการอย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากเจตนาธรรมดา ซึ่งจะระบุไว้โดยชัดแจ้งในตัวบท เช่น ความผิดฐานลักทรัพย์ เจตนาพิเศษ คือ “โดยทุจริต” แต่โดยปกติแล้วฐานความผิดที่ต้องการเจตนาพิเศษมักใช้คำว่า “เพื่อ” ทั้งนี้เจตนาพิเศษไม่มีเล็งเห็นผล เช่น ตามมาตรา 228 จะเอาผิดผู้กระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อให้เกิดอุทกภัย ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาโดยตรงเพื่อให้เกิดอุทกภัยจริง ๆ จะใช้เหตุผลว่าจำเลยเล็งเห็นผลว่าจะเกิดอุทกภัย เพื่อลงโทษจำเลยไม่ได้
☀️บุคคลจะต้องรับผิดทางอาญาฐานกระทำโดยประมาทเป็นเพียงข้อยกเว้นตามมาตรา 59 วรรคแรก ดังนั้น ฐานความผิดใดที่ผู้กระทำโดยประมาทต้องรับผิด ตัวบทจึงต้องบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่าการกระทำโดยประมาทกรณีใดบ้างที่มีความรับผิดทางอาญา
☀️บางฐานความผิด บุคคลจะต้องรับผิดทางอาญา แม้ไม่มีเจตนาและไม่ประมาทก็ตาม เรียกว่า ความผิดโดยเด็ดขาด (Strict liability) ได้แก่ ความผิดลหุโทษ ตามที่มาตรา 104 บัญญัติว่า “การกระทำความผิดลหุโทษตามประมวลกฎหมายนี้ แม้กระทำโดยไม่มีเจตนา ก็เป็นความผิด เว้นแต่ตามบทบัญญัติความผิดนั้นจะมีความบัญญัติให้เห็นเป็นอย่างอื่น” ดังนั้น ความผิดลหุโทษบางฐานยังต้องการการกระทำที่มีเจตนาหรือประมาทอยู่
-------------
✅ ดูคอร์สติวและสมัครติวได้ที่ www.OhmsLawTutor.com/courses
✅ LINE Official :
(09.00-24.00 น. ทุกวัน)
หรือคลิก https://line.me/R/ti/p/%40ohmslawtutor
✅ โทร. 098-997-8919, 098-997-8915, 095-693-9789, 080-563-9789, 097-928-9289 (09.00-18.00 น. ทุกวัน)
#ฝากความสำเร็จให้เราดูแล ❤️
#สถาบันติวกฎหมายโอห์มลอว์
12/06/2026
#คำวินิจฉัยที่น่าสนใจ #กฎหมายปกครอง
#สอบเนติ #สอบอัยการผู้ช่วย #สอบช่วยผู้พิพากษา
คดีที่ เอกชนผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง ที่ 1 นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระยอง ที่ 2 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีได้พบเห็นการกระทำอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 จึงได้ส่งบันทึกการแจ้งและรับแจ้งความนำจับตามแบบ (น.จ. 1) พร้อมผลิตภัณฑ์และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งความนำจับกรณีประสงค์รับเงินสินบนนำจับไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ด้วยวิธีการไปรษณีย์ลงทะเบียน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กลับมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับด้วยตนเอง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ลดการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้แก่ผู้ฟ้องคดีด้วยการรับแจ้งความนำจับและประสงค์รับเงินสินบนนำจับที่จัดส่งผ่านทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตามคำแนะนำ (เดิม) ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 นำข้อ 3 ของหนังสือแนวทางปฏิบัติในการรับแจ้งความนำจับประสงค์รับเงินสินบนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 มาปรับใช้แก่กรณีผลิตภัณฑ์ร้องเรียน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ใช้วิธีการยืนยันตัวบุคคลโดยวิธีการอื่นใดแทนการเดินทางไปยังที่ทำการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินสินบนนำจับรวมสามผลิตภัณฑ์ให้แก่ผู้ฟ้องคดี
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ดำเนินการโดยชอบตามระเบียบคณะกรรมการอาหารและยา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจ่ายเงินสินบน เงินรางวัล และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน พ.ศ. 2548 แล้ว ขอให้ยกฟ้อง
คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง...คณะกรรมการพิจารณาแล้ว สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตามข้อ 3 ข. (1) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2560 ประกอบมาตรา 43 (2) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นหน่วยงานของรัฐมีฐานะเป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงสาธารณสุข จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระยอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แม้พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 จะเป็นกฎหมายที่มีบทกำหนดความผิดและโทษทางอาญาก็ตาม แต่เมื่อคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับผู้ฟ้องคดีเกินสมควรเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการจ่ายเงินสินบน เงินรางวัล และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน พ.ศ. 2548 ข้อ 9 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้การแจ้งความนำจับและการรับแจ้งความนำจับ ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อยื่นต่อผู้มีอำนาจรับแจ้งความนำจับตามแบบ น.จ. 1 ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ลดการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นด้วยการรับแจ้งความนำจับทางไปรษณีย์ ดังนี้ วัตถุประสงค์ของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นไปเพื่อการตรวจสอบการดำเนินการทั่วไปของฝ่ายปกครองอันเป็นการใช้อำนาจในทางปกครอง มิใช่เรื่องที่เกี่ยวกับการตรวจสอบและดำเนินการอันเกี่ยวกับความผิดทางอาญากรณีมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายอันจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยจำเป็น หรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
-------------
✅ ดูคอร์สติวและสมัครติวได้ที่ www.OhmsLawTutor.com/courses
✅ LINE Official :
(09.00-24.00 น. ทุกวัน)
หรือคลิก https://line.me/R/ti/p/%40ohmslawtutor
✅ โทร. 098-997-8919, 098-997-8915, 095-693-9789, 080-563-9789, 097-928-9289 (09.00-18.00 น. ทุกวัน)
#ฝากความสำเร็จให้เราดูแล ❤️
#สถาบันติวกฎหมายโอห์มลอว์
09/06/2026
#เลคเชอร์กฎหมาย
#การเกิดสัญญา #กฎหมายแพ่งและพาณิชย์
🍙สัญญาเป็นนิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาของบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป แต่ละฝ่ายอาจเป็นบุคคลคนเดียวหรือหลายคนรวมกันเป็นฝ่ายเดียวกันก็ได้ โดยฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาเป็น "คำเสนอ" และอีกฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาเป็น "คำสนอง" เมื่อคำเสนอคำสนองถูกต้องตรงกันสัญญาก็จะเกิดขึ้นจึงต้องพิจารณาเสียก่อนว่ากรณีใดหมายความว่าคำเสนอและคำสนองถูกต้องตรงกัน
🍙คำเสนอเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวที่ต้องมีผู้รับการแสดงเจตนา ต้องมีข้อความแน่นอนชัดเจนในข้อสาระสำคัญในเรื่องนั้น ๆ เพียงพอที่จะก่อให้เกิดสัญญาได้เมื่อมีคำสนองรับคำเสนอมา เจตนาที่แสดงออกมานั้นหากไม่มีข้อความชัดเจนแน่นอน อาจเป็นเพียงคำปรารภหรือคำเชื้อเชิญให้ทำคำเสนอเท่านั้น ไม่ใช่คำเสนอและมีผลทำให้เจตนาที่ผู้รับแสดงกลับมาก็ไม่ใช่คำสนอง (เพราะยังไม่มีคำเสนอ) ไม่ก่อให้เกิดสัญญา
🍙ผลผูกพันคำเสนอ (การบอกถอนคำเสนอ) เมื่อคำเสนอมีผลแล้ว (168, 169) คำถามต่อมาคือคำเสนอจะสามารถถอนได้หรือไม่ โดยการถอนคำเสนอนั้นแยกพิจารณาตามมาตราต่าง ๆ ได้ ดังนี้
🍤1. กรณีการแสดงเจตนาต่อบุคคลซึ่งอยู่เฉพาะหน้า (มาตรา 168) ซึ่งมีผลเมื่ออีกฝ่ายทราบคำเสนอ
🍥> หากคำเสนอนั้นบ่งระยะเวลาให้ทำคำสนอง (มาตรา 354) = ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้ผู้ทำคำเสนอจะบอกถอนไม่ได้
🍥> หากคำเสนอนั้นไม่ได้บ่งระยะเวลาให้ทำคำสนอง (มาตรา 356) = หากผู้รับคำเสนอไม่สนองรับทันทีคำสนองก็จะสิ้นผลไป (มาตรา 357) ซึ่งการที่ผู้สนองไม่ได้สนองรับทันที แต่มาสนองรับภายหลัง ถือเป็นคำสนองที่หน่วงเวลา กลายเป็นคำเสนอขึ้นใหม่ (มาตรา 359 วรรคหนึ่ง)
🍤2. กรณีการแสดงเจตนาต่อบุคคลซึ่งไม่ได้อยู่เฉพาะหน้า (มาตรา 169) ซึ่งมีผลเมื่อคำเสนอไปถึงอีกฝ่าย
🍥> หากคำเสนอนั้นบ่งระยะเวลาให้ทำคำสนอง (มาตรา 354) = ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้ผู้ทำคำเสนอจะบอกถอนไม่ได้
🍥> หากคำเสนอนั้นไม่ได้บ่งระยะเวลาให้ทำคำสนอง (มาตรา 355) = คำเสนอนั้นจะบอกถอนได้ต่อเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอันควรคาดหมายว่าจะได้รับคำสนอง
🍙การสิ้นผลของคำเสนอ
🍤1. ผู้รับคำเสนอบอกปัดไม่รับคำเสนอ (มาตรา 357) รวมไปถึงคำสนองที่มีเงื่อนไข หรือมีข้อความเพิ่มเติม ที่ถือเป็นคำบอกปัดไม่รับคำเสนอและกลายเป็นคำเสนอใหม่ (มาตรา 359 วรรคสอง)
🍤2. เมื่อผู้รับคำเสนอไม่สนองรับคำเสนอภายในเวลาที่กำหนดหรือพึงคาดหมายได้ (มาตรา 357 ประกอบมาตรา 354, 355 หรือ 356 แล้วแต่กรณี) อย่างไรก็ดีแม้คำสนองนั้นจะไม่ได้มาถึงผู้เสนอภายในระยะเวลาที่ผู้เสนอได้กำหนดไว้แต่อาจมีกรณีตามมาตรา 358 ได้ที่ต้องพิจารณาประกอบ
🍤3. เมื่อผู้เสนอตายหรือตกเป็นคนไร้ความสามารถ (มาตรา 360) กรณีเป็นคำเสนอที่อยู่ห่างโดยระยะทางและผู้เสนอแสดงเจตนาว่าให้คำเสนอสิ้นผล หรือก่อนสนองรับผู้สนองรู้ถึงความตายหรือความไร้ความสามารถของผู้เสนออยู่แล้ว (มาตรา 360 นำไปใช้กับเรื่องคำมั่นด้วยแต่ไม่นำไปใช้กับเรื่องคำสนอง)
🍙คำสนองเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวที่ต้องมีผู้รับการแสดงเจตนา ซึ่งต้องแสดงเจตนาต่อบุคคลโดยเฉพาะเจาะจงคือต่อผู้เสนอเท่านั้น เว้นแต่ระบุเป็นอย่างอื่นในคำเสนอ คำสนองต้องมีข้อความชัดเจนแน่นอน ปราศจากข้อความเพิ่มเติม ข้อจำกัด หรือการแก้ไขอย่างอื่นซึ่งมีลักษณะเป็นการต่อรอง เพราะหากเป็นเช่นนั้น จะถือเป็นคำบอกปัดไม่รับคำเสนอและเป็นคำเสนอขึ้นใหม่ตามมาตรา 359 วรรคสอง
🍙กรณีไม่เกิดสัญญา (โดยหลักแล้วคำเสนอ คำสนองต้องตรงกันสัญญาเกิด แต่มีบางกรณีที่สัญญาไม่เกิด)
🍤1. ในกรณีเป็นที่สงสัย ถ้าข้อตกลงใดในสัญญาอันเป็นข้อสาระสำคัญที่คู่สัญญายังตกลงกันไม่ได้ สัญญายังไม่เกิด (มาตรา 366 วรรคหนึ่ง) แต่หากข้อตกลงนั้นไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ แม้คู่สัญญาไม่ได้ตกลงกันทุกข้อ สัญญาก็เกิดขึ้น (มาตรา 367)
🍤2. ในกรณีที่คู่สัญญาตกลงจะทำสัญญาเป็นหนังสือ ในกรณีเป็นที่สงสัยตราบใดที่ยังไม่ได้ทำสัญญาเป็นหนังสือ สัญญาก็ยังไม่เกิดขึ้น (มาตรา 366 วรรคสอง)
-------------
✅ ดูคอร์สติวและสมัครติวได้ที่ www.OhmsLawTutor.com/courses
✅ LINE Official :
(09.00-24.00 น. ทุกวัน)
หรือคลิก https://line.me/R/ti/p/%40ohmslawtutor
✅ โทร. 098-997-8919, 098-997-8915, 095-693-9789, 080-563-9789, 097-928-9289 (09.00-18.00 น. ทุกวัน)
#ฝากความสำเร็จให้เราดูแล ❤️
#สถาบันติวกฎหมายโอห์มลอว์
05/06/2026
#พระธรรมนูญ #ฎีกาน่าสนใจ #สอบเนติบัณฑิต
#สอบอัยการผู้ช่วย #สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา
👩⚖️ ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดพิจารณาและมีคำสั่งยกคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ของจำเลยทั้งสองโดยผู้พิพากษาเพียงคนเดียวเป็นองค์คณะ เป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) และมาตรา 26 เนื่องจากการพิจารณาพิพากษาคดีมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี ไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะออกคำสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25
👩🏾⚖️ ชั้นขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่เนื่องจากกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดโดยจำเลยทั้งสองกำลังรับโทษอยู่ แม้คำสั่งศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 และมีผลให้ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาก็ตาม แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ถือว่าสำนวนความตามคำร้องของจำเลยทั้งสองปรากฏแก่ศาลฎีกา ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขอกำหนดโทษใหม่โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาใหม่อีก (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1807/2568)
-------------
✅ ดูคอร์สติวและสมัครติวได้ที่ www.OhmsLawTutor.com/courses
✅ LINE Official :
(09.00-24.00 น. ทุกวัน)
หรือคลิก https://line.me/R/ti/p/%40ohmslawtutor
✅ โทร. 098-997-8919, 098-997-8915, 095-693-9789, 080-563-9789, 097-928-9289 (09.00-18.00 น. ทุกวัน)
#ฝากความสำเร็จให้เราดูแล ❤️
#สถาบันติวกฎหมายโอห์มลอว์
02/06/2026
#เลคเชอร์กฎหมาย
#การกระทำครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดเรื่องนั้น #กฎหมายอาญา
🪐องค์ประกอบภายนอกของความผิด หมายถึง เหตุทางข้อเท็จจริงที่กฎหมายนำมาเป็นองค์ประกอบความผิดในแต่ละฐาน ทั้งนี้ องค์ประกอบความผิดในแต่ละฐานนั้น สามารถแบ่งองค์ประกอบภายนอกได้ ดังนี้ 1.) ผู้กระทำ
2.) การกระทำ 3.) วัตถุแห่งการกระทำ 4.) พฤติการณ์ประกอบการกระทำ (บางฐานความผิด)🪐
⚡️1.) ผู้กระทำ แบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ คือ ผู้กระทำความผิดเอง ผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อม ผู้ร่วมกันในการกระทำความผิด
⚡️2.) การกระทำ ในองค์ประกอบภายนอกนี้ต่างจาก “การกระทำ” ในโครงสร้างที่ 1.1 ตรงที่ “การกระทำ” ตามโครงสร้างที่ 1.1 หมายความเพียงว่าเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายหรือไม่เคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึกหรือไม่ หากเป็นกรณีที่ไม่รู้สำนึก เช่น การเคลื่อนไหวร่างกายขณะละเมอ ก็ถือว่าไม่มีการกระทำ ตามความหมายของ “การกระทำ” ในโครงสร้างที่ 1.1 แต่ “การกระทำ” ตามองค์ประกอบภายนอกนี้หมายความว่า การกระทำโดยรู้สำนึกนั้น จะต้องถึงขั้นที่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด
⚡️3.) วัตถุแห่งการกระทำ หมายถึง สิ่งที่ผู้กระทำมุ่งหมายกระทำต่อ ข้อสังเกต : ความแตกต่างระหว่างการขาดองค์ประกอบภายนอกกับพยายามที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เนื่องจากวัตถุที่กระทำต่อตามมาตรา 81 ให้สังเกตว่า การที่จะเข้าหลักเกณฑ์ในเรื่องของการพยายามที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้นั้น อย่างแรกคือ การกระทำจะต้องครบองค์ประกอบของความผิดก่อน คือจะต้องยังมีวัตถุแห่งการกระทำอยู่ในขณะที่กระทำความผิด แต่ถ้าเป็นกรณีที่ไม่มีวัตถุแห่งการกระทำอยู่ในขณะที่กระทำความผิดเสียแล้ว จะเป็นเรื่องของการขาดองค์ประกอบภายนอกซึ่งจำเลยไม่ต้องรับผิดเลย
⚡️4.) พฤติการณ์ประกอบการกระทำ (บางฐานความผิด) พฤติการณ์ประกอบการกระทำนั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความผิด ดังนั้น การกระทำของผู้กระความผิดนั้นจะต้องมีลักษณะหรือพฤติการณ์ดังที่กฎหมายกำหนดด้วย จึงจะเป็นความผิด แต่ทั้งนี้ผู้กระทำไม่จำเป็นต้องรู้ว่าการกระทำของตนนั้นเข้าลักษณะพฤติการณ์ประกอบความผิด เนื่องจากมิใช่องค์ประกอบภายนอกที่เป็นข้อเท็จจริงตามมาตรา 59 วรรคสาม
-------------
✅ ดูคอร์สติวและสมัครติวได้ที่ www.OhmsLawTutor.com/courses
✅ LINE Official :
(09.00-24.00 น. ทุกวัน)
หรือคลิก https://line.me/R/ti/p/%40ohmslawtutor
✅ โทร. 098-997-8919, 098-997-8915, 095-693-9789, 080-563-9789, 097-928-9289 (09.00-18.00 น. ทุกวัน)
#ฝากความสำเร็จให้เราดูแล ❤️
#สถาบันติวกฎหมายโอห์มลอว์
29/05/2026
#ฎีกาใหม่ #วิอาญา #สอบผู้พิพากษา
#สอบอัยการผู้ช่วย #สอบเนติบัณฑิต
🔺 ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง" และมาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี ฯลฯ (5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี"
🔺 คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันเป็น 172 ข้อ โดยหลอกลวงผู้เสียหาย 70 คน เป็นหลายกรรม ทำให้ได้ไปซึ่งเงินของผู้เสียหายแต่ละรายตามเอกสารท้ายฟ้อง แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงหรือรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิด อันเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ซึ่งเหตุที่ไม่ปรากฏรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดน่าจะเป็นเพราะโจทก์หลงลืม จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยอันสามารถแก้ไขได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเหตุดังกล่าวโดยไม่สั่งให้โจทก์แก้ไขก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เห็นควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี หลังจากที่โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวแล้ว ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 28/2569)
-------------
✅ ดูคอร์สติวและสมัครติวได้ที่ www.OhmsLawTutor.com/courses
✅ LINE Official :
(09.00-24.00 น. ทุกวัน)
หรือคลิก https://line.me/R/ti/p/%40ohmslawtutor
✅ โทร. 098-997-8919, 098-997-8915, 095-693-9789, 080-563-9789, 097-928-9289 (09.00-18.00 น. ทุกวัน)
#ฝากความสำเร็จให้เราดูแล ❤️
#สถาบันติวกฎหมายโอห์มลอว์
26/05/2026
#เลคเชอร์กฎหมาย
#ผลของนิติกรรมที่ตกเป็นโมฆียะ #กฎหมายแพ่งและพาณิชย์
🧋การใด ๆ ที่ตกเป็นโมฆียะนั้น ผลคือเป็นนิติกรรมที่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายนับแต่ทำนิติกรรมจนกว่าจะถูกบอกล้างให้เป็นโมฆะตั้งแต่แรกได้ (มาตรา 176) หรืออาจให้สัตยาบันทำให้นิติกรรมนั้นสมบูรณ์แต่เริ่มแรก (มาตรา 177) ดังนี้ มีข้อสังเกตง่าย ๆ ว่า เมื่อมีการให้สัตยาบันแล้ว นิติกรรมย่อมสมบูรณ์แต่แรกจึงไม่สามารถที่จะบอกล้างได้อีก และเมื่อบอกล้างแล้วให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก คู่กรณีต้องกลับสู่ฐานะเดิม (ไม่ใช่คืนทรัพย์ตามหลักลาภมิควรได้) ถ้าเป็นการพ้นวิสัยก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้แทน
🍕ผู้ที่มีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรม ต้องเป็นบุคคลที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 175 เท่านั้น ดังนั้น ผู้ค้ำประกันจึงไม่มีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมได้ (ฎ.119/2519) คู่สมรสของผู้แสดงเจตนาโดยวิปริต ก็ไม่มีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมได้ (ฎ.2398/2535)
⏱ ระยะเวลาการบอกล้างโมฆียะกรรมต้องทำภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 181 คือ บอกล้างภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ หรือภายใน 10 ปี นับแต่ทำนิติกรรม โดยคำว่า “เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้” คือ เวลาที่มูลเหตุให้นิติกรรมเป็นโมฆียะได้สูญสิ้นไปแล้ว นอกจากนี้ในกรณีที่ผู้มีสิทธิบอกล้างมีหลายคน แม้ระยะเวลาของคนใดคนหนึ่งจะหมดไป ก็ไม่กระทบถึงสิทธิในการบอกล้างของบุคคลอื่น
🍕มาตรา 179 เป็นการขยายความว่าการให้สัตยาบันจะกระทำได้เมื่อเวลาใด เช่น ผู้เยาว์ย่อมให้สัตยาบันได้เมื่อบรรลุนิติภาวะ, ผู้แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดหรือถูกกลฉ้อฉลจะให้สัตยาบันได้เมื่อหลังจากเวลาที่ตนทราบว่าตนสำคัญผิดหรือถูกกลฉ้อฉลแล้ว ทั้งนี้ กรณีของผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ตามมาตรา 179 วรรคสี่ ไม่ให้นำความในวรรคหนึ่งและสองมาใช้ แปลว่าบุคคลดังกล่าวจะให้สัตยาบันได้ทันทีนับแต่เวลาที่ได้ทราบหรือรู้เห็นโมฆียะกรรมนั้นแล้ว กรณีของทายาทของบุคคลผู้ทำนิติกรรมตามวรรคสาม จะให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมได้นับแต่ผู้ทำนิติกรรมถึงแก่ความตาย
💡การบอกล้างโมฆียะกรรมนั้นต้องเป็นการแสดงเจตนาบอกล้างอย่างชัดแจ้ง แต่การให้สัตยาบันอาจกระทำโดยปริยายได้ตามมาตรา 180 (ต้องเกิดหลังจากเวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ตามมาตรา 179 แต่ต้องไม่ได้มีการแสดงสงวนสิทธิไว้ชัดแจ้ง ถ้ามีการสงวนสิทธิไว้ชัดแจ้งก็ไม่เป็นการให้สัตยาบัน)
-------------
✅ ดูคอร์สติวและสมัครติวได้ที่ www.OhmsLawTutor.com/courses
✅ LINE Official :
(09.00-24.00 น. ทุกวัน)
หรือคลิก https://line.me/R/ti/p/%40ohmslawtutor
✅ โทร. 098-997-8919, 098-997-8915, 095-693-9789, 080-563-9789, 097-928-9289 (09.00-18.00 น. ทุกวัน)
#ฝากความสำเร็จให้เราดูแล ❤️
#สถาบันติวกฎหมายโอห์มลอว์
22/05/2026
#แพ่ง #พินัยกรรม #ฎีกาน่าสนใจ #ฎีกาใหม่ #สอบอัยการผู้ช่วย #สอบเนติ #สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา
🔺 ขณะทำพินัยกรรมผู้ตายมีสติสัมปชัญญะ ส่วนที่พินัยกรรมแผ่นที่ 1 มีข้อความเขียนด้วยลายมือระบุสถานที่กับวันที่ทำพินัยกรรม แผ่นที่ 2 ระบุชื่อผู้เก็บรักษาพินัยกรรมและแผ่นที่ 3 ระบุชื่อและที่อยู่ของพยานทั้งสองในพินัยกรรม และข้อความอื่นระบุด้วยการพิมพ์ตัวอักษรก็ตาม แต่การระบุข้อความด้วยการเขียนด้วยลายมือนั้นเป็นข้อความเดิม ไม่ใช่การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความเดิมให้เป็นอย่างอื่น
🔺 ดังนั้น ผู้ตายกับ ข. และ ท. จึงไม่จำต้องลงลายมือชื่อกำกับข้อความที่เขียนด้วยลายมือนั้น ส่วนที่ผู้ร้องรู้เห็นและอยู่ด้วยขณะผู้ตายทำพินัยกรรมนั้นไม่มีกฎหมายกำหนดห้ามผู้รับพินัยกรรมอยู่ร่วมรู้เห็นขณะผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้แก่ผู้รับพินัยกรรม เมื่อพินัยกรรมระบุวัน เดือน ปี ขณะทำพินัยกรรม ผู้ตายลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้าพยานพร้อมกันสองคน และพยานทั้งสองคนลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อผู้ตายไว้ในขณะนั้น พินัยกรรมของผู้ตายจึงสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1656 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3303/2568)
-------------
✅ ดูคอร์สติวและสมัครติวได้ที่ www.OhmsLawTutor.com/courses
✅ LINE Official :
(09.00-24.00 น. ทุกวัน)
หรือคลิก https://line.me/R/ti/p/%40ohmslawtutor
✅ โทร. 098-997-8919, 098-997-8915, 095-693-9789, 080-563-9789, 097-928-9289 (09.00-18.00 น. ทุกวัน)
#ฝากความสำเร็จให้เราดูแล ❤️
#สถาบันติวกฎหมายโอห์มลอว์