เรื่องเก่าเล่าสยาม

เรื่องเก่าเล่าสยาม

แชร์

เหตุการณ์ในอดีต - ปัจจุบัน ในสังคมไทย เพื่อให้เนื้อหาที่หลากหลาย
ไม่จำกัดเรื่องนำเสนอ

05/07/2020

ฉายา..."ศาลฎีกาภาษาไทย"....

วันนี้ นอกจากจะเป็นวัน “วันอาสาฬหบูชา” เป็นวันสำคัญสำหรับพุทธเเล้ว ซึ่งเป็นวันที่ที่มีพระรัตนตรัยครบองค์สาม คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งวันนี้ในสมัยพระพุทธกาล พระพุทธเจ้า ได้ทรงปฐมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” นั่นก็คือ พระสูตรที่ว่าด้วยมัชฌิมาปฏิปทา คือ ทางสายกลาง และอริยสัจ 4 หรือความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ถือเป็นการเริ่มต้นประกาศพระพุทธศาสนาแก่ชาวโลก อีกทั้งยังเป็นวันที่พระสงฆ์เกิดขึ้นเป็นรูปแรก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ

นอกจากนี้ วันที่ 5 ก.ค. ยังเป็นวันคล้ายวันเกิดของ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) นักปราชญ์ด้านภาษาไทย ผู้มีสมญานามว่า “ศาลฎีกาภาษาไทย” เป็นผู้แต่งตำราเรียนชุดแรกของไทย เรียกว่า “แบบเรียนหลวง” รวมถึงหนังสือกวีนิพนธ์อีกหลายเรื่องที่ทรงคุณค่าจนถึงปัจจุบัน แม้แต่ “กูเกิล” ก็ได้สร้างดูเดิล (Doodle) เพื่อร่วมย้อนรำลึกถึงพระ ยาศรีสุนทรโวหาร อีกด้วย(ที่ีมา: ผู้จัดการออนไลน์)

5 กรกฎาคม พ.ศ. 2365 เป็นวันเกิดของ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) (5 กรกฎาคม พ.ศ. 2365 - 16 ตุลาคม พ.ศ. 2434) เป็นชาวฉะเชิงเทรา เป็นผู้แต่งตำราเรียนชุดแรกของไทย เรียกว่า "แบบเรียนหลวง"ใช้สอนในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ และหนังสือกวีนิพนธ์ที่มีคุณค่าอีกหลายเรื่อง งานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง คือท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็น
แม่กองตรวจโคลงบรรยายประกอบรูปภาพเรื่อง "รามเกียรติ์" รอบระเบียง
พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อครั้งกรุงรัตนโกสินทร์
ครบรอบ 100 ปี และตัวท่านเองก็ได้รับหน้าที่เป็นผู้แต่งด้วยท่านหนึ่ง

ท่านจึงได้รับสมญาว่า......เป็นศาลฎีกาภาษาไทย


จุลศักราช 1233 ท่านได้คิดแบบสอนหนังสือไทย คือ มูลบทบรรพกิจเล่ม 1 วาหะนิตินิกรเล่ม 1 อักษรประโยคเล่ม 1 สังโยคพิธานเล่ม 1 พิศาลการันต์เล่ม 1 ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ให้เอาต้นฉบับหนังสือทั้ง 5 เรื่องนั้น ลงพิมพ์ที่โรงพิมพ์หลวง สำหรับจะได้จำหน่ายพระราชทานให้แก่ผู้เล่าเรียนต่อไป

ปั้นปลายของชีวิต พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) 21 กันยายน รัตนโกสินทรศก 110 ท่านป่วยมีอาการเป็นไข้เส้นให้สะบัดร้อนสะบัดหนาว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหมอหลวงมารักษาแต่อาการไม่ดีขึ้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาอมรสารทประสิทธิ์ศิลปะมารักษา มีอาการให้เหนื่อยหอบเป็นกำลัง รับประทานอาหารไม่ใคร่ได้ ครั้นถึง ณ วัน 6 เดือน 11 ขึ้น 14 ค่ำ ปีเถาะตรีศก 1253 ตรงกับวันที่ 16 เดือนตุลาคม รัตนโกสินทรศก 110 ท่านได้สั่งให้านำดอกไม้ธูปเทียนมาทูลเกล้าฯ ถวายในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กราบถวายบังคมลา เวลาบ่าย 5 โมงเศษก็ถึงแก่อนิจกรรม สิริอายุได้ 69 ปี รับพระราชทานโกศโถเป็นเกียรติยศ ต่อมาได้มีการพระราชทานเพลิงศพพระยาศรีสุนทรโวหารเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2438 ณ เมรุ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเป็นองค์ประธาน

ที่.ผู้จัดการออนไลน์ เเละวิกิพีเดีย google
หนังสือ บุคคลสำคัญด้านภาษาไทย

Photos 08/02/2017

สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 #เเห่งกรุงรัตนโกสินทร์

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ โปรดสถาปนา สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20

#สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

พระนามว่า #สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ และวงเล็บต่อท้ายด้วยชื่อเดิม

(วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 มีรายงานว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โปรดสถาปนา สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็น สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 โดยจะมีการสถาปนา ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 11.00 น. ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม)

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ เป็นราชทินนามของสมเด็จพระราชาคณะ ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้นโดยปรับจากราชทินนาม "สมเด็จพระอริยวงษญาณ" ซึ่งใช้มาแต่เดิม และพระราชทานแก่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อู่) เป็นรูปแรก

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว) เจ้าคณะใหญ่คณะเหนือ เป็นสมเด็จพระสังฆราชในราชทินนามเดิม "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ" จึงใช้เป็นราชทินนามของสมเด็จพระสังฆราชที่เป็นสามัญชนมานับแต่นั้น

คณะสงฆ์ไทยมีสมเด็จพระสังฆราช ที่มีพระนาม #สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ เเล้วทั้งหมด 8 รูป เเละองค์ปัจจุบันที่จะสถาปนาในวันที่ 12 กพ.นี้ ณ วัดพระแก้ว ในพระบรมหาราชวัง ดังนี้

1. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อู่) วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร พ.ศ. 2394 - 2401
2.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว)วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหารพ.ศ. 2434-2442
3. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว) วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหารพ.ศ. 2481-2487
4.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภณ)วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร พ.ศ. 2503-2505
5.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร พ.ศ. 2506-2508
6.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺฐายี) วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร พ.ศ. 2508-2514
7.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร พ.ศ. 2515-2517
8.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน)



#สารานุกรม

Photos 11/11/2016

พระบรมรูปทรงม้า กับ อนุสรณ์เเหงความรักของประชาชน

พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระบรมรูปทรงม้า เกิดเเจากพระราชดำริของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ ครั้งดำรงพระอิสริยศในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามกุฏราชกุมาร เพื่อเป็นของขวัญตอนรับการเสร็จกลับจากการประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ ในปี ๒๔๕๐ และพระราชพิธี "รัชมังคลาภิเษก" เนื่องในโอกาสเถลิงถวัลย์ราชสมบัติครบ ๔๐ ปี ด้วย

การจัดงานนั้นใช้บริเวณลานพระราชวังดุสิตในการจัดงาน เเละตามถนนราชดำเนินไปจนถึงพระบรมหาราชวังมีการจัดงานออกร้าน รื่นเริ่ง เเละตกเเต่งบ้านเรือนประดับธง เพื่อถวายการตอนรับ

เมื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์เเล้ว ประชาชนผู้มีความจงรักภักดีในพระองค์ท่าน จึงทำให้ยอดการบริจาคเงินนั้นทะลุเป้าอย่างมากมาย(ค่าใช้จ้่ายสร้างพระบรมรูปทรงม้า มีราค่าว่าจ้าง ๑ เเสนบาทไทย) ยอดบริจาคกว่า ๑ ล้านบาทในครั้งกระนั้น

ต้นแบบพระบรมรูปทรงม้ามาจากพระบรมรูปของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส ที่กรุงปารีส จ้างช่างปั่นด้วยฝีมือนายช่างชาวฝรั่งเศส บริษัท ซุซเซอร์ เฟรสฟอร์เดอร์ ในวโรกาส ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอย่หัวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ เเละพระองค์ก็เสด็จเป็นนายแบบให้ช่างปั่นด้วยพระองค์เอง จนเเล้วเสร็จ

เมื่อสร้างเสร็จเเล้วก็ขนย้ายพระบรมรูปกลับสยาม ในเวลานั้นก็ประจวบเหมาะกับพระราชพิธี "รัชมังคลาภิเษก" เนื่องในโอกาสเถลิงถวัลย์ราชสมบัติครบ ๔๐ ปี เเละยังเป็นของขวัญที่ชาวสยามจัดเป็นของถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในโอกาสเสด็จกลับจากประพาสยุโรปอีกโอกาสหนึ่ง พระองค์ทรงเป็นองค์ประธานเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ด้วยองค์เอง

(มีเรื่องเล่ากันว่า พระบรมรูปของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ ม้าของพรพะองค์ยกขาขึ้นทั้ง ๒ ข้าง เพื่อเเสดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่เป็นนักรบ เป็นวีรบรุบุษในสงคราม ม้าของพระองค์จึงยกขา เเต่เมื่อสยามว่าจ้างช่างก็ตกลงเอาเเบบเดียวกันกับแบบพระบรมของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ เเต่ช่างปั้นกับปั้นม้าไม่ยกขา เพราะเห็นว่ารัชกาลที่ ๕ ทรงเป็นนักปกครอง(ที่ยิ่งใหญ่) มากกว่าการเป็นนักรบในสงคราม ดังนั้นม้าของพระองค์ทั้ง ๔ ขาจึงเท้าติดพื้นดินหมดอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบันนี้)

ในปัจจุบันถึงแม้มิใช่วันที่ 23 ตุลาคม ก็จะมีประชาชนจำนวนมากพากันไปสักการบูชาที่ลานพระบรมรูปอยู่เสมอโดยเฉพาะในคืนวันอังคาร ซึ่งตรงกับวันพระราชสมภพของพระองค์ โดยมีความเชื่อว่าจะเสมือนหนึ่งไปรอเฝ้ารัชกาลที่ 5 โดยในเวลา 4 ทุ่ม พระองค์ท่านจะเสด็จมาประทับ ณ พระบรมรูปทรงม้าด้วย

อ้างอิง กระปุก วิกิพีเดีย

Photos 16/10/2016

การประโคมย่ำยาม

การประโคมย่ำยามเป็นราชประเพณีโบราณในพระบรมมหาราชวังเพื่อเป็นสัญญาณให้ข้าราชการรู้กำหนดเวลาในการปฏิบัติหน้าที่และการประโคมย่ำยามเวลามีพระบรมศพ หรือพระศพพระราชวงศ์ตลอดจนขุนนางผู้ใหญ่
เมื่อรัชกาลที่ ๔ โปรดให้สร้างหอนาฬิกาเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนหน้าพระคลังแสง ชั้นล่างแขวนระฆังหล่อเป็นโลหะสีแดง มีพนักงานตีระฆังบอกเวลาเมื่อพนักงานตีระฆังจบ พนักงานประโคมนุ่งกางเกงมัสรู่เสื้อเข้มขาบ สวมหมวกทรงประพาสโหมดเทศยอดจุกเป่าแตรงอน ๒ นาย แตรฝรั่ง ๒ นาย ย่ำมโหระทึก ๑ นาย ประโคมย่ำยาม
สมัยรัชกาลที่ ๕ ได้รื้อหอนาฬิกาและพระคลังแสงเพื่อใช้พื้นที่สร้างพระที่นั่งบรมพิมาน ได้ย้ายระฆังมาแขวนที่ซุ้มป้อมยามประตูเหล็กเพชร ประตูทางเข้าพระที่นั่งบรมพิมาน กำหนดให้ทหารรักษาวังเป็นผู้ตีระฆังและพนักงานเครื่องสูงทำหน้าที่ประโคมย่ำยามตามราชประเพณี
ครั้นพุทธศักราช ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร ประทับรักษาพระองค์ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เสนาบดีวังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ระงับการตีระฆังและการประโคมย่ำยาม เพื่อมิให้เสียงดังอันจะรบกวนเบื้องพระยุคลบาท จึงเว้นการปฏิบัติแต่นั้นมา ยังมีแต่ราชประเพณีประโคมย่ำยามพระบรมศพและพระศพ

จุดประสงค์การประโคมย่ำยาม
การบรรเลงดนตรีไทยในงานพระราชพิธีเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์และพระบรมราชวงศ์ประการหนึ่งควบคู่ไปกับการประโคมของงานเครื่องสูง
ตามโบราณราชประเพณี การประโคมย่ำยามในงานพระราชพิธีพระบรมศพหรือพระศพ มีจุดประสงค์เพื่อเป็นสัญญาณให้ทราบกำหนดเวลาปฏิบัติหน้าที่ แต่เดิมดนตรีที่ใช้ประโคมย่ำยามมีเฉพาะวงแตรสังข์และวงปี่ไฉนกลองชนะอยู่ในงานเครื่องสูงของสำนักพระราชวัง
ประโคมย่ำยามทุก ๓ ชั่วโมง เริ่มเมื่อ ๐๖.๐๐ น. – ๒๔.๐๐ น. รวม ๗ ครั้ง ก่อนเสียงประโคมย่ำยามจะดังขึ้น เริ่มด้วยแตรสังข์ กับปี่ไฉน กลองชนะ มีการประโคมย่ำยามทุก ๓ ชั่วโมง คือ
ยาม ๑ เวลา ๐๖.๐๐ น.
ยาม ๒ เวลา๐๙.๐๐ น.
ยาม ๓ เวลา ๑๒.๐๐ น.
ยาม ๔ เวลา ๑๕.๐๐ น.
ยาม ๕ เวลา๑๘.๐๐ น.
ยาม ๖ เวลา ๒๑.๐๐ น.
ยาม ๗ เวลา ๒๔.๐๐ น.
การประโคมย่ำยาม มีขั้นตอนเรียงลำดับ ดังนี้
1.วงประโคมลำดับที่ 1 คือ วงแตรสังข์ ประกอบด้วยเครื่องดนตรี สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ประโคม "เพลงสำหรับบท" จบแล้ว วงประโคมวงที่ 2 จึงเริ่มขึ้น
2.วงประโคมลำดับที่ 2 คือ วงปี่ไฉนกลองชนะ (หรือเรียกว่า วงเปิงพรวด) ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ปี่ไฉน กลองชนะ เปิงมาง "ประโคมเพลงพญาโศกลอยลม" จบแล้ว วงประโคมวงที่ 3 จึงเริ่มขึ้น
3.วงประโคมลำดับที่ 3 คือ วงปี่พาทย์นางหงส์ ประกอบด้วย ปี่ชวา ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ตะโพน กลองทัด ฉิ่ง "ประโคมเพลงชุดนางหงส์"

14/10/2016

#พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่
14 ตุลาคม 2559

ตอนสายวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 หลังมีข่าวแพร่ ในหลวงอานันทมหิดล สวรรคตไปไม่กี่ชั่วโมง หน้าพระบรมมหาราชวัง คลาคล่ำไปด้วยประชาชน ทุกคนมีใบหน้าเศร้า

ตอนหนึ่งในหนังสือ “ในหลวงกับคึกฤทธิ์ “สละ ลิขิตกุล พรรณนาว่า “เรามองดูหน้ากันแล้วก็น้ำตาไหล ผู้เฒ่าผู้แก่บางคนร่ำรำพัน พระทูลกระหม่อมแก้ว จะทรงทิ้งพสกนิกรไป โดยมิให้ร่องรอยอันใดไว้เลยเจียวหรือ?”

ความสูญเสียยิ่งใหญ่ในใจประชาชนแต่กระนั้น หากไปเปรียบกับความสูญเสีย ที่สมเด็จพระราชชนนี และสมเด็จพระอนุชา ทรงได้รับ สาหัสรุนแรงยิ่งกว่าเป็นร้อยเท่าพันทวี

หนังสือ “พระมามลายโศกหล้า เหลือสุข” บันทึกความรู้สึกของผู้ที่ได้เคยมีโอกาสเข้าเฝ้าทั้งสามพระองค์...ว่า “ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยเห็นแม่ลูกที่ไหนรักกันมากเท่านี้ คำก็แม่ สองคำก็แม่ แม่รักลูกเสียจริงๆ

ประเดี๋ยวๆก็เข้ากอดกันซ้ายคนขวาคน นันท์อย่างนั้น เล็กอย่างนี้ แต่ละพระองค์ ล้วนแต่เป็นดวงพระราชหฤทัยของกันและกัน

สมเด็จพระอนุชาจะทรงรับขึ้นครองราชย์ สืบต่อจากสมเด็จ พระบรมเชษฐา...หรือไม่ หนังสือ ภ.ป.ร.สมเด็จพระนางเจ้า พระบรม ราชินีนาถ โปรดเกล้าให้จัดพิมพ์ พ.ศ.2511 กล่าวไว้ว่า

เดิมทีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้ว่า พระองค์จะทรงครองราชสมบัติ เพียงชั่วระยะเวลาจัดงานพระบรมศพให้งดงามสมพระเกียรติเท่านั้น

พระชนมายุ 18 พรรษา ไม่ทำให้ทรงรู้สึกว่า จะมีกำลังพระทัยเป็นพระเจ้าแผ่นดินไปได้ตลอด การสูญเสียพระบรมเชษฐาธิราช ที่ทรงรักและใกล้ชิดสนิทสนมกันมาตลอดเวลา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ไม่เคยเตรียมพระราชหฤทัย และกำลังพระวรกายมาสำหรับรับหน้าที่นี้เลย “คิดแต่จะเกิดมาเป็นน้องของพี่เท่านั้น”

แต่ก็มีเหตุให้เปลี่ยนพระหฤทัย วันหนึ่งขณะเสด็จไปถวายบังคมพระบรมศพ ประชาชนคนหนึ่งที่มารอเฝ้า กราบบังคมทูลว่า “ต่อไปนี้ไม่มีในหลวงแล้ว”

“ในหลวงยังอยู่” ทรงมีรับสั่งปลอบ“พระอนุชาต่างหาก ไม่มีแล้ว”

ท้าวโสภานิเวศน์ (ดำเนิน กัมปนานนท์) ย้อนความทรงจำ เหตุการณ์ต่อไป

พอเสด็จกลับ พระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ข้างพระองค์ สมเด็จพระ ราชชนนี ทั้งสองพระองค์ประทับบนพระเก้าอี้องค์เดียวกัน ต่างพระองค์หันพระพักตร์หนีกันทรงพระกันแสง คนหมอบเฝ้าอยู่ ต่างก้มเปิดหีบทำเป็นค้นอันนั้นอันนี้
ข่าวลือก็มีต่างๆว่า “เขาจะมาฆ่าอีก” พวกเราก็ไปนั่งเฝ้ากัน ผู้หญิงทั้งนั้น

ตามกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ ให้สมเด็จพระอนุชาเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ รัฐสภาประชุมกันลงมติเห็นชอบ

จนเมื่อเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ ทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้า กราบบังคมทูล สมเด็จพระราชชนนี ว่า สมเด็จพระอนุชามีสิทธิในราชบัลลังก์นั้น

สมเด็จพระราชชนนี ก็ได้ตรัสถามพระราชโอรสว่า “รับไหมลูก”

“รับ”

บรรดาผู้ที่อยู่ในที่ประชุมนั้น จึงพร้อมใจกันกราบถวายบังคม

วันเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศสวิตฯ ขณะประทับรถพระที่นั่งไปสู่สนามบินดอนเมือง ทรงได้ยินเสียงตะโกนดังๆ “ในหลวงอย่าทิ้งประชาชน” ทรงนึกตอบบุคคลนั้นในพระราชหฤทัย

“ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนอย่างไรได้”

ถึงวันนี้ กาลเวลาผ่านเลยมาเนิ่นนานกว่า 70 ปี แม้วาระเสด็จดับขันธ์คัลไลย คนไทยก็ยังรู้สึกตรงกัน พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ ไม่เคยทิ้งประชาชนของพระองค์ไปที่ไหนเลย.

อ้างอิงจาก
#หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
#คอลัมน์ชักธง
#กิเลนประลองเชิง
#เป็นความรู้

Photos from เรื่องเก่าเล่าสยาม's post 13/10/2016

เป็นเรื่องที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น(เร็วๆ เเบบนี้) เเต่มันก็เกิดขึ้นจนได้วันที่ #พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต สิริพระชนมพรรษา ๘๙ ปี ทรงครองสิริราชสมบัติ ๗๐ ปี
๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ เวลา ๑๕.๕๒ นาที

Photos 06/04/2016

"รัตนโสินทร์ บรมราชจักรีวงศ์..... 234 ปี"

วันจักรี 6 เมษายน

วันจักรี ภาษาอังกฤษคือ Chakri Memorial Day ตรงกับวันที่ 6 เมษายนของทุกปี สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หรือพระรามาธิบดีที่ 1 เสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ดังนั้นในวันที่ 6 เมษายนของทุกปีจึงนับเป็นวันครบรอบการก่อตั้งราชวงศ์จักรี

นอกจากจะเป็นวันแห่งการก่อตั้งราชวงศ์จักรีแล้ว ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ยังเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชการทรงสร้างกรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงของไทยอีกด้วย จึงนับเป็นวันครบรอบกรุงเทพมหานคร ซึ่งในปัจจุบัน (พ.ศ. 2559) กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 234 ปี

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2416 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้หล่อพระบรมรูปของพระเจ้าอยู่หัวทั้ง 4 พระองค์ ซึ่งก็คือรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 4 เพื่อประดิษฐานไว้ให้พระมหากษัตริย์องค์ต่อมาและพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงข้าราชการและประชาชน ได้ถวายบังคมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเป็นธรรมเนียมปีละครั้ง โดยได้มีการโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และได้มีการย้ายที่อีกหลายครั้งไม่ว่าจะเป็นพระพี่นั่งพุทไธสวรรย์ปราสาท หรือพระที่นั่งศิวาลัยปราสาท

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพระบรมรูปของทั้ง 4 พระองค์ มาไว้ ณ ปราสาทพระเทพบิดร ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พร้อมกับพระบรมรูปของรัชกาลที่ 5

ทั้งนี้การซ่อมแซม ก่อสร้าง และประดิษฐานพระบรมรูปทั้ง 5 รัชกาล มาแล้วเสร็จในเดือนเมษายน พ.ศ. 2461 จึงได้มีพระบรมราชโองการประกาศตั้งพระราชพิธีถวายบังคมพระบรมรูป ในวันที่ 6 เมษายนในปีนั้น และได้โปรดเกล้าฯ ให้เรียกว่า "วันจักรี"

นวันจักรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ จะเสด็จฯ บำเพ็ญพระราชกุศลให้กับบูรพมหากษัตริย์ ณ พระอุโบสถวัดพระแก้ว และเสด็จฯ วางพวงมาลา ณ พระบรมราชานุสรณ์ของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ที่เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า

ทุกวันที่ 6 เมษายน หรือวันจักรี รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ แต่หากวันจักรีในปีใดตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์ ให้หยุดชดเชยได้ในวันทำการถัดไป

ขอบคุณ kapook เเละ วิกิพีเดีย

Photos 06/12/2015

"นายเทียบ คนของลูกโต".......รัชกาลที่ 5 ทรงรับสั่งถึง.....

เทียบ อัศวรักษ์ อดีตนายตำรวจยศร้อยโท เเห่งโรงพักนางเลิ้ง ชำนาญในการขี้ม้า ขณะเป็นนักเรียน

เมื่อได้รับหน้าที่ในการขี้ม้านำขบวนเสด็จหลวง ลักษณะสง่างามกว่านายตำรวจคนอื่น เป็นที่สังเกตุเเละเป็นเหตุให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ (เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ร.6) ได้ทอดพระเนตรเห็นนายเทียบด้วยเช่นกัน

จึงรับสั่งให้พระยาบำเรอภักดิ์(ณ มหาชัย) หาตัว เเละนำถวายเป็น "มหาดเล็กสมเด็จพระบรมฯ" โปรดให้ถวายงานตามพระราชประสงค์ เเละชุบเลี้ยงจนได้เป็น "พระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง(เทียบ อัศวรักษ์)"

ความสัมพันธ์ของมหาดเล็กคนนี้กับสมเด็จพระบรมฯ ทรงเป็นที่โปรดปรานอย่างมาก ไปไหนต้องมีมหาดเล็กชื่อนายเทียบตลอดเวลา ซึ่งถือว่าเป็นช่วง "กำลังขึ้น" รับใช้อย่างใกล้ชิด เป็นมหาดเล็กขับรถยนต์ รถม้าพระที่นั่ง กำหนดการประพาส จนเป็นที่พอพระราชหฤทัยอย่างมาก จนได้เป็นหัวหน้านายในในวังสราญรมย์ เเละเป็นที่มาของรับสั่งจากรัชกาลที่ 5 ว่า "นายเทียบ คนของลูกโต" ผู้คนเรียกกันว่า "คนของสมเด็จพระบรมฯ"

เเต่ก็มีเหตุให้ประสบปัญหาความสัมพันธ์กันระหว่างนายเทียบกับพระองค์ อยู่ในช่วงขณะหนึ่ง เมื่อคราวจะทรงผนวก จนถึงขั้นพระองค์ทรงตรัสประชดประชันว่า "แกไปทางโลก ฉันจะไปทางธรรม ทั้งสองร่วมทางกันไม่ได้" ด้วยความน้อยพระราชหฤทัยที่นายเทียบจะเเต่งงานกับ หลี จุลกะ ลูกสาวพระภาษีสมบัติ

เเละเป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อเติมโตในหน้าที่การงานเเละรับใช้ใกล้ชิดพระองค์รัชกาลที่ 6 เเลัวกลับมีบทบาทไม่เหมือนกับมหาดเล็กที่โปรดปรานเช่น เจ้าพระยารามราฆพ พระยาอนิรุทธเทวา และพระยานรรัตนราชมานิต ที่ปรนนิบัติรับใช้เหมือนนางใน เเต่ พระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง กลับต้องไปทำงานราชการต่างประเทศบ้าง ตามหัวเมืองห่างไกลเมืองหลวง มีบทบาทนอกพระราชวังมากกว่า

นี้เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกบันทึกในหนังสือ"เรื่อง นายใน สมัยรัชกาลที่ 6" ที่สะท้อนให้เห็นถึงพระราชนิยมนายในเพื่อมารับใช้ก่อนที่พระองค์จะขึ้นครองราชย์เสียอีก และเมื่อเสวยราชเเล้วยิ่งเพิ่มจำนวนมหาดเล็กชายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นเพราะพระองค์ทรงคุ้นเคยมาจากการเสด็จทรงศึกษาต่างประเทศเป็นเวลานานก็เป็นได้

อ้างอิง : หนังสือ "เรื่อง นายใน สมัยรัชกาลที่ 6" ชานันท์ ยอดหงษ์ พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2558

Photos 27/09/2015

ราชทูตไทย ก็ ไปเมืองญวน

วันนี้เมื่อในอดีต 27 กันยายน 2346

ราชทูตไทยไปเมืองญวน นำเครื่องยศกษัตริย์ 18 อย่าง ไปพระราชทานให้พระเจ้าเวียดนาม ยาลอง (องเชียงสือ) พระเจ้า
เวียดนามรับของ 17 อย่าง เว้นแต่พระมาลาเบี่ยงถวายคืน ไม่กล้ารับพระราชทาน อ้างว่าเป็นของสูง สมัยก่อนญวนเป็นเขต
อิทธิพลของกรุงรัตนโกสินทร์ ต้องถวายต้นไม้เงินต้นไม้ทอง

สมเด็จพระจักรพรรดิซา ล็อง (เวียดนาม: Gia Long) หรือเป็นที่รู้จักกันในพระนาม พระเจ้าเวียดนามยาลอง หรือ องเชียงสือ ตามพงศาวดารไทย (8 กุมภาพันธ์ 2305-3 กุมภาพันธ์ 2363) ปฐม จักรพรรดิ แห่ง ราชวงศ์เหงียน ราชวงศ์สุดท้ายของ เวียดนาม

หลังจากพ่ายแพ้ต่อ กบฏไตเซิน เมื่อปี 2321 องเชียงสือก็ได้ทำสงครามเพื่อกอบกู้แผ่นดินคืนจนถึงปี 2328 องเชียงสือจึงตัดสินใจลี้ภัยมาสยามเพื่อพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ต่อมาในปี 2332 หลังจากลี้ภัยในสยามได้ 4 ปีองเชียงสือและครอบครัวจึงตัดสินใจหนีกลับไปเวียดนาม เมื่อองเชียงสือเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิซา ล็องพระองค์จึงได้ถวายต้นไม้เงินต้นไม้ทองแก่รัชกาลที่ 1

หลังจากองเชียงสือเสด็จหนีกลับมาจากสยามพระองค์ได้รวบรวมผู้คนและอาวุธเข้าต่อสู้กับกบฏไตเซินรวมถึงได้กำลังสนับสนุนจาก ฝรั่งเศส ทำให้ในที่สุดองเชียงสือสามารถเอาชนะกบฏไตเซินได้อย่างเด็ดขาดในปี 2345 พร้อมกับประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนปีเดียวกันทรงพระนามว่า สมเด็จพระจักรพรรดิซา ล็อง พร้อมกับย้ายเมืองหลวงจาก ฮานอย มาที่ เว้

จักรพรรดิยา ลองเสด็จสวรรคต ณ พระราชวังยาลอง เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2363 ขณะพระชนม์ได้ 57 พรรษาหรือ 5 วันก่อนพระชนม์ครบ 58 พรรษา

ข้อมูลจาก วิกีพีเดีย

Photos 03/03/2015

พระมหาพิชัยมงกุฎ สมัย ร.4 ถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์ที่ฝรั่งเศส

พิพิธภัณฑ์พระราชวังฟงแตงโบล มีคนร้ายบุกเข้าไปขโมยวัตถุล้ำค่า จำนวน 15 ชิ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นมีพระมหาพิชัยมงกุฎจำลอง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ถวายแด่จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 พ.ศ. 2404 ด้วย

พระมหาพิชัยมงกุฎนี้ เป็นสิ่งที่รัชกาลที่ 4 ส่งเป็นเครื่องราชบรรณาการเจริญสัมพันธไมตรีต่อจักรพรรดินโปเลียน

สำหรับพระมหาพิชัยมงกุฎนี้ เคยถูกประเมินว่ามีมูลค่ามากที่สุดในพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว โดยตัวมงกุฎประกอบไปด้วยทองคำแท้ และอัญมณี ได้แก่ เพชร 233 เม็ด, ทับทิม 2,298 เม็ด, มรกต 46 เม็ด และไข่มุก 9 เม็ด

ด้านนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ตนได้โทรไปสอบถามนายอภิชาติ ชินวรรโณ เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งได้รับการยืนยันว่า ข่าวดังกล่าวเป็นความจริง

ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมของฝรั่งเศส เปิดเผยว่า คนร้ายที่ก่อเหตุครั้งนี้ สามารถเข้าไปในเขตหวงห้ามของปราสาท และขโมยวัตถุใช้เวลาเพียง 7 นาทีเท่านั้น

Cr.PBS NEWS

Photos 04/12/2014

4 ธันวาคม 2429 วันคล้ายวันประสูติสมเด็จฯ เจ้าฟ้านิภานพดล

สมเด็จหญิงน้อย หรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล วิมลประภาวดี กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี เป็นพระราชธิดาองค์ที่ 3 ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ประสูติเมื่อวันเสาร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2429

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล วิมลประภาวดี กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี เมื่อแรกประสูติดำรงพระยศเป็น “พระองค์เจ้านิภานภดล” ต่อมาในปีพุทธศักราช 2431 ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระยศขึ้นเป็น พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานภดล และเมื่อทรงเจริญพระชันษาโสกันต์แล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานภดล วิมลประภาวดี” เมื่อปีพุทธศักราช 2441

ทรงเป็นพระราชธิดาที่สมเด็จพระบรมชนกนาถพระราชทานพระเมตตามากพระองค์หนึ่ง ด้วยทรงพระปัญญาอุสาหะศึกษาวิชาความรู้ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงรอบรู้ราชกิจและวิชาการ จนสามารถรับราชการในตำแหน่งราชเลขาธิการฝ่ายใน สนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมราชนกนาถจนเสด็จสวรรคต และเมื่อคราวเสด็จประพาสยุโรปครั้งหลังในปีพุทธศักราช 2450 ยิ่งแสดงให้เห็นถึงพระราชหฤทัยที่สนิทเสน่หายิ่ง

เมื่อทรงมีพระราชหัตถเลขาพระราชทานมิได้ขาด รวมแล้วกว่า 43 ฉบับ ซึ่งภายหลังทรงรวบรวมพิมพ์เป็นหนังสือพระราชนิพนธ์ ไกลบ้าน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนแสดงถึงความรักความห่วงใยของพ่อที่ทรงมีต่อลูกได้ประจักษ์ชัดแจ้ง ดังข้อความที่ปรากฏในพระราชหัตถเลขา อาทิเช่น

“พ่อคิดถึงลูกเหลือประมาณทีเดียว สารพัดในการหนังสือที่เคยใช้ต้องทำเองทั้งสิ้น จนนอนฝันไปว่าให้หญิงน้อยอ่านหนังสือ Deuelopment of the European Nations ให้ฟัง (เพราะพ่อกำลังอ่านอยู่) นอนฟังสบาย (เพราะนอนจริงๆ) นึกเปลี่ยวใจที่ไม่มีใครช่วยในการหนังสือ ยังไม่เคยลืมคิดถึงแต่สักวันหนึ่งเลย”

และเมื่อทรงเล่าถึงเมืองโบราณต่างๆ ก็ทรงมีพระราชหัตถเลขา ต่อไปว่า

“เมืองเหล่านี้ พ่อเข้าใจว่าลูกรู้จักทั้งนั้น เพราะมีในหนังสือเช็คสเปียร์ที่เคยอ่าน ความรู้สึกมันขัน รู้สึกอี๋ๆ ปลื้มๆ คุ้นเคย เหมือนอย่างไปเมืองดาหา เมื่อสิงหัดส้าหรี เมืองกาหลังที่ชวา เกี่ยวด้วยเรื่องอ่านหนังสือเท่านั้น พูดกับคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือไม่รู้สึก”

ภายหลังในรัชกาลที่ 6 ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระยศเป็น “สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอฯ” เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พุทธศักราช 2453 และได้รับการสถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้านิภานภดล วิมลประภาวดี กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี” เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2468 ในรัชกาลที่ 7 ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น “สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ” และในรัชกาลที่ 8 ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล วิมลประภาวดี เจ้าฟ้ากรมขุนอู่ทองเขตรขัตติยนารี” เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พุทธศักราช 2478

หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2475 พระองค์ตัดสินพระทัยเสด็จออกไปประทับที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย พร้อมกับครอบครัวของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และสิ้นพระชนม์ที่นั่นเมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2478

ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย,ศิปะสมัยรัตนโกสินทร์

Photos 25/10/2014

แหลมตลุมฟุกพิลาป

ยีสิบห้าตุลาคมวันลมจัด พฤหัสบดีปีศูนย์ห้า(2505)
ปากพนังทั้งถิ่นกินน้ำตา ประสบวาตภัยประลัยลาญ ฯลฯ.
โดย "ตรึก พฤษะศรี"

วันนี้ในอดีต 25 ตุลาคม 2505 เกิดเหตุการณ์มหาวาตภัย ซึ่งเกิดลมพายุโซนร้อนเป็นพายุหมุนพัดเข้าเต็มพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีความเร็วประมาณ 90 กม.ต่อชั่วโมง ทั้งแรงลมที่พัดใส่อาคารบ้านเรือนโยกคลอน หลังคาหลุดปลิวและลอยทั่วไปทั้งจังหวัด แล้วแรงคลื่นยักษ์ ซึ่งสูงกว่า 2-3 เมตร ยังโถมพัดเข้าใส่แหลมตะลุมพุกจนหมู่บ้านขนาดประชากร 4,000 คนราบเรียบเหลืออยู่เพียง 5 หลังเท่านั้น พายุโซนร้อนแฮเรียตเริ่มพัดเข้าใส่จังหวัดนครศรีธรรมราชตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2505 ตั้งแต่ยังเป็น ดีเปรสชั่นจนทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในบ่ายวันที่ 25 ตุลาคมนั้น ประมาณ 16.00 น. ทางขอบฟ้าตะวันออกและทิศใต้

ก็พลันมืดคลุ้มเหมือนอย่างผืนม่านกั้นแล้วเกิดเป็นสายๆ หลายสายแบบลมงวงช้างหรือลมป่องหรือลมหางหนู แต่ครั้งนี้มีเกิดหลายสายอย่างไม่เคยมีมาก่อน จากนั้นฝนคงตกหนักต่อไปจนค่ำเวลาประมาณ 19.00 น. ก็เกิดมีลมพัดอู้แรง จากทางทิศเหนือ บ้านหลายหลังเริ่มพังในขณะที่ทางทิศเหนือนั้นปรากฎเป็นเสียงดังลั่น เห็นแสงสว่างจ้าและน้ำก็ไหลเชี่ยวกรากเป็นฟองแตกพุ่งเข้าใส่แหลมตะลุมพุก แม้ที่ปากพนังน้ำในแม่น้ำก็ล้นท่วมเมืองเช่นกัน ลม ฝนและน้ำคลื่นยักษ์จากทาง ทิศเหนือนี้พัดกระหน่ำอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วสงบลงโดยผู้คนเกิดสับสนอลหม่าน บ้านพังบ้างแล้ว ที่เจ็บตายก็ช่วยเหลือกันไป ที่ยังรอดอยู่ต่างก็อพยพไปอยู่บ้านหลังที่ใหญ่มั่นคงแข็งแรงกว่า บางหลังอยู่กันเป็นร้อยคนเฉพาะที่โรงพระจีน นั้นอยู่กันถึง 300 คน แต่ลมพายุสงบเพียง 5 นาทีเท่านั้น น้ำที่ท่วมอยู่ประมาณ 2-3 เมตร ลดลงเพียง 1 คืบ

ก็บังเกิดลมจากทางทิศใต้พัดหวีดหวือเข้ามาใหม่ คราวนี้ทั้งแรงกว่าและระดับคลื่นก็สูงกว่าบ้านที่ถูกทิ้งโยกไว้นั้นพังในพริบตาขณะที่บ้านหลังมั่นคง จุดอพยพของคนนับร้อยๆ ค่อยๆ ถูกน้ำท่วมท้นจนมิด หรือไม่ก็หลุดลอยย้ายตำแหน่ง แตกรานกระทั่งไปกระทบต้นไม้ หลายหลังถูกคลื่นซัดพาลงไปกลางทะเล โดยทุกหลังล้วนแต่มีผู้คนแออัดยัดเยียดติดไปด้วย จากคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิตจากบางหลังๆ ละเพียง 2-3 ชีวิต เล่าว่าต่างกระเสือกกระสนดิ้นรนไม่ผิดกับแมวที่ถูกจับใส่กล่องโยน น้ำ ระลอกหลังนี้พายุพัดอยู่อีก 1 ชั่วโมง จึงสงบพร้อมกับระดับน้ำที่ลดลงทิ้งซากผู้คนสิ่งของที่ลอยไว้ตามยอดมะพร้าวและป่าแสม รวมทั้งผู้ที่รอดชีวิตทั้งหลายด้วยส่วนบนพื้นนั้น ซากศพ อาคารบ้านเรือนสิ่งของต่างๆ ระเกะระกะไปทั่ว

มหาวาตภัยที่แหลมตะลุมพุกคราวนั้น มีคนตายและสูญหายถึง 1,030 คน บาดเจ็บสาหัส 422 คน ไร้ที่อยู่อาศัย 16,170 คน อาคารบ้านเรือนทั่วทั้งจังหวัดพังทั้งหลัง 22,296 หลัง ชำรุด 50,775 หลัง สวนยางสวนผลไม้เสียหายประมาณ 791 ล้านต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระบรมราชานุเคราะห์ผู้ประสบวาตภัยในครั้งนี้หลายๆ ประการ รวมทั้งการก่อกำเนิดของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ก็เกิดขึ้นในครั้งนี้เช่นกัน

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้นายกรัฐมนตรีของไทยสมัยนัั้น คือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ บินตรงไปให้กำลังใจชาวปากพนังถึงที่ ประชาชนต่างให้การตอนรับและสวมกอดนายกรัฐมนตรี

พายุครั้งนี้มีชื่อเรียกว่า พายุโซนร้อน "แฮเรียต”

ข้อมูลจาก : www .เทศบาลเมืองทุ่งสง
ภาพจาก : www.เมือนคอน.com

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10200