วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต

วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต, การศึกษา, Bangkok.

การเจริญสติและกรรมฐานจากเรื่องความตายใช่น่ากลัวอย่างที่คิด โดย ภิกษุ นิรนาม 11/01/2016

https://www.youtube.com/watch?v=7HFiTH92YBM

การเจริญสติและกรรมฐานจากเรื่องความตายใช่น่ากลัวอย่างที่คิด โดย ภิกษุ นิรนาม ยถาปิ ปุปฺผราสิมฺหา กยิรา มาลาคุเณ พหู เอวํ ชาเตน มจฺเจน กตฺตพฺพํ กุสลํ พหุฯ ช่างดอกไม้ ย่อมร้อยพวงดอกไม้ จากกองดอกไม้ให้มากได้ฉันใด บุคคลผู้เกิดมาแล้วจำต้อง...

ภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวเลยซึ่งอายตนะนั้นว่าเป็นการมา เป็นการไป 11/01/2016

https://www.youtube.com/watch?v=PkSEuDP3qh8

ภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวเลยซึ่งอายตนะนั้นว่าเป็นการมา เป็นการไป ข้าพเจ้า(หมายถึงพระอานนท์เถระ)ได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในกุรุชนบท มีนิคมของชาวกุรุ ชื่อว่า กัมมาสทัมมะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรั...

ความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวง 11/01/2016

https://www.youtube.com/watch?v=T8p2Kz0okqs

ความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวง เราเป็นลูกพระพุทธเจ้า เราต้องเชื่อพ่อแม่ เราต้องรู้กายรู้ใจของเราไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเราจะได้มรดกของพระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้หอบเอานิพพานแล้วหายไปไหน นิพพานยั...

สุดท้ายยกเครื่องฉายหนังทิ้งไปคืนกายคืนใจให้โลก 11/01/2016

https://www.youtube.com/watch?v=_k8-aCaTTYw

สุดท้ายยกเครื่องฉายหนังทิ้งไปคืนกายคืนใจให้โลก ในหมู่มนุษย์ เหล่าชนที่ไปถึงฝั่งโน้น มีประมาณน้อย ส่วนหมู่สัตว์นอกนี้เลาะไปตามฝั่งทั้งนั้น ส่วนชนเหล่าใด ประพฤติตามธรรม ในธรรมอันพระตถาคตตรัสแล้ว โดยชอบ ชนเห...

16/11/2015

กายนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ หมดความยึดถือในกาย ก็ได้พระอนาคาฯ หมดความยึดถือในจิต เขาก็สมมุติเรียกว่า “พระอรหันต์”

Photos 16/11/2015

เราจะยังพระศาสนาของพระตถาคตให้รุ่งเรืองตลอดห้าพันปี

15/08/2015

ชาตินี้ต้องได้พระโสดาบัน ตั้งเอาไว้อย่างนี้ ใครว่าโลภก็โลภล่ะวะ เอาไว้ก่อนแหละ ตั้งเป้าไว้ก่อน ชาตินี้ขอเป็นพระโสดาบันให้ได้นะ ชาวพุทธต้องเอาอย่างนั้นเลยนะ ไม่ใช่ขอทำบุญทำทาน นั่งภาวนาทำสมาธิ อีกแสนๆชาติข้างหน้าค่อยให้ได้ธรรมะ โง่น่ะสิ ธรรมะของพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้เนิ่นช้าปานนั้นนะ ธรรมะของพระพุทธเจ้าให้ผลรวดเร็วมากเลย ถ้ารู้จักปฏิบัติที่ถูกต้อง ปฏิบัติได้สมควรแก่ธรรม ทำให้ถูกต้องก่อน แล้วก็ทำให้พอ แค่นี้เอง ไม่เนิ่นช้าเท่าไหร่หรอก
มันจะยากอะไรในการเรียนรู้ความจริงของกายของใจตัวเอง การปฏิบัติธรรมจริงๆก็คือการเรียนรู้กายรู้ใจของตัวเองเท่านั้นเองถ้ารู้เห็นความจริงแล้ว กายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา ตัวเราไม่มี แค่นี้ก็เป็นพระโสดาบันแล้ว ถ้าเห็นความจริงนะว่า กายนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ หมดความยึดถือในกาย ก็ได้พระอนาคาฯ หมดความยึดถือในจิต เขาก็สมมุติเรียกว่า “พระอรหันต์” มันมีแต่เรื่องเรียนรู้กายเรียนรู้ใจตั้งแต่ต้นจนจบเลยของการปฏิบัติ

Photos 13/08/2015

วันทามิ ภันเต, เจติยัง สัพพัง สัพพัตถะฐาเน สุปะติฏฐิตัง, สารีริกะธาตุ มะหาโพธิง พุทธะรูปัง สะกะลัง สะทา, กายะสา วะจะสา มะนะสา,

04/10/2014

ปฏิจจสมุปบาท แห่งการอยู่อย่างมี "เพื่อนสอง"
พระมิคชาละ ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ด้วยเหตุ
เพียงเท่าไรหนอ ภิกษุจึงชื่อว่า เป็นผู้มี การ อยู่ อย่างมีเพื่อนสอง พระเจ้าข้า?".
ดูก่อนมิคชาละ รูปทั้งหลายอันจะพึงเห็นได้ด้วยจักษุ เป็นรูปที่น่าปรารถนา
น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีรูปน่ารัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่ง
ความกำหนัดย้อมใจ มีอยู่; ถ้าหากว่าภิกษุย่อมเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ สยบมัวเมา
ซึ่งรูปนั้นไซร้,
แก่ภิกษุผู้เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญสยบมัวเมา ซึ่งรูปนั้นอยู่นั่นแหละ, นันทิ
(ความเพลิดเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น.
เมื่อนันทิ มีอยู่, สาราคะ (ความกำหนัดกล้า) ย่อมมี;
เมื่อสาราคะ มีอยู่, สัญโญคะ (ความผูกจิตติดกับอารมณ์) ย่อมมี:

ดูก่อนมิคชาละ! ภิกษุผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยการผูกจิตติดกับอารมณ์-
ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน นั่นแล เราเรียกว่า "ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง".
(ในกรณีแห่งเสียงทั้งหลายอันจะพึงได้ยินด้วยหูก็ดี, กลิ่นทั้งหลายอันจะพึงดมด้วยจมูกก็ดี,
รสทั้งหลายอันจะพึงลิ้มด้วยลิ้นก็ดี, โผฏฐัพพะทั้งหลายอันจะพึงสัมผัสด้วยผิวกายก็ดี, และธัมมารมณ์ทั้งหลาย
อันจะพึงรู้แจ้งด้วยใจก็ดี, พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ มีนัยอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปทั้งหลายอันจะ
พึงเห็นได้ด้วยจักษุ).
ดูก่อนมิคชาละ! ภิกษุผู้มีการอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ แม้จะส้องเสพเสนาสนะ
อันเป็นป่าและป่าชัฏ ซึ่งเงียบสงัด มีเสียงรบกวนน้อย มีเสียงกึกก้องครึกโครมน้อย
ปราศจากลมจากผิวกายคน เป็นที่ทำการลับของมนุษย์ เป็นที่สมควรแก่การหลีกเร้น
เช่นนี้แล้วก็ตาม ถึงกระนั้น ภิกษุนั้นเราก็ยังคงเรียกว่า ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง
อยู่นั่นเอง ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ตัณหานั่นแล เป็นเพื่อนสอง
ของภิกษุนั้น ตัณหานั้น อันภิกษุนั้นยังละไม่ได้แล้ว เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นเราจึงเรียกว่า
ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง, ดังนี้

ปฏิจจสมุปบาท แห่งการอยู่อย่างมี "เพื่อนคนเดียว"
พระมิคชาละได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ด้วยเหตุเพียง
เท่าไรหนอแล ภิกษุจึงชื่อว่า เป็นผู้มีการอยู่อย่างผู้เดียว พระเจ้าข้า?".

ดูก่อนมิคชาละ รูปทั้งหลายอันจะพึงเห็นได้ด้วยจักษุ เป็นรูปที่น่าปรารถนา
น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีรูปน่ารัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความ
กำหนัดย้อมใจ มีอยู่; ถ้าหากว่าภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่สยบ
มัวเมา ซึ่งรูปนั้นไซร้,
แก่ภิกษุผู้ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่สยบมัวเมา ซึ่งรูปนั้นอยู่นั่นแหละ,
นันทิ ย่อมดับ
เมื่อนันทิ ไม่มีอยู่, สาราคะ (ความกำหนัดกล้า) ย่อมไม่มี;
เมื่อสาราคะ ไม่มีอยู่, สัญโญคะ (ความผูกจิตติดกับอารมณ์) ย่อมไม่มี
:
ดูก่อนมิคชาละ! ภิกษุผู้ไม่ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยการผูกจิตติดกับอารมณ์
ด้วยอำนาจแห่งความเพลิดเพลิน นั่นแล เราเรียกว่า "ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว".
(ในกรณีแห่งเสียงทั้งหลายอันจะพึงได้ยินด้วยหูก็ดี, กลิ่นทั้งหลายอันจะพึงดมด้วยจมูกก็ดี,
รสทั้งหลายอันจะพึงลิ้มด้วยลิ้นก็ดี, โผฏฐัพพะทั้งหลายอันจะพึงสัมผัสด้วยผิวกายก็ดี, และธัมมารมณ์ทั้งหลาย
อันจะพึงรู้แจ้งด้วยใจก็ดี, พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ มีนัยอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปทั้งหลายอันจะ
พึงเห็นได้ด้วยจักษุ).
ดูก่อนมิคชาละ! ภิกษุผู้มีการอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ แม้อยู่ในหมู่บ้าน
อันเกลื่อนกล่นไปด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย, ด้วยพระราชา
มหาอำมาตย์ของพระราชาทั้งหลาย, ด้วยเดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ทั้งหลาย ก็ตาม;
ถึงกระนั้น ภิกษุนั้นเราก็เรียกว่า ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียวโดยแท้.ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า?
ข้อนั้นเพราะเหตุว่าตัณหานั่นแล เป็นเพื่อนสองของภิกษุนั้น ตัณหานั้น อันภิกษุนั้นละ
เสียได้แล้ว เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นเราจึงเรียกว่า ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว, ดังนี้ แล

Photos 04/10/2014

ปฏิจจสมุปบาท แห่งการอยู่อย่างมี "เพื่อนสอง"
พระมิคชาละ ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ด้วยเหตุ
เพียงเท่าไรหนอ ภิกษุจึงชื่อว่า เป็นผู้มี การ อยู่ อย่างมีเพื่อนสอง พระเจ้าข้า?".
ดูก่อนมิคชาละ รูปทั้งหลายอันจะพึงเห็นได้ด้วยจักษุ เป็นรูปที่น่าปรารถนา
น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีรูปน่ารัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่ง
ความกำหนัดย้อมใจ มีอยู่; ถ้าหากว่าภิกษุย่อมเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ สยบมัวเมา
ซึ่งรูปนั้นไซร้,
แก่ภิกษุผู้เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญสยบมัวเมา ซึ่งรูปนั้นอยู่นั่นแหละ, นันทิ
(ความเพลิดเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น.
เมื่อนันทิ มีอยู่, สาราคะ (ความกำหนัดกล้า) ย่อมมี;
เมื่อสาราคะ มีอยู่, สัญโญคะ (ความผูกจิตติดกับอารมณ์) ย่อมมี:

ดูก่อนมิคชาละ! ภิกษุผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยการผูกจิตติดกับอารมณ์-
ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน นั่นแล เราเรียกว่า "ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง".
(ในกรณีแห่งเสียงทั้งหลายอันจะพึงได้ยินด้วยหูก็ดี, กลิ่นทั้งหลายอันจะพึงดมด้วยจมูกก็ดี,
รสทั้งหลายอันจะพึงลิ้มด้วยลิ้นก็ดี, โผฏฐัพพะทั้งหลายอันจะพึงสัมผัสด้วยผิวกายก็ดี, และธัมมารมณ์ทั้งหลาย
อันจะพึงรู้แจ้งด้วยใจก็ดี, พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ มีนัยอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปทั้งหลายอันจะ
พึงเห็นได้ด้วยจักษุ).
ดูก่อนมิคชาละ! ภิกษุผู้มีการอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ แม้จะส้องเสพเสนาสนะ
อันเป็นป่าและป่าชัฏ ซึ่งเงียบสงัด มีเสียงรบกวนน้อย มีเสียงกึกก้องครึกโครมน้อย
ปราศจากลมจากผิวกายคน เป็นที่ทำการลับของมนุษย์ เป็นที่สมควรแก่การหลีกเร้น
เช่นนี้แล้วก็ตาม ถึงกระนั้น ภิกษุนั้นเราก็ยังคงเรียกว่า ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง
อยู่นั่นเอง ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ตัณหานั่นแล เป็นเพื่อนสอง
ของภิกษุนั้น ตัณหานั้น อันภิกษุนั้นยังละไม่ได้แล้ว เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นเราจึงเรียกว่า
ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง, ดังนี้

ปฏิจจสมุปบาท แห่งการอยู่อย่างมี "เพื่อนคนเดียว"
พระมิคชาละได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ด้วยเหตุเพียง
เท่าไรหนอแล ภิกษุจึงชื่อว่า เป็นผู้มีการอยู่อย่างผู้เดียว พระเจ้าข้า?".

ดูก่อนมิคชาละ รูปทั้งหลายอันจะพึงเห็นได้ด้วยจักษุ เป็นรูปที่น่าปรารถนา
น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีรูปน่ารัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความ
กำหนัดย้อมใจ มีอยู่; ถ้าหากว่าภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่สยบ
มัวเมา ซึ่งรูปนั้นไซร้,
แก่ภิกษุผู้ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่สยบมัวเมา ซึ่งรูปนั้นอยู่นั่นแหละ,
นันทิ ย่อมดับ
เมื่อนันทิ ไม่มีอยู่, สาราคะ (ความกำหนัดกล้า) ย่อมไม่มี;
เมื่อสาราคะ ไม่มีอยู่, สัญโญคะ (ความผูกจิตติดกับอารมณ์) ย่อมไม่มี
:
ดูก่อนมิคชาละ! ภิกษุผู้ไม่ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยการผูกจิตติดกับอารมณ์
ด้วยอำนาจแห่งความเพลิดเพลิน นั่นแล เราเรียกว่า "ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว".
(ในกรณีแห่งเสียงทั้งหลายอันจะพึงได้ยินด้วยหูก็ดี, กลิ่นทั้งหลายอันจะพึงดมด้วยจมูกก็ดี,
รสทั้งหลายอันจะพึงลิ้มด้วยลิ้นก็ดี, โผฏฐัพพะทั้งหลายอันจะพึงสัมผัสด้วยผิวกายก็ดี, และธัมมารมณ์ทั้งหลาย
อันจะพึงรู้แจ้งด้วยใจก็ดี, พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ มีนัยอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปทั้งหลายอันจะ
พึงเห็นได้ด้วยจักษุ).
ดูก่อนมิคชาละ! ภิกษุผู้มีการอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ แม้อยู่ในหมู่บ้าน
อันเกลื่อนกล่นไปด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย, ด้วยพระราชา
มหาอำมาตย์ของพระราชาทั้งหลาย, ด้วยเดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ทั้งหลาย ก็ตาม;
ถึงกระนั้น ภิกษุนั้นเราก็เรียกว่า ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียวโดยแท้.ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า?
ข้อนั้นเพราะเหตุว่าตัณหานั่นแล เป็นเพื่อนสองของภิกษุนั้น ตัณหานั้น อันภิกษุนั้นละ
เสียได้แล้ว เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นเราจึงเรียกว่า ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว, ดังนี้ แล

Photos 04/10/2014

การบรรพชา-อุปสมบท

(แบบ อุกาสะ)

คำกล่าว ขานนาค
เสมา

วันทาเสมา

๑. วันทาเสมา, บุชาพระรัตนตรัยต่อพระประธานในโบสถ์
(ยืนกล่าวคำวันทาเสมา)
อุกาสะ วันทามิ ภันเต, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต,
มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง, สามินา กะตัง ปัญญัง มัยหัง,
ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิฯ

( นั่งคุกเข่า กล่าวต่อ )
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต, อุกาสะ ทะวารัตตะ เยนะ
กะตัง, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต, อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ

( ลุกขึ้นยืน กล่าวต่อ )
วันทามิ ภันเต, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต,
มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง, สามินา กะตัง ปัญญัง มัยหัง,
ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิฯ
เสร็จแล้วไปหน้าพระอุโบสถ เพื่อโปรยทาน
จากนั้นจึงเข้าสู่พระอุโบสถ และบูชาพระรัตนตรัยต่อพระประธาน
พุทธะบูชา มหาเตชะวันโต, ธรรมะบูชา มหาปัญโญ,

สังฆะบูชา มหาโพคะวะโห, ปิโรกะนะถัง อะภิปูชะยามิ

๒.
อุ้มผ้าไตร เดินเข่าเข้าไปหาอุปัชฌายะ ผู้อุปสมบทพึงรับผ้าไตรอุ้มประนมมือเดินเข่าเข้าไปหาอุปัชฌายะ วางผ้าไตรไว้ข้างตัว ด้านซ้าย รับเครื่องสักการะถวายพระอุปัชฌายะ แล้วกราบลงด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง แล้วอุ้มผ้าใครประนมมือเปล่งวาจา ถึงสรณะและขอบรรพชาด้วคำมคธ
อุ้มผ้าไตร

ยืนขึ้น แล้วกล่าววาจาขอบรรพชา ดังนี้

อุกาสะ วันทามิ ภันเต, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต,
มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง, สามินา กะตัง ปัญญัง มัยหัง,
ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิฯ
อุกาสะ การุญญัง กัตตะวา, ปัพพัชชัง เทถะ เม ภันเต

(นั่งลงคุกเข่า ประนมมือ กล่าวต่อ)

อะหัง ภันเต, ปัพพัชชัง ยาจามิ
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต, ปัพพัชชัง ยาจามิ,
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต, ปัพพัชชัง ยาจามิ,

สัพพะทุกขะ, นิสสะระณะนิพพานะ, สัจฉิกะระณัตถายะ, อิมัง กาสาวัง คะเหตตะวา ปัพพาเชถะ มัง ภันเต, อะนุกัมปัง อุปาทายะฯ

(กล่าว ๓ หน -- พระอุปัชฌายะรับผ้าไตร)
แล้วกล่าวต่อไป
สัพพะทุกขะ, นิสสะระณะนิพพานะ, สัจฉิกะระณัตถายะ, เอตัง กาสาวัง ทัตตะวา ปัพพาเชถะ มัง ภันเต, อะนุกัมปัง อุปาทายะฯ

(กล่าว ๓ หน)
จากนั้น พระอุปัชฌายะให้โอวาท และบอก ตะจะปัญจะกะ กัมมัฎฐาน
ให้ผู้อุปสมบท กล่าวตามไปทีละบท ดังนี้

เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ
ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา



๓.
ผู้อุปสมบทออกไปครองผ้าไตรจีวร
ขอสรณะและศีล พระอุปัชฌายะชักอังสะออกจากชุดผ้าไตรสวมให้แล้ว สั่งให้ออกไปครองไตรจีวร ครั้นเสร็จแล้วเข้าไปหาพระอาจารย์ รับเครื่องสักการะถวายท่าน แล้วกราบ ๓ หน นั่งคุกเข่า ประนมมือเปล่งวาจา ขอสรณะและศีล ดังนี้ ...
สวมอังสะ
ครองผ้าไตร

ยืนประนมมือเปล่งวาจาขอสรณะและศีล

อุกาสะ วันทามิ ภันเต, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต,
มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง, สามินา กะตัง ปัญญัง มัยหัง,
ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิฯ

อุกาสะ การุญญัง กัตตะวา, ติสะระเณนะ สะหะ, สีลานิ เทถะ เม ภันเต
(นั่งลงคุกเข่า ประนมมือ กล่าวต่อ)

อะหัง ภันเต, สะระณะสีลัง ยาจามิ
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต, สะระณะสีลัง ยาจามิ,
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต, สะระณะสีลัง ยาจามิ,



๔.
ผู้บรรพชากล่าวคำนมัสการและสมาทานศีล
ตามพระอาจารย์ ลำดับนี้ พระอาจารย์กล่าวคำนมัสการ และสรณคมน์ นำให้ผู้บรรพชาว่าตาม ดังนี้ ...
สมาทานศีล

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะฯ
( ๓ หน)

พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ

>
ต่อไป เป็นการสมาทานสิกขาบท 10 ประการ ว่าตามไปเป็นบทๆ ดังนี้

• ปาณาติปาตา เวระมะณี
• อะทินนาทานา เวระมะณี
• อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี
• มุสาวาทา เวระมะณี
• สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฎฐานา เวระมะณี
• วิกาละโภชะนา เวระมะณี
• นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา เวระมะณี
• มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะมัณฑะนะวิภูสะนัฎฐานา เวระมะณี
• อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี
• ชาตะรูปะระชะตะปะฎิคคะหะณา เวระมะณี

.. อิมานิ ทะสะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิฯ ...
(บรรทัดนี้ กล่าว ๓ จบ)

กราบ ๑ ครั้ง


๕.
ผู้อุปสมบทรับบาตร และกล่าวคำขอนิสัย
ลำดับนี้ สามเณรพึงรับบาตร อุ้มเข้าไปหาพระอุปัชฌายะ แล้ววางไว้ข้างตัว ด้านซ้าย รับเครื่องสักการะถวายท่าน กราบ ๓ หน กล่าวคำ ขอนิสัย ดังนี้.....
สมาทานศีล

ยืนประนมมือเปล่งวาจาขอนิสัย

วันทามิ ภันเต, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต,
มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง, สามินา กะตัง ปัญญัง มัยหัง,
ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิฯ
(นั่งลงคุกเข่า แล้วกราบ ๓ ครั้ง)

จากนั้นรับบาตรอุ้มเข้าหาอุปัชฌาย์ วางไว้ข้างตัวด้านซ้าย
รับเครื่องไทยทานถวายพระอุปัชฌาย์ แล้วกราบ ๓ ครั้ง

ยืนประนมมือเปล่งวาจาขอนิสัย
อุกาสะ วันทามิ ภันเต, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต,
มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง, สามินา กะตัง ปัญญัง มัยหัง,
ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิฯ

อุกาสะ การุญญัง กัตตะวา, นิสสะยัง เทถะ เม ภันเต
(นั่งลงคุกเข่า ประนมมือ กล่าวต่อ)

อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ,
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ,

.. อุปัชฌาโย เม ภันเต โหหิ ...
(บรรทัดนี้ กล่าว ๓ จบ)

เมื่อพระอุปัชฌาย์ กล่าวว่า โอปายิกัง, ปะฎิรูปัง, ปาสาทิเกนะ สัมปาเทหิ
สามเณร กล่าวรับว่า อุกาสะ สัมปะฎิจฉามิ
(๓ ครั้ง ระหว่างประโยค)

(แล้วกล่าวดังต่อไปนี้)

อัชชะตัคเคทานิ เถโร, มัยหัง ภาโร, อะหัมปิ เถรัสสะ ภาโร
(กล่าว ๓ ครั้ง เสร็จแล้วกราบลง ๑ ครั้ง)

(ลุกขึ้นยืนประนมมือแล้วว่าต่อ)

วันทามิ ภันเต, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต, มะยา กะตัง
ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง, สามินา กะตัง ปัญญัง มัยหัง, ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิฯ
(นั่งลงคุกเข่า แล้วกราบ ๓ ครั้ง)

จากนั้นพระอุปัชฌาย์ หรือพระกรรมวาจาจารย์ (พระคู่สวด) เอาสายบาตรคล้องตัว
ผู้อุปสมบท แล้วบอกบาตรและจีวรต่อไป
ปะฐะมัง อุปัชฌัง คาหาเปตัพโพ อุปัชฌัง คาหาเปตะวา ปัตตะจีวะรัง
อาจิกขิตตัพพัง

พระอุปัชฌาย์ว่า ผู้อุปสมบทรับว่า

อะยันเต ปัตโต อามะ ภันเต
อะยัง สังฆาฎิ อามะ ภันเต
อะยัง อุตตะราสังโค อามะ ภันเต
อะยัง อันตะระวาสะโก อามะ ภันเต


๖.
ผู้อุปสมบทออกไปยืนอยู่ในที่กำหนดไว้
พระอาจารย์สวดสอนซ้อม
พระอาจารย์กล่าวว่า คัจฉะ อะมุมหิ โอกาเส ติฎฐาหิ ให้ผู้อุปสมบทพึงลุกขึ้น ไปยืนอยู่ในที่ กำหนดไว้ เพื่อพระอาจารย์ท่านสมมติตนเป็นผู้สอนซ้อม แล้วออกไป สวดถามอันตรายิกธรรม

(พึงรับว่า นัตถิ ภันเต ๕ ครั้ง, อามะ ภันเต ๘ ครั้ง)
ยืนรอผู้สอนซ้อม
พระอุปัชฌาย์ว่า ผู้อุปสมบทรับว่า
กุฎฐัง
คัณโฑ
กิลาโส
โสโส
อะปะมาโร
นัตถิ ภันเต
นัตถิ ภันเต
นัตถิ ภันเต
นัตถิ ภันเต
นัตถิ ภันเต
มะนุสโสสิ๊
ปุริโสสิ๊
ภุชิสโสสิ๊
อะนะโณสิ๊
นะสิ๊ ราชะภะโฎ
อะนุญญาโตสิ๊ มาตาปิตุหิ
ปะริปุณณะวีสะติวัสโสสิ๊
ปะริปุณณันเต ปัตตะจีวะรัง อามะ ภันเต
อามะ ภันเต
อามะ ภันเต
อามะ ภันเต
อามะ ภันเต
อามะ ภันเต
อามะ ภันเต
อามะ ภันเต
๑. กินนาโมสิ อะหัง ภันเต
(ฉายานาม ผู้อุปสมบท).. นามะ
๒. โก นามะ เต อุปัชฌาโย อุปัชฌาโย เม ภันเต อายัสสะมา
(ฉายานาม พระอุปัชฌาย์) นามะ


๗.
เปล่งวาจาของอุปสมบท หลังจากสวดสอนซ้อมแล้ว ผู้อุปสมบทพึงเข้าไปในสังฆสันนิบาต กราบลง ตรงหน้าพระอุปัชฌายะ ๓ หน แล้วนั่งคุกเข่าประนมมือ กล่าววาจาของอุปสมบท ดังนี้...
กล่าวคำขออุปสมบท

สังฆัม ภันเต, อุปะสัมปะทัง ยาจามิ, อุลลุมปะตุ มัง ภัณเต, สังโฆ
อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ทุติยัมปิ ภันเต, สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามิ, อุลลุมปะตุ มัง ภัณเต,
สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ

ตะติยัมปิ ภันเต,สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามิ, อุลลุมปะตุ มัง ภัณเต,
สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ



หลังจากผู้อุปสมบทกล่าวคำขออุปสมบทแล้ว พระอุปัชฌาย์กล่าวเผดียงสงฆ์
พระอาจารย์สวดสมมติตนถามอันตรายิกธรรม
(รับว่า นัตถิ ภันเต ๕ ครั้ง, และ อามะ ภันเต ๘ ครั้ง)

*******

จากนั้นผู้อุปสมบทนั่งฟังสวดกรรมวาจาอุปสมบทจนจบ
กราบ ๓ ครั้ง

นั่งพับเพียงประนมมือฟังพระอุปัชฌาย์บอกอนุศาสน์ไปจนจบ
ผู้อุปสมบท กล่าวรับว่า อามะ ภัณเต
กราบพระอุปัชฌาย์ ๓ ครั้ง ถวายเครื่องไทยทานแด่พระอันดับ

จากนั้นฟังพระท่านอนุโมทนา พร้อมกรวดน้ำตั้งใจอุทิศบุญกุศลให้ผู้มีพระคุณ
แล้วประนมมือฟังอนุโมทนาจนจบ

Photos 04/10/2014

บทวันทา

อุกาสะ วันทามิ ภันเต, เจติยัง สัพพัง สัพพัตถะฐาเน สุปะติฏฐิตัง,
สารีริกะธาตุ มะหาโพธิง พุทธะรูปัง สะกะลัง สะทา, กายะสา วะจะสา มะนะสา,
เจวะ วันทาเมเต ตะถาคะเต, สะยะเน อาสะเน ฐาเน คะมะเน, จาปิ สัพพะทา,

อุกาสะ วันทามิ ภันเต, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต, มะยา กะตัง
ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง, สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง ทาตัพพัง,
สาธุ สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ....(กราบ ๓ ครั้ง)

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
11000