10/11/2025
🌍 พลังงานสะอาด: หัวใจใหม่ของการลงทุนในอุตสาหกรรม Data Center
ทั่วโลกกำลังเร่งลงทุนในอุตสาหกรรม Data Center เพื่อรองรับยุค AI ที่ต้องใช้พลังประมวลผลมหาศาล แต่สิ่งที่กลายเป็นโจทย์สำคัญไม่ใช่แค่เพียงเทคโนโลยี แต่คือ “พลังงาน” ที่จะขับเคลื่อนศูนย์ข้อมูลเหล่านี้อย่างยั่งยืน
อุตสาหกรรม Data Center นั้นใช้ไฟฟ้ามหาศาล หลายประเทศเริ่มแข่งขันกันดึงดูดการลงทุนด้วย “พลังงานสะอาด”ประเทศที่มีไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากพอ เช่น แสงอาทิตย์ ลม นิวเคลียร์ หรือระบบกริดที่มีประสิทธิภาพสูงกำลังก็จะได้เปรียบในยุคที่ AI ต้องการพลังงานสูง แต่โลกต้องการลดคาร์บอน
💬 Jensen Huang CEO ของ NVIDIA เคยกล่าวไว้ว่า
“Power and energy are the ultimate limiting factors for data centers in the AI era.” — Jensen Huang, CEO of NVIDIA (T. Rowe Price Interview, May 2025)
“พลังงานและไฟฟ้า คือข้อจำกัดสูงสุดของศูนย์ข้อมูลในยุค AI”
คำพูดนี้สะท้อนชัดว่า แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าแค่ไหนแต่ “พลังงาน” คือเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการเติบโตในยุค AI ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้นทุน ความมั่นคง หรือความยั่งยืนในระยะยาว
ขณะอีกด้านหนึ่ง โลกเทคโนโลยีก็กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากภูมิรัฐศาสตร์ล่าสุด รัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่งสั่งห้าม NVIDIA ขายชิปเวอร์ชันลดสเปกให้จีนอีกครั้ง (Reuters, Nov 2025) เรื่องนี้ตอกย้ำว่าการลงทุนด้าน อุตสาหกรรม Data Center ไม่ได้พึ่งพาแค่พลังงานเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาความมั่นคงของ “ชิป ฮาร์ดแวร์ และซัพพลายเชน” ไปพร้อมกัน
สำหรับไทยและภูมิภาคนี้ นี่คือช่วงเวลาสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์ การพัฒนาอุตสาหกรรม Data Center ที่ใช้พลังงานสะอาดอย่างจริงจัง ทั้งเพื่อลดต้นทุนระยะยาว เสริมภาพลักษณ์ด้าน ESG และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันระดับโลก
#พลังงานสะอาด
#สอวช #ศูนย์ข้อมูลนโยบาย
09/11/2025
🌍 โลก STI กำลังเปลี่ยน — นโยบายต้องเปลี่ยนตาม
รายงานล่าสุดจาก OECD Science, Technology and Innovation Outlook 2025 เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2025 ชี้ว่า
“นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI) แบบเดิม ไม่ตอบโจทย์โลกที่ผันผวนอีกต่อไป”
🔹 OECD เสนอ 7 แนวทางปฏิรูปใหญ่ เพื่อให้ประเทศพร้อมรับความไม่แน่นอน:
✅ ขับเคลื่อนนโยบายมุ่งเป้า (Mission-oriented)
✅ รักษาสมดุลระหว่าง “ความมั่นคง” กับ “ความเปิดกว้าง”
✅ แพร่นวัตกรรมสู่ SMEs และภูมิภาค
✅ สร้างพื้นที่บรรจบเทคโนโลยี AI–Bio–Quantum
✅ ปรับจาก “รายภาคส่วน” ไปสู่ “ระบบนิเวศอุตสาหกรรม”
✅ เพิ่มความคล่องตัวของภาครัฐด้วย Sandbox และ Foresight
💥 และ “คานงัดสำคัญที่สุด” (Master Lever) ที่จะทำให้ทุกอย่างขยับได้จริงคือ การ “ปฏิรูประบบการประเมินผลงานวิจัย” จากเดิมที่เน้น “นับจำนวนตีพิมพ์” ไปสู่ “การวัดผลกระทบที่แท้จริง” ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน
🎯 OECD เตือนว่า หากยังวัดความสำเร็จด้วย “จำนวนเปเปอร์ใน Q1”
เราจะไม่มีวันได้เห็นนักวิจัยที่อยากทำงานกับ SMEs, เคลื่อนไปภาคอุตสาหกรรมหรือทำวิจัยที่ตอบโจทย์ประเทศในระยะยาว
💡 จุดร่วมสำคัญของการปฏิรูปทั้ง 7 ด้านคือ
“เปลี่ยนจากนโยบายที่ตั้งรับ ไปสู่นโยบายที่มองไปข้างหน้า”
ประเทศที่กล้าปรับระบบประเมิน จะเป็นประเทศที่ขยับเร็วที่สุดในโลกของเทคโนโลยีบรรจบ
รายละเอียดสามารถเข้าไปอ่านใน link นี้ได้เลยค่ะ
https://www.oecd.org/en/publications/oecd-science-technology-and-innovation-outlook-2025_5fe57b90-en.html
#สอวช #ศูนย์ข้อมูลนโยบาย
10/10/2024
🎓 อัพเดทล่าสุด! อันดับมหาวิทยาลัยไทยใน Times Higher Education 2025 🏆
📊 ศูนย์ข้อมูลนโยบายด้าน อววน. ภายใต้ สอวช. ได้สรุปการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกกว่า 2,092 แห่ง จาก 115 ประเทศ โดยมีมหาวิทยาลัยไทยเข้าร่วมการจัดอันดับ 20 แห่ง! ซึ่งมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยยังคงก้าวหน้าด้านคุณภาพงานวิจัยและความร่วมมือกับอุตสาหกรรม 💪✨
🏅 Top 5 มหาวิทยาลัยไทยใน THE 2025:
• จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: อันดับ 601-800
• มหาวิทยาลัยมหิดล: อันดับ 601-800
• มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี: อันดับ 801-1,000
• มหาวิทยาลัยเชียงใหม่: อันดับ 1,001-1,200
• มหาวิทยาลัยขอนแก่น: อันดับ 1,001-1,200
🌟 จุดแข็ง:
• มหาวิทยาลัยไทยพัฒนาคุณภาพงานวิจัยจนได้รับการยอมรับระดับโลก
• มีการเติบโตด้านความร่วมมือกับอุตสาหกรรมและการสร้างสิทธิบัตรใหม่ ๆ ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีของประเทศ
🚩 จุดที่ควรปรับปรุง:
• ยังตามหลังเพื่อนบ้านในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย
• ยังไม่มีมหาวิทยาลัยไทยในกลุ่ม Top 200 ของโลก
ขอแสดงความยินดีกับทุกมหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับในปีนี้ และเป็นกำลังใจให้มหาวิทยาลัยไทยพัฒนาต่อไป!
ที่มา: THE World University Rankings 2025
02/10/2024
🌎 จากรายงานดัชนีความสามารถในการแข่งขันด้านนวัตกรรม (Global Innovation Index) ประจำปี 2567 อันดับโดยรวมของ 🇹🇭 ประเทศไทยปรับตัวดีขึ้นจากอันดับ 43 ในปี 2566 มาอยู่อันดับ 41 ในปี 2567 โดยดัชนีย่อยปัจจัยเข้าทางนวัตกรรม (Innovation input sub-index) อันดับของประเทศไทยดีขึ้นอยู่ที่อันดับ 41 และ ในดัชนีย่อยผลผลิตทางนวัตกรรม (Innovation output sub-index) ปรับตัวดีขึ้นเป็นอันดับ 39 เช่นกัน
📊 ศูนย์ข้อมูลนโยบายด้าน อววน. ภายใต้ สอวช. จึงได้สรุปจุดแข็ง และจุดอ่อนของดัชนีความสามารถในการแข่งขันด้านนวัตกรรม จากอันดับประจำปี 2567 ของประเทศไทย เพื่อให้เห็นภาพรวมชัดยิ่งขึ้น
ที่มา : https://www.wipo.int/web-publications/global-innovation-index-2024/en/
14/09/2024
🧐 รู้ไหมว่าไต้ฝุ่นยากิ 🌪🌪 ซึ่งพัดถล่มในแถบจีนตอนใต้ เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นหลายพันล้านดอลลาร์
📊 ศูนย์ข้อมูลนโยบายด้าน อววน. ภายใต้ สอวช. ได้สรุปบทความที่น่าสนใจจากบริษัท Statista เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ของเยอรมันที่เชี่ยวชาญด้านการรวบรวมข้อมูลและแสดงผลเป็น Dashboard มาฝากแฟนเพจกัน
ในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา จีนตอนใต้ เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่นยากิ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 45 ราย รวมทั้งเกิดดินถล่ม น้ำท่วม และการทำลายบ้านเรือน ตลอดจนทำให้ประชาชนกว่าหนึ่งล้านคนต้องอพยพหนีภัย
ในเวียดนามมีรายงานว่าบ้านเรือนกว่า 8,000 หลัง ได้รับความเสียหาย และประชาชนหลายหมื่นคนต้องพลัดถิ่นอย่างน้อยชั่วคราว รวมถึงโครงสร้างที่เสียหายจากเหตุการณ์สภาพอากาศขึ้นใหม่ ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์
หากพิจารณาข้อมูลความสูญเสียทางการเงินจากไต้ฝุ่นในแถบชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก พบว่า
🌪ไต้ฝุ่นดอกซูรี ซึ่งพัดถล่มจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน เวียดนาม และฟิลิปปินส์ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม พ.ศ. 2566 และทำให้มีผู้เสียชีวิต 137 คน มีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจมากที่สุด โดย บริษัทประกันภัย Munich Re ประมาณการความสูญเสียทางการเงินรวมสำหรับเหตุการณ์นี้ไว้ที่ 25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในการจัดอันดับไต้ฝุ่นที่สร้างความเสียหายทางการเงินสูงสุด 8 อันดับ 5 ในจำนวนนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิทยาศาสตร์ว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติจะทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ปีที่สร้างความเสียหายมากที่สุดคือ พ.ศ. 2562 เมื่อไต้ฝุ่นฮากิบิส ฟักไซ และเลกีมา ก่อให้เกิดความเสียหายรวมกันมากกว่า 34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเอเชีย ปี พ.ศ. 2563 มีความรุนแรงน้อยลงในแง่ของพายุในมหาสมุทรแปซิฟิก อย่างไรก็ตาม พายุไซโคลนอำพันในมหาสมุทรอินเดียได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงถึง 14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในอินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ และไทยในปีนั้น
อย่างไรก็ตาม ระดับการประกันภัยของประเทศในเอเชียใต้จะยิ่งต่ำกว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน ตามข้อมูลจาก Munich Re
อ้างอิง: https://www.statista.com/chart/19335/most-costly-typhoons-since-1980-in-asia/