นักสู้ชีวิทย์
Cogito ergo sum
24/03/2026
เชื่อหรือไม่ว่ามนุษย์เรากำลังวางแผนให้สัตว์สายพันธุ์หนึ่งสูญพันธุ์ไปอย่างถาวรแบบตั้งใจ! ทั้ง ๆ ที่ตามปกติข่าวการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตควรถือเป็นเรื่องราวที่น่าเศร้า เนื่องจากการหายไปของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่มายังสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่อยู่อาศัยร่วมระบบนิเวศเดียวกัน
แต่การสูญพันธุ์ในครั้งนี้ จะถือว่าเป็นชัยชนะที่สำคัญของมนุษยชาติ เมื่อนักวิทย์พบว่า ‘หนอนกินี’ (Guinea Worm) หนึ่งในพวกพยาธิตัวกลมที่ก่อโรคในมนุษย์ กำลังจะสูญพันธุ์อย่างถาวรแล้ว
หนอนกินี ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dracunculus medinensis จัดเป็นปรสิตที่เข้าสู่ร่างกายเราผ่านการดื่มน้ำที่ปนเปื้อนตัวโคพีพอด (Copepods) หรือสัตว์น้ำเปลือกแข็งขนาดเล็กที่ตัวอ่อนหนอนกินีได้ไปอาศัยอยู่ไว้อีกทีหนึ่ง
โดยน้ำย่อยในกระเพาะอาหารจะทำลายตัวโคพีพอดไป และเบิกทางให้ตัวอ่อนหนอนกินีสามารถเดินทางเข้าสู่ลำไส้ ก่อนที่พวกมันจะชอนไชทะลุผนังลำไส้เข้าไปกบดานอยู่ในช่องท้องหรือเนื้อเยื่อในบริเวณใกล้เคียงเพื่อผสมพันธุ์ โดยไม่มียาตัวไหนหรือกรรมวิธีไหนที่จะเอาหนอนกินีออกจากตัวเราได้เลย จนกว่าหนอนกินีจะผสมพันธุ์กันในร่างกายเราเสร็จ แล้วทยอยกันลงไปอยู่ที่ขาของเรา
โดยหนอนกินีตัวเมียที่ภายในเต็มไปด้วยไข่หลังจากผสมพันธุ์ ก็จะชอนไชลงไปที่ขา และกระตุ้นให้เกิดตุ่มพองแสบร้อน เพื่อกระตุ้นให้มนุษย์เดินเข้าหาแหล่งน้ำเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด ในจังหวะนั้นเองหนอนกินีก็จะปล่อยตัวอ่อนสีขาว ๆ พุ่งออกมาจากแผลที่ขา ออกสู่แหล่งน้ำใหม่ ๆ อย่างน่าสยดสยอง เพื่อเริ่มวัฏจักรชีวิตต่อไป
ปัจจุบันวิธีการรักษามีแค่วิธีเดียวคือต้องดึงหนอนกินีที่ผสมพันธุ์กันเสร็จแล้วนี่แหละ ให้ออกมาทางผิวหนังบริเวณขา ซึ่งหนอนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์หนอนกินีที่อยู่ในร่างกายเราอาจมีความยาวได้เป็นเมตร! โดยผู้คนในอดีตต้องใช้แท่งไม้ค่อย ๆ ม้วนตัวหนอนออกมาอย่างช้า ๆ (คนเขียนเขียนไปก็ขนลุกไป) ไปเรื่อย ๆ ในขณะที่ต้องระวังไม่ให้ตัวหนอนกินีนั้นขาด
เพราะถ้าเผลอทำมันขาดแล้วล่ะก็ ซากหนอนที่ขาดจะไหลกลับลงไปที่รูแผล สร้างความเจ็บปวดทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก และอาจนำไปสู่การอักเสบรุนแรง ตลอดจนการติดเชื้อในกระแสเลือดได้
โดยจากรายงานในปี 2025 พบผู้ป่วยโรคพยาธิกินีลดลงเหลือเพียง 10 รายทั่วโลก ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยที่สุดที่เคยมีบันทึกมา และลดลงถึง 33% จากปี 2024 โดยโรคพยาธิกินีเคยเป็นโรคระบาดหนัก และมีผู้ติดเชื้อมากกว่าสามล้านห้าแสนคนทั่วโลกในปี 1986 ซึ่งการพบรายงานผู้ป่วยที่น้อยลงนี้สะท้อนให้เห็นว่าหนอนกินีกำลังมีประชากรที่ลดลง
จากรายงานล่าสุดพบว่ามาตรการด้านสาธารณสุขในปัจจุบัน เช่น แผ่นกรองน้ำและเครื่องกรองน้ำที่มีคุณภาพ ซึ่งช่วยกรองไม่ให้ตัวโคพีพอดปนเปื้อนในน้ำดื่มได้ตัดวงจรชีวิตของหนอนกินีไป อีกทั้งมาตรการการกักตัวผู้ป่วยไม่ให้เข้าถึงแหล่งน้ำสาธารณะ ทำให้หนอนกินีไม่สามารถปล่อยตัวอ่อนออกสู่สิ่งแวดล้อมได้ ส่งผลให้หนอนกินีพวกนี้ลดจำนวนประชากรลงไปเป็นทอด ๆ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องพัฒนายาตัวใดเลย
อย่างไรก็ตามนอกจากมนุษย์แล้ว หนอนกินียังสามารถติดต่อในสุนัข แมว และลิงบาบูนได้ ดังนั้นการที่ทำให้หนอนกินีสูญพันธุ์ไปอย่างสิ้นซาก จึงจำเป็นต้องมีการจัดการดูแลสัตว์เลี้ยงให้เข้าถึงน้ำสะอาดให้ดีเพื่อตัดวงจรชีวิตหนอนกินีอย่างสมบูรณ์ ซึ่งถ้าเราสามารถกำจัดหนอนกินีไปจากธรรมชาติได้จะถือเป็นชัยชนะอีกครั้งของมนุษย์ต่อโรคภัยไข้เจ็บ แบบเดียวกับที่พวกเราสามารถกำจัดโรคฝีดาษให้หายไปจากโลกได้สำเร็จนั่นเอง
_________________________________________
ติดตาม The Principiaได้ในทุกช่องทางออนไลน์ หรือ
ติดต่อโฆษณาได้ที่ [email protected] หรือโทร 0647711333
12/12/2025
[ แถลงการณ์ฉบับที่ 2 #คัดค้านการปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครอง ]
ตามที่คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ามีมติเห็นชอบในหลักการปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 โดยให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เร่งดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อสำรวจประชากรนกปรอดหัวโขนในธรรมชาติ กำหนดมาตรการป้องกันนกปรอดหัวโขนในธรรมชาติไม่ให้ถูกล่า รวมถึงการกำหนดแนวทางและการป้องกันมิให้นกปรอดหัวโขนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงหลุดออกไปสู่ธรรมชาตินั้น โดยกรมอุทยานฯ ได้แต่งตั้งคณะทำงาน 4 คณะ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการถอดถอนนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง ได้แก่ คณะอำนวยการ คณะทำงานสำรวจสถานภาพประชากรในธรรมชาติ คณะทำงานมาตรการป้องกันและปราบปรามการล่า และคณะทำงานมาตรการควบคุมการเพาะเลี้ยงและการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ และปัจจุบันคณะทำงานทั้ง 4 คณะ ได้ดำเนินการศึกษาข้อมูลเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
จากการพิจารณาอย่างรอบด้านของภาคประชาสังคม องค์กรอนุรักษ์ และข้อมูลทางวิชาการที่มีอยู่ พบว่า ยังมีช่องว่างเชิงมาตรการ กฎหมาย และกลไกป้องกันความเสี่ยง ซึ่งอาจทำให้ประชากรนกปรอดหัวโขนในธรรมชาติได้รับผลกระทบรุนแรง จนอาจสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติของประเทศไทยได้
นกปรอดหัวโขนมีสถานะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่เพาะพันธุ์ได้ ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้ประเมินสถานภาพการอนุรักษ์ของนกปรอดหัวโขนอยู่ในกลุ่ม “มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์” (Vulnerable) ซึ่งหมายถึง ชนิดพันธุ์ที่เข้าสู่ภาวะใกล้สูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้ ถ้ายังคงมีปัจจัยต่าง ๆ อันเป็นสาเหตุให้ชนิดพันธุ์นั้นสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติ เช่น การล่า
ดังนั้น องค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ตามรายชื่อแนบท้ายขอยืนยันเจตนาคัดค้านการปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง และขอให้ยกเลิกการพิจารณาวาระดังกล่าว ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
1. จากรายงานการสำรวจของกรมอุทยานฯ ประชากรนกส่วนใหญ่อยู่นอกเขตอนุรักษ์ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการล่าอย่างสูง โดยกระจายตัวในพื้นที่ชายป่า เกษตรกรรม และชุมชน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการล่าโดยตรง ประชากรทั้งประเทศมีแนวโน้มลดลงเป็นที่ประจักษ์ จากเดิมเป็นนกที่พบเห็นได้ทั่วไปในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย แต่ปัจจุบันเหลือประชากรหลักเพียงพื้นที่ตอนบนของประเทศเท่านั้น โดยเฉพาะในภาคใต้ที่พบการลดลงของประชากรจนแทบสูญหายแม้แต่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ทั้งนี้สอดคล้องกับกระแสความนิยมเลี้ยงนกปรอดหัวโขนในพื้นที่ดังกล่าว
2. ตลาดยังคงต้องการ “นกป่าเสียงดี” มากกว่านกเพาะเลี้ยง ส่งผลให้แรงจูงใจในการจับนกจากธรรมชาติยังคงมีอยู่สูงและอาจเพิ่มมากขึ้นเมื่อกฎหมายไม่สามารถควบคุมได้ ข้อมูลจากสถิติการลักลอบจับชี้ชัดว่าเกิดนอกเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์เป็นหลัก หากมีการปลดออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง จะไม่มีเครื่องมือทางกฎหมายใดควบคุมการล่าในพื้นที่เหล่านี้ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงสำคัญได้อีกต่อไป
3. มาตรการควบคุมหลังปลดบัญชียังไม่สามารถสร้างความมั่นใจได้ว่าจะสามารถบังคับใช้ได้จริง แม้จะมีข้อเสนอ เช่น การใช้ห่วงขามาตรฐาน หรือระบบติดตามตัวนก แต่ในปัจจุบันยังไม่มีข้อใดถูกตราเป็นกฎหมาย ไม่มีบทกำหนดโทษ ไม่มีระบบตรวจสอบแหล่งที่มา และยังไม่มีความพร้อมของหน่วยงานในภาคปฏิบัติ สถานการณ์เช่นนี้ไม่อาจรับประกันได้ว่านกที่ถูกจับจากธรรมชาติจะไม่ถูกนำมาปะปนในระบบการค้าอย่างถูกกฎหมาย นอกจากนี้ยังไม่มีแผนการอย่างเป็นรูปธรรม เช่นระยะเวลา งบประมาณ รวมถึงหน่วยงานผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน มาตรการที่เสนอไว้ตามรายงาน จึงยากที่จะปฏิบัติได้จริง
4. การปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีอาจทำให้ประเทศไทยกลายเป็น “ช่องทางการค้า” ในระดับภูมิภาค โดยปัจจุบันมีข้อมูลว่านกปรอดหัวโขนจากประเทศเพื่อนบ้านถูกลักลอบนำเข้ามาในประเทศไทย หากมีการปลดจากบัญชีนกที่ถูกจับจากประเทศอื่นอาจถูกนำเข้ามาปะปนในระบบได้ง่ายขึ้น ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดผ่านของการค้านกในภูมิภาคและอาจเกิดปัญหาเช่นเดียวกับกรณีการค้างาช้างที่สร้างภาพลักษณ์ทางลบให้กับประเทศไทยในสายตาสังคมโลกอย่างมาก
5. การปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง และการเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่สามารถเพาะเลี้ยงได้นั้น ยังขาดข้อมูลทางวิชาการที่รอบด้าน เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้บริหาร นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กระบวนการผลักดันมีแรงขับเคลื่อนทางการเมืองสูง มีนัยยะทางการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง อาจนำไปสู่การสร้างคะแนนนิยม โดยไม่ให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์และความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจ และการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ตามหลักวิชาการ
ด้วยเหตุนี้ องค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ ขอเรียกร้องให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า หยุดดำเนินการปลดนกปรอดหัวโขนออกจากการเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง สร้างมาตรการควบคุมและระบบกำกับติดตามที่สามารถบังคับใช้ได้จริง
รวมทั้งปรับปรุงกระบวนการขึ้นทะเบียนให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความเหมาะสม เพื่ออำนวยความสะดวกการและลดภาระประชาชนที่พร้อมจะทำถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ควบคู่กันไปอย่างยั่งยืน
ขอแสดงความนับถือ
รายชื่อองค์กรเครือข่ายอนุรักษ์
• สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย Bird Conservation Society of Thailand (BCST)
• มูลนิธิสืบนาคะเสถียร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
• ชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา Lannabird Club
• มูลนิธิโลกสีเขียว มูลนิธิโลกสีเขียว
• ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติโคกขาม ชมรมอนุรักษ์ ธรรมชาติโคกขาม
อ่านแถลงการณ์ฉบับที่ 2 (แบบเต็ม)
https://bit.ly/SaveRedWhiskeredBulbulTH2
อ่านแถลงการณ์ฉบับที่ 1
https://bit.ly/SaveRedWhiskeredBulbulTH1
อ่านบทความเกี่ยวกับนกปรอดหัวโขนเพิ่มเติม
https://www.facebook.com/share/p/15VoYQLeBWk/
12/12/2025
◉ NATURE: 'แนวปะการัง' นักฟื้นฟูคนสำคัญของโลกใบนี้ที่มีอายุกว่า 250 ล้านปี งานศึกษาเผย แนวปะการังช่วยพยุงวัฏจักรคาร์บอนของโลกตั้งแต่ยุคโบราณ และเป็นส่วนสำคัญช่วยโลกฟื้นตัวจากภาวะคาร์บอนปั่นป่วน แต่ต้องใช้เวลายาวนานหลายพันปีจนถึงหลายแสนปี
ผลการศึกษาฉบับใหม่จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ของออสเตรเลียระบุว่า "แนวปะการัง" ที่เรารู้และยกย่องกันว่าเป็นพื้นที่สำคัญแห่งความหลากหลายทางชีวภาพนั้นมีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมจังหวะของวัฏจักรคาร์บอนและภูมิอากาศของโลกมายาวนานกว่า 250 ล้านปี โดยการเพิ่มขึ้นและลดลงของถิ่นอยู่อาศัยตามแนวปะการังน้ำตื้นเป็นปัจจัยกำหนดความรวดเร็วของโลกในการฟื้นตัวจากภาวะช็อกคาร์บอนไดออกไซด์
คณะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ของออสเตรเลีย และมหาวิทยาลัยเกรโนเบิลแอลป์ของฝรั่งเศส ได้ผสานการสร้างแบบจำลองการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก กระบวนการบนพื้นผิวทั่วโลก และการจำลองสภาพภูมิอากาศ เข้ากับการจำลองแบบทางนิเวศวิทยา เพื่อสร้างแบบจำลองการผลิตคาร์บอเนตในน้ำตื้นที่ย้อนหลังไปจนถึงยุคไทรแอสซิก (Triassic Period) ซึ่งพบว่าระบบของโลกสลับไปมาระหว่างสองโหมดที่กำหนดความเร็วในการฟื้นตัวของสภาพภูมิอากาศ
ซึ่งแนวปะการังไม่ได้เพียงรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังช่วยควบคุมจังหวะของการฟื้นตัว ทริสตัน ซาลเลส ผู้เขียนนำของผลการศึกษาฉบับนี้ ซึ่งเป็นรองศาสตราจารย์จากคณะธรณีศาสตร์ของมหาวิทยาลัยซิดนีย์ กล่าว อีกทั้งเสริมว่า ‘สุดท้ายระบบของโลกจะฟื้นตัวจากภาวะคาร์บอนปั่นป่วนครั้งใหญ่ในปัจจุบัน แต่กระบวนการฟื้นตัวนี้จะใช้เวลายาวนานหลายพันปีจนถึงหลายแสนปี’
คณะนักวิจัยระบุว่าเมื่อไหล่ทวีปเขตร้อนยืดขยายและแนวปะการังเจริญเติบโต คาร์บอเนตจะสะสมตัวในทะเลน้ำตื้น ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนสารเคมีกับมหาสมุทรน้ำลึกลดลง และชะลอการฟื้นตัวของโลกจากภาวะช็อกคาร์บอน แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อพื้นที่แนวปะการังพังทลายเพราะการเปลี่ยนแปลงของแผ่นเปลือกโลกหรือระดับน้ำทะเล แคลเซียมและความเป็นด่างจะสะสมตัวในมหาสมุทร ส่งผลให้การผลิตแพลงก์ตอนจิ๋วเพิ่มขึ้นและเร่งกระบวนการฟื้นตัวของสภาพภูมิอากาศ
ผลการศึกษานี้ปรับเปลี่ยนบทบาทของแนวปะการังและระบบคาร์บอเนตในน้ำตื้นอื่นๆ เป็นตัวควบคุมความสามารถกันชนของโลกในเชิงรุกมากกว่าเป็นเพียงตัวบันทึกการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในเชิงรับ
ที่มา
- Xinhua
16/06/2025
CRISPR-Cas ตอนที่ 2
CRISPR-Cas ในสิ่งมีชีวิตโปรคาริโอต
ระบบภูมิคุ้มกันแบบปรับตัว (Adaptive immunity) ของสิ่งมีชีวิตโปรคาริโอตที่เกิดจากการทำงานของ CRISPR-Cas แบ่งออกเป็น 2 ระยะหลัก คือ
1. การสร้างภูมิคุ้มกันหรือการได้รับการกระตุ้น (Immunization/acquisition)
2. การป้องกันหรือการดื้อต่อเชื้อโรค (Defence/resistant)
จากรูป ในระยะที่ 1 เมื่อไวรัสที่จำเพาะกับแบคทีเรีย หรือ bacteriophage เข้าจับกับเซลล์แบคทีเรีย ไวรัสจะปล่อยสารพันธุกรรมที่เป็น DNA เข้าสู่เซลล์แบคทีเรียเจ้าบ้าน โปรตีน Cas1 และ Cas2 ซึ่งสร้างจากแบคทีเรีย จะเข้าไปตัดสารพันธุกรรมของไวรัสบางส่วนออกมา หลังจากนั้น จะนำชิ้นส่วนนั้นเข้าไปแทรกในบริเวณ Clustered Regularly Interspaced Short Palindromic Repeat (CRISPR) ที่อยู่ในจีโนมหรือสารพันธุกรรมของแบคทีเรีย เรียกชิ้นส่วนที่แทรกเข้ามานี้ว่า protospacer หรือ spacer ซึ่งแต่ละชิ้นจะมีลำดับเบสที่แตกต่างกันออกไป และอาจจะมาจากสารพันธุกรรมของไวรัสคนละชนิด ดังนั้น เมื่อเซลล์แบคทีเรียมีการจำลองตัวหรือเพิ่มปริมาณเซลล์ ชิ้นส่วนของสารพันธุกรรมของไวรัสที่แทรกอยู่ในจีโนมของแบคทีเรียก็จะถูกจำลองและส่งต่อไปยังเซลล์แบคทีเรียลูกหลานได้
หลังจากนั้น ในระยะที่ 2 เมื่อเซลล์แบคทีเรียถูกไวรัสเข้ารุกรานอีกครั้ง จะทำให้เกิดการกระตุ้นการถอดรหัส DNA ของแบคทีเรีย ได้ส่วน Trans-activating CRISPR RNA (tracrRNA) และ pre-CRISPR RNA (pre-crRNA) ออกมา โดย tracrRNA จะจับกับลำดับเบสที่อยู่ระหว่าง spacer บนสาย pre-crRNA หลังจากนั้น เอนไซม์ RNase III เข้ามาย่อยสาย pre-crRNA ให้เป็นสายสั้น ๆ แยกได้เป็นชิ้นส่วนที่เรียกว่า crRNA:tracrRNA hybrids หรือ guide -RNA (gRNA) ในขั้นตอนต่อไป เอนไซม์ Cas9 จะเข้ามาจับกับ gRNA เกิดเป็นโมเลกุลที่เรียกว่า ribonucleoprotein complex โดยที่ส่วนของ gRNA จะจับกับ DNA ของไวรัสได้อย่างจำเพาะเจาะจง เนื่องด้วย gRNA มีส่วนของลำดับเบสคู่สมกับลำดับเบสของไวรัส หลังจากนั้น โปรตีน Cas9 จะตัดหรือย่อยสาย DNA ของไวรัส ส่งผลทำให้สารพันธุกรรมของไวรัสถูกทำลายและไวรัสไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ในเซลล์แบคทีเรียเจ้าบ้าน
เอกสารอ้างอิง
Ghorbani A, Hadifar S, Salari R, Izadpanah K, Burmistrz M, Afsharifar A, Eskandari MH, Niazi A, Denes CE, Neely GG. A short overview of CRISPR-Cas technology and its application in viral disease control. Transgenic Res. 2021 Jun;30(3):221-238. doi: 10.1007/s11248-021-00247-w.
Sander JD, Joung JK. CRISPR-Cas systems for editing, regulating and targeting genomes. Nat Biotechnol. 2014 Apr;32(4):347-55. doi: 10.1038/nbt.2842.
15/06/2025
เนื่องในวันมหาสมุทรโลก (World Ocean Day) วันที่ 8 มิถุนายนของทุกปี ไวล์ดเอด ชวนทุกคนร่วมกิจกรรมแสดงความคิดเห็น เพื่อลุ้นรับเสื้อยืดจากโครงการ Spot the Leopard Shark - Thailand
กติกาการร่วมสนุก:
➡️ แสดงความคิดเห็นตอบคำถาม ‘คุณคิดว่าท้องทะเลที่สมบูรณ์ให้อะไรกับเราบ้าง?’ ใต้โพสต์นี้ในสไตล์ของคุณ พร้อมแคปรูปคอมเมนต์ส่งมาทาง Inbox ของเรา
➡️ ร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้ - 13 มิถุนายน เวลา 13.00 น.
➡️ แอดมินจะสุ่มผู้โชคดีจำนวน 5 ท่าน รับรางวัลเสื้อยืดจากโครงการ Spot the Leopard Shark - Thailand ท่านละ 1 ตัว (ขนาด M หรือ L)
*ประกาศผลในวันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน เวลา 20.00 น. และขอสงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ที่ทำตามกติกาครบถ้วนเท่านั้น และขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า การคัดเลือกและตัดสินของทีมงานถือเป็นที่สิ้นสุด*
15/06/2025
ค้นพบทรงกลมสมบูรณ์ในอวกาศ จักรวาลของเรามีวัตถุที่แปลกประหลาดอยู่มากมาย แต่เหมือนเจ้าสิ่งนี้จะทำให้นักดาราศาสตร์งุนงงอย่างแท้จริง
หากลองมองขึ้นไปท้องฟ้าและอวกาศ เราจะเห็นภาพที่สวยงามตระการตาของของเนบิวลารูปร่างต่าง ๆ ไปจนถึงกาแล็กซียักษ์ใหญ่จำนวนมาก ซึ่งไม่เคยเลยแม้แต่ครั้งเดียวที่นักวิทยาศาสตร์จะมองเห็น ‘รูปทรงกลมสมบูรณ์แบบ’ ที่ไม่ใช่ดวงดาว ดังนั้นสิ่งนี้จึงสร้างความประหลาดใจตั้งแต่แรกเห็น
มันกลมมากจน Miroslav Filipović นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นซิดนีย์ในออสเตรเลีย และทีมวิจัยตั้งชื่อวัตถุนี้ว่า Teleios ตามชื่อภาษากรีกโบราณที่แปลว่า "ความสมบูรณ์แบบ" ซึ่งหลังจากพิจารณาความเป็นไปได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว พวกเขาสรุปว่าจำเป็นต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจว่าวัตถุนี้ก่อตัวขึ้นได้อย่างไร
การวิเคราะห์อย่างละเอียดระบุว่าวัตถุดังกล่าวเรืองแสงได้เพียงเล็กน้อยในช่วงคลื่นวิทยุเท่านั้น ดังนั้นมันจึงหลุดรอดผ่านสายตาไป และมีเพียงกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่มีกำลังขยายสูงเท่านั้นจะมองเห็นได้ ความยาวคลื่นของแสงที่เปล่งออกมาเผยให้เห็นว่าสิ่งนี้น่าจะเป็น เศษซากของซูเปอร์โนวาประเภท la (อ่านว่า หนึ่ง-เอ) ซึ่งเป็นหนึ่งในซูเปอร์โนวาประเภทที่สว่างที่สุดในจักรวาล ถึงอย่างนั้นมันก็มีความลึกลับซ่อนอยู่
“แม้เราจะเห็นว่าสถานการณ์ประเภท la นั้นดูเป็นไปได้มากที่สุด แต่เราก็ทราบว่าไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่จะยืนยันได้ชัดเจน” ทีมวิจัย กล่าว
สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือระยะห่างจากเราถึงวัตถุนี้ (การคำนวณยากอย่างไม่น่าเชื่อ) โดยหลังจากตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดเท่าที่มีแล้ว นักวิทยาศาสตร์ได้ตัวเลขออกมา 2 อย่างคือ ประมาณ 7,175 ปีแสง และประมาณ 25,114 ปีแสง แต่ละตัวเลขมีความหมายอย่างมากต่อประวัติวิวัฒนาการของดวงดาว
หากมันอยู่ใกล้ ซากซูเปอร์โนวานี้จะมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 46 ปีแสง แต่ถ้าหากอยู่ไกล มันก็จะมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 157 ปีแสง ขนาดที่แตกต่างกันนี้มีความหมายต่อไปว่ามันจะมีอายุที่ไม่เหมือนกันคือ 1,000 ปีหรือ 10,000 ปีตามลำดับระยะทาง
ปัญหาอื่น ๆ ก็ทำให้หนักใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างที่กลมสมบูรณ์และค่อย ๆ จางหายไปซึ่งซากซูเปอร์โนวาส่วนใหญ่มักจะไม่มีความสมมาตรเลยเนื่องจากวัตถุที่อยู่รอบ ๆ จะคอยขวางทางการระเบิด ทั้งนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีทรงกลม แต่ต้องอยู่ในพื้นที่ว่างเปล่าจริง ๆ
ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์คิดว่าพวกเขาจำเป็นต้องใช้เวลาอีกสักหน่อยในการไขความลึกลับเหล่านี้
“สถานการณ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมดล้วนมีความท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณถึงการไม่ปล่อยรังสีเอ็กซ์ที่คาดว่าจะตรวจจับได้จากแบบจำลองวิวัฒนาการ(ดวงดาว)ของเรา” ทีมวิจัย กล่าว “จำเป็นต้องมีการสังเกตการณ์วัตถุใหม่นี้ที่มีความละเอียดอ่อนด้วยความละเอียดสูง”
ที่มา
https://arxiv.org/abs/2505.04041
https://www.sciencealert.com/mysteriously-perfect-sphere-spotted-in-space-by-astronomers
https://phys.org/news/2025-05-supernova-remnant.html
Photo: Filipović et al., arXiv, 2025
30/12/2024
ทรายซิลิก้า -> น้องทำหน้าที่ดูดความชื้น ช่วยคงสภาพดอกไม้ไว้ได้
แถมยังเก็บสีสันของดอกไม้ไว้ได้ด้วยนะ เจ๋งไปเลย!!
28/12/2024
ทีมนักวิจัยคณะแพทยศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ พบสารเคมีในกลิ่นเหงื่อบ่งบอกภาวะความเครียดสูงและซึมเศร้าได้ นำร่องศึกษานักผจญเพลิงในกรุงเทพฯ ผลทดสอบแม่นยำถึง 90% พร้อมเดินหน้าตรวจคัดกรองสุขภาพจิตในกลุ่มอาชีพเครียดจัดและเสี่ยงสูงอื่นๆ หวังลดปัญหาสุขภาพจิตและความรุนแรงในสังคม
........................................................................................
:: กลิ่นเหงื่อบอกอะไรได้มากกว่าที่คิด ::
ในช่วงการระบาดโรคโควิด-19 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชฎิล กุลสิงห์ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ และทีมวิจัยจากทั้งภายในจุฬาฯ และภาคเอกชน ประสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 จากกลิ่นสารเคมีในเหงื่อ ถึงขั้นลงพื้นที่ไปตรวจคัดกรองให้ชุมชน ตลาด และโรงเรียนบางแห่งในกรุงเทพมหานครได้
มาในครั้งนี้ อาจารย์ชฎิล ต่อยอดงานวิจัยและร่วมมือกับแพทย์หญิงภัทราวลัย สิรินารา ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ศึกษาหา “สารเคมีบ่งชี้ถึงความเครียดจากกลิ่นเหงื่อ” โดยนำร่องวิจัยกับนักผจญเพลิง 1,084 คนจากสถานีดับเพลิง 47 แห่งทั่วกรุงเทพมหานคร
นับเป็นครั้งแรกที่พบสารเคมีในกลิ่นเหงื่อที่สามารถบ่งชี้สภาวะความเครียดของกลุ่มประชากรในกรุงเทพฯได้!
........................................................................................
:: ความสำคัญของการพบสารเคมีความเครียดจากกลิ่นเหงื่อ ::
ที่ผ่านมา เราได้ยินข่าวผู้ก่อเหตุความรุนแรง “คลั่งกราดยิงผู้คน” โดยไม่มีเหตุความขัดแย้งรุนแรงมาก่อน หลายรายเป็นบุคคลที่มีอาชีพที่ต้องดูแลความปลอดภัยให้กับคนในสังคม ในรายงานข่าวยังเผยด้วยว่ามูลเหตุของการก่อเหตุความรุนแรงมาจากภาวะความเครียดจากการทำงานและปัญหาสุขภาพจิตที่สะสมมายาวนาน
เรื่องนี้ดูจะสอดคล้องกับสถิติล่าสุดจากกรมสุขภาพจิต ที่ระบุว่าคนไทยราว 1.5 ล้านคนมีปัญหาสุขภาพจิตและแนวโน้มดูจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดย 49.36% หรือครึ่งหนึ่งในจำนวนดังกล่าวมีภาวะเครียดและซึมเศร้า อันเกิดมาจากการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้มีอาชีพเสี่ยงสูง ต้องรับผิดชอบความปลอดภัยของสาธารณะ หรือต้องตัดสินใจภายใต้แรงกดดันและความเร่งด่วน เช่น ตำรวจ ทหาร นักผจญเพลิง ฯลฯ
“ปกติ ผู้ที่มีอาชีพที่ต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของสาธารณะจะได้รับการตรวจสุขภาพกายและจิตประจำปีอยู่แล้ว แต่การตรวจสุขภาพจิตปีละครั้งนั้นไม่น่าจะเพียงพอเพราะบางรายอาจมีอาการเครียดหรือซึมเศร้าระหว่างปี และการที่ทุกคนจะเข้าถึงและพบจิตแพทย์ก็ยากเนื่องจากข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากรด้านจิตเวชในประเทศไทย นอกจากนี้ แนวทางการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยด้วยการสัมภาษณ์ยังขึ้นกับดุลยพินิจของจิตแพทย์และนักจิตวิทยา ทำให้ผลการวินิจฉัยอาจแตกต่างกันและไม่อาจสรุปได้อย่างแม่นยำ” แพทย์หญิงภัทราวลัย ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงข้อจำกัดในการดูแลสุขภาพจิตในกลุ่มผู้มีอาชีพเสี่ยงสูง
“เราจึงพยายามหาวิธีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์และมีประสิทธิภาพสูง ราคาไม่แพง เพื่อใช้ในการคัดกรองสภาวะทางจิตก่อนพบจิตแพทย์ ซึ่งเราพบว่าวิธีการตรวจหาสารเคมีจากกลิ่นเหงื่อเป็นวิธีที่น่าสนใจศึกษา เพราะเป็นวิธีที่ไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดให้เจ็บตัว และสามารถวัดผลจากสิ่งที่จับต้องได้จริงๆ มีความคลาดเคลื่อนน้อย”
นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการความร่วมมือระหว่างภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ และภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ในการวิจัยหาสารเคมีความเครียดจากกลิ่นเหงื่อในกลุ่มอาชีพนักผจญเพลิงทั่วกรุงเทพมหานคร ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากแพทยสภาและได้รับการสนับสนุนเครื่องมือจากบริษัทซายน์ สเปค จำกัด โดยมี ดร.ณัฐนี ตั้งกิจอนันต์สิน เป็นผู้ทำการทดลองวิเคราะห์สารเคมีในเหงื่อ
........................................................................................
:: กลิ่นเหงื่อเผยภาวะเครียด-ซึมเศร้า ::
ผศ.ดร.ชฎิล กล่าวว่าโครงการวิจัยนี้เป็นครั้งแรกที่มีการตรวจพบกลุ่มสารเคมีความเครียด (แบบระเหยง่าย) ในเหงื่อของคนกลุ่มใหญ่ที่ประกอบอาชีพเดียวกัน และเป็นความเครียดสะสมที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติจากการทำงานและในชีวิตประจำวันจริงๆ ไม่ได้เป็นความเครียดที่เกิดจากการควบคุมหรือจำลองสถานการณ์ขึ้นเหมือนการศึกษาอื่นๆ ที่ผ่านมา
“โดยหลักการ ผู้ที่เป็นโรคเดียวกันมักจะมีสารเคมีหรือกลุ่มสารเคมีที่เหมือนกันกันอยู่ คล้ายกันกับกรณีนี้ หากตรวจพบว่าใครที่มีสารเคมีกลุ่มนี้ในปริมาณที่เกินเกณฑ์หรือต่ำกว่าเกณฑ์ ทั้งหมดก็น่าจะสามารถระบุได้ว่าคนๆ นั้นมีความเครียดสูงหรืออาจเป็นซึมเศร้าได้ โดยความแม่นยำในการระบุผลจากกลุ่มตัวอย่างที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 90%”
วิธีการตรวจคัดกรองภาวะเครียดจัดและซึมเศร้าจากเหงื่อเป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว สามารถตรวจได้ครั้งละหลายๆ คน และใช้เวลาไม่นาน
ผศ.ดร.ชฎิล อธิบายขั้นตอนการเก็บตัวอย่างเหงื่อว่า “เราใช้ก้านสำลีที่สะอาดผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว 2 ก้าน เหน็บใต้รักแร้ซ้าย-ขวา ทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วนำก้านสำลีที่มีเหงื่อไปใส่ในขวดปลอดเชื้อที่มีฝาปิด จากนั้น ส่งตัวอย่างมาห้องแล็บเพื่อตรวจด้วยเครื่องวิเคราะห์กลิ่นสารเคมี โดยฉีดอากาศในขวดเข้าไปในเครื่อง แล้วรอเครื่องวิเคราะห์ผลประมาณ 10-20 นาที ซึ่งผลจะแสดงออกมาในลักษณะบาร์โค้ดของสารเคมีในแต่ละตัวอย่าง”
........................................................................................
:: ตรวจจับความเครียดก่อนเกิดปัญหา เข้ากระบวนการบำบัดทันท่วงที ::
โครงการศึกษาวิจัยกลุ่มนักผจญเพลิง 1,084 คนในกรุงเทพมหานครระหว่างกุมภาพันธ์ 2565 ถึง ธันวาคม 2565 ผลการตรวจพบแนวโน้มสุขภาพจิต ว่ามีปัญหาความเครียด และการนอนหลับจำนวนมาก
พญ.ภัทราวลัย กล่าวว่ากลุ่มนักผจญเพลิงที่อยู่ในเกณฑ์มีความเสี่ยงปานกลางถึงรุนแรงจะเข้าสู่กระบวนการยืนยันผลโดยอาจารย์จิตแพทย์อีกครั้ง โดยในโครงการวิจัยนี้ได้รับเกียรติจาก Professor Dr. Michael Maes, MD, Ph.D. และ อ.ดร.นายแพทย์ ชาวิท ตันวีระชัยสกุล จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นที่ปรึกษาโครงการเพื่อตรวจวินิจฉัยยืนยันผลการศึกษารอบสุดท้าย
“ผู้เข้าร่วมโครงการจะทราบผลตรวจของตัวเอง ซึ่งในรายที่มีความเครียดสูง ก็สามารถพบจิตแพทย์ของ รพ.จุฬาฯ ได้เลย โดยผลตรวจและข้อมูลการพบแพทย์ทุกอย่างจะถูกเก็บเป็นความลับ ทีมวิจัยจะไม่เปิดเผยข้อมูลหรือแจ้งผู้บังคับบัญชาเพื่อพิทักษ์จิตใจของคนที่ตรวจว่าอาจจะกระทบกับงาน” พญ.ภัทราวลัย กล่าว นอกจากนี้ ทางทีมวิจัยจะได้สะท้อนผลโดยภาพรวมให้ผู้บริหารของหน่วยงานนั้นๆ ทราบด้วยว่าพนักงานในหน่วยงานมีความเครียดจัดกี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่ว่าหน่วยงานจะได้ออกนโยบายหรือหาวิธีดำเนินการเพื่อลดความเครียดของพนักงานด้วย
........................................................................................
:: พร้อมต่อยอดคัดกรองสุขภาพจิตกลุ่มอาชีพเครียดจัด ::
นักผจญเพลิงที่เข้าร่วมวิจัยในโครงการนี้กล่าวพ้องกันว่าโครงการนี้ดีและเป็นประโยชน์ ทำให้พวกเขาเข้าถึงการตรวจคัดกรองสุขภาพจิตและทราบสภาวะจิตใจของตัวเอง บางคนให้ความเห็นว่าการตรวจสุขภาพจิตแบบที่พวกเขาเคยทำเป็นแบบทดสอบทางจิตวิทยาที่ดูรูปภาพและเขียนตอบตามความเข้าใจ ซึ่งเมื่อพวกเขาทำบ่อยๆ ซ้ำๆ ก็จำได้ว่าควรต้องตอบอะไร หรือบางทีพวกเขาก็เข้าไปดูเฉลยในอินเทอร์เน็ต
“แบบนี้ ผลทดสอบก็จะคลาดเคลื่อน ไม่สะท้อนความจริง ในขณะที่การวัดด้วยสารเคมีได้ผลเที่ยงตรงและแม่นยำกว่า” พญ.ภัทราวลัย กล่าว
ถึงแม้การตรวจเหงื่อจะมีความคลาดเคลื่อนน้อยกว่า แต่ พญ.ภัทราวลัย ก็ย้ำว่าการตรวจวินิจฉัยสุขภาพจิตโดยบุคคลากรทางการแพทย์ก็ยังเป็นเรื่องจำเป็น
จากความสำเร็จในการวิจัยกับกลุ่มนักผจญเพลิง ทีมวิจัยมีแผนที่จะขยายการตรวจคัดกรองกับกลุ่มพยาบาลทั่วประเทศ เบื้องต้นได้มีการเริ่มเก็บตัวอย่างเหงื่อจากโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยาแล้ว โดยงานวิจัยนี้ ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)
“ต่อไปเราจะขยายการตรวจคัดกรองความเครียดไปในกลุ่มอาชีพอื่นๆ ที่ต้องทำงานภายใต้ความกดดันสูง มีความเสี่ยงต่อปัญหาภาวะสุขภาพจิต เพื่อเพิ่มการเข้าถึงการตรวจคัดกรองสุขภาพจิตให้รวดเร็ว ซึ่งจะทำให้ผู้ที่มีภาวะเครียดจัดหรืออาจมีอาการซึมเศร้า ได้รับการดูแลบำบัดทันท่วงที” ผศ.ดร. ชฎิล กล่าวทิ้งท้าย
........................................................................................
ข้อมูล : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
https://www.salika.co/2024/12/23/health-test-stress-using-sweat/
Knowledge Sharing Space | www.salika.co
#ความเครียด #จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย #ตรวจคัดกรอง #นวัตกรรมการแพทย์ #นักวิจัยไทย #เหงื่อ
ที่ตั้ง
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
งามวงศ์วาน
Bangkok