Sathit Talaengsatya

Sathit Talaengsatya

แชร์

Strategizing macroeconomic data for your business strategy// เพราะข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญกับการตัดสินใจทางธุรกิจของคุณ.

11/08/2026

จังหวัดไหนเศรษฐกิจดี ส่งเสียงหน่อยครับ
ถ้าดูจากข้อมูลอัตราการขยายตัวของสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ ณ เดือน พ.ค. 2569 คำตอบชัดเจนมากครับ เงียบเกือบทั้งแผ่นดิน สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ที่ขยายตัวเป็นบวกได้มีเพียง 1. กรุงเทพ: +2.2% y/y ซึ่งมีสัดส่วน 74.6% ของสินเชื่อทั้งหมดของระบบธนาคารพาณิชย์ 2. ปทุมธานี +1.0% y/y 3. นครนายก +1.9% y/y 4. อุทัยธานี +1.4% y/y และ 5. พังงา +1.5% y/y

ครับ >

11/08/2026

ประเทศไทยกำลังพูดถึง Wellness Economy และ Longevity Economy มากขึ้น

เรามีโรงพยาบาลที่ดี การท่องเที่ยวแข็งแรง อาหาร วัฒนธรรม สมุนไพร และ hospitality ที่เป็นจุดแข็ง

แต่ถ้าไทยอยากขาย Wellness ในตลาด Premium ผมคิดว่าเราต้องย้อนกลับมาถามคำถามที่พื้นฐานกว่านั้น

Wellness Hub ควรเริ่มจากคลินิกและสปา หรือควรเริ่มจากน้ำสะอาด อาหารปลอดภัย อากาศที่หายใจได้ และคนไทยที่มีสุขภาพดีจริง?

คำถามนี้สำคัญขึ้น เมื่อช่วงที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นปัญหาสิ่งแวดล้อมจากหลายทิศทาง

ในประเทศ ทางการไทยเคยตรวจพบโรงงานรีไซเคิลเถื่อนทุนจีนในฉะเชิงเทรา มีทั้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ กากตะกอนโลหะ และกากอุตสาหกรรมจำนวนมาก จนนำไปสู่การดำเนินคดีและให้ผู้กระทำผิดรับภาระค่าบำบัดและกำจัดของเสีย

ขณะเดียวกัน ภาคเหนือกำลังเผชิญความกังวลเรื่องมลพิษข้ามแดนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง โดยมีการติดตามความเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่หายากและเหมืองทองบริเวณต้นน้ำในเมียนมา ซึ่งยังจำเป็นต้องติดตามแหล่งกำเนิดและผลกระทบอย่างเป็นระบบต่อไป เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงประเด็นว่า “มลพิษไม่ดี”

เพราะเรื่องนั้นเรารู้อยู่แล้ว

สิ่งที่น่าสนใจกว่าในมุมเศรษฐศาสตร์ คือ

Environmental Governance เป็นส่วนหนึ่งของ Industrial Policy, FDI Policy และ Wellness Strategy เรื่องเดียวกัน

ลองคิดแบบง่าย ๆ ครับ

หากโรงงานหนึ่งสร้างรายได้ 100 บาท แต่ระหว่างทางสร้างต้นทุนต่อสุขภาพ น้ำ ดิน เกษตรกรรม และชุมชนอีก 30 บาท โดยต้นทุน 30 บาทนั้นไม่ได้อยู่ในบัญชีของบริษัท

บริษัทอาจมองว่าโครงการนั้น “กำไร”

แต่ประเทศอาจไม่ได้กำไรเท่าที่คิด

นักเศรษฐศาสตร์เรียกปัญหานี้ว่า Negative Externality

หรือพูดให้เห็นภาพกว่านั้นคือ

ต้นทุนไม่ได้หายไปไหน เพียงถูกย้ายออกจาก Balance Sheet ของบริษัท มาอยู่บน Balance Sheet ของสังคม

ประชาชนเป็นคนจ่ายค่ารักษาพยาบาล
เกษตรกรรับความเสี่ยง
รัฐใช้งบประมาณฟื้นฟู
และประเทศสูญเสียความเชื่อมั่น

นี่คือเหตุผลที่ผมคิดว่า เราต้องระวังการวัดความสำเร็จของ FDI ด้วยคำว่า “เม็ดเงินลงทุน” เพียงอย่างเดียว

การลงทุนจากต่างประเทศ หรือ FDI ที่ดี ไม่ใช่เงินทุกบาทที่ไหลเข้าประเทศ

แต่คือเงินลงทุนที่สร้าง Productivity, Technology, Skills และ Value-added มากกว่าต้นทุนที่ทิ้งไว้กับสังคม

ดังนั้น ประเด็นเชิงนโยบายของไทยไม่ใช่ “เอา FDI หรือเอาสิ่งแวดล้อม”

แต่คือ

เราต้องการการลงทุน หรือ FDI แบบไหน

ยิ่งหากไทยต้องการเป็น Wellness และ Longevity Hub เรื่องนี้ยิ่งสำคัญ
เพราะสำหรับ Wellness Economy

น้ำสะอาด อาหารปลอดภัย ระบบนิเวศที่ดี และความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานของประเทศ ไม่ใช่เรื่อง CSR แต่คือ “ปัจจัยการผลิต”

มันคือ Productive Asset

และในตลาด Premium มันยังเป็น Country-brand Asset

งานของ IMF ชี้ว่า healthy aging สามารถเพิ่มการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน ชั่วโมงทำงาน ผลิตภาพ และรายได้ของแรงงานสูงวัยได้ ขณะที่ World Economic Forum มองการเพิ่ม health span เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ เพราะสามารถลดภาระระบบสุขภาพพร้อมกับเพิ่มผลิตภาพได้

นั่นหมายความว่า สุขภาพของประชาชนไม่ได้เป็นเพียง “ผลลัพธ์ทางสังคม”

มันคือ ทุนมนุษย์ของประเทศ.

ดังนั้น หากไทยจริงจังกับ Wellness Economy สิ่งที่ต้องสร้างควบคู่กันไปคือระบบที่ทำให้ ผู้สร้างมลพิษเป็นผู้รับต้นทุน, ระบบติดตามกากอุตสาหกรรมที่ตรวจสอบย้อนกลับได้, การเปิดเผยข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนเข้าใจได้ และกลไกจัดการ

มลพิษข้ามพรมแดนที่เร็วกว่าการรอให้ปัญหาไหลมาตามน้ำ

เพราะเราไม่ควรสร้าง Wellness Economy ด้วยมือข้างหนึ่ง

ขณะที่อีกมือหนึ่งกำลังลดคุณภาพของน้ำ ดิน อาหาร และสุขภาพของประชาชน

ท้ายที่สุด ประเทศที่จะขาย “อายุยืนอย่างมีคุณภาพ” ให้กับโลกได้อย่างน่าเชื่อถือ

ต้องเป็นประเทศที่คนของตัวเองมีโอกาสมีชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพดีขึ้นจริงก่อน

เพราะในตลาด Wellness ระดับ Premium สิ่งที่ประเทศไทยขายจริง ๆ ไม่ได้มีแค่ Spa, Beauty Clinic หรือ Hospitality

สิ่งที่เราขายคือ Trust

และ Trust เป็นสินทรัพย์ที่ใช้เวลาสร้างหลายสิบปี

แต่ก็สามารถพังได้เร็วในระดับวินาทีครับ

ที่มา: กรมโรงงานอุตสาหกรรม — กรณีโรงงานรีไซเคิลผิดกฎหมายและขยะอิเล็กทรอนิกส์ จ.ฉะเชิงเทรา ; กรมควบคุมมลพิษ — การติดตามคุณภาพน้ำแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง; ThaiPublica / Stimson Center — Mining in Mainland Southeast Asia – River Basins Dashboard และการติดตามกิจกรรมเหมืองต้นน้ำในเมียนมา ; IMF — The Labor Market Implications of Healthy Aging, 2025 ; World Economic Forum — The Longevity Dividend: The Business Case for Linking Health and Wealth, June 2026 ; World Bank — Aging and the Labor Market in Thailand

ตรวจพบสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานในพืชผลการเกษตรที่ลุ่มน้ำกก อ.แม่อาย นับสิบชนิดตั้งแต่แตงกวา- มะเขือยาว-พริก-มะม่วง-กะหล่ำดอก แถมมากันถ้วนหน้าทั้งแคดเมี่ยม/ตะกั่ว/สารหนู-ผู้เชี่ยวชาญชี้อันตรายยิ่ง-แนะรัฐเร่งเตือนประชาชน
--------
วันที่ 9 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานเกษตรอำเภอแม่อาย ร่วมกับ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่ ได้ดำเนินการตรวจวิเคราะห์หาสารปนเปื้อนจากพืชบริเวณริมแม่น้ำกก ในพื้นที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ โดยอ้างอิงค่ามาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เก็บตัวอย่างตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568-พฤษภาคม 2569 รวม 6 ครั้ง โดยผลการตรวจดังกล่าวไม่เคยนำมาเปิดเผยให้กับประชาชนทราบมาก่อน อย่างไรก็ตามล่าสุดได้มีการนำผลตรวจครั้งนี้ส่งต่อมายังไลน์กลุ่มเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก-สาย

ผลการตรวจแสดงให้เห็นว่า มีการปนเปื้อนของสารโลหะหนักในพืชผลทางการเกษตรแต่ละครั้งมีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามลำดับ โดยผลการตรวจครั้งแรก เก็บตัวอย่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568 รายงานผลวันที่ 8 เมษายน 2569 พบว่าจากพืช 11 ชนิด พบสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน 7 ชนิด เช่น ดอกหอม (แคดเมียม 0.455 จากค่ากำหนดไม่เกิน 0.3) กะหล่ำดอก (แคดเมียม 2.199 จากค่ากำหนดไม่เกิน 2.0) พริกขี้หนูผลใหญ่ (แคดเมียม 0.231 จากค่ากำหนดไม่เกิน 0.05) แตงร้าน (แคดเมียม 0.161 จากค่ากำหนดไม่เกิน 0.05) และเสาวรส (แคดเมียม 0.132 จากค่ากำหนดไม่เกิน 0.01)

เก็บตัวอย่างครั้งที่สอง วันที่ 23 มกราคม 2569 รายงานผลวันที่ 8 เมษายน 2569 ตรวจพืช 11 ชนิด พบการปนเปื้อนเกินค่า 5 ชนิด อาทิ พริกขี้หนู ผักกาดเขียวปลี ถั่วพุ่ม และมะเขือม่วง ซึ่งเป็นที่น่าสัง
เกตุว่ามีสารโลหะหนักเกินค่าสองชนิดได้แก่ ตะกั่วและแคดเมียม

เก็บตัวอย่างครั้งที่สาม วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เก็บตัวอย่างพืช 12 ชนิด พบการปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน 10 ชนิด อาทิ กระเทียม สับปะรด มะเขือม่วง พริกขี้หนู มะเขือยาว ข่า และข้าวโพดหวาน ซึ่งเกินค่าทั้งสารหนูและแคดเมียม

เก็บตัวอย่างครั้งที่สี่ วันที่ 30 มีนาคม 2569 ตรวจพืช 11 ชนิด พบการปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานทั้ง 11 ชนิด อาทิ แตงกวา ฝรั่ง มะม่วง มันเทศญี่ปุ่น มีการปนเปื้อนทั้งตะกั่ว แคดเมียม และสารหนู

เก็บตัวอย่างครั้งที่ห้า วันที่ 20 เมษายน 2569 ตรวจพืช 4 ชนิด พบการปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน ทั้ง 4 ชนิด อาทิ กระเทียม ถั่วฝักยาว มีการปนเปื้อนทั้งตะกั่วและแคดเมียม และพบสารหนูในระดับที่น่ากังวลแต่ไม่เกินมาตรฐาน

เก็บตัวอย่างครั้งที่หก วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เก็บตัวอย่างตรวจพืช 4 ชนิด พบการปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน ทั้ง 4 ชนิด อาทิ มะเขือเปราะ และบวบ มีการปนเปื้อนทั้งแคดเมียมและสารหนู

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเป็นที่น่าสังเกตว่าการเก็บตัวอย่างมีจำนวนชนิดพืชน้อยลงเรื่อยๆ หลังจากมีการตรวจพบสารโลหะหนักกระจายไปในพืชหลากหลายชนิดขึ้นเรื่อยๆ โดยผลการตรวจที่หลุดออกมาครั้งนีทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่า หน่วยงานราชการปกปิดผลการตรวจจนชาวบ้านมาทราบเอาเอง ทำให้หลายคนรู้สึกว่ารัฐบาลไม่ได้เป็นห่วงสุขภาพประชาชนอย่างจริงใจ แต่เป็นห่วงว่าจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยงและเศรษฐกิจของรัฐบาล

ผศ.ดร.ว่าน วิริยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าจากการดูผลตรวจนี้ พบว่ามีการปนเปื้อนโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานหลายชนิด ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์ควรระงับการบริโภคพืชผักเหล่านี้ทันที โดยพบแคดเมียมสูงมาก แต่การตรวจคุณภาพน้ำแม่น้ำกก ก็ไม่ได้พบแคดเมียมสูงขนาดนี้ เราไม่รู้ว่าพื้นที่ตรวจห่างจากแม่น้ำกกขนาดไหน เป็นพื้นที่น้ำท่วมหรือไม่ หากไม่ใช่พื้นที่น้ำท่วมแต่ยังพบแคดเมียมก็ต้องหาสาเหตุ และการการปนเปื้อนนี้ไม่จำเพาะว่าเป็นพืชชนิดไหน ปนเปื้อนกระจายไปหมด

“อยากรู้ว่าจุดที่เก็บคือบริเวณไหน แคดเมียมมีหลายสาเหตุ เช่น ชั้นดินที่มีแคดเมียมอยู่แล้วใส่ปุ๋ยฟอสเฟสทำให้พืชจับแคดเมียมได้มากขึ้น หรือ ตะกอนจากเหมืองแร่ที่พัดพามาสะสม ค่าเกินเพราะอะไร มาจากไหน ไม่ได้เกินแค่แคดเมียมแต่มีสารอื่นๆ ด้วย ต้องตรวจซ้ำ หากตรวจซ้ำแล้วยังพบ แปลว่าพื้นที่นี้เสี่ยงต่อการเพาะปลูก ต้องฟื้นฟู หรือปลูกพืชอื่นที่มิใช่อาหาร ผมไม่อยากให้ตื่นตระหนก แต่มันก็เกินจริงๆ และจะเป็นอันตรายจริงๆ ดังนั้นพืชผลเหล่านี้ก็ควรหลีกเลี่ยง ไม่ควรใช้ผลผลิตเหล่านี้เข้าสู่ท้องตลาด” ดร.ว่าน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าภาครัฐ การจะแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง ควรมีมาตรการอย่างไร ดร.ว่าน ตอบว่าเท่าที่ทราบจากที่ประชุมจังหวัดคือไม่เคยมีเกินขนาดนี้มาก่อน แต่ไม่รู้ว่ากระบวนการจะเป็นอย่างไร เท่าที่เห็นคือแจ้งเตือนไปยังเกษตรอำเภอเพื่อแจ้งชาวบ้าน แต่กรณีนี้ยังไม่ชัดเจน เก็บตัวอย่างหลายครั้ง นานมาแล้ว ผลผลิตเหล่านี้ไปสู่ท้องตลาดแล้ว มันผ่านไปแล้ว ควรเป็นข้อมูลที่ทันการณ์

กรณี อ.แม่สาย น้ำในคลองชลประทาน ที่ตรวจพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน 30 เท่า ตะกั่ว 4-5 เท่า กระบวนการควร real time เช่นตอนนี้ค่าความเข้มข้นสูงงดการนำน้ำเข้านา หรือบำบัดก่อน ผลผลิตในฤดูกาลต่อไปต้องตรวจ

ผู้สื่อข่าวถามว่าน้ำและดินที่กระทบต่อเกษตรแบบนี้ รัฐควรมามาตรการแบบไหน ตอบว่าต้องจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยละเลย บอกว่าได้ทำแล้ว ตอนนี้ไม่มีรูปธรรมในการแก้ปัญหาเลย

ถามว่าน้ำโขงและสาละวิน ในฤดูฝนกำลังเอ่อท่วม ตอบว่าน้ำช่วงนี้ขุ่นมาก ตรวจที่เชียงราย แม่น้ำกก มีการปนเปื้อนสูง น้ำขึ้นและค่าสารหนูสูง ประชาชนควรได้ทราบข้อมูล

10/08/2026

การเมืองแบ่งขั้ว กับเศรษฐกิจไทย the elephant in the room

จริงๆ ความขัดแย้งทางการเมืองอาจไม่ได้ทำให้ GDP ลดลงทันที แต่หากลากยาวเหมือนกรณีประเทศไทย ต้นทุนจะค่อย ๆ ปรากฏผ่านการลงทุนที่ถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ การปฏิรูปที่เดินหน้าได้ยาก และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ประเทศสูญเสียไป

ก่อนอื่น ขอแยก “ความเห็นต่าง” ออกจาก “การแบ่งขั้วทางการเมือง” ให้ชัดเจน

ความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติและจำเป็นต่อประชาธิปไตย เพราะทำให้เกิดทางเลือก การตรวจสอบ และการถกเถียงเชิงนโยบาย

แต่ Political polarization หรือ การแบ่งขั้วทางการเมือง เกิดขึ้นเมื่อความเห็นต่างพัฒนาไปเป็นการแบ่งฝ่ายแบบ พวกเรา–พวกเขา

ฝ่ายตรงข้ามจึงไม่ได้เป็นเพียงคนที่คิดต่าง แต่กลายเป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือ ไม่ควรรับฟัง หรือไม่ควรมีส่วนร่วม

ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าเราเห็นต่างกันมากเพียงใด แต่อยู่ที่ว่าเรายังร่วมมือกับคนที่เห็นต่างได้หรือไม่

ส่วน Social cohesion หรือ ความยึดเหนี่ยว/ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคม ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องคิดเหมือนกัน

แต่หมายถึงความสามารถของคนต่างกลุ่มที่จะอยู่ร่วมกัน ไว้วางใจกันในระดับที่จำเป็น ยอมรับกติกาที่เป็นธรรม และร่วมมือกันแก้ปัญหาส่วนรวม

สังคมจึงสามารถมีความเห็นต่างสูง แต่ยังมีความยึดเหนี่ยวทางสังคมได้ หากทุกฝ่ายยังเชื่อถือกติกากลาง

อย่างไรก็ตาม เมื่อการแบ่งขั้วรุนแรงขึ้น ความไว้วางใจระหว่างกลุ่มมักลดลง และอาจลุกลามไปสู่ความไม่เชื่อถือในสถาบันและกติกาของประเทศ

กราฟด้านล่างจาก V-Dem (Our World in Data) ผมนำมาเพื่อพยายามสะท้อนประเด็นนี้ โดยประเมินว่า ความแตกต่างทางการเมืองลุกลามไปกระทบความสัมพันธ์ในครอบครัว ที่ทำงาน และชีวิตประจำวันมากเพียงใด

ในปี 2025 ค่าประเมินกึ่งกลางของไทยอยู่ที่ 1.56 สูงกว่าค่าอ้างอิง 0 และอยู่ในระดับค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค

อย่างไรก็ดี ค่า 0 ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีความแตกแยก” แต่ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยของข้อมูลทุกประเทศและทุกปี ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นค่าประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่คะแนนเต็ม 100 หรือผลสำรวจประชาชน จึงควรใช้ดูภาพรวมมากกว่านำไปจัดอันดับแบบตายตัว

แล้วการแบ่งขั้วกระทบเศรษฐกิจอย่างไร?

เหตุผลเกิดขึ้นเป็นลำดับดังนี้

การแบ่งขั้วสูงขึ้น → ความไว้วางใจลดลง → การหาข้อตกลงยากขึ้น → นโยบายไม่แน่นอน → การลงทุนและการปฏิรูปล่าช้า → ผลิตภาพและศักยภาพการเติบโตลดลง

ผลกระทบเกิดขึ้นผ่านอย่างน้อย 3 ช่องทาง

1. เมื่อธุรกิจไม่แน่ใจว่ากฎ ภาษี หรือนโยบายส่งเสริมการลงทุนจะเปลี่ยนหรือไม่ ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคือ “รอดู” แทนที่จะลงทุนทันที

2. การปฏิรูปที่ต้องใช้เวลานาน เช่น การศึกษา ภาษี บำนาญ การแข่งขัน และโครงสร้างพื้นฐาน จะเดินหน้าได้ยาก หากแต่ละฝ่ายสนใจว่า “ใครเป็นคนเสนอ” มากกว่า “นโยบายนี้ดีต่อประเทศหรือไม่”

3. เมื่อความไว้วางใจลดลง ภาครัฐ ธุรกิจ และประชาชนต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากขึ้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน แทนที่จะนำไปลงทุน พัฒนาทักษะ หรือสร้างนวัตกรรม

งานวิจัยที่ศึกษาข้อมูล 75 ประเทศพบว่า ช่องทางสำคัญที่เชื่อมโยงการแบ่งขั้วกับการเติบโตที่อ่อนลง คือการลงทุนภาคเอกชนและผลิตภาพ ขณะที่ประเทศที่มีสถาบันเข้มแข็ง ระบบราชการเป็นมืออาชีพ และกติกาน่าเชื่อถือ สามารถลดผลกระทบดังกล่าวได้

สำหรับไทย ความเสี่ยงอาจไม่ปรากฏในรูปเศรษฐกิจทรุดตัวทันที

แต่สะสมผ่านโครงการลงทุนที่ถูกเลื่อน นโยบายระยะยาวที่สะดุดหรือเปลี่ยนทิศบ่อย และความเสี่ยงที่นักลงทุนมองว่าสูงขึ้น ซึ่งเราเห็นอาการนี้มาสักพักแล้ว

เมื่อความเสี่ยงสูงขึ้น นักลงทุนย่อมต้องการผลตอบแทนมากขึ้น โครงการบางส่วนจึงอาจถูกชะลอหรือไม่เกิดขึ้นเลย

ต้นทุนนี้ยิ่งสำคัญในช่วงที่ไทยกำลังเผชิญสังคมสูงวัย การลงทุนต่ำ และศักยภาพการเติบโตที่ชะลอลง เพราะทุกปีที่เสียไป คือโอกาสในการยกระดับเศรษฐกิจที่ลดลง

ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้เกิดผลลัพธ์เพียงทางเดียว

เศรษฐกิจที่เติบโตไม่ทั่วถึง ความเหลื่อมล้ำ และความรู้สึกว่ากติกาไม่เป็นธรรม อาจกลับมาเพิ่มความไม่พอใจและทำให้สังคมแบ่งขั้วมากขึ้น

จากนั้น การแบ่งขั้วก็ย้อนกลับมาทำให้การแก้ความเหลื่อมล้ำและการปฏิรูปเศรษฐกิจยากกว่าเดิม จนกลายเป็นวงจรที่การเมืองและเศรษฐกิจฉุดรั้งกันเอง

ทางออกจึงไม่ใช่การทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน

แต่คือการทำให้สังคมสามารถ “เห็นต่างกันได้ โดยประเทศยังเดินหน้าต่อ” ผ่านกติกาที่เป็นธรรมและแน่นอน ระบบราชการที่เป็นมืออาชีพ ข้อมูลที่โปร่งใส การรับฟังที่มีความหมาย และนโยบายระยะยาวที่ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งเมื่อการเมืองเปลี่ยน

ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีเสียงเดียวกัน

แต่ต้องมี “พื้นร่วม” ที่ทำให้ทุกฝ่ายเชื่อว่า แม้ผลการตัดสินใจไม่ตรงกับความต้องการของตน กติกายังเป็นธรรม และอนาคตของประเทศยังเดินหน้าต่อได้

เพราะในโลกที่เงินทุน ธุรกิจ และคนเก่งเลือกประเทศได้ ความสามารถในการจัดการความเห็นต่างให้จบด้วยการตัดสินใจ อาจเป็นความได้เปรียบทางเศรษฐกิจที่สำคัญไม่แพ้เงินลงทุนหรือเทคโนโลยี ครับ

#หรือเราจะเข้าทำนองแยกกันเราอยู่รวมกันตายหมู่

ที่มา: V-Dem Dataset v16 และ Our World in Data; Kang, Kim and Lee (2025), Political Polarization, State Capacity, and Economic Growth; World Bank, Thailand Economic Monitor (July 2024); United Nations, World Social Report 2025; และ World Economic Forum, Global Risks Report 2026

ข้อคิดเห็นทั้งหมดเป็นข้อคิดเห็นส่วนตัว

Photos from Sathit Talaengsatya 's post 09/08/2026

คอร์รัปชันไม่ใช่แค่ “เงินหาย” แต่คือ ภาษีเงียบ ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ

เวลาพูดถึงเหตุผลที่เศรษฐกิจของประเทศหนึ่งโตเร็วกว่าประเทศหนึ่ง เรามักนึกถึงเงินลงทุน โรงงาน ถนน เทคโนโลยี หรือจำนวนแรงงานก่อน แต่เศรษฐศาสตร์การพัฒนามีอีกคำหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน และมองไม่เห็นด้วยตา นั่นคือ “สถาบัน” หรือ Institutions

สถาบันในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอาคารหรือหน่วยงาน แต่หมายถึง “กติกาของเกม” ทั้งที่เป็นกฎหมายและกติกาที่ไม่ได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ตั้งแต่การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน หลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมาย การแข่งขันที่เป็นธรรม คุณภาพราชการ ความโปร่งใส ไปจนถึงการตรวจสอบผู้มีอำนาจ เพราะกติกาเหล่านี้เป็นตัวกำหนดว่า หากเราลงทุน ลงแรง หรือคิดค้นสิ่งใหม่ ผลตอบแทนจะเป็นของเราจริงหรือไม่ และทุกคนเล่นอยู่ภายใต้กติกาเดียวกันหรือเปล่า

ถ้าเขียนแบบเศรษฐศาสตร์ง่าย ๆ การผลิตของประเทศอาจมองผ่านสมการ
Y = A × F(K, L, H)

โดย K คือทุน L คือแรงงาน H คือทุนมนุษย์ และ A คือ Total Factor Productivity หรือความสามารถในการนำทรัพยากรทั้งหมดมาทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

จุดสำคัญคือ “คุณภาพสถาบัน” ไม่ได้อยู่แค่ใน A แต่แทรกอยู่แทบทุกตัวในสมการ หากกฎหมายชัดเจนและบังคับใช้อย่างเสมอภาค นักลงทุนก็กล้าลงทุนมากขึ้น หรือ K เพิ่มขึ้น หากระบบการศึกษาและรัฐทำงานดี H ก็สูงขึ้น และถ้าตลาดแข่งขันจริง ทุนกับแรงงานสามารถไหลไปหาธุรกิจที่มีประสิทธิภาพมากกว่า A หรือ Productivity ก็สูงขึ้น นี่คือเหตุผลที่ Acemoglu, Johnson และ Robinson มองสถาบันเป็นหนึ่งใน “fundamental causes” ของการเติบโตระยะยาว ไม่ใช่เพียงปัจจัยเสริม

ในทางกลับกัน คอร์รัปชันจึงไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะเงินที่ถูกโกงไป แต่ทำให้ “กลไกจัดสรรทรัพยากร” ของเศรษฐกิจผิดเพี้ยน โครงการอาจไม่ได้ไปหาผู้ที่ทำได้ดีที่สุด ธุรกิจที่มีเส้นสายอาจได้เปรียบธุรกิจที่มี Productivity สูงกว่า ต้นทุนและความไม่แน่นอนของการลงทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่แรงจูงใจในการแข่งขันและสร้างนวัตกรรมลดลง พูดอีกแบบคือ ใช้ทุนและแรงงานเท่าเดิม แต่ประเทศผลิตของได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

ภาพ Political Corruption Index ปี 2025 ที่แนบมาช่วยให้เห็นเรื่องนี้ชัดขึ้น ดัชนีของ V-Dem วัดการทุจริตทั้งในฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ และภาคราชการ ครอบคลุมตั้งแต่ bribery ไปจนถึง embezzlement โดย 0 หมายถึงต่ำ และ 1 หมายถึงสูง สีของไทยอยู่ในกลุ่มค่อนข้างเข้มเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมาก ทั้งนี้ ดัชนีนี้เป็นการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ จึงควรใช้เพื่อเปรียบเทียบภาพเชิงสถาบัน ไม่ใช่ตีความว่าเป็นจำนวนคดีทุจริตจริงโดยตรง

อีกตัวชี้วัดให้ภาพไปในทิศทางเดียวกัน คือ Corruption Perceptions Index 2025 ของ Transparency International ไทยได้ 33 จาก 100 อยู่ที่อันดับ 116 จาก 182 ประเทศ ลดลงจาก 34 ในปีก่อน และ Transparency International ระบุว่าไทยมีแนวโน้มคะแนนลดลงต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปี 2012 ขณะที่ WJP Rule of Law Index 2025 ให้ไทยประมาณ 0.50 จาก 1 และอันดับ 77 จาก 143 ประเทศ สะท้อนว่ายังมีช่องว่างด้านหลักนิติธรรมที่ต้องพัฒนาอีกมาก

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ IMF วิเคราะห์ประเทศไทยโดยตรงในปี 2026 และพบว่า corruption มีความสัมพันธ์เชิงลบกับการเคลื่อนย้ายแรงงานไปสู่ภาคที่มี Productivity สูงกว่า ขณะที่ rule of law ที่ดีขึ้นสัมพันธ์กับ structural transformation ที่ดีขึ้น และการเสื่อมลงของ governance เป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีส่วนทำให้กระบวนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยชะลอลงในช่วงหลัง

นี่จึงเชื่อมโยงกับปัญหา “กับดักรายได้ปานกลาง” โดยตรง เพราะช่วงที่ประเทศยังรายได้ไม่สูง เราอาจโตได้จากการสร้างโรงงาน เพิ่มแรงงาน และนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้ แต่เมื่อรายได้สูงขึ้น การเติบโตต้องพึ่ง innovation, competition และ productivity มากขึ้น และทั้งหมดนี้ต้องอาศัยกติกาที่น่าเชื่อถือ World Bank จึงเสนออย่างน่าสนใจว่า middle-income trap ในหลายประเทศอาจเป็น “institutional trap” ด้วย ไม่ใช่เพียงปัญหาขาดเงินลงทุน

ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการยกระดับศักยภาพการเติบโต โจทย์จึงไม่ใช่แค่ “ลงทุนให้มากขึ้น” แต่ต้องถามต่อว่า เรามีกติกาที่ทำให้เงินลงทุนไหลไปหาคนและธุรกิจที่สร้าง Productivity ได้ดีที่สุดหรือยัง?

เพราะท้ายที่สุด การลดคอร์รัปชัน การสร้างหลักนิติธรรม และการยกระดับคุณภาพสถาบัน ไม่ใช่แค่เรื่องธรรมาภิบาล แต่คือ “นโยบายเศรษฐกิจ” และ “นโยบายเพิ่ม Productivity” ของประเทศด้วยครับ

ที่มา: Acemoglu, Johnson & Robinson, Institutions as a Fundamental Cause of Long-Run Growth; IMF, Thailand: Selected Issues – Reinvigorating Thailand’s Structural Transformation (2026); World Bank, Overcoming the Middle-Income Trap: Why Institutions Matter (2025) และ Thailand Systematic Country Diagnostic; World Economic Forum, Global Competitiveness Report; V-Dem / Our World in Data, Political Corruption Index 2025; Transparency International, Corruption Perceptions Index 2025; และ World Justice Project, Rule of Law Index 2025.

ข้อคิดเห็นทั้งหมดเป็นข้อคิดเห็นส่วนตัว

Photos from Sathit Talaengsatya 's post 08/08/2026

เศรษฐกิจไทยไม่ได้ต้องการแค่ ‘โตวันนี้’ แต่ต้องลงทุนเพื่อสร้างสิ่งที่จะทำให้เรา ‘โตได้มากขึ้นในวันพรุ่งนี้’”

ทำไม “การลงทุน” คือ เครื่องยนต์ที่ไทยต้องเร่ง ก่อนเศรษฐกิจติดอยู่กับการโตต่ำ

ล่าสุด กระทรวงการคลังตั้งเป้าผลักดัน “การลงทุนรวม” ของไทยจากประมาณ 22–23% ของ GDP ให้ขึ้นไปแตะ 30% โดยให้น้ำหนักกับโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ดิจิทัล และการดึงการลงทุนภาคเอกชนเข้ามาต่อยอด

คำถามคือ...ทำไมต้อง 30%? และทำไม “การลงทุน” ถึงสำคัญกว่าการกระตุ้น และแจกเงินให้คนออกมาจับจ่ายเพียงอย่างเดียว?

ก่อนอื่น คำว่า Investment ในทางเศรษฐศาสตร์ไม่ใช่การซื้อหุ้นหรือซื้อทอง แต่หมายถึงการสร้างทุนใหม่ให้ประเทศ หรือที่เรียกว่า Gross Fixed Capital Formation: GFCF เช่น โรงงาน เครื่องจักร อาคาร ระบบขนส่ง Data Center โครงข่ายไฟฟ้า ตลอดจนสินทรัพย์ด้านเทคโนโลยีบางประเภท เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศ “ผลิตของได้มากขึ้นหรือดีขึ้นในอนาคต”

นี่คือความแตกต่างสำคัญระหว่าง “บริโภค” กับ “ลงทุน”
การบริโภคช่วยให้เศรษฐกิจเดินวันนี้ แต่การลงทุนเพิ่มความสามารถของเศรษฐกิจที่จะโตในวันข้างหน้า

และนี่คือ จุดที่กราฟด้านล่างของไทยน่าคิดมาก

ก่อนวิกฤตปี 2540 การลงทุนภาคเอกชนเคยสูงกว่า 30% ของ GDP ก่อนร่วงลงอย่างรุนแรงหลังวิกฤต และแม้จะฟื้นขึ้นมาบ้าง แต่ในไตรมาส 1 ปี 2569 ยังอยู่เพียงราว 17% ของ GDP เท่านั้น ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ เมื่อกำหนดให้ปริมาณการลงทุนจริงปี 2539 เท่ากับ 100 กราฟอีกชุดพบว่า ณ ไตรมาส 1 ปี 2569 การลงทุนภาคเอกชนอยู่ที่เพียงประมาณ 103 และการลงทุนรวมประมาณ 109 เท่านั้น กล่าวง่าย ๆ คือ เกือบ 30 ปีผ่านไป ปริมาณการลงทุนจริงของภาคเอกชนโดยรวมแทบเพิ่งกลับมาเหนือระดับก่อนวิกฤต ทั้งที่ขนาดเศรษฐกิจไทยใหญ่ขึ้นมากแล้ว

ภาพเดียวกันปรากฏในข้อมูล OECD ซึ่งพบว่า GFCF ของไทยลดจากประมาณ 27% ของ GDP ในปี 2555 เหลือราว 23% นับตั้งแต่ปี 2560 ต่ำกว่าอินโดนีเซียราว 32% และเวียดนามราว 30%

นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่อง GDP ปีนี้จะโตเท่าไร แต่เป็นเรื่อง Potential Growth — เศรษฐกิจไทยในอีก 5–10 ปีจะมีแรงวิ่งได้แค่ไหน

เพราะการลงทุนทำงานอย่างน้อยสามทางพร้อมกัน คือ เพิ่ม capital per worker ให้คนหนึ่งคนมีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ดีขึ้น เพิ่ม productivity ทำให้ผลิตสินค้าและบริการได้มากขึ้นต่อชั่วโมง และเปิดทางให้เกิดสินค้า อุตสาหกรรม และเทคโนโลยีใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเดิม สำหรับประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างไทย เมื่อจำนวนแรงงานโตยากขึ้น “ทุนและผลิตภาพ” ยิ่งต้องรับภาระในการสร้างการเติบโตมากขึ้น IMF จึงระบุชัดว่า low investment และ sluggish productivity เป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างสำคัญของเศรษฐกิจไทย

แต่มีข้อสำคัญที่ต้องขีดเส้นใต้ คือ 30% ไม่ใช่เลขมหัศจรรย์

ประเทศไม่ได้รวยขึ้นเพียงเพราะสร้างของให้มากขึ้น หากเป็นโครงการที่ผลตอบแทนต่ำหรือใช้ทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพ ก็อาจได้เพียงหนี้และสินทรัพย์ที่สร้างผลผลิตไม่คุ้มทุน IMF เตือนเช่นกันว่า investment efficiency ของไทยอ่อนลงในช่วงหลัง ดังนั้นโจทย์จริงต้องเป็น “30% ที่มีคุณภาพ” — ลงทุนในเทคโนโลยี ระบบไฟฟ้าและดิจิทัล โลจิสติกส์ ทักษะแรงงาน R&D และอุตสาหกรรมที่ทำให้ไทยขยับขึ้นไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าที่สูงขึ้น

ภาครัฐจึงมีบทบาทไม่ใช่แค่ “ลงทุนแทนเอกชน” แต่ต้องลงทุนในสิ่งที่ทำให้เอกชนอยากลงทุนตาม หรือเกิด crowding-in เช่น ไฟฟ้าที่เพียงพอ ระบบขนส่งที่ดี บุคลากรที่มีทักษะ กฎระเบียบที่ชัดเจน และต้นทุนการทำธุรกิจที่ต่ำลง กระทรวงการคลังเองก็วางเหตุผลนี้ไว้เบื้องหลังโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และงานศึกษาของ IMF พบมานานแล้วว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายสามารถทำให้เอกชนเลือก “รอ” เพราะการสร้างโรงงานหรือซื้อเครื่องจักรเป็นเงินลงทุนที่ย้อนกลับได้ยาก

วันนี้สัญญาณบวกมีอยู่ BOI รายงานว่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพียงไตรมาสแรกปี 2569 สูงกว่า 1 ล้านล้านบาท นำโดย Data Center, Digital และ Electronics แต่โจทย์ต่อจากนี้สำคัญกว่า เพราะ “คำขอลงทุน” ยังไม่เท่ากับ “การลงทุนจริง” จนกว่าเงินจะถูกเปลี่ยนเป็นโรงงาน เครื่องจักร เทคโนโลยี การจ้างงาน และเครือข่ายผู้ผลิตไทยจริง ๆ

ดังนั้น ในมุมของผม เป้าหมาย 30% ของ GDP ควรถูกมองไม่ใช่เพียงเป็น KPI ของรัฐบาล แต่เป็นโจทย์ใหญ่กว่านั้นว่า ประเทศไทยจะเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่รอแรงส่งจากการบริโภค การท่องเที่ยว และการส่งออก ไปสู่เศรษฐกิจที่ “สร้างกำลังการผลิตใหม่” ได้หรือไม่

เพราะท้ายที่สุด ประเทศจะโตได้เร็วอย่างยั่งยืน ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราซื้อของกันมากแค่ไหนในวันนี้ แต่อยู่ที่ว่า วันนี้เราลงทุนสร้างความสามารถที่จะผลิตสิ่งที่โลกต้องการในวันพรุ่งนี้มากพอหรือยัง

ที่มา: กระทรวงการคลัง, สศช., BOI, IMF Article IV Consultation: Thailand, World Bank Thailand Economic Monitor และ OECD Capital Market Review of Thailand.

ข้อคิดเห็นทั้งหมดเป็นข้อคิดเห็นส่วนตัว

Photos from Sathit Talaengsatya 's post 07/08/2026

ภาษี 12.5% ที่สหรัฐฯ เก็บจากไทย กระทบเราแค่ไหนกันแน่?

ตั้งแต่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษี Section 301 เพิ่มอีก 12.5% กับสินค้าไทยที่ไม่ได้รับการยกเว้น เพิ่มเติมจากภาษี MFN เดิม — ฟังดูน่ากลัว แต่ข้อมูลที่เราวิเคราะห์ชี้ว่านี่ไม่ใช่แรงกระแทกต่อ GDP ทั้งประเทศ ทีม เรายังคงคาดการณ์ GDP ปี 2569 ที่ 1.9% และปี 2570 ที่ 2.0% เหมือนเดิม ครับ

เหตุผลคือ รายการสินค้ากว่า 61.6% ของมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ได้รับการยกเว้น และอีกส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้ Section 232 อยู่แล้ว ทำให้สัดส่วนที่โดนภาษีนี้จริง ๆ เหลือประมาณ 28% ของการส่งออกไปสหรัฐฯ เท่านั้น

สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ ผลกระทบจะไม่กระจายเท่ากัน — อุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง มาร์จิ้นบาง (โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กในตลาด mai ที่มาร์จิ้นเฉลี่ยเพียง 4.67% เทียบกับบริษัทใหญ่ใน SET ที่ 8.5%) จะรับแรงกดดันหนักกว่ามาก และความเสี่ยงระยะถัดไปคือการสอบสวนเรื่อง "กำลังผลิตส่วนเกิน" ที่ยังค้างอยู่ ซึ่งอาจขยายขอบเขตครอบคลุมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และโลหะเพิ่มเติม

สำหรับเราทุกคน นี่คือบทเรียนสำคัญ: ภาพรวมเศรษฐกิจอาจดูไม่กระทบมาก แต่ผลกระทบต่อรายได้ครัวเรือนที่พึ่งพาโรงงานส่งออก โดยเฉพาะ SME และแรงงานในอุตสาหกรรมที่เปิดเผยความเสี่ยงสูง อาจรุนแรงกว่าตัวเลขมหภาคสะท้อนออกมา และต่อจากนี้ การติดตามข่าวเศรษฐกิจควรมองทั้งภาพรวม และภาพย่อยควบคู่กันไปครับ เพื่อประเมินผลกระทบให้รอบด้าน

ที่มา: UOB Global Economics & Market Research, "Thailand: U.S. Section 301 - more earnings shock than macro shock", 7 Aug 2026

ความเห็นเป็นมุมมองส่วนตัว ไม่ใช่ความเห็นอย่างเป็นทางการของหน่วยงานต้นสังกัด

06/08/2026

"มหามิตรไหมละ"

ชวนมาดูข้อมูลการส่งออกของจีนล่าสุดในไตรมาส 2 ปี 2569 ครับ จะเห็นแนวโน้มการฉีกออกของการส่งออกของจีน เป็น 2 ฝั่งชัดเจน

เมื่อสหรัฐฯ ก่อกำแพง จีนหันมาทางไทย?
สินค้าจีนเข้าไทยโตเป็น 3.1 เท่า— จริงๆ FTA อาจจะไม่ใช่จำเลยคนเดียว

หากดูจากกราฟล่าสุดด้านล่าง ไทยกำลังกลายเป็นหนึ่งใน “แหล่งระบายสินค้า” สำคัญของสินค้าจีน

ไตรมาส 2 ปี 2569 ดัชนีมูลค่าส่งออกสินค้าจีนมายังไทยอยู่ที่ 314.4 เทียบกับเวียดนาม 299.5 มาเลเซีย 299.0 และค่าเฉลี่ยอาเซียน 258.7

ตัวเลข 314.4 ไม่ได้แปลว่าส่งออกเพิ่มขึ้น 314.4% แต่หมายถึงมูลค่าส่งออกจีนมาไทย “เป็น 3.14 เท่า” ของปี 2561 หรือเพิ่มขึ้น 214.4%

ในเวลาเดียวกัน ดัชนีส่งออกจีนไปสหรัฐฯ อยู่เพียง 95.6 หรือต่ำกว่าปี 2561 เล็กน้อย ความแตกต่างนี้สอดคล้องกับปรากฏการณ์ Trade Diversion เมื่อกำแพงการค้าในตลาดตะวันตกสูงขึ้น สินค้าบางส่วนจึงไหลไปยังตลาดที่เปิดกว้างกว่า

อย่างไรก็ดี ตัวเลขนี้ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าไทยกำลังถูกสินค้าจีนทะลักเข้ามาจนได้รับความเสียหายหนักที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ เพราะกราฟแสดงเพียงการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2561

เพราะเป็นดัชนีที่เทียบกับฐานเดิมของแต่ละประเทศ ไม่ได้บอกว่าไทยนำเข้าจากจีนมากที่สุดในเชิงมูลค่า และยังไม่แยกว่าสินค้าที่เข้ามาเป็นเครื่องจักร วัตถุดิบ ชิ้นส่วน หรือสินค้าสำเร็จรูปที่เข้ามาแข่งขันกับผู้ผลิตไทย

แล้ว Excess Capacity หรือกำลังการผลิตส่วนเกินคืออะไร?

ลองนึกภาพว่าโรงงานผลิตสินค้าได้ 100 ชิ้น แต่ตลาดในประเทศรองรับอย่างยั่งยืนเพียง 70 ชิ้น ส่วนที่เหลือจึงต้องลดกำลังผลิต ปิดโรงงาน หรือส่งออกไปต่างประเทศ

หากเงินอุดหนุน สินเชื่อราคาถูก หรือการแข่งขันของรัฐบาลท้องถิ่นช่วยให้โรงงานอยู่ต่อได้ สินค้าส่วนเกินก็จะถูกระบายออกสู่ตลาดโลก กดราคาให้ต่ำลง ผู้บริโภคได้ของถูก แต่ผู้ผลิตในประเทศปลายทางต้องเผชิญกำไรที่บางลงและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ดี การส่งออกได้มากไม่ได้แปลว่ามีกำลังผลิตส่วนเกินเสมอไป เพราะอาจมาจากเทคโนโลยี ประสิทธิภาพ และการประหยัดต่อขนาดของผู้ผลิตจีนด้วย

แล้วทำไมไทยจึงรับแรงกดดันมากขึ้น?

เหตุผลแรกคือ FTA เปิดประตูไว้กว้างอยู่แล้ว ภายใต้ ACFTA ไทยลดภาษีนำเข้าจากจีนเหลือศูนย์เกือบ 9 ใน 10 ของรายการสินค้า ขณะที่ RCEP ช่วยให้การใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนข้ามประเทศทำได้สะดวกขึ้นผ่านกฎถิ่นกำเนิดสินค้าแบบสะสม

แต่ FTA ไม่ใช่สาเหตุเดียว เพราะ ACFTA ใช้มาตั้งแต่ปี 2548 และ RCEP เริ่มตั้งแต่ปี 2565 จึงอธิบายการเร่งตัวในช่วงหลังไม่ได้ทั้งหมด

แรงผลักที่สำคัญกว่าคือ อุปสงค์ภายในจีนยังอ่อนแอจากปัญหาอสังหาริมทรัพย์ ความเชื่อมั่นต่ำ และแรงกดดันด้านเงินฝืด ขณะที่ภาคการผลิตยังได้รับการสนับสนุนสูง ประกอบกับข้อจำกัดทางการค้าจากสหรัฐฯ และยุโรป จึงทำให้ผู้ผลิตจีนต้องหาตลาดใหม่มากขึ้น

ขณะเดียวกัน ไทยเองก็มี “แรงดึง” จากการนำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้า แผงวงจร คอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วน เพื่อรองรับการลงทุนใน EV อิเล็กทรอนิกส์ และ Data Center สินค้านำเข้าจากจีนจึงไม่ใช่ China Flooding ทุกชิ้น บางส่วนอาจช่วยเพิ่มผลิตภาพและการส่งออกของไทย

ผลที่มองเห็นคือ ผู้บริโภคได้สินค้าราคาถูกและหลากหลายขึ้น ผู้ประกอบการลดต้นทุนวัตถุดิบ และไทยเข้าถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาดได้เร็วขึ้น

แต่ผลที่มองไม่เห็นคือ กำไรและกำลังการผลิตของธุรกิจไทยอาจลดลง การลงทุนใหม่ถูกเลื่อนออกไป เครือข่ายซัพพลายเออร์ในประเทศค่อย ๆ หายไป และไทยอาจพึ่งพาจีนมากขึ้นโดยสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้น้อย

อีกความเสี่ยงคือ หากไทยถูกมองเป็นเพียงฐานประกอบหรือทางผ่านของสินค้าจีน ผู้ส่งออกไทยอาจเผชิญการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการสอบสวนเรื่องกำลังผลิตส่วนเกินของสหรัฐฯ ในปี 2569 ครอบคลุมประเทศไทยด้วย

ทางออกจึงไม่ใช่ปิดกั้นสินค้าจีนทั้งหมด แต่ต้องแยกให้ออกว่า สินค้ากลุ่มใดช่วยเพิ่มผลิตภาพ และกลุ่มใดกำลังสร้างความเสียหาย

ดังนั้น ไทยควรติดตามราคานำเข้า ส่วนแบ่งสินค้านำเข้าต่ออุปสงค์ในประเทศ กำลังการผลิต การจ้างงาน และการปิดกิจการเป็นรายสินค้า บังคับใช้ภาษี มาตรฐาน และกฎถิ่นกำเนิดอย่างเท่าเทียม พร้อมใช้มาตรการ Anti-dumping หรือ Safeguard เฉพาะกรณีที่พิสูจน์ความเสียหายได้

บทเรียนสำคัญจากสงครามการค้าคือ “ผู้ชนะ” อาจไม่ใช่ประเทศที่สร้างความเสียหายให้อีกฝ่ายได้มากที่สุด แต่คือประเทศที่ลดบาดแผลของตัวเอง กระจายความเสี่ยง และปรับตัวได้เร็วกว่า

โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่เลือกระหว่าง “เปิดประตูให้จีน” หรือ “ปิดประตูใส่จีน” แต่คือจะค้ากับจีนอย่างไร โดยไม่เปลี่ยนความสัมพันธ์ทางการค้าให้กลายเป็นความเปราะบางของไทย

ไทยควรเปิดรับเครื่องจักร วัตถุดิบ และเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับผลิตภาพ แต่ในเวลาเดียวกัน ต้องบังคับใช้กติกากับสินค้าที่บิดเบือนการแข่งขัน กระจายตลาดและแหล่งนำเข้า ตลอดจนเชื่อมโยงการลงทุนต่างชาติเข้ากับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาซัพพลายเออร์ไทย และการจ้างงานทักษะสูง

เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่ไทยควรได้รับจากการค้ากับจีนต้องไม่จบลงเพียง “สินค้าราคาถูก” แต่ต้องต่อยอดเป็นผลิตภาพ งาน ทักษะ และมูลค่าเพิ่มที่เติบโตอยู่ในประเทศไทยด้วย ครับ

ที่มา: ข้อมูลการค้าจีนจาก General Administration of Customs of China via Macrobond (ดัชนีปี 2561 = 100); IMF, China 2025 Article IV Consultation; World Bank, China Economic Update (ธ.ค. 2568); ธนาคารแห่งประเทศไทย; กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (ACFTA); ASEAN Secretariat (RCEP); World Economic Forum; Global Trade Alert; กระทรวงพาณิชย์จีน และหนังสือ How to Win a Trade War โดย Soumaya Keynes และ Chad P. Bown

ข้อคิดเห็นทั้งหมดเป็นข้อคิดเห็นส่วนตัว

06/08/2026

วันนี้ได้มีโอกาสไปคุยเรื่อง Wellness/longevity economy มาครับ เลยอยากมาแชร์ให้ทุกท่านได้ทราบ และเผื่อเป็นประโบชน์ครับ

โลกกำลังซื้อ “ชีวิตที่แข็งแรงยาวนานขึ้น” แล้วไทยจะยังขายเพียง “ชั่วโมงนวด” อยู่หรือไม่? เราจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จาก Wellness/longevity economy อย่างไรดี

หากพูดถึงธุรกิจ Wellness ของไทย ภาพที่หลายคนนึกถึงมักเป็นนวดไทย สปา สมุนไพร โรงแรม และบริการที่ขึ้นชื่อว่า “ดีและคุ้มราคา”

จุดแข็งเหล่านี้พาไทยมาได้ไกล

แต่โลกกำลังเปลี่ยน และการแข่งขันในระยะต่อไปอาจไม่ได้วัดกันว่าใครให้บริการได้ถูกกว่า หรือมีจำนวนร้านมากกว่า

ประเด็นสำคัญคือ...

ใครสามารถช่วยให้ลูกค้ามีช่วงชีวิตที่ยังแข็งแรง หรือ Healthspan ยาวนานขึ้นได้จริง

ปี 2024 เศรษฐกิจ Wellness โลกมีมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมีขนาดเทียบเท่าราว 6.12% ของ GDP โลก และ Global Wellness Institute คาดว่าจะเพิ่มเป็นเกือบ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2029

เท่ากับว่าตลาดนี้มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี เร็วกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

คำถามคือ...ทำไม Wellness จึงโตเร็วขนาดนี้?

คำตอบไม่ได้อยู่ที่คนอยากเข้าสปามากขึ้นเพียงอย่างเดียว

แต่อยู่ที่โครงสร้างประชากรและวิธีคิดเรื่องสุขภาพที่กำลังเปลี่ยนไป

คนทั่วโลกมีอายุยืนขึ้น แต่การมีอายุยืนไม่ได้หมายความว่าจะมีสุขภาพแข็งแรงไปจนถึงช่วงท้ายของชีวิต

ตรงนี้คือความแตกต่างระหว่าง

Lifespan — จำนวนปีที่มีชีวิตอยู่ทั้งหมด
Healthspan — ช่วงชีวิตที่ยังแข็งแรง ทำงาน เดินทาง และดูแลตัวเองได้ โดยไม่ถูกโรคหรือความเจ็บป่วยจำกัดมากนัก

World Economic Forum (WEF) คาดว่า ระหว่างปี 2025-2040 จำนวนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 53% ขณะที่ประชากรวัยทำงานหลักจะเพิ่มเพียง 13%

กล่าวง่ายๆ คือ คนที่ต้องการการดูแลจะเพิ่มเร็วกว่าคนที่ทำงาน สร้างรายได้ และจ่ายภาษี

หากคนอายุยืนขึ้น แต่ใช้เวลาหลายปีในภาวะเจ็บป่วย ประเทศจะต้องรับต้นทุนพร้อมกันหลายด้าน ทั้งค่ารักษาพยาบาล การออกจากตลาดแรงงานก่อนเวลา ภาระของผู้ดูแล และผลิตภาพที่สูญเสียไป

เพราะฉะนั้น Wellness จึงกำลังเปลี่ยนจาก “รายจ่ายเพื่อความผ่อนคลาย” ไปเป็น “การลงทุนเพื่อรักษาทุนมนุษย์” ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ

เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้สูงอายุ

เมื่อรายได้ของชนชั้นกลางระดับบนหรือ Mass Affluent ในอาเซียนเพิ่มขึ้น วิธีคิดเรื่องความมั่งคั่งก็เริ่มเปลี่ยนตาม

BCG เคยประเมินว่า ผู้บริโภคกลุ่ม Mass Affluent ในอาเซียนอาจเพิ่มเป็น 137 ล้านคนภายในปี 2030

แต่สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ คนกลุ่มนี้ไม่ได้ใช้เงินเพื่อแสดงฐานะเท่านั้น แต่ต้องการซื้อความมั่นใจ คุณภาพชีวิต และเวลาที่มีคุณภาพมากขึ้น

เงินอาจหาเพิ่มได้

แต่สุขภาพที่เสียไป เวลาที่ผ่านไป และความสามารถในการใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไม่สามารถซื้อกลับคืนมาได้ง่าย

นี่คือเหตุผลที่คำว่า Health Wealth เริ่มมีความหมายมากขึ้น

สุขภาพไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงค่าใช้จ่าย แต่เป็นสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างเวลา ผลิตภาพ และทางเลือกในอนาคต

แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหน?

ปี 2024 เศรษฐกิจ Wellness ของไทยมีมูลค่า 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มจาก 38.8 พันล้านดอลลาร์ในปีก่อน อยู่ในอันดับ 24 ของโลก และมีขนาดเทียบเท่าราว 8.11% ของ GDP ไทย

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์

เรามีทั้งนวดไทย สมุนไพร อาหาร โรงแรม โรงพยาบาล ธรรมชาติ และชื่อเสียงด้านการบริการ

แต่จุดที่ต้องทำให้ดีขึ้น คือ ผู้ประกอบการจำนวนมากยังขาย “เวลาของผู้ให้บริการ” เป็นหลัก

รายได้จึงผูกกับจำนวนห้อง จำนวนเตียง จำนวน therapist และจำนวนชั่วโมงทำงาน

ขณะที่ผู้เล่นที่เป็นเจ้าของแบรนด์ ระบบจอง ข้อมูลลูกค้า มาตรฐาน โปรแกรมสุขภาพ และช่องทางขาย สามารถสร้างรายได้ซ้ำได้ โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนในสัดส่วนเดียวกัน

นี่คือความแตกต่างระหว่างการอยู่ใน ห่วงโซ่อุปทาน กับการเป็นเจ้าของ ห่วงโซ่คุณค่า

ภาพนี้เห็นได้ชัดจากข้อมูลนักเดินทาง Wellness ในไทย

ปี 2024 นักเดินทางที่มาไทยโดยมี Wellness เป็นวัตถุประสงค์หลัก ใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 1,710 ดอลลาร์ต่อทริป

ขณะที่ผู้ที่ใช้ Wellness เป็นเพียงกิจกรรมเสริมระหว่างการเดินทาง ใช้จ่ายเฉลี่ยราว 568 ดอลลาร์ต่อทริป

ต่างกันเกือบสามเท่า

คำตอบจึงชัดเจนว่า โอกาสของไทยไม่ใช่แค่ทำให้นักท่องเที่ยว “มาไทยแล้วใช้บริการ Wellness”

แต่คือทำให้เขา เลือกมาไทยเพราะต้องการดูแลสุขภาพ

การขยับขึ้นตลาดพรีเมียมจึงไม่ได้หมายถึง การตกแต่งสถานที่ให้หรูขึ้นเพียงอย่างเดียว

แต่ต้องสร้างคุณค่าอย่างน้อย 4 องค์ประกอบ

1. Trust
ลูกค้าต้องเชื่อมั่นในมาตรฐาน ความปลอดภัย บุคลากร และราคาที่โปร่งใส

2. Outcome
ลูกค้าต้องเห็นว่าบริการช่วยให้นอนดีขึ้น ฟื้นตัวเร็วขึ้น ลดความเครียด หรือเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นอย่างไร

3. Thai Intellectual Property
เปลี่ยนภูมิปัญญาไทยให้เป็นหลักสูตร โปรแกรม ผลิตภัณฑ์ และแบรนด์ที่มีมาตรฐานและลอกเลียนได้ยาก

4. Continuity
ดูแลลูกค้าต่อเนื่องหลังจบทริป ผ่านข้อมูล Membership และบริการดิจิทัล

เมื่อทำได้ ผู้ประกอบการจะไม่ต้องตั้งราคาจากคำถามว่า “หนึ่งชั่วโมงเท่าไร”

แต่สามารถตั้งราคาจากคำถามว่า “ลูกค้าได้รับผลลัพธ์อะไร”

ส่วนการขยายธุรกิจไปอาเซียน ผู้ประกอบการไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการนำเงินไปสร้างอาคารหรือเปิดสาขาขนาดใหญ่ในทุกประเทศ

สิ่งที่ควรส่งออกก่อน คือระบบที่ทำให้บริการไทยประสบความสำเร็จ
ทั้งแบรนด์ มาตรฐานการฝึกอบรม สูตรผลิตภัณฑ์ การออกแบบประสบการณ์ และระบบบริหาร

อาจจะเริ่มจาก Franchise, Licensing, Academy หรือ Management Contract เพื่อพิสูจน์ตลาด

จากนั้นจึงค่อยขยับไปสู่ Joint Venture หรือการลงทุนในสินทรัพย์ เมื่อเข้าใจกฎระเบียบ พฤติกรรมผู้บริโภค และมีพันธมิตรที่เหมาะสมแล้ว

กล่าวอีกแบบคือ...

ส่งออก Operating System ก่อนส่งออก Capital

ท้ายที่สุด Wellness จะกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจได้ ไม่ใช่เพราะสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวเพียงช่องทางเดียว

แต่เพราะเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหลายชั้นพร้อมกัน ในแง่ ecosystem

เพิ่มผลิตภาพแรงงาน
ลดค่าใช้จ่ายจากโรคที่ป้องกันได้
สร้างรายได้จากการส่งออกบริการ
กระตุ้นธุรกิจอาหาร เทคโนโลยี ที่อยู่อาศัย ประกัน และการเงิน
เปิดตลาดใหม่ให้ SMEs ไทย

WEF ประเมินว่า เพียงมาตรการพื้นฐาน 3 เรื่อง ได้แก่ การปรับบ้านเพื่อลดการหกล้ม การเพิ่มกิจกรรมทางกาย และการเข้าถึงเครื่องช่วยฟัง อาจช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายสุขภาพทั่วโลกได้มากกว่า 5.8 ล้านล้านดอลลาร์ และเพิ่มผลิตภาพอีกราว 645 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2040

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า การป้องกันไม่ได้สร้างเพียงผลลัพธ์ด้านสุขภาพ

แต่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจด้วย

เพราะฉะนั้น ภาพสำเร็จของไทยไม่ควรเป็นเพียงประเทศที่มีคนมารักษา เข้าสปา หรือใช้บริการนวดมากที่สุด

แต่ควรเป็นประเทศที่ช่วยให้ทั้งคนไทยและผู้มาเยือน

มีช่วงชีวิตที่ยังแข็งแรง ใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีนานขึ้น

และนั่นคือจุดเปลี่ยนจากการขาย “บริการราคาคุ้มค่า” ไปสู่การสร้าง Wellness & Longevity Economy มูลค่าสูง ที่ไทยเป็นเจ้าของคุณค่าตั้งแต่ต้นจนจบ

สรุป: รักษาทุนมนุษย์ → สะสมสุขภาพ → ครองห่วงโซ่คุณค่า → ส่งออกระบบไทย → สร้างผลตอบแทนจากการมีชีวิตที่แข็งแรงยาวนานขึ้น

แหล่งข้อมูล: Global Wellness Institute, The Global Wellness Economy: Thailand 2019-2024; World Economic Forum และ Marsh, The Longevity Dividend: https://www.weforum.org/publications/the-longevity-dividend-the-business-case-for-linking-health-and-wealth/
The Business Case for Linking Health and Wealth, June 2026; BCG, Southeast Asia’s Mass Affluent Are the Next Megamarket.

หมายเหตุ: ตัวเลขของ GWI เป็นมูลค่าตลาดหรือการใช้จ่าย ไม่ใช่มูลค่าเพิ่มต่อ GDP โดยตรง และมูลค่ารายสาขาบางประเภทมีความทับซ้อนกัน จึงไม่ควรนำมารวมกันโดยตรง

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10400