หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม

หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม

แชร์

บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแผนที่ ภาพถ่าย และเอกสารประวัติศาสตร์

Photos from หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม's post 18/07/2026

วัดธาตุทอง
ตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท ใกล้สถานีรถไฟฟ้าเอกมัย แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา
เป็นวัดที่สร้างขึ้นจากการผาติกรรม (การย้ายวัดไปสร้างในที่ใหม่) ของวัดหน้าพระธาตุและวัดทอง ที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงคลองเตย ซึ่งถูกเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างเป็นท่าเรือกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2480

ในแผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2464 ตรงท่าเรือคลองเตยในปัจจุบัน ล้วนเป็นนาไร่ มีบ้านเรือนอยู่บ้างตามริมแม่น้ำลำคลอง และมีวัดหลายแห่ง เช่น วัดคลองเตย วัดไก่เตี้ย วัดเงิน วัดทอง วัดนาคะราด และวัดหน้าพระธาตุ เป็นต้น

วัดหน้าพระธาตุ เป็นวัดโบราณ มีมาแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนวัดทอง เป็นวัดที่สร้างขึ้นภายหลัง มีตำนานเล่าว่า นายทองได้รับมรดกที่ดินผืนใหญ่ ที่มีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง ตามธรรมเนียมคนโบราณ ไม่นิยมให้มีต้นโพธิ์ขึ้นอยู่ในบ้าน นายทองจึงอุทิศที่ดินบริเวณรอบต้นโพธิ์ ก่อสร้างวัดนามว่า วัดโพธิ์สุวรรณาราม หรือวัดโพธิ์ทอง แต่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า วัดทองล่าง เพราะตั้งอยู่ทางตอนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยา

เหตุการณ์สำคัญ ที่ส่งผลมาถึงย่านคลองเตยจนทุกวันนี้ คือการก่อสร้างท่าเรือกรุงเทพ ที่เกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นหนึ่งในแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้กรุงเทพเป็นเมืองท่าสำคัญในภูมิภาคตะวันออกไกล ที่สามารถรองรับเรือเดินทะเลขนาดใหญ่ ซึ่งในเวลานั้นเมืองท่าสิงคโปร์ยังไม่เป็นเช่นวันนี้ เมื่อมีประกาศเวนคืนที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณคลองเตย เพื่อสร้างท่าเรือกรุงเทพ เมื่อ พ.ศ. 2480

รัฐบาลได้ขอผาติกรรม วัดพระธาตุ และวัดทองล่าง ที่อยู่ในพื้นที่ก่อสร้างท่าเรือ และสร้างวัดใหม่ขึ้นแทนตรงถนนสุขุมวิท โดยคณะสงฆ์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น มีพระมหารัชมังคลาจารย์ (เทศ นิเทสสกเถร) สมัยเมื่อยังดำรงสมณศักดิ์ที่พระรัชมงคลมุนี วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร เป็นประธานกรรมการและพระพรหมมุนี (ผิน สุวจเถร) ครั้งยังเป็นพระเทพมุนี วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เป็นผู้แนะนำเลือกสถานที่ดินที่สร้างวัด ราคาที่ดินตารางวาละหนึ่งสลึง โดยสมเด็จพระสังฆราช กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์ และทรงนำนามเดิมของสองวัดมารวมกัน ประทานนามว่า วัดธาตุทอง มีพระสงฆ์เริ่มจำพรรษาตั้งแต่ พ.ศ. 2481 เป็นต้นมา

อายุของวัดจึงยังไม่เกินหนึ่งร้อยปี
หน่วยวิจัยแผนที่ฯ

Photos from นาฏกรรมรัชกาลที่ 6's post 17/07/2026

ช่วงนี้พักเรื่องวัดไปก่อน ชมภาพภายในของโรงละครหลวง หรือโรงโขนหลวงสวนมิสกวันกันค่ะ https://www.facebook.com/share/p/191WmPWKeb/

Photos from นาฏกรรมรัชกาลที่ 6's post 13/07/2026

เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว เกิดเหตุโศกนาฏกรรมจากอัคคีภัย ภายในโรงละคร และโรงภาพยนตร์ ซึ่งสร้างใหม่หลายแห่ง จนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้มีการประชุมเสนาบดีในเรื่องการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น จึงเกิด พระราชบัญญัติป้องกันภยันตรายอันเกิดแต่การเล่นมหรศพ พุทธศักราช 2464 ขึ้น https://www.facebook.com/share/p/1GaqR5Etvk/

13/07/2026

วันคล้ายวันประสูติของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
หน่วยวิจัยแผนที่ฯ

Photos from หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม's post 13/07/2026

ถนนประชาธิปก

มีความยาว ๙๐๐ เมตร เมื่อแรกสร้าง ระบุว่ามีความยาว ๔,๘๐๐ เมตร กว้าง ๔๐ เมตร ตั้งแต่ลาดเชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้าไปถึงคลองดาวคะนอง

แต่ข้อมูลปัจจุบันระบุว่า ถนนสายนี้เริ่มต้นจากวงเวียนใหญ่ ผ่านแยกบ้านแขกตัดถนนอิสรภาพผ่านวงเวียนเล็ก แล้วแยกออกเป็นสามทาง คือไปทางสะพานพระปกเกล้าเชื่อมกับถนนจักรเพชร ข้ามสะพานพุทธยอดฟ้าเชื่อมกับถนนตรีเพชร และไปทางวัดประยุรวงศาวาสไปสิ้นสุดที่ใต้สะพานพระพุทธยอดฟ้า

ชื่อเดิมคือ “ถนนสายที่ ๑” อยู่ในโครงการตัดถนนสิบเอ็ดสายในกรุงธนบุรี

เมื่อคราวที่กรุงเทพมหานครจะมีอายุครบ ๑๕๐ ปี นั้น ในการเตรียมการฉลองพระนคร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสนอต่อเสนาบดีสภาว่าควรจะสร้างสะพานพระปฐมบรมราชานุสรณ์ เพื่อเชื่อมฝั่งธนบุรีกับพระนคร แม้จะมีเสียงคัดค้านว่าควรสร้างศาลยุติธรรมประกอบพระบรมรูป เป็นอนุสาวรีย์ถวายอย่างพระบรมรูปทรงม้าที่ข้างสนามหลวงก็ตาม แต่ท้ายที่สุด ด้วยเหตุผลประการต่าง ๆ ที่จะสร้างความเจริญให้แก่พระนคร ก็มีโครงการสร้างสะพานพระปฐมบรมราชานุสรณ์ และการตัดถนนสายต่าง ๆ เพื่อให้การคมนาคมสะดวก

ถนนที่ตัดขึ้นในคราวนั้น ถนนประชาธิปกเป็น "ถนนสายที่ ๑" ในโครงการตัดและขยายถนน ๑๑ สายในจังหวัดธนบุรีและจังหวัดพระนคร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ โดยพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น เพื่อตัดและขยายถนนฝั่งจังหวัดธนบุรีและจังหวัดพระนคร พ.ศ. ๒๔๗๓ ได้กำหนดแนวเส้นทางถนนสายที่ ๑ ไว้ตั้งแต่เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า ตัดกับถนนสายที่ ๒ (ปัจจุบันคือถนนอรุณอมรินทร์และถนนสมเด็จเจ้าพระยา) ถนนสายที่ ๓ (ปัจจุบันคือถนนอิสรภาพ) และถนนสายที่ ๔ (ปัจจุบันคือถนนอินทรพิทักษ์และถนนลาดหญ้า) ไปจนถึงคลองดาวคะนอง

เมื่อถึงคราวที่ต้องตั้งชื่อถนนแต่ละสายนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้มีการคิดนามถนน และเสนอนามถนนเข้าสู่ที่ประชุมของอภิรัฐมนตรีในการพิจารณา

สำหรับบุคคลที่คิดนามถนนขึ้นทูลเกล้าฯถวาย มี ๒ ท่านด้วยกันคือสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และพระสารประเสริฐ จากกรมพระอาลักษณ์

ในเอกสารจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ปรากฏเรื่องการขอพระราชทานนามถนนที่สร้างขึ้นใหม่ในฝั่งธนบุรี ที่นำนามถนนจากกรมพระอาลักษณ์ขึ้นถวาย แต่พระองค์ขอให้ฟังพระดำริของกรมพระยาดำรงฯ ด้วย

สำหรับถนนสายที่ ๑ พระสารประเสริฐคิดนามเสนอ ๒ ชุด ชุดแรกเสนอว่า ประชาธิป มาจากพระปรมาภิไธยในภาษามคธสมัยที่ทรงผนวชว่า ปชาธิโป โดยแบ่งเป็น ประชาธิปใน และประชาธิปนอก โดยมีภาษาอังกฤษกำกับว่า Prajadhip Avenue ไม่ใช้ Road เนื่องจากเป็นถนนสายสำคัญที่สุดในกรุงธนบุรี ชุดที่สอง เสนอว่า ถนนจุฬาโลก

ส่วนสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพนั้น ทรงเสนอ ถนนพระปกเกล้า และ ถนนประชาธิปก เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงสถาปนาการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำและทำถนนเชื่อมพระนครกับธนบุรี

ในที่สุดที่ประชุมมีมติเลือกนามถนนประชาธิปก

ต่อมา มีการเปลี่ยนแปลงถนนช่วงวงเวียนใหญ่ถึงคลองดาวคะนองเป็นชื่อ ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน

ขอให้เหตุอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินช่วงถนนประชาธิปก สามารถดำเนินงานต่อได้ ไม่เกิดผลกระทบและเสียหายต่อประชาชนและอาคารใกล้เคียง

Photos from หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม's post 11/07/2026

วัดเก่าในแผนที่กรุงเทพฯ ร.ศ.129 # 12. วัดน้อย - วัดน้อยใน
นามที่ปรากฏในแผนที่ : วัดน้อย
ปัจจุบัน : วัดน้อยใน
ที่อยู่ เลขที่ 48 ซอยชัยพฤกษ์ 22 ถนนชัยพฤกษ์ แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร
ปีสร้าง พ.ศ. ๒๓๐๕ ปีที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ. ๒๕๒๕

สำหรับวัดน้อยที่ปรากฏในแผนที่ หรือ วัดน้อยใน นั้น แม้จะสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยปลายกรุงศรีอยุธยา แต่ก็มีประวัติความเป็นมาของการสร้างวัดที่เล่าสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ดังนี้ ครอบครัวของนางน้อยซึ่งเป็นหญิงหม้าย มีบุตรสาว 2 คน คือ ผึ้งและจีด พร้อมด้วยพระวิปัสสนารูปหนึ่งคือ พระอาจารย์หน่าย และข้าทาสบริวารของนางน้อย อพยพทางเรือจากบ้านป่าถ่าน เกาะเมืองอยุธยา จนมาถึงบริเวณนี้ นางน้อยเห็นว่าบริเวณนี้เป็นป่ารกปราศจากผู้คน จึงจับจองที่ทำมาหากิน และทางตอนใต้ที่ดินมีวัดร้างตั้งอยู่ มีโบสถ์เก่าและวิหารรูปเรือสำเภา

ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่บ้านเมืองสงบแล้ว มีผู้คนมาอาศัยอยู่ในบริเวณนี้มากขึ้น นางน้อยกับพระอาจารย์หน่ายและชาวบ้านจึงได้ร่วมกันบูรณะวัดร้าง มีพระอาจารย์หน่ายเป็นสมภาร มีพระสงฆ์มาสมัครเป็นศิษย์เพื่อเรียนวิปัสสนากรรมฐานกันมากมาย จนเมื่อสิ้นพระอาจารย์หน่ายกับนางน้อย นางผึ้งบุตรสาวคนโตผู้ไปได้สามีอยู่ที่บางเขนก็ได้สร้างวัดหนึ่ง แล้วจะตั้งชื่อวัดว่า "วัดน้อย" ตามชื่อมารดา แต่นางจีดผู้เป็นน้องไม่ยินยอม เพราะอยากจะให้วัดที่มารดาบูรณะมีชื่อว่าวัดน้อยเช่นกัน ทั้งสองคนตกลงกันไม่ได้ พระอาจารย์จีนผู้เป็นสมภารต่อจากพระอาจารย์หน่าย ได้ตัดสินใจให้วัดที่นางผึ้งสร้างใหม่มีชื่อว่า "วัดน้อยนอก" ส่วนวัดที่นางน้อยผู้เป็นมารดาได้บูรณะมีชื่อว่า "วัดน้อยใน" (ทั้งนี้ เมื่อลองสืบค้นประวัติของวัดน้อยนอก ถนนรัตนาธิเบศร์กลับไม่มีประวัติการสร้าง จึงไม่แน่ใจว่าหมายถึงวัดน้อยนอกที่นนทบุรีหรือไม่)

ในส่วนของศาสนสถาน พระอุโบสถหลังเดิมที่ชำรุดทรุดโทรมถูกรื้อแล้วสร้างขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. 2525 ที่หน้าบันด้านหน้าและด้านหลัง มีพระนามาภิไธย พร ประดับด้วยพระชฎามหากฐิน ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา พระประธานในอุโบสถหล่อขึ้นใหม่ตามแบบพระพุทธรูปสุโขทัย เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 3 ศอก 9 นิ้ว ลงรักปิดทอง ประดิษฐานบนฐานชุกชีปิดทองประดับกระจก ซึ่งสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดีฯ ทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระประธาน เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2527 สมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถร) วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม ประทานนามว่า
"พระพุทธวชิรสุวัทนาสิริโสภาบพิตร"
ที่น่าสนใจอีกประการคือ มีพระเจดีย์ ด้านหลังอุโบสถ เป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบอยุธยาขนาดใหญ่ทาสีทองทั้งองค์
อ้างอิง งานวิจัยของ อ.ศรันย์ ทองปาน

หน่วยวิจัยแผนที่ฯ

10/07/2026

นับเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก กับแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ที่นักโบราณคดี ได้ขุดพบโครงกระดูก กำไลทอง แหวนทอง กลองมโหรทึก ความน่าสนใจของชื่อที่ปรากฏบนแหวนก็ดี มุมองศาของร่างในหลุมที่จัดวางไปทางทิศเดียวกัน มนุษย์ที่เคยใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินนี้มานานนับพันปี

ขอบคุณเจ้าของที่นาผืนนี้ ที่เห็นความสำคัญ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องที่ใช้แรงงาน แรงใจอยู่ที่นี่หลายเดือน ค่อย ๆ ขูด ค่อย ๆ เก็บดินทีละชั้น ๆ อย่างบรรจง ทำให้เกิดความสนใจในวงกว้าง และขยายผลการศึกษาในดินแดนนี้ต่อไป

Photos from หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม's post 06/07/2026

วัดเก่าในแผนที่กรุงเทพฯ ร.ศ.129 # 11. วัดไส้ตัน - วัดไผ่ตัน

นามที่ปรากฏในแผนที่ : วัดไส้ตัน
ปัจจุบัน : วัดไผ่ตัน
ที่อยู่ 19 ซอยพหลโยธิน 15 ถนนพหลโยธิน แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ
ปีสร้าง พ.ศ. 2313* ปีที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ. 2506

วัดไผ่ตัน ย่านสะพานควาย เป็นวัดเดียวที่อยู่ในพื้นที่เขตพญาไท อยู่ในซอยพหลโยธิน 15 เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย มีเนื้อที่ 13 ไร่เศษ เดิมมีชื่อว่า วัดไส้ตัน ในแผนที่เก่าจะเห็นคลองวัดไส้ตัน ที่เชื่อมต่อมาจากคลองบางซื่อ ตรงวัดสะพานสูง บางซื่อ ในหนังสือวัดทั่วราชอาณาจักรระบุว่า สร้างเมื่อ พ.ศ. 2313* (เพจยังค้นไม่เจอว่าข้อมูลเหล่านี้นำมาจากเอกสารชั้นต้นใดเพราะในเล่มนี้ไม่ใส่อ้างอิงให้เลยค่ะ) ข้อมูลจากเพจสำนักงานเขตพญาไท ระบุว่า วัดเปลี่ยนชื่อเมื่อ พ.ศ. 2483 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2506

ปูชนียวัตถุที่สำคัญ ได้แก่ พระพุทธรูปหลวงพ่อโสธรจำลองที่หล่อขึ้นในปี พ.ศ. 2496 ซึ่งเป็นประธานอยู่ในวิหารจตุรมุข ส่วนโบสถ์ วิหาร หอระฆัง ของเดิมนั้น ชำรุดทรุดโทรมทางวัดจึงรื้อและสร้างขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2504

ที่วัดนี้ มีโรงเรียนวัดไผ่ตัน เปิดสอนเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2476 โดยใช้ศาลาการเปรียญของวัดไผ่ตันเป็นสถานที่เล่าเรียน พื้นที่ของโรงเรียน
จำนวน 3 งาน 12 ตารางวา พ.ศ. 2483 ได้ย้าย สถานที่เรียนจากศาลาการเปรียญมาเรียนอาคารเรียนหลังใหม่ หลังจากนั้นได้รับเงินจัดสรรจากกระทรวงให้ก่อสร้างอาคารเรียน จนกระทั่งจากกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ มาเป็นโรงเรียนเทศบาลสังกัดกองการศึกษา ฝ่ายการศึกษาและสวัสดิการสังคม ตามมติของคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2507 ปัจจุบันอยู่ในสังกัดกรุงเทพมหานคร เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมีต้นไม้ประจำโรงเรียนคือต้นไผ่ตามนามใหม่

หน่วยวิจัยแผนที่ฯ

Photos from หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม's post 05/07/2026

มาอีก 2 วัด ที่มีประวัติสั้นมาก จึงขอลงไว้ เผื่อในอนาคต มีผู้ช่วยสืบค้นเพิ่มเติมค่ะ

วัดเก่าในแผนที่กรุงเทพฯ ร.ศ.129 # 9. วัดเพลง
นามที่ปรากฏในแผนที่ : วัดเพลง
ปัจจุบัน : วัดเพลง
ที่อยู่ ซอยจรัญสนิทวงศ์ 75 แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพฯ
ปีสร้าง พ.ศ. 2430 ปีที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ. 2460

ในหนังสือวัดทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. 2522 ไม่ระบุปีที่สร้างและปีที่ได้รับวิสุงคามสีมาของวัดเพลง แต่ในเอกสารรายชื่อวัดในกรุงเทพฯ พ.ศ. 2560 ได้ระบุไว้ ทั้งนี้ วัดเพลง มีหลายแห่ง อาทิ วัดเพลง บางกอกน้อย วัดเพลง บางพลัด วัดเพลง ไทรม้า

วัดเก่าในแผนที่กรุงเทพฯ ร.ศ.129 # 10. วัดบางพระครู - วัดสามัคคีสุทธาวาส
นามที่ปรากฏในแผนที่ : วัดบางพระครู
ปัจจุบัน : วัดสามัคคีสุทธาวาส
ที่อยู่ 481 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 85 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางอ้อ เขตบาง พลัด กรุงเทพมหานคร
ปีสร้าง พ.ศ. 2440 ปีที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ. 2445

วัดบางพระครู ไม่มีประวัติ และนามผู้สร้าง ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดสามัคคีสุทธาวาส เมื่อ พ.ศ. 2505 มีเนื้อที่ 12 ไร่ 2 งาน และยังมีที่ดินธรณีสงฆ์อีก 3 แปลงประมาณ 12 ไร่เศษ ที่วัดนี้ มีการจัดการศึกษาเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา ตั้งแต่ พ.ศ. 2504 ปัจจุบันยังเปิดสอนอยู่

หน่วยวิจัยแผนที่ฯ

Photos from หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม's post 01/07/2026

วัดสนามนอก วัดสนามใน

วัดเก่าในแผนที่กรุงเทพฯ ร.ศ.129 # 8. วัดสนาม
นามที่ปรากฏในแผนที่ : วัดสนาม
ปัจจุบัน : วัดสนามนอก
ที่อยู่ 19 ซอยวัดสนามนอก หมู่ที่ 4 บ้านวัดสนามนอก ตำบลวัดชลอ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี
ปีสร้าง พ.ศ. 2377 ปีที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ. 2513

จากประวัติวัดสนามนอก สร้างเมื่อ พ.ศ. 2377 ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดสร้างไว้ ด้วยอุโบสถหลังเดิมมีสภาพชำรุดทรุดโทรม จึงมีการรื้อแล้วสร้างขึ้นมาใหม่เมื่อ พ.ศ. 2510 วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2513 มีเนื้อที่ 10 ไร่ 3 งาน 52 ตารางวา

ในแผนที่ถัดจากวัดสนามไป มีวัดสนามใน จึงเล่าไว้พร้อมกัน เพราะประวัติวัดสั้นๆ

วัดเก่าในแผนที่กรุงเทพฯ ร.ศ.129 # 14. วัดสนามใน
นามที่ปรากฏในแผนที่ : วัดสนามใน
ปัจจุบัน : วัดสนามใน
ที่อยู่ หมู่ที่ 4 บ้านวัดสนามนอก ตำบลวัดชลอ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี

วัดสนามใน นี้ไม่ปรากฏที่มาว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างเมื่อใด เป็นวัดรกร้าง ไม่มีพระสงฆ์ หรือเณรจำพรรษามาเป็นเวลานาน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2519 นายวิโรจน์ ศิริอัฐิ และมหาสุขสันต์ ได้เขแนะนำวัดนี้แก่หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ ซึ่งในขณะนั้นได้จำพรรษาอยู่ที่วัดชลประทานรังสฤษฎ์และกำลังหาสถานที่เหมาะสมสำหรับการปฏิบัติกรรมฐานแก่ญาติโยม โดยไม่เน้นการก่อสร้างวัตถุดังเช่นวัดอื่นๆ เมื่อหลวงพ่อเทียนมาดูที่วัดนี้ พบว่ามีเพียงร่องรอยของโบสถ์เก่า เจดีย์เก่า ซากอิฐกระจัดกระจายอยู่พอให้เห็นว่าเคยเป็นวัดมาก่อน มีที่ดินเหลืออยู่เฉพาะบริเวณโบสถ์และเจดีย์ นอกนั้นได้ถูกชาวบ้านยึดไปทำกิน หลวงพ่อเทียนพอใจในสถานที่นี้ จึงตัดสินใจที่จะบูรณะให้เป็นวัดโดยสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง

ปัจจุบัน วัดสนามใน เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมตามแนวทางของ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ที่ให้ความสำคัญกับการเจริญสติด้วยการรู้สึกตัวเคลื่อนไหว หรือที่เรียกว่า การเจริญสติแบบยกมือเคลื่อนไหว โดยมุ่งเน้นให้ผู้ปฏิบัติธรรมได้ฝึกเจริญสติโดยการสังเกตหรือเฝ้าดูธรรมชาติรอบตัว สภาพแวดล้อมภายในวัดจึงเต็มไปด้วยต้นไม้และหนองน้ำที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ไม่มีโบสถ์หลังใหญ่โต ไม่มีอาคารหลายชั้น ไม่เรียกร้องให้สร้างโน่นนี่ไม่รู้จบแบบวัดที่อื่น ๆ มีแต่โบสถ์เป็นศาลาโล่งที่กลมกลืนกับธรรมชาติ น่าเลื่อมใส ใจสงบค่ะ

หน่วยวิจัยแผนที่ฯ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Bangkok
10330