หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม

หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม

แชร์

บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแผนที่ ภาพถ่าย และเอกสารประวัติศาสตร์ ทางด้านสถาปัตยกรรมและเมือง

Photos from หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม's post 08/02/2026

สะพานเจริญราษฎร์ 32

สะพานชุดเจริญ ลำดับที่ 2 ในจำนวน 6 สะพาน คือ สะพานเจริญราษฎร์ 32 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชทรัพย์ให้สร้างขึ้น ดังเช่นที่สมเด็จพระบรมราชชนกได้ทรงอุทิศพระราชทรัพย์วันละสลึงเท่าพระชนมวาร สร้างสะพานขึ้น ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาทุกปี

สะพานแห่งนี้ สร้างข้ามคลองมหานาค ถนนกรุงเกษม เดิมเป็นที่ตั้งของสะพานร้อยปี ที่สร้างขึ้นในช่วงงานพระราชพิธีสมโภชพระนครครบหนึ่งร้อยปี พ.ศ. 2425 ที่ชำรุดทรุดโทรม

สะพานที่สร้างขึ้นในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 และในรัชกาลที่ 6 นี้ มีความวิจิตรและมีการตกแต่งอย่างงดงาม ดังเห็นได้จากสะพานเจริญราษฎร์ 32 นี้ มุมสะพานทั้ง 4 ด้านเป็นเสาสะพานปูนปั้นรูปนาค 5 เศียรตั้งอยู่บนแท่นปูนสี่เหลี่ยม ฐานแท่นสี่เหลี่ยมที่รองรับนาคนั้นตกแต่งด้วยการทำปูนปั้นเป็นรูปใบไม้ มีแผ่นโลหะอักษรพระบรมนามาธิไธยย่อ ว.ป.ร. อยู่กลางรัศมี ประดับอยู่กลางพังพานของเศียรนาค

รัชกาลที่ 6 เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดสะพานในวันที่ 31 ธันวาคม ร.ศ. 131 (พ.ศ. 2455)

กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนสะพานเจริญราษฎร์ 32 เมื่อ พ.ศ. 2565
ปัจจุบัน สะพานเจริญราษฎร์ยังคงใช้งานอยู่

หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์

Photos from หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม's post 03/02/2026

ที่มาของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

หลังจากสงครามอินโดจีนฝรั่งเศส เพื่อเชิดชูเกียรติ และรำลึกถึงคุณงามความดีของทหาร ตำรวจ พลเรือน ที่สละชีพในสงครามอินโดจีนฝรั่งเศส ช่วง พ.ศ. 2482-2483 รัฐบาลจึงมีมติให้สร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงผู้ที่เสียชีวิต โดยมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาการสร้างอนุสาวรีย์ผู้ที่เสียชีวิตในการรบกับอินโดจีน เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2484 คณะกรรมการได้พิจารณาพื้นที่บริเวณถนนประชาธิปัตย์ (ถนนพหลโยธินในปัจจุบัน) ตอนต้นของถนนพญาไทและถนนราชวิถี มีการเวนคืนที่ดินจากเจ้าของที่ดินจำนวน 18 ราย ประกอบด้วย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว 277 ตารางวา
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว 2,108 ตารางวา
นางอมร ดรุณารักษ์ 787 ตารางวา
นางพิณพาทย์ พิทยาเภท 1,023 ตารางวา
นายจ่าง นางเขียน 2,009 ตารางวา
พระอินทปัญญา 366 ตารางวา
นายทองอยู่ ปลุกสวัสดิ์ 480 ตารางวา
หม่อมพริ้ม วรวรรณ 1,166 ตารางวา
นางสาวเหรียญ กลั่นความดี 159 ตารางวา
นายสุเวชช ศุภกิจ 134 ตารางวา
พระอินทรเทพ 183 ตารางวา
ขุนสังวรเวชชภัณฑ์ 200 ตารางวา
จ่านายสิบเอกสุข คุปคิตพันธ์ 160 ตารางวา
พ.ท.ขุนพิศาลแพทยศาสตร์ (ใหญ่ ชุณหะนันทน์) 473 ตารางวา
และนางพิศาลแพทยศาสตร์ (ลมุล ชุณหะนันทน์)
นายขาว บุตะระ 28 ตารางวา
นางเฉลิม ฝันศักดิ์ 13 ตารางวา
คุณหญิงเชื่อม เทพวิทูร 256 ตารางวา

ผู้ออกแบบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิคือ ม.ล.ปุ่ม มาลากุล สถาปนิกกรมโยธาเทศบาล เป็นบุตรของเจ้าพระยาธรรมากรณาธิบดี (ม.ร.ว.ปุ้ม มาลากุล) เสนาบดีกระทรวงวังในสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 ม.ล.ปุ่น ได้รับพระราชทานทุนส่วนพระองค์จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ไปศึกษาวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัย Ecole de Beaux Arts ประเทศฝรั่งเศสเป็นเวลา 5 ปี กลับเข้ารับราชการที่กรมโยธาเทศบาล

ต่อมาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ขอยืมตัวไปช่วยงาน และเข้ารับราชการในสำนักพระราชวังในตำแหน่งสถาปนิกประจำราชสำนัก

แนวคิดในการออกแบบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั้น เกิดจากแรงบันดาลใจ 5 ประการ คือ การปฏิบัติการของกองทัพทั้ง 4 เหล่าทัพ การปฏิบัติงานอย่างกล้าหาญ อาวุธที่ใช้ในการสู้รบ เหตุการณ์สำคัญที่ต้องเปิดการสู้รบ และความสนใจของประชาชน

สัญลักษณ์จึงเป็นรูปดาบปลายปืน ซึ่งเป็นอาวุธประจำกายทหารจำนวน 5 เล่ม ประกอบรวมกัน ตั้งเป็นกลีบมะเฟือง ปลายดาบชี้ขึ้นข้างบน หันส่วนคมออก มีความสูง 30 เมตร ด้วยแนวคิดว่า ดาบปลายปืนนั้น เป็นดาบประจำกายของทหาร เปรียบเสมือนการต่อสู้อันแหลมคมทั้งอาวุธและสติปัญญา การสู้รบด้วยดาบปลายปืนถือเป็นความกล้าหาญ เนื่องจากเป็นการรบในระยะประชิด เมื่อเกิดการตะลุมบอน

ทั้งนี้ อาจารย์ธนู มาลากุล บุตรชายของ ม.ล.ปุ่ม มาลากุล ให้สัมภาษณ์แก่แอดมินหน่วยวิจัยแผนที่ฯ ว่าบิดาท่านน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามด้วย เพราะมีคติทางพระพุทธศาสนา และอยู่ในประวัติศาสตร์ การกอบกู้เอกราชของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หลังจากเสร็จศึก เรือมาหยุดที่บริเวณวัดแจ้งเวลาเช้าพอดี จึงโปรดฯ ให้สร้างบ้านแปงเมืองขึ้นบริเวณนี้

วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2484 นายพลตรี พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นประธานในรัฐพิธีวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีจารึกคำปรารภประดิษฐานในศิลาฤกษ์ว่า “ขอให้อนุสารีย์ชัยสมรภูมิเป็นถาวรวัตถุที่ระลึกถึงเกียรติของผู้เสียสละแล้วซึ่งชีวิตเพื่อประเทศชาติสืบไป”

ขอน้อมรำลึกถึงความกล้าหาญและเสียสละของทหารหาญผู้ปกป้องแผ่นดิน

หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photos from หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม's post 03/02/2026

ที่มาของดอกป๊อปปี้ และวันทหารผ่านศึก
ที่มาของวันที่ 3 กุมภาพันธ์นั้น มาจากพระราชบัญญัติ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ที่ประกาศเมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2491 และลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2491 เพื่อให้มีองค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลสงเคราะห์ทหารและครอบครัวทหารผ่านศึก
ส่วนการจำหน่ายดอกป๊อปปี้ในประเทศไทยนั้น เริ่มจำหน่าย พ.ศ. 2512 โดยมูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ที่เหล่าแม่บ้านครอบครัวทหารผ่านศึกรับไปจัดทำมาจำหน่ายเพื่อหารายได้
ดอกป๊อปปี้แห่งความทรงจำกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับมากที่สุด ข้อมูลส่วนใหญ่ มักอ้างถึงดอกป๊อปปี้สีแดงที่บานเหนือหลุมศพของทหารในสงครามโลกครั้งที่ 1
การนำดอกป๊อปปี้มาเป็นสัญลักษณ์ของทหารผ่านศึก ได้รับแรงบันดาลใจจากบทกวีสงคราม "ในทุ่งแฟลนเดอร์ส" In Flanders เขียนขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งโดยแพทย์ทหารชาวแคนาดา พันเอก John McCrae แม็คเครประจำการอยู่ที่สนามรบใกล้เมืองอีแปรส์ Ypres ประเทศเบลเยียม ขณะนั้นกองทัพเยอรมันได้เปิดฉากการโจมตีด้วยสารเคมีครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสงคราม ในจดหมายที่เขียนถึงแม่ของเขา แม็คเครอธิบายว่าการต่อสู้เป็น "ฝันร้าย"
เขาได้รับแรงบันดาลใจให้เขียนเรื่องนี้เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2458 หลังจากที่เขาทำพิธีฝังศพเพื่อนทหาร ร้อยโทอเล็กซิส เฮลเมอร์ เพื่อนสนิทคนหนึ่งเสียชีวิตระหว่างการสู้รบเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ในเวลานั้นเขาสังเกตเห็นว่าดอกป๊อปปี้เติบโตอย่างรวดเร็วรอบหลุมศพของผู้เสียชีวิตที่อีแปรส์ วันรุ่งขึ้น เขาแต่งบทกวีขณะนั่งอยู่บนรถพยาบาลที่สถานีนอกเมืองอีแปรส์ ปัจจุบันสถานที่นี้รู้จักกันในชื่ออนุสรณ์สถาน John McCrae

บทกวี "In Flanders Fields" แต่งโดยพันโท John McCrae เป็นหนึ่งในบทกวีที่ทรงพลังที่สุดจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งถ่ายทอดทั้งความสูญเสียและความหวังผ่านดอกป๊อปปี้สีแดงที่เป็นสัญลักษณ์ของการรำลึกถึงทหารผู้ล่วงลับ ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Punch ของลอนดอน เมื่อวันที่ 8 ธันวาคมของปีนั้น และแพร่หลายในเวลาต่อมา

In Flanders Fields
In Flanders Fields, the poppies blow
Between the crosses, row on row,
That mark our place; and in the sky
The larks, still bravely singing, fly
Scarce heard amid the guns below.
We are the dead. Short days ago
We lived, felt dawn, saw sunset glow,
Loved and were loved, and now we lie,
In Flanders fields.
Take up our quarrel with the foe:
To you from failing hands we throw
The torch; be yours to hold it high.
If ye break faith with us who die
We shall not sleep, though poppies grow
In Flanders fields.

"ณ ทุ่งฟลันเดอร์ส
ณ ทุ่งฟลันเดอร์ส ดอกป๊อปปี้พริ้วไหว
ท่ามกลางไม้กางเขนที่ปักเรียงรายเป็นแถวแนว
เพื่อทำเครื่องหมายที่พำนักของเรา; และบนฟากฟ้า
เหล่านกสิขรยังคงโผบินและขับขานอย่างกล้าหาญ
แว่วเสียงเพียงแผ่วเบา ท่ามกลางเสียงปืนที่ดังกึกก้องเบื้องล่าง
พวกเราคือผู้ลาลับ เมื่อเพียงไม่กี่วันก่อน
เรายังคงมีชีวิต สัมผัสรุ่งอรุณ ชมแสงอาทิตย์อัสดง
เคยรักและถูกรัก แต่บัดนี้เรากลับทอดกายหลับใหล
ในทุ่งฟลันเดอร์สแห่งนี้
จงสานต่อการต่อสู้ของเรากับศัตรูเถิด
จากมือที่อ่อนแรงของเรา เราขอยื่นส่ง
"คบเพลิง" นี้ให้แก่ท่าน; จงชูมันไว้ให้สูงเด่น
หากท่านผิดคำสัตย์ต่อพวกเราที่ตายไป
พวกเราคงไม่อาจหลับใหลอย่างสงบ แม้ดอกป๊อปปี้จะเบ่งบาน
ณ ทุ่งฟลันเดอร์สก็ตาม"

ต่อมา จึงมีการใช้ดอกป๊อปปี้เป็นสัญลักษณ์ในการหารายได้เพื่อสงเคราะห์ทหารในหลาย ๆ ประเทศ เริ่มโดยประเทศอังกฤษ ที่มีการจัดตั้งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก โดยใช้วันที่ 11 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันเจรจาสงบศึกสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นวันรำลึกทหารผ่านศึก ส่วนการประดับดอกป๊อปปี้นั้น เริ่มโดยประเทศสหรัฐอเมริกา

ขอน้อมรำลึกในความกล้าหาญและเสียสละของเหล่าทหารกล้า

หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์ฯ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photos from หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม's post 25/01/2026

สะพานชุดเจริญ
สะพานชุดเจริญ เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีเพียง 6 แห่งเท่านั้น เนื่องด้วยมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานพระราชทรัพย์สร้างสาธารณประโยชน์อื่น ๆ แทนการสร้างสะพานที่มีอยู่เพียงพอแล้ว เริ่มจากสะพานเจริญรัช 31 ในปี 2454 สิ้นสุดที่สะพานเจริญสวัสดิ์ 36 พ.ศ. 2459

นอกจากสะพานชุดเจริญแล้ว พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานอื่น ๆ ที่สำคัญอีกหลายแห่ง อาทิ สะพานพระรามที่ 6 ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ แห่งแรก เป็นต้น

สะพานเจริญรัช 31

สะพานชุดเจริญลำดับแรกในจำนวน 6 สะพาน คือ สะพานเจริญรัช 31 ข้ามคลองคูเมืองเดิม ที่ถนนราชินี ปากคลองตลาด พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวอุทิศเงินเท่าจำนวนพระชนมวารให้กรมสุขาภิบาลสร้างขึ้น เพื่อเป็นพระราชกุศลในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ 31 ในวันที่ 1 มกราคม ร.ศ. 129 (หากนับตามปีปัจจุบันคือ พ.ศ. 2454)

สะพานแห่งนี้ เป็นสะพานโค้งครึ่งวงกลม ประดิษฐานพระบรมนามาภิไธยย่อ วปร มีนามสะพานและตัวเลข ๓๑ จารึกที่ราวสะพาน ส่วนลูกกรงราวสะพานนั้น มีความพิเศษแตกต่างจากสะพานในชุดเฉลิม ด้วยมีรูปปั้นเสือป่ายืนประคองพระขรรค์ ที่สื่อถึงพระราชกรณียกิจที่สำคัญในรัชสมัยคือกิจการเสือป่าที่พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นในปีนี้ เพื่อฝึกฝนพลเรือนและเยาวชนให้รู้จักการช่วยเหลือตำรวจ ทหาร ป้องกันรักษาชาติเมื่อยามเกิดคับขัน

เมื่อสะพานแล้วเสร็จ พระองค์พระราชทานนามว่า สะพานเจริญรัช 31 และเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพาน เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ร.ศ. 130 (พ.ศ. 2454) โดยเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ทูลเกล้าฯ ถวายรูปจำลองอาวุธแห่งนายกองเสือป่า ให้ทรงตัดผ้าแพรที่ขึงสะพาน

ปัจจุบัน สะพานเจริญรัช ยังปรากฏอยู่ และได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ เมื่อ พ.ศ. 2518

Photos from หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม's post 23/01/2026

เพจหน่วยวิจัยแผนที่ฯ ได้นำเสนอประวัติสะพานชุดเฉลิมครบแล้ว จำนวน 17 สะพาน สะพานชุดเฉลิมนี้ เป็นสะพานที่เกิดขึ้นจากพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงอุทิศพระราชทรัพย์วันละสลึง สร้างสะพานขึ้นในวันเฉลิมพระชนมพรรษาทุกปี เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2438 เมื่อพระชนมายุ 42 พรรษา ถึงจนเสด็จสวรรคต มีทั้งสิ้นจำนวน 17 สะพาน (เปิดใช้ในรัชสมัยของพระองค์ 15 สะพาน และเปิดใช้ในรัชกาลที่ 6 จำนวน 2 สะพาน)

สามารถดูตามลิงก์ที่แนบมาได้ค่ะ

สะพานเฉลิมศรี 42 (ข้ามคลองบางขุนพรหมที่สามเสน ปัจจุบันไม่ปรากฏแล้ว)
https://www.facebook.com/share/p/1DkGmpGops/

สะพานเฉลิมศักดิ์ 43 (ข้ามคลองอรชร ริมถนนสนามม้า ปัจจุบันไม่ปรากฏแล้ว)
https://www.facebook.com/share/p/1EiFkTJ42G/

สะพานเฉลิมเกียรติ 44 (ข้ามคลองถนนตรงหรือคลองหัวลำโพง ถนนสาทร ปัจจุบันไม่ปรากฏแล้ว)
https://www.facebook.com/share/p/1BpSZAf8Gp/

สะพานเฉลิมยศ 45 (ข้ามคลองวัดพระพิเรนทร์ ปัจจุบันไม่ปรากฏแล้ว)
https://www.facebook.com/share/p/17wwGgCHdp/

สะพานเฉลิมเวียง 46 (ข้ามคลองตรอกเต๊า หริคลองถมวัดตึก ปัจจุบันไม่ปรากฏแล้ว)
https://www.facebook.com/share/p/1CAt4gB7fD/

สะพานเฉลิมวัง 47 (ข้ามคลองวัดสุทัศน์ ถนนอุณากรรณ ปัจจุบันไม่ปรากฏแล้ว)
https://www.facebook.com/share/p/1GRQLmUHp9/

สะพานเฉลิมกรุง 48 (ข้ามคลองวัดจักรวรรดิ ปัจจุบันไม่ปรากฏแล้ว)
https://www.facebook.com/share/p/1ayQfvvpxQ/

สะพานเฉลิมเมือง 49 (ข้ามคลองสาทร ตรงถนนสุรศักดิ์ ปัจจุบันไม่ปรากฏแล้ว)
https://www.facebook.com/share/p/1HSMyDZFEp/

สะพานเฉลิมภพ 50 (ข้ามคลองถนนตรง หรือถนนหัวลำโพง ปลายถนนสุรวงศ์กับพระรามที่ 4 ปัจจุบันไม่ปรากฏแล้ว)
https://www.facebook.com/share/p/1E46u9yvQ9/

สะพานเฉลิมพงษ์ 51 (ข้ามคลองหลอดวัดราชบพิธ ถนนเฟื่องนคร ปัจจุบันยังเหลือช่วงกลางสะพาน)
https://www.facebook.com/share/p/1Kx4Qoij2j/

สะพานเฉลิมเผ่า 52 (ข้ามคลองอรชร ถนนพระรามที่ 1 ข้างวัดปทุมวนาราม ปัจจุบันยังเหลือป้ายช่วงกลางสะพาน)
https://www.facebook.com/share/p/1XBmjHsNPg/

สะพานเฉลิมพันธุ์ 53 (ข้ามคลองวัดไตรมิตร ถนนเจริญกรุง ปัจจุบันไม่ปรากฏแล้ว แต่ป้ายนามสะพานย้ายไปติดตั้งที่ถนนสาทร บางรัก)
https://www.facebook.com/share/p/1Ap9oUgMja/

สะพานเฉลิมภาคย์ 54 (ข้ามคลองสีลม ถนนเจริญกรุง ปัจจุบันไม่ปรากฏแล้ว)
https://www.facebook.com/share/p/1Ep5CZBsxm/

สะพานเฉลิมโลก 55 (ข้ามคลองบางกะปิ หรือคลองแสนแสบ ที่ประตูน้ำ ปัจจุบันยังมีอยู่)
https://www.facebook.com/share/p/1DWNKrhYbE/

สะพานเฉลิมหล้า 56 (ข้ามคลองบางกะปิ หรือคลองแสนแสบ ที่ถนนพญาไท ราชเทวี ปัจจุบันยังมีอยู่ รู้จักกันในนามสะพานหัวช้าง)
https://www.facebook.com/share/p/1KAY1oEzDK/

สะพานเฉลิมเดช 57 (ข้ามคลองถนนตรงหรือคลองหัวลำโพง ปลายถนนสี่พระยากับถนนพระรามที่ 4 ปัจจุบันไม่ปรากฏแล้ว)
https://www.facebook.com/share/p/1AT6jhL7gk/

สะพานเฉลิมสวรรค์ 58 (ข้ามคลองคูเมืองเดิมที่ถนนพระอาทิตย์ ตรงสะพานพระปิ่นเกล้า ปัจจุบันไม่ปรากฏแล้ว)
https://www.facebook.com/share/p/1Bt8Dg5y63/

หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

Photos from หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม's post 01/01/2026

สะพานเฉลิมสวรรค์ 58 สะพานชุดเฉลิมลำดับสุดท้ายของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง

สะพานเฉลิมสวรรค์ 58 เป็นสะพานในชุดเฉลิมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลำดับที่ 17 และเป็นสะพานสุดท้ายที่พระองค์พระราชทานพระราชทรัพย์ให้สร้างขึ้น แต่ยังมิได้เสด็จไปทรงเปิด ด้วยพระองค์เสด็จสวรรคตเสียก่อน

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้กรมสุขาภิบาลจัดสร้างต่อ โดยพระองค์ทรงเลือกสถานที่ตั้งสะพาน ที่ปากคลองคูเมืองเดิม เชื่อมถนนราชินีและถนนพระอาทิตย์ และพระราชทานเงินสร้างต่อจนแล้วเสร็จในอีกเกือบ 2 ปีต่อมา พระราชทานนามว่า สะพานเฉลิมสวรรค์ 58 เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงผู้ทรงเป็นที่รักของประชาชน และเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2455

พระราชดำรัสในวันเปิดสะพานตอนหนึ่งมีความว่า
“...สพานตามที่ได้เปนธรรมเนียมของพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ได้ทรงประพฤติมาแล้วเปนสาธารณทานและเปนเหมือนหนึ่งอนุสาวรีแห่งพระองค์อย่างดีที่สุด เมื่อถึงตัวเราเองเข้าแล้วได้รู้สึกอยู่เช่นนี้และได้เข้าใจอยู่ดีในพระราชประสงค์ เพราะฉนั้นเมื่อยังค้างอยู่สะพานหนึ่งเช่นนี้ เราจึงเห็นว่าเปนหน้าที่ซึ่งจำเปนจะต้องกระทำสนองพระเดชพระคุณอีกอย่างหนึ่งให้สำเร็จไป...จึงจะชื่อว่าเปนผู้ที่กตัญญูและกัตเวทีบริบูรณ์...เปนสพานที่สุดของพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เราจึงได้มีความปรารถนาจะให้ตั้งอยู่ในที่ซึ่งจะมีประโยชน์มากที่สุดแก่สาธารณชน ทั้งจะให้เปนที่งดงามประดับพระนครทั้งทางบกและทางน้ำ...”

ลักษณะสถาปัตยกรรมของสะพาน เป็นรูปโค้ง เชิงสะพานทำเป็นทางลาดลงสู่แม่น้ำ พนักทั้งสองข้างทำเป็นลูกกรงปูนปั้น ที่เชิงสะพานทั้งสองฝั่งเป็นต้นเสาคู่ทูนวงหรีดรูปไข่ ภายในจารึกพระปรมาภิไธยย่อ จปร เสมือนเทิดพระนามสู่สวรรค์ ที่ฐานจารึกนามสะพาน และ ร.ศ. 130 ซึ่งเป็นปีที่สร้าง
พ.ศ. 2514 มีโครงการสร้างสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เพื่อข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อมไปยังฝั่งธนบุรี มีการหารือผู้แทน องค์กรต่าง ๆ ในการประชุมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2514 โดยเทศบาลกรุงเทพมหานคร คุณพิจิตร พูนพนิช สถาปนิกของเทศบาลนครกรุงเทพ บันทึกการหารือที่ประชุมซึ่งเห็นว่า สะพานใหม่ที่จะอยู่เหนือสะพานแห่งนี้ ไม่สมควรให้ทอดข้ามพระบรมนามาภิไธย และในการประชุมครั้งที่ 2 นั้น ทางสำนักพระราชวังแจ้งว่า สะพานพระราชกุศลทั้งหลายนั้น เมื่อพระราชทานให้เป็นอันแล้วกัน สุดแต่ผู้รับไปดำเนินการอย่างไร เช่นในการพัฒนาบ้านเมือง ที่ประชุมจึงมีมติเสนอให้ย้ายไปสร้างใหม่ และเลือกสถานที่หลายแห่งให้เหมาะสม จนได้ที่สวนลุมพินี และเห็นว่าเกี่ยวเนื่องกับรัชกาลที่ 6 เพราะพระองค์ทรงจัดหาสถานที่ พระราชทานเงิน พระราชทานนามและเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดด้วย

แต่ด้วยขนาดของสะพาน และเครื่องตกแต่ง หากจะย้ายไปสร้างในสวนลุมพินี จำเป็นต้องขยายสัดส่วนสะพานเดิมที่จะปรับปรุงให้ใหญ่ขึ้น มีการประเมินราคาหลายครั้ง และมีการเปลี่ยนแปลงระเบียบการใช้บริการในสวนลุมพินีว่าห้ามรถยนต์เข้า ดังนั้น การสร้างสะพานใหม่ ที่ใช้งบประมาณสูงนับล้านจึงไม่คุ้มค่า ทางคุณพิจิตร พูนพนิชได้เสนอให้นำมาปรับปรุงสะพานช้างโรงสีแทน แต่ปัจจุบันนี้ยังไม่พบหลักฐานว่ามีการนำส่วนใดมาปรับปรุงบ้าง จึงยังเป็นปริศนาคาใจว่ามีการนำชิ้นส่วนสะพานเฉลิมสวรรค์ 58 ไปอยู่ที่ไหน

ถึงอย่างไรก็ตาม คงเหมือนกับสิ่งก่อสร้าง และสถาปัตยกรรมอีกหลายแห่งที่จำเป็นต้องรื้อถอนไป เพื่อความเจริญของชาติบ้านเมือง และประโยชน์ของประชาชน สะพานเฉลิมสวรรค์ 58 จึงเหลือเพียงภาพถ่าย เรื่อเล่าขาน และบางฉากในภาพยนตร์ เช่น เรื่องโนห์รา พ.ศ. 2509 ที่ถ่ายตรงสะพานให้เราได้เห็นภาพเคลื่อนไหว และได้หวนระลึกถึงสะพานหนึ่งในอดีตของกรุงเทพมหานคร

หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แชร์เผยแพร่ได้เลยค่ะ ดีกว่าคัดลอกข้อความและภาพไปลงเพจตนเองนะคะ

31/12/2025

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๙
ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง มีความสุขมากๆ ค่ะ

Photos from หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม's post 30/12/2025

สะพานเฉลิมเดช 57

สะพานชุดเฉลิมที่มีทั้งหมด 17 สะพานในกรุงเทพฯ นั้น เป็นสะพานที่สร้างและเปิดใช้ภายในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 15 แห่ง ส่วนสะพานลำดับที่ 16 และ 17 ที่เหลืออีก 2 แห่ง มาแล้วเสร็จ เปิดใช้ในรัชกาลต่อมา

สะพานลำดับที่ 16 คือ สะพานเฉลิมเดช 57 ข้ามคลองหัวลำโพง ที่ปลายถนนสี่พระยาตัดกับถนนหัวลำโพง หรือถนนพระรามที่ 4 ตรงสามย่านในปัจจุบัน สะพานแห่งนี้ ตามคำกราบบังคมทูลถวายรายงานระบุว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ให้สร้างขึ้น เพื่อให้สอดรับกับการตัดถนนพญาไท และสะพานเฉลิมหล้า 56 ข้ามคลองบางกะปิ จนมาบรรจบกับถนนสี่พระยา เพื่อให้มหาชนได้ใช้รถม้าสัญจร

จากภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่ เห็นว่าสะพานแห่งนี้มีความงดงามมาก กลางสะพานประดับป้ายนามสะพานและพระบรมนามาภิไธยย่อ ปลายสะพานประดับหัวเสาเป็นปูนปั้นรูปหม้อน้ำและลวดลายผลไม้ เมื่อสะพานแล้วเสร็จ พระราชทานนามว่า สะพานเฉลิมเดช 57 และมีหมายกำหนดเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดสะพานในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2453 ดังเช่นทุกปีมา แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม เสียก่อน

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดสะพานแห่งนี้ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2453 โดยทรงตัดเชือกที่กั้นขวางสะพาน ทรงเปลื้องผ้าที่คลุมอักษรพระบรมนามาภิไธย จปร.และนามสะพาน แล้วเสด็จพระราชดำเนินข้ามสะพานเพื่อเป็นศรีสวัสดิ์สืบไป

สะพานเฉลิมเดช 57 ถูกรื้อถอนไปเมื่อมีการถมคลองตรงหรือคลองหัวลำโพงและขยายถนนพระรามที่ 4

หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์ฯ

Photos from หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม's post 28/12/2025

เนื่องในวันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 28 ธันวาคม วันคล้ายวันปราบดาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หน่วยฯ ขอนำเสนอ สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคยกับชื่อนี้ แต่รู้จักในชื่อสะพานสาทร หรือ สะพานตากสิน

เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมการเดินทางจากฝั่งพระนครที่บริเวณถนนสาทร เขตสาทรและเขตบางรัก กับฝั่งธนบุรีที่ถนนกรุงธนบุรี ในเขตคลองสาน

เมื่อศึกษาถึงประวัติของสะพานแห่งนี้ พบว่าเริ่มมีโครงการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2510 แล้ว โดยคณะรัฐมนตรีมีมติรับหลักการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาตรงปลายถนนสาทร เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510
การดำเนินงาน รัฐบาลญี่ปุ่นส่งผู้เชี่ยวชาญมาสำรวจและเสนอความเห็นว่าควรสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่ถนนสาทร เพราะถนนสองฝั่งระหว่างคลองสาทรมีศักยภาพที่จะขยายถนนได้ เมื่อแรกเริ่มได้เจรจาขอกู้เงินจากธนาคารพัฒนาเอเชีย ต่อมารัฐบาลญี่ปุ่นเสนอให้ดอกเบี้ยต่ำกว่า รัฐบาลไทยจึงขอกู้เงินจากรัฐบาลญี่ปุ่นในการศึกษาโครงการและการก่อสร้าง พบหลักฐานจากราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2517 ว่ามีการลงนามในสัญญากู้เงินจำนวน 347 ล้านเยน เป็นเงินไทยราว 24 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 25 ปี เพื่อเป็นค่าสำรวจออกแบบ สมทบกับเงินงบประมาณแผ่นดิน

เมื่อศึกษาแล้วเสร็จ จึงมีการประกวดราคาหาผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยบริษัทอิตาเลียนไทยจำกัด บริษัทดรากาจ เอ ทราโวปูนิค ประเทศฝรั่งเศส และ บริษัทอิตัลวี ประเทศอิตาลี เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ในวงเงิน 619 ล้านบาทเศษ วันเริ่มสร้าง 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522 วิธีการก่อสร้างใช้วิธีแบบ Push Bridge ที่ทันสมัยที่สุดในเวลานั้น และเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ใช้วิธีนี้ แต่การก่อสร้างประสบปัญหาล่าช้า ทั้งจากการรื้อย้ายอุปกรณ์สาธารณูปโภค และการเวนคืนที่ดิน

การสร้างสะพานแล้วเสร็จเปิดใช้เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2525 ในช่วงงานเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี สะพานแห่งนี้ เป็นสะพานคู่แยกขาเข้า-ขาออก และเว้นเนื้อที่ระหว่างสะพานไว้เผื่อสร้างระบบขนส่งมวลชนอื่น ซึ่งปัจจุบัน พื้นที่ระหว่างสะพานเป็นรางรถไฟฟ้าบีทีเอส สายสีลม และพื้นที่ในฝั่งพระนครยังเป็นที่ตั้งของสถานีสะพานตากสิน

แม้สะพานนี้สร้างในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี แต่นามของสะพานที่มีมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้เราได้น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ผู้ทรงกอบกู้แผ่นดินไทย

หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์ฯ

Photos from หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม's post 27/12/2025

สะพานเฉลิมหล้า 56 / สะพานหัวช้าง

เป็นสะพานลำดับที่ 15 ในสะพานชุดเฉลิมจำนวน 17 สะพาน ที่สร้างขึ้นข้ามคลองบางกะปิ หรือคลองแสนแสบตรงถนนพญาไท ใกล้แยกปทุมวันในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ผู้คนมักเรียกขานว่า สะพานหัวช้าง

สะพานนี้ สร้างขึ้นในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุครบ 56 พรรษา พ.ศ. 2452 พระองค์พระราชทานพระราชทรัพย์ให้กรมศุขาภิบาลสร้างสะพานนี้ขึ้น พร้อมๆ กับการตัดถนนพญาไท ซึ่งตัดผ่านสวนดอกไม้ อันเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่วังใหม่ประทุมวัน เชื่อมระหว่างถนนสี่พระยากับถนนประแจจีน (ถนนเพชรบุรี)

ในรายงานการสร้างสะพานเฉลิม 56 ระบุว่า เป็นสะพานสำคัญเช่นเดียวกับสะพานเฉลิม 55 เพราะเป็นการเชื่อมพระนครตอนเหนือและใต้เข้าด้วยกัน กรมศุขาภิบาลจ้างนายช่างชาวตะวันตกออกแบบก่อสร้าง โดยใช้วิธี เฟโรคอนกรีต มีความกว้าง 4 วา และมีการประดับประติมากรรมช้าง 4 เศียร ที่คอสะพานทั้ง 4 ด้าน โดยมีความหมายว่าปีนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาเสมอด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งมีช้างเผือกเข้ามาสู่พระบารมีถึง 3 ช้าง รวมของเดิมสมัยรัชกาลที่ 1 อีก 1 ช้าง รวมเป็น 4 ช้าง (ช้างเผือกมีลักษณะนามว่า ช้าง)
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดสะพานแห่งนี้ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2452 ซึ่งในช่วงเวลานั้น มีการจัดงานฉลองพระชนมายุเสมอพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และงานฉลองวัดอรุณราชวราราม

เมื่อมีการขานนามสะพานชุดเฉลิมใหม่เมื่อ พ.ศ. 2452 สะพานเฉลิม 56 ได้รับพระราชทานนามว่า สะพานเฉลิมหล้า 56 นับเป็นสะพานชุดเฉลิมสะพานสุดท้ายที่สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ เพราะอีกสองสะพานที่ต่อจากนี้นั้น สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ปัจจุบัน แม้มีการปรับปรุงขยายถนนหลายครั้ง แต่กรุงเทพมหานครก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของประติมากรรมช้างทั้ง 4 ด้าน รวมทั้งประดิษฐานป้ายพระบรมนามาภิไธยย่อ จปร ที่กลางราวสะพาน ทั้งนี้ยังพบว่าป้ายพระบรมนามาภิไธยย่อของเดิมนั้น เก็บรักษาอยู่ ณ คลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ซึ่งระบุว่า ได้มาจากกองโบราณคดี พ.ศ. 2556 และสันนิษฐานว่า รื้อมาเมื่อมีการบูรณะปรับปรุงขยายถนนพญาไทจาก 5 ช่องจราจรเป็น 8 ช่องจราจรเมื่อ พ.ศ. 2544

หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์

Photos from หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม's post 26/12/2025

สะพานเฉลิมโลก 55

สะพานลำดับที่ 14 จากสะพานชุดเฉลิมจำนวน 17 สะพาน คือ สะพานเฉลิมโลก 55 ข้ามคลองแสนแสบ ตรงประตูน้ำ

สร้างขึ้น พ.ศ. 2451 ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุครบ 55 พรรษา ซึ่งในปี 2451 นี้ เป็นปีพิเศษยิ่งด้วยเป็นปีรัชมังคลาพิเศษ ทรงครองราชย์เป็นปีที่ 41 ยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ใด ๆ พระองค์พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กรมศุขาภิบาล กระทรวงนครบาลรับผิดชอบจัดสร้างสะพาน แทนกระทรวงโยธาธิการ

คำกราบบังคมทูลของเสนาบดีกระทรวงนครบาล พระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม ต่อมาคือเจ้าพระยายมราช) กล่าวสรุปได้ว่า โปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนประแจจีนให้แล้วเสร็จ (ต่อมาคือถนนเพชรบุรี) และสร้างสะพานเล็กข้ามคลองพระยาไทย คลองสวนอ้อย คลองแสนแสบ และมีพระราชดำริว่า สะพานข้ามคลองแสนแสบนี้ จะเป็นสะพานสำคัญที่จะเชื่อมพระนครตอนเหนือและตอนใต้ จึงทรงเลือกให้เป็นสะพานเฉลิม พระราชทานนามว่า สะพานเฉลิม 55

สะพานแห่งนี้ มีความพิเศษอีกประการคือใช้เฟโรคอนกรีต “ซึ่งยังไม่เคยทำเลยในกรุงเทพฯ” อาจารย์ศิริชัย นฤมิตรเรขการ สันนิษฐานว่าออกแบบโดยนายเดอลามาโฮเตีย นายช่างใหญ่ของกระทรวงโยธาธิการในเวลานั้น

เมื่อแล้วเสร็จ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดสะพานเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2451 ซึ่งกระบวนรถยนต์เสด็จและผู้ตามเสด็จ ตกแต่งด้วยบุปผชาติด้วยอยู่ในระหว่างงานเฉลิมฉลองพระราชพิธีมังคลาภิเษก รถยนต์พระที่นั่งตกแต่งเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑที่หน้ารถ

ต่อมา พ.ศ. 2452 พระราชทานนามใหม่ว่า สะพานเฉลิมโลก 55 ซึ่งยังคงปรากฏนามสะพานอยู่ในปัจจุบัน แม้จะมีการขยายถนนราชดำริให้กว้างขึ้นและกรุงเทพมหานครบูรณะสะพานใหม่จนไม่เหลือเค้าโครงเดิม

หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์

Photos from Faculty of Architecture, Chulalongkorn University's post 24/12/2025

เมื่อปีที่แล้ว คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดแสดงนิทรรศการแผนที่กรุงเทพฯ 2515 เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา

หลังเสร็จสิ้นงานนิทรรศการ จึงได้นำแผนที่ที่พิมพ์บนผ้าใบแคนวาสมาตัดเย็บเป็นกระเป๋า เพื่อมิให้ทิ้งเป็นขยะโดยสูญเปล่า เงินบริจาคสามารถลดหย่อนภาษีได้สองเท่า ท่านที่สนใจสามารถติดตามในเพจของคณะฯ ได้เลยค่ะ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Bangkok
10330