มูลนิธินิคม จันทรวิทุร Nikom_foundation

มูลนิธินิคม จันทรวิทุร Nikom_foundation ประวัติ​ อ.นิคม​ จันทรวิทุร​ ดาวน์โหลดจากลิงค์นี้
https://drive.google.com/file/d/1dWFFuAVlbpt7NADN0LCSAIC7VZtt7Bl3/view?usp=sharing

ศาสตราจารย์นิคม จันทรวิทุร นักรณรงค์เคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของแรงงานและคนยากจนด้อยโอกาส และนักวิชาการด้านแรงงานคนสำคัญคนหนึ่งของไทย
http://www.youtube.com/watch?v=NLRJZS65s14
----------------------------
หน่วยงาน/องค์กร คณะบุคคล และ บุคคล ที่ประสงค์จะบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนกิจกรรมของมูลนิธินิคม จันทรวิทุร โปรดโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ชื่อ “กองทุนศาสตราจารย์นิคม จันทรวิทุร” ธนาคารกรุงไทย สาขาถนนศรีอยุธยา เลขที่บัญชี 013 – 1 – 76613 – 9 และแจ้งการบริจาคเงินให้มูลนิธิทราบที่อยู่อีเมล์ : [email protected] โทรสาร : 02 – 6434465

22/08/2026

มารุต บุนนาค เป็นทั้งนักกฎหมาย นักการเมือง อาจารย์ และอดีตประธานรัฐสภา แต่ชีวิตอีกด้านหนึ่งของเขาผูกพันอย่างลึกซึ้งกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่การเป็นนักเรียน ต.ม.ธ.ก. รุ่น 5 ผู้นำนักศึกษาที่ร่วมทวงคืนมหาวิทยาลัยจากการควบคุมของทหาร ไปจนถึงผู้ถูกจับกุมในคดี “กบฏสันติภาพ” และผู้บันทึกเหตุการณ์สำคัญของธรรมศาสตร์กับการเมืองไทยหลายยุคสมัย

บทความชิ้นนี้ย้อนอ่านชีวิตของมารุตผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ทั้งธรรมศาสตร์ภายใต้อำนาจรัฐประหาร ขบวนการนักศึกษาวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 เส้นทางวิชาชีพทนายความ คดีการเมือง งานรัฐสภา ตลอดจนความสัมพันธ์กับปรีดี พนมยงค์และครอบครัว โดยเฉพาะงาน “ครั้งหนึ่งในบัลลังก์ 24” ซึ่งเขียนในนามปากกา “ผู้สื่อข่าวน้อย” และบันทึกฉากอำลาระหว่างพูนศุขกับปาล พนมยงค์ไว้อย่างสะเทือนใจ

อ่านบทความได้ที่นี่: https://pridi.or.th/th/content/2026/08/2941

09/08/2026

เนื่องในวาระชาตกาล 118 ปี ของศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ นักกฎหมายผู้เคยศึกษากับนายปรีดี พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์ จึงขอนำเสนอบทความการอภิปราย "ปรีดี พนมยงค์ : ชีวิต และผลงาน" เมื่อปี พ.ศ. 2529 ซึ่งท่านได้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้อภิปราย
ภายในงาน ศาสตราจารย์จิตติได้บอกเล่าความทรงจำเมื่อครั้งเป็นลูกศิษย์ในชั้นเรียนกฎหมายของอาจารย์ปรีดี ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นโรงเรียนกฎหมายของกระทรวงยุติธรรม ถือเป็นบันทึกที่บอกเล่าบรรยากาศการศึกษากฎหมายในยุคก่อนการเปลี่ยนแปลง
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่ : https://pridi.or.th/th/content/2024/05/1948

09/08/2026


6 สิงหาคม 2569
101 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์นิคม จันทรวิทุร

6 สิงหาคม เป็นวาระครบรอบ 101 ปีชาตกาลของศาสตราจารย์นิคม จันทรวิทุร นักวิชาการด้านแรงงาน ผู้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานกฎหมายแรงงาน การประกันสังคม ตลอดจนสวัสดิการแรงงานและสวัสดิการสังคมของไทย จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “พ่อพระของผู้ใช้แรงงาน” อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมแรงงานในระยะที่หน่วยงานเพิ่งจัดตั้งขึ้นในสังกัดกระทรวงมหาดไทย

นิคมเกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2468 ที่จังหวัดแพร่ เป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมปริญญามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง รุ่นที่ 4 (ต.ม.ธ.ก. 4) ก่อนสำเร็จการศึกษาระดับธรรมศาสตรบัณฑิต (ธ.บ.) เมื่อ พ.ศ. 2490 จากนั้นศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านการบริหารสังคมที่มหาวิทยาลัยชิคาโก และด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา แล้วกลับมารับราชการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและหลักประกันทางสังคมของผู้ใช้แรงงานไทย

ตลอดชีวิตการทำงาน นิคมมีบทบาทในการผลักดันกฎหมายแรงงาน สิทธิในการรวมตัวของผู้ใช้แรงงาน ระบบประกันสังคม และสวัสดิการแรงงาน ตลอดจนการสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นธรรมระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ใน พ.ศ. 2516 นิคมได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมแรงงาน และทำหน้าที่ในช่วงที่ขบวนการแรงงานขยายตัวภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โดยยึดหลักวิชาการ ความเข้าใจ และความเป็นธรรมในการแก้ไขปัญหาแรงงาน

ภายหลังพ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมแรงงาน นิคมยังคงทำงานด้านแรงงานในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ที่ปรึกษาภาครัฐ อาจารย์ และนักวิชาการ พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้ด้านแรงงานและสวัสดิการสังคมอย่างต่อเนื่อง

ในปาฐกถาเรื่อง “อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ กับการสร้างความมั่นคงให้แก่สังคมไทย” เมื่อ พ.ศ. 2536 นิคมได้อธิบายและชี้ให้เห็นความสำคัญของแนวคิดเรื่องความมั่นคงทางสังคมในเค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์ โดยเฉพาะหลักการที่ว่าสังคมและรัฐพึงร่วมกันสร้างหลักประกันในการดำรงชีวิตให้แก่ราษฎร

ศาสตราจารย์นิคม จันทรวิทุร ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2544 สิริอายุ 76 ปี แต่คุณูปการในการวางรากฐานสิทธิแรงงาน การประกันสังคม และสวัสดิการสังคมของไทย ยังคงเป็นมรดกทางความคิดและนโยบายที่ส่งอิทธิพลต่อการพัฒนาสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องได้ที่นี่:
อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ กับการสร้างความมั่นคงให้แก่สังคมไทย
https://pridi.or.th/th/content/2020/07/357

ประกันสังคม: หลักประกันของคนทำงาน และเหตุใดลูกจ้างเพียง 1 คนก็ต้องได้รับความคุ้มครอง------ในสังคมไทยยังมีความเข้าใจคลาดเ...
21/07/2026

ประกันสังคม: หลักประกันของคนทำงาน และเหตุใดลูกจ้างเพียง 1 คนก็ต้องได้รับความคุ้มครอง
------
ในสังคมไทยยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่มากว่า “ประกันสังคมเป็นเรื่องของบริษัทใหญ่” หรือ “ถ้าทำงานพาร์ตไทม์ รายวัน หรือมีลูกจ้างเพียงคนเดียว นายจ้างไม่จำเป็นต้องส่งประกันสังคม” ความเข้าใจเช่นนี้ทำให้แรงงานจำนวนมากถูกตัดออกจากระบบคุ้มครอง ทั้งที่กฎหมายไทยวางหลักไว้ชัดเจนว่า สิทธิประกันสังคมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ใช้แรงงาน ไม่ใช่สิทธิที่ขึ้นอยู่กับขนาดของกิจการ
กฎหมายหลักที่ใช้คือ พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของระบบประกันสังคมสมัยใหม่ของประเทศไทย ก่อนหน้านั้นไทยมีเพียงระบบคุ้มครองบางส่วน เช่น กฎหมายเงินทดแทนกรณีอุบัติเหตุจากการทำงาน แต่ยังไม่มีระบบประกันสังคมที่ครอบคลุมสิทธิด้านสุขภาพ การคลอดบุตร ชราภาพ และการว่างงานอย่างเป็นระบบ
สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือการสร้าง “กองทุนร่วมสามฝ่าย” ได้แก่ ลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล ต่างร่วมกันสมทบเงินเข้ากองทุน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองเมื่อเกิดเหตุที่กระทบต่อการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ หรือว่างงาน ระบบนี้จึงไม่ใช่เพียงการหักเงินเดือน แต่เป็นการกระจายความเสี่ยงทางสังคมจากปัจเจกไปสู่กองทุนส่วนรวม
สิ่งที่สำคัญมากคือ กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าเฉพาะบริษัทใหญ่เท่านั้นที่ต้องส่งประกันสังคม หลักกฎหมายระบุว่า หากมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป และลูกจ้างนั้นมีสถานะเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนและส่งเงินสมทบ นั่นหมายความว่า ร้านอาหารเล็ก ๆ ร้านกาแฟ แผงค้า โรงงานครอบครัว อู่ซ่อมรถ หรือกิจการที่มีลูกจ้างเพียงคนเดียว ก็อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายเช่นเดียวกับบริษัทขนาดใหญ่

เหตุผลของหลัก “ลูกจ้าง 1 คนก็ต้องได้รับความคุ้มครอง” มีความหมายทางประวัติศาสตร์แรงงานอย่างยิ่ง ในอดีตนายจ้างจำนวนไม่น้อยหลีกเลี่ยงการคุ้มครองโดยจ้างคนจำนวนน้อย จ้างรายวัน หรือแบ่งกิจการย่อยออกเป็นหลายส่วน หากกฎหมายกำหนดขั้นต่ำ เช่น ต้องมีลูกจ้าง 5 คนหรือ 10 คนก่อนจึงจะเข้าสู่ระบบ นายจ้างก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ง่าย หลักการที่ใช้ในกฎหมายปี 2533 จึงตัดช่องว่างนี้โดยยึด “ความเป็นลูกจ้าง” เป็นเกณฑ์ ไม่ใช่ “ขนาดของกิจการ”
ในทางปฏิบัติ ลูกจ้างที่ต้องอยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ได้แก่ ลูกจ้างเอกชนทั่วไป ลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างพาร์ตไทม์ และลูกจ้างเหมาค่าแรงที่อยู่ภายใต้การควบคุมของนายจ้าง หากมีการกำหนดเวลา กำหนดสถานที่ทำงาน ควบคุมการทำงาน และจ่ายค่าจ้าง ก็ถือว่ามีสภาพเป็นลูกจ้าง แม้จะทำงานเพียงวันละไม่กี่ชั่วโมงหรือทำงานสัปดาห์ละไม่กี่วันก็ตาม
ตรงกันข้าม คนบางกลุ่มไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมภาคบังคับ เช่น ข้าราชการ ซึ่งใช้ระบบสวัสดิการข้าราชการและบำเหน็จบำนาญของตนเอง พนักงานรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่มีกฎหมายเฉพาะ รวมถึงผู้ที่ไม่ใช่ลูกจ้าง เช่น ฟรีแลนซ์ แม่ค้าออนไลน์ เกษตรกรเจ้าของกิจการ หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ คนกลุ่มนี้สามารถสมัครประกันสังคมมาตรา 40 ได้โดยสมัครใจ แต่ไม่ได้ถูกบังคับตามมาตรา 33
ประเด็นที่สังคมควรตระหนักคือ แรงงานที่ถูกละเมิดสิทธิมากที่สุดมักอยู่ในกิจการขนาดเล็ก ไม่ใช่กิจการขนาดใหญ่เสมอไป ลูกจ้างร้านอาหารที่ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ลูกจ้างร้านกาแฟที่ยืนทั้งวัน พนักงานร้านสะดวกซื้อรายย่อย หรือแรงงานในอู่ซ่อมรถ มักไม่มีอำนาจต่อรองกับนายจ้าง หากไม่มีระบบประกันสังคมรองรับ เมื่อเจ็บป่วยก็ต้องจ่ายค่ารักษาเอง เมื่อคลอดบุตรก็ขาดรายได้ เมื่อถูกเลิกจ้างกะทันหันก็ไม่มีเงินประทังชีวิต
ลองนึกภาพลูกจ้างรายวันคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุ ต้องหยุดงาน 2 เดือน หากไม่มีประกันสังคม เขาจะสูญเสียทั้งรายได้และต้องแบกรับค่ารักษาพยาบาล แต่หากอยู่ในระบบ เขาสามารถเข้ารับการรักษาโดยใช้สิทธิประกันสังคม และในบางกรณียังได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ นี่คือความแตกต่างระหว่าง “การเผชิญความเสี่ยงลำพัง” กับ “การมีหลักประกันจากสังคม”

อีกด้านหนึ่ง ประกันสังคมยังมีความสำคัญต่อผู้หญิงในตลาดแรงงานอย่างมาก สิทธิการคลอดบุตร เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อคลอด และเงินสงเคราะห์บุตร ช่วยลดภาระที่ผู้หญิงต้องแบกรับเพียงลำพัง หากไม่มีระบบเหล่านี้ ผู้หญิงจำนวนมากอาจถูกบีบให้ออกจากงานเมื่อมีบุตร ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
สิทธิชราภาพก็เป็นอีกประเด็นที่มักถูกมองข้าม เงินสมทบที่ส่งในช่วงวัยทำงานจะสะสมเป็นสิทธิรับบำนาญหรือเงินบำเหน็จเมื่อถึงวัยเกษียณ แม้จำนวนเงินอาจยังเป็นที่ถกเถียงว่าพอเพียงหรือไม่ แต่การมีระบบสะสมสิทธิย่อมดีกว่าการไม่มีหลักประกันใด ๆ เลยในวัยชรา
ในประวัติศาสตร์การพัฒนาระบบประกันสังคมไทย ชื่อของ อาจารย์นิคม จันทรวิทุร มักถูกกล่าวถึงในฐานะนักวิชาการแรงงานและผู้ผลักดันสำคัญของแนวคิดประกันสังคมถ้วนหน้า ท่านทำงานร่วมกับขบวนการแรงงานและภาควิชาการเพื่อผลักดันให้ลูกจ้างทุกขนาดกิจการได้รับความคุ้มครอง อย่างไรก็ตาม ควรกล่าวอย่างถูกต้องว่า พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 เป็นผลจากกระบวนการนโยบายของหลายฝ่าย ทั้งรัฐบาล กระทรวงแรงงาน นักวิชาการ และขบวนการแรงงาน ไม่ใช่ผลงานของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพียงลำพัง
สิ่งที่อาจารย์นิคมช่วยผลักดันอย่างมีนัยสำคัญคือแนวคิดว่า “สิทธิประกันสังคมควรผูกกับสถานะความเป็นลูกจ้าง ไม่ใช่ขนาดของสถานประกอบการ” แนวคิดนี้สะท้อนหลักความเสมอภาคในตลาดแรงงาน เพราะลูกจ้างร้านเล็กก็เจ็บป่วยได้ ตั้งครรภ์ได้ ประสบอุบัติเหตุได้ และแก่ชราได้ไม่ต่างจากลูกจ้างบริษัทใหญ่
ปัจจุบัน ปัญหาที่พบมากคือการจ้างงานในรูปแบบที่พยายามหลีกเลี่ยงสถานะลูกจ้าง เช่น เรียกว่า “พาร์ตเนอร์” “ผู้รับงานอิสระ” หรือ “ผู้ช่วยร้าน” ทั้งที่ในความเป็นจริงนายจ้างยังคงควบคุมเวลาทำงานและวิธีการทำงาน หากมีข้อพิพาท หน่วยงานแรงงานและศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงของความสัมพันธ์ในการทำงาน ไม่ใช่เพียงชื่อเรียกในสัญญา
ดังนั้น การให้ความรู้เรื่องประกันสังคมจึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคทางกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทำงาน ทุกครั้งที่ลูกจ้างถูกปฏิเสธการขึ้นทะเบียนประกันสังคม เท่ากับเขาถูกตัดออกจากระบบคุ้มครองด้านสุขภาพ รายได้ และความมั่นคงในชีวิต

ข้อสรุปสำคัญมีสามประการ ประการแรก ลูกจ้างรายวัน ชั่วคราว และพาร์ตไทม์ หากมีสภาพเป็นลูกจ้างจริง ต้องได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 33 ประการที่สอง นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปมีหน้าที่ขึ้นทะเบียนและส่งเงินสมทบตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และประการที่สาม ประกันสังคมไม่ใช่ภาระที่รัฐหรือประชาชนควรหลีกเลี่ยง แต่เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้แรงงานมีหลักประกันเมื่อเผชิญความเสี่ยงของชีวิต
ในท้ายที่สุด ความเข้มแข็งของระบบประกันสังคมสะท้อนระดับอารยธรรมของสังคม หากสังคมใดปล่อยให้คนทำงานเจ็บป่วยแล้วต้องล้มละลาย คลอดบุตรแล้วไม่มีรายได้ หรือแก่ชราแล้วไร้หลักประกัน สังคมนั้นย่อมยังไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นสังคมที่คุ้มครองศักดิ์ศรีของแรงงานอย่างแท้จริง การปกป้องสิทธิประกันสังคมจึงไม่ใช่เพียงการปกป้องกฎหมาย แต่คือการปกป้องความมั่นคงพื้นฐานของผู้คนที่ใช้แรงงานสร้างประเทศทุกวัน

13/06/2026

มรดกที่ทรงสร้างยังดำรงอยู่ อ.มุนินทร์ เล่าย้อนครั้งรับเสด็จ พระองค์ภา ตรัส "รุ่นน้องเราเป็นคณบดีแล้ว"

13/06/2026

ทำไมประเทศไทยจึงยังไม่มีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ทั้งที่แนวคิดเรื่อง “ความสุขสมบูรณ์ของราษฎร” ถูกประกาศไว้ตั้งแต่การอภิวัฒน์สยาม 2475?
บทความตอนที่ 3 พาไปสำรวจบทบาทของ Labor Faker และ Fat Cat สองกลไกสำคัญที่ทำให้ขบวนการแรงงานอ่อนแอ และทำให้สวัสดิการถูกจำกัดอยู่ในรูปแบบการสงเคราะห์ มากกว่าการเป็นสิทธิที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับอย่างเสมอภาค
จากบทเรียนของสวีเดน อาร์เจนตินา เกาหลีใต้ และประเทศไทย บทความนี้ชวนตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจที่ขัดขวางการพัฒนารัฐสวัสดิการ และชวนคิดว่าการสร้างสังคมที่เป็นธรรมกว่านี้ จำเป็นต้องอาศัยขบวนการพลเมืองที่กว้างขวางและเป็นอิสระเพียงใด
เพราะเจตนารมณ์ของ 2475 จะยังไม่สมบูรณ์ ตราบใดที่ประชาชนยังขาดหลักประกันพื้นฐานในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่ : https://pridi.or.th/th/content/2026/06/2882

12/06/2026

สวัสดิการเลือกคน : บัตรคนจนเกณฑ์ใหม่…เมื่อนักเรียน นักศึกษาไทย “ไม่มีสิทธิ์จน” ?
เป็นนักเรียน นักศึกษา หมายความว่า... "ไม่จน" เหรอ ? การเปิดลงทะเบียน "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" หรือ “บัตรคนจน” รอบล่าสุด มาพร้อมเกณฑ์คัดกรองที่เข้มงวดขึ้น หวังแยกผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือออกจากผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ แต่ท่ามกลางการตรวจสอบรายได้ ทรัพย์สิน และสถานะทางการเงินอย่างละเอียด กลับมีคนกลุ่มหนึ่งที่ถูกตัดออกจากระบบตั้งแต่ยังไม่ทันได้รับการพิจารณา นั่นคือ นักเรียน-นักศึกษา
ใคร ? ควรได้รับบัตรคนจน...รัฐกำลังใช้เกณฑ์อะไร ? วัด “ความยากจน” เมื่อความเป็นจริง สถานะทางการศึกษาไม่ได้บอกฐานะทางเศรษฐกิจเสมอไป การเป็นนักเรียน นักศึกษา ไม่ได้หมายความว่า มีครอบครัวที่พร้อมดูแล และการเป็นนักเรียน นักศึกษา ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่เผชิญ “ความเปราะบาง” ทางการเงิน
The Active ชวนตั้งคำถามถึงเกณฑ์คัดกรองความจนรอบใหม่ ผ่านประสบการณ์ตรงของนิสิต นักศึกษาที่ไม่เข้าเกณฑ์ ทั้งที่สวัสดิการนี้น่าจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายการไปให้ถึงฝันด้านการศึกษา พร้อมวิเคราะห์ “เครื่องมือแก้จน” ในรูปแบบสวัสดิการของรัฐ จากมุมมอง “ธวัช มณีผ่อง” ประธานหลักสูตรนวัตกรรมการพัฒนาสังคม คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
เมื่อระบบเลือกตัดคนกลุ่มหนึ่งออกด้วย "สถานะ" มากกว่า "ข้อเท็จจริงของชีวิต" จึงเป็นคำถามที่น่าคิดต่อ ว่าเรากำลัง “คัดกรองคนจน” หรือ กำลังคัดกรอง ว่าใคร ? มีสิทธิ์ถูกนับว่าเป็นคนจนกันแน่...
📌 อ่านเนื้อหาเพิ่มในคอมเมนต์

#บัตรคนจน #คนจน #นักเรียน #นักศึกษา #สวัสดิการแห่งรัฐ #สวัสดิการถ้วนหน้า

ที่อยู่

49/62 ม. ปฐมพร ถ. พุทธมณฑล สาย4 ทวีวัฒนา โทรมือถือ:081 347 5233
Bangkok
10170

เบอร์โทรศัพท์

+66813475233

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มูลนิธินิคม จันทรวิทุร Nikom_foundationผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท