Heartfulness Thailand

Heartfulness Thailand

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Heartfulness Thailand, การศึกษา, DS Tower 1, Sukhumvit 33, Bangkok.

Heartfulness is an approach to meditation that brings about calm, peace and stress free heart-full life which can be integrated in anyone's busy schedule.

สำหรับผู้สนใจฝึกทำสมาธิเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณสู่จุดสูงสุด
แอด Line @hfnthai โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

Photos from Heartfulness Thailand's post 23/05/2026

เมื่อวานนี้สถานกงสุลอินเดีย จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ ฮาร์ทฟลูเนส ประเทศไทย (Heartfulness Thailand) จัดกิจกรรมนั่งสมาธิตามวิถีฮาร์ทฟูเนสเบื้องต้นให้กับผู้ที่สนใจ

โดยกิจกรรมวันนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีจากชาวเชียงใหม่ทุกท่าน

ขอขอบคุณสถานกงสุลอินเดีย จังหวัดเชียงใหม่ และอาสาสมัครของฮาร์ดฟูเนสประเทศไทยทุกคนที่ร่วมกันจัดกิจกรรมดีดีขึ้นมาก และขอบคุณผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านค่ะ

Photos from Heartfulness Thailand's post 23/05/2026

เมื่อความรักปลุกสัจธรรมให้ตื่นขึ้น (Love: The Awakening of Reality)

ในวิถีของ Heartfulness ความรักที่บริสุทธิ์ไม่ใช่เรื่องของการครอบครอง แต่เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงแก่นแท้ของชีวิต

1. มากกว่าอารมณ์ แต่คือความจริงแท้ (Reality)
มนุษย์เรามักเข้าใจว่าความรักคือความรู้สึกรัก-ชอบระหว่างบุคคล (Emotional Love) แต่ Babuji กำลังพูดถึง "Love" ในฐานะพลังงานสากลที่เป็นเนื้อแท้ของจักรวาล เมื่อหัวใจของเราเปี่ยมด้วยความรักที่ไร้เงื่อนไข เราจะหลุดพ้นจากภาพลวงตา (Illusion) และเข้าถึงความจริงแท้ของชีวิต

2. การตื่นรู้จากภายใน (Inner Awakening)
คำว่า "Awakening" หมายถึงการตื่นจากการหลับใหล โดยปกติเราใช้ชีวิตอยู่ภายใต้คำบงการของสมองและอีโก้ แต่เมื่อความรักที่แท้จริงผลิบานในหัวใจ มันจะทำหน้าที่เหมือนแสงสว่างที่ปลุกจิตสำนึกของเราให้ตื่นขึ้นมาพบกับความสงบ ความบริสุทธิ์ และความเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสรรพสิ่ง

3. รักนำทางสมาธิ
นี่คือเหตุผลที่ Heartfulness ใช้ "หัวใจ" เป็นศูนย์กลางในการทำสมาธิ เพราะในหัวใจมีเมล็ดพันธุ์ของความรักนี้อยู่ การจดจ่อที่หัวใจช่วยให้เราสัมผัสถึงกระแสแห่งความรัก ซึ่งจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนทัศนคติของเราต่อโลก ทำให้เรามองเห็นความงดงามและสัจธรรมในทุกๆ วันได้อย่างง่ายดาย

บทสรุป: ความรักไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน... แต่คือสภาวะที่ "ใจเปิดออกจนมองเห็นความจริงของโลก" ลองเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการเติมความเมตตาและรักไร้เงื่อนไขลงในหัวใจดู เพราะเมื่อใจคุณเปี่ยมด้วยรัก คุณจะค้นพบว่าคุณได้ตื่นขึ้นมาพบกับความสุขที่แท้จริงที่ไม่มีวันจางหาย

23/05/2026

22/05/2026

465 วันกับเรื่องเล่า HFN (HFN St🌍ry)

♥️ เรื่องที่ 137 ♥️

ความรู้สึก - ฉันซาบซึ้งในพระแสงประกายแห่งทิพย์ที่สถิตอยู่ภายในใจของฉัน

การเฉลิมฉลองที่ ‘แตกต่าง’

เวลา 6 โมงเช้า ฉันยังคงฝันหวานถึงเทศกาลดีวาลี (Diwali) ที่กำลังจะมาถึง ทันใดนั้นเสียงแม่ก็ตะโกนปลุก “มานัน! ตื่นได้แล้ว!” ฉันงัวเงียตื่นขึ้นมาด้วยความเสียดาย แล้วเริ่มเตรียมตัวไปโรงเรียน
เพื่อน ๆ ครับ ก่อนจะเล่าไปไกลกว่านี้ ขอแนะนำตัวก่อนนะ ฉันชื่อ ‘มานัน’ เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีนี้ปีที่ 3 และนี่คือเรื่องราวของฉันครับ!

ในบรรดาเทศกาลทั้งหมด ดีวาลีคือเทศกาลโปรดของฉันเลย รู้ไหมว่าเพราะอะไร? ก็เพราะมันมาพร้อมกับแสงไฟ เสื้อผ้าชุดใหม่ ประทัด ขนมอร่อย ๆ และวันหยุดยาวน่ะสิ
ตอนที่กำลังจะออกจากบ้านไปโรงเรียน พ่อก็ร้องทักขึ้นมาว่า “มานัน! วันนี้อยากไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ไหมลูก?”

“ไชโย!!” ฉันตะโกนลั่นด้วยความดีใจ “ไปครับพ่อ! ผมคิดไว้แล้วว่าจะซื้ออะไรบ้าง”
ด้วยความตื่นเต้น ดีใจระคนตื่นเต้น ฉันก้าวขึ้นรถบัสโรงเรียน วันนั้นทั้งวันเรียนหนังสือไม่รู้เรื่องเลย ในหัวเอาแต่คิดว่า “เมื่อไหร่ระฆังเลิกเรียนจะดังสักทีนะ?”

และแล้ว ช่วงเย็นก็มาถึง! ฉันกำลังวิ่งเล่นอยู่ที่ลานส่วนกลางของหมู่บ้านตอนที่พ่อกลับมา พ่อกลับบ้านเร็วกว่าปกติเสียด้วย ฉันรีบถามทันที “พ่อครับ! เราไปตลาดกันเลยไหม? ผมพร้อมแล้ว!”

“ไปสิเบต้า (ลูกรัก)! ไปกันเลย” พ่อตอบ
พอไปถึงตลาด ฉันก็รีบกวาดของทุกอย่างตามรายการที่จดไว้ และเดินออกมาพร้อมกับของเกือบทุกชิ้นที่อยากได้

ระหว่างที่ฉันกำลังเดินดูร้านค้าที่ตกแต่งด้วยผ้าม่านประดับ โคมไฟ และ ดิยา (ถ้วยดินเผาจุดประทีป) สีสันสดใส ทันใดนั้น... ปึก! ถุงของฉันหลุดมือร่วงลงพื้นเพราะเดินไปชนกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งเข้า และให้ตายเถอะ! เสื้อผ้าทั้งหมดในถุงกระจายเกลื่อนพื้น!

ฉันรีบก้มลงเก็บของเหล่านั้น ทันใดนั้นฉันสังเกตเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและตื่นตะลึงบนใบหน้าของเด็กชายคนนั้น เขากำลังจ้องมองเสื้อผ้าและรองเท้าของฉันตาไม่กระพริบ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เคยเห็นเสื้อผ้าราคาแพงขนาดนี้ในระยะใกล้ขนาดนี้มาก่อนเลย เขาก้มลงช่วยเก็บ

ด้วยความระแวง ฉันรีบกระชากของกลับมาจากมือเขาแล้วยัดใส่ถุงอย่างรวดเร็ว แต่พอฉันยืนมองเขาดี ๆ ฉันก็ตระหนักได้ว่าเด็กคนนี้มีบางอย่างที่ต่างออกไป เสื้อผ้าของเขาขาดรุ่งริ่ง มีรอยฟกช้ำตามแขนและขา และดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้กินอะไรตกถึงท้องมาหลายวันแล้ว

“มานัน! เร็วเข้าลูก! ได้เวลากลับแล้ว!” พ่อตะโกนพลางกวักมือเรียก “ครับพ่อ! กำลังไปครับ!”

พอถึงบ้าน ฉันรีบกินข้าวเย็นอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งออกไปเล่นข้างนอกอีกครั้ง

ระว่างที่เล่นอยู่ ฉันเหลือบไปเห็นเด็กผู้ชายคนเดิมกำลังอยู่กับกลุ่มเพื่อนของเขา ฉันสังเกตเห็นว่าพวกเขาทุกคนใส่เสื้อผ้าขาด ๆ แปลก ๆ ฉันรู้สึกหดหู่ใจอยู่แวบหนึ่ง แต่ก็สะบัดหัวแล้วเล่นต่อ ทว่าลึก ๆ ข้างใน... ฉันกลับรู้สึกแปลก ๆ มันคือความรู้สึกผิด Feeling guilty ที่ตัวเองมีความสุขกับเสื้อผ้ามากมายจนล้นตู้เสื้อผ้า

ฉันรู้สึกเหมือนมโนสำนึกกำลังสะกิดใจว่า “มานัน อย่าเพิกเฉยต่อความรู้สึกนี้เลยนะ!”
ฉันเริ่มคิดกับตัวเอง “เรามีตัวเลือกตั้งมากมายสำหรับทุกสิ่ง แต่บางคนกลับไม่มีโอกาสได้เลือกเลยแม้แต่ทางเดียว!” ฉันคิดถึงเด็กผู้ชายที่เจอวันนี้ ดูเหมือนเขาจะไม่มีแม้กระทั่งสิ่งจำเป็นพื้นฐานในชีวิตด้วยซ้ำ หัวใจของฉันตั้งคำถามว่า “เธอไม่เห็นเหรอว่าเขาดีใจแค่ไหนตอนเห็นเสื้อผ้าใหม่? แล้วเธอจะยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับเรื่องนี้ได้ลงคอเหรอ?”

“เรามีเสื้อผ้าเยอะมากจนไม่ได้ใส่ด้วยซ้ำ เอาไปใช้ประโยชน์ในทางที่ดีกว่านี้ไม่ได้เหรอ?” ฉันคิดในใจ จากนั้นจึงเดินไปหา ดาดาจี (คุณปู่) แล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ท่านฟัง

คุณปู่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “เรื่องราวทั้งหมดนี้ทำให้ปู่ระลึกถึงบทสวด โศลก (shloka) บทหนึ่งที่ว่า:
อสโต มา สทฺค มย (Asato mā sadgamaya)
ตมโส มา โชฺยติรฺ คมย (Tamasomā jyotir gamaya)_”

“มันหมายความว่าอะไรครับคุณปู่?” ฉันถาม

ท่านตอบว่า “มันคือบทอธิษฐานต่อพระผู้เป็นเจ้า ขอโปรดนำทางข้าพเจ้าจากความเท็จสู่ความจริง และจากความมืดมนสู่แสงสว่าง เทศกาลดีวาลีเตือนให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการก้าวออกจากความมืดไปสู่แสงสว่าง”

“แล้วความมืดในตัวเราคืออะไรครับ?” ฉันถามด้วยความอยากรู้

คุณปู่กล่าวว่า “หลัก ๆ แล้วมันคือความไม่รู้ ความเกียจคร้าน การนิ่งเฉย และความไม่ตระหนักรู้ เราอาจจะรู้เท่าทันการกระทำและความคิดของเรา แต่เราตระหนักรู้ถึงความรักที่มีอยู่ในใจของเราบ้างไหม?”

ฉันอดใจไม่ไหวจึงพูดแทรกขึ้นมา “แล้วเราจะออกจากความมืดนี้ได้อย่างไรครับ?”
คุณปู่ยิ้มแล้วพูดต่อ “มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อหัวใจของเราเปี่ยมล้นไปด้วยความรักและความเมตตา เมื่อนั้นเราจึงจะสามารถจุดแสงสว่างให้เกิดขึ้นภายในใจได้”

บทสนทนากับคุณปู่ทำให้ฉันได้พบความหมายใหม่ของการเฉลิมฉลองดีวาลีที่เปลี่ยนไปจากเดิม ด้วยความคิดเหล่านี้ ทำให้ฉันนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน

เช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่ตื่นนอน ฉันรีบวิ่งไปหาคุณปู่ด้วยความตื่นเต้นและบอกว่า “ปู่ครับ ผมอยากฉลองดีวาลีที่แตกต่างออกไปในปีนี้ ผมอยากไปฉลองเทศกาลนี้กับเด็ก ๆ ที่ไม่มีพ่อแม่ครับ”

คุณปู่เห็นพ้องด้วย “ยอดเยี่ยมมากมานัน! เป็นความคิดที่วิเศษมาก!”

ทุกคนในครอบครัวต่างมีความสุขที่ได้ยินความคิดนี้ และเราตกลงใจกันว่าจะไปเยี่ยมที่สถานสงเคราะห์ “แฮปปี้โฮม (Happy Home)”

และแล้วในวันดีวาลี เราก็เดินทางไปที่นั่นพร้อมกับขนมหวาน เสื้อผ้า และของขวัญมากมาย ไม่นานนัก สถานที่แห่งนั้นก็อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะ ความสุข ความอิ่มเอมใจ และการเฉลิมฉลอง เด็ก ๆ ที่ไร้เดียงสากำลังสนุกสนานกับการร้องเพลง แบ่งปันเรื่องเล่า เล่าเรื่องตลก และเล่นเกมด้วยกัน ทันใดนั้น เด็กคนหนึ่งก็เดินมาหาฉันแล้วพูดว่า “พี่ชาย (Bhaiyya) ขอบคุณมาก ๆ นะครับ! พวกเราไม่เคยสนุกขนาดนี้มาก่อนเลย พี่ทำให้ดีวาลีปีนี้ ‘แตกต่าง’ สำหรับพวกเราจริง ๆ”

ฉันรู้สึกตื้นตันใจมากที่ได้ยินคำนั้นจากเด็กน้อย และหัวใจของฉันก็รู้สึกอิ่มเอมจากภายในอย่างที่สุด เมื่อถึงเวลาที่ต้องกลับ เราบอกลาพวกเขาและสัญญาว่าจะกลับมาหาอีกไว ๆ ในระหว่างทางกลับบ้าน มีความตื่นเต้นประหลาดเกิดขึ้นในใจของฉัน ซึ่งเป็นสภาวะที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลยในชีวิต มันเป็นประสบการณ์วันดีวาลีที่พิเศษและไม่เหมือนใครที่สุดเท่าที่เคยมีมา
และนี่คือวันดีวาลีที่ดีที่สุดในชีวิตที่ฉันเคยฉลองมาจริง ๆ!

♾️

“เมื่อหัวใจเต็มไปด้วยความรัก ความอ่อนโยน ความนุ่มนวล และความยืดหยุ่นผ่อนปรน เราจะกลายเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์และปรับตัวได้ดีเยี่ยม และเมื่อนั้นเราจะดูแลเอาใจใส่ต่อสรรพสิ่งรอบตัวที่เหลืออยู่ตามธรรมชาติ”
ดาจี (Daaji)

สมาธิฮาร์ตฟูลเนส (Heartfulness Meditation) 💌
ทีมงานเรื่องเล่า HFN (HFN Story Team)

22/05/2026

*465 Days with HFN St🌍ry*

♥️ Story-137 ♥️

_*Feel - I am grateful for the Divine Light present in my heart*_

*Celebration with a ‘Difference’*

It was 6 am, and I was still dreaming about my upcoming Diwali celebrations. Just then my mum called, "Manan! Get up!" Reluctantly, I woke up and started getting ready for school.

Friends, before moving further, let me introduce myself. My name is Manan, I study in standard 9 and, this is my story!

Of all the festivals, Diwali is my favorite. Do you know why? Because of the lights, new clothes, firecrackers, food delicacies, and holidays it brings along with it.

As I was leaving for school, my dad called out, "Manan! Do you want to go buy new clothes today?"

"Hurray!!" I screamed with joy. "Yes dad! I have already decided what to buy."

Feeling excited, I boarded the school bus. I felt restless throughout the day at school and kept thinking, "When is the bell going to ring?"

Finally, it was evening! I was playing in the society compound when Dad arrived. He had come home earlier than usual. I asked him, "Dad! Shall we go to the market? I am ready!"

"Yes beta! Let's go," answered dad.

Once at the market, I quickly collected all the things on my list and walked out with almost everything I wanted.

I was looking at the shops displaying brightly colored _diyas_, lamps and decoration streamers when suddenly, thud! down fell my bag as I bumped into a young boy. Lo and behold! All clothes fell out of the bag!

I quickly bent down to collect them. I noticed the expression of wonder and amazement on the young boy's face as he stared at my clothes and shoes. It appeared as though he had never seen such expensive clothes this close. He bent down to pick them up.

Feeling insecure, I snatched them from him and quickly put them back in my bag. As I stood there looking at him, I realized there was something different about this boy. His clothes were tattered; he had bruises on his hands and legs, and it looked like he had not eaten in a few days.

"Manan! Hurry up! It's time to go!" my dad shouted, waving at me. "Yes! Dad! Here I come!"

On reaching home, I gobbled down my dinner and ran out to play again.

While playing, I saw that same boy with his fellow friends around him. I noticed that all of them had weird torn clothes. Feeling bad for only a second, I continued playing. But, from within, I felt strange - I felt guilty about taking pleasure of having so many clothes which were overflowing my wardrobe.

I could feel my conscience pricking me, "Manan, please don't ignore this feeling!"
I started thinking to myself, "I have so many options for everything, some people don't have a single choice!" I thought of the boy I'd met today, it looked like he did not even have the basic necessities of life. My heart questioned me, "Didn't you see how happy he was on seeing new clothes. Can you still ignore all this?"

"I have so many clothes that I don't even use. Can I not utilise them in a better way?" I thought to myself. I went up to my dadaji (grandpa) and narrated the whole experience to him.

Dadaji (Grandpa) was silent for a moment, then said, "this whole incident reminds me of a _shloka_ :
_Asato mā sadgamaya_
_Tamasomā jyotir gamaya_ ."

"What does it mean Dadaji ?" I asked.

He said, "it's a kind of prayer to the Almighty, may I proceed from falsehood to truth and from darkness to light. The festival of Diwali reminds us of the importance of moving from darkness to light."

"What is the darkness within us," I was curious.

Grandpa said, "it is mainly our ignorance, our laziness, inaction and unawareness. We may still be aware of all our actions and thoughts, but are we aware of the love in our heart?"

I couldn't hold back and interrupted him, "how to come out of this darkness?"

Grandpa smiled and continued, "it can only be done when our heart is brimming with love and affection. Then we will be able to bring some light within."

The conversation with Grandpa gave me a different, renewed meaning of diwali. With these thoughts, I was unable to sleep the whole night.

Next morning, as soon as I woke up I went to Grandpa excitedly and said, "I want to celebrate Diwali with a difference. I want to celebrate this festival with the children who do not have parents."

Grandpa agreed, "Wonderful, Manan! That's a brilliant idea!"

The whole family was happy to hear this idea, and we decided to visit, "Happy Home."

Finally, on Diwali, we arrived there with sweets, clothes and gifts. Soon enough, the place was filled with laughter, joy, bliss and celebrations. The innocent children were having a great time singing songs, sharing stories, cracking jokes, and playing games. Just then, one of the kids walked up to me and said, " _Bhaiyya_ (brother), thank you so much! We've never had so much fun before. You've really made this Diwali 'different' for all of us."

I was overwhelmed to hear this from that child, and my heart became satisfied from within. Finally it was time for us to leave. We said goodbye to them, and promised to come back very soon. There was a strange excitement inside me while coming home, a condition that I had never felt before that day. It was the most unique experience of Diwali so far.

It was indeed the best Diwali I have ever celebrated!

♾️

*"When the heart is filled with love, tenderness, softness and suppleness, we become so creative and so adaptable. We then naturally care for the rest of creation."*
*Daaji*

Heartfulness Meditation 💌

HFN Story Team

Photos from Heartfulness Thailand's post 22/05/2026

“น้ำนิ่งไหลลึก จิตนิ่งดิ่งลึกยิ่งกว่า”

เรามักเคยได้ยินประโยคที่ว่า "น้ำนิ่งไหลลึก" ซึ่งหมายถึงสายน้ำที่ดูนิ่งสงบภายนอก แต่แท้จริงแล้วมีความลึกและทรงพลังอยู่ภายใน แต่ Chariji ได้พาเรามองลึกไปกว่านั้นด้วยการย้ำว่า "จิตใจที่นิ่งสงบ... ย่อมหยั่งรากลึกยิ่งกว่าสายน้ำใดๆ"

ในวิถีของ Heartfulness ความนิ่งไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่เป็นจุดเริ่มต้นของพลังและปัญญาที่แท้จริง ผ่านแง่คิด 3 ข้อ:

1. ยิ่งนิ่ง ยิ่งมองเห็นชัด
เมื่อผิวน้ำกระเพื่อมไหว เราจะมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ก้นบึ้ง จิตใจของเราก็เช่นกัน หากถูกรบกวนด้วยความกังวลและความคิดที่ฟุ้งซ่าน เราจะมองเหตุการณ์ตรงหน้าบิดเบี้ยวไป แต่เมื่อเราทำสมาธิจนใจนิ่งสนิท จิตใจจะกลายเป็นเหมือนกระจกเงาที่สะท้อนความจริงรอบตัวได้อย่างเที่ยงตรงที่สุด

2. ความนิ่งคือการสะสมพลัง
ความนิ่งไม่ได้แปลว่าเฉื่อยชาหรือไร้แอคชั่น ในทางจิตวิญญาณ จิตที่นิ่งคือจิตที่ประหยัดพลังงาน ไม่สูญเสียพลังไปกับอีโก้หรือการโต้เถียงที่ไร้ประโยชน์ ทำให้เรามี "พลังงานสำรอง" ที่มีคุณภาพ พร้อมนำไปใช้สร้างสรรค์งานใหญ่หรือตัดสินใจเรื่องสำคัญได้อย่างเด็ดขาด

3. ทางลัดสู่ภูมิปัญญาภายใน
เมื่อเราจดจ่ออยู่กับความสงบในหัวใจ จิตจะดิ่งลึก (Run Deeper) ลงไปเกินกว่าที่ตรรกะของสมองจะเข้าถึง ณ จุดนั้นเองที่เราจะค้นพบความสงบที่แท้จริงและคำตอบที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องออกแรงคิดให้เหนื่อยล้า

บทสรุป: ท่ามกลางโลกที่หมุนไวและเรียกร้องความสนใจจากเราตลอดเวลา การฝึกใจให้นิ่งคือทักษะที่สำคัญที่สุดครับ... "น้ำที่นิ่งช่วยให้เราเห็นก้นสระฉันใด จิตที่นิ่งก็ช่วยให้เราเข้าถึงคลังปัญญาในหัวใจฉันนั้น" สยบความเคลื่อนไหวภายนอก ด้วยความนิ่งสงบจากภายใน ตามแนวทางของ Chariji

22/05/2026

ชาวเชียงใหม่ขอเชิญนะคะ มาฝึกสมาธิ Heartfulness ที่สถานกงศุลอินเดีย วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2569 นี้
18.00-20.00 น.
รับซัมโมซาและชาอินเดีย ฟรี!

21/05/2026

465 วันกับเรื่องราว HFN St🌍ry

♥️ เรื่องที่ 136 ♥️

ความรู้สึก - ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจที่การทำสมาธิช่วยให้ฉันสามารถรวมจิตใจให้จดจ่ออยู่กับเป้าหมายสูงสุดของฉันได้

การทำงานด้วยความตั้งมั่นและมีสมาธินำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่

อัลเฟรดทรงเป็นกษัตริย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในประวัติศาสตร์อังกฤษ พระองค์ทรงริเริ่มโครงการที่ยิ่งใหญ่มากมายเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน จนทำให้ทรงได้รับการขนานนามว่า 'อัลเฟรดมหาราช' (Alfred the Great)

ในตอนแรกเริ่ม อัลเฟรดก็ทรงใช้ชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือยเหมือนกษัตริย์ธรรมดาทั่วไป เนื่องด้วยความคุ้นชินในการดำเนินรอยตามบรรพบุรุษอย่างหลับหูหลับตา ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือไม่ดีก็ตาม ชีวิตของพระองค์จมปลักอยู่กับการกิน ดื่ม และความเพลิดเพลินสนุกสนานไปวัน ๆ
เปรียบเสมือนเศษฟางที่ลอยคว้างอยู่ในมหาสมุทรที่ขึ้นลงตามแรงคลื่น พระองค์ไม่มีการควบคุมใด ๆ เหนือชีวิตของตนเองเลย และมันเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวาย

จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่งที่ความเฉื่อยชาของพระองค์ได้กลายเป็นประโยชน์ต่อศัตรู อาณาจักรของอัลเฟรดถูกผู้อื่นยึดครอง และพระองค์ก็ถูกถอดถอนออกจากราชบัลลังก์

อัลเฟรดต้องเร่ร่อนไปทั่วยังที่ต่าง ๆ และดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด จนต้องไปทำงานในบ้านของชาวนาคนหนึ่ง พระองค์ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ล้างจาน ตักน้ำ และงานจิปาถะอื่น ๆ ในครัว โดยมีภรรยาของชาวนาเป็นผู้ควบคุมดูแล อัลเฟรดต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ

วันหนึ่งภรรยาของชาวนามีธุระสำคัญต้องออกไปข้างนอก นางได้ตั้งหม้อแกงทิ้งไว้บนเตาและบอกให้อัลเฟรดช่วยเฝ้าดูไว้จนกว่านางจะกลับมา

เมื่อนางกลับมาหลังจากเสร็จธุระ ก็เห็นอัลเฟรดนั่งปล่อยเนื้อปล่อยใจฝันกลางวันอยู่ และแกงในหม้อนั้นก็ไหม้ไปเสียแล้ว
หญิงผู้นั้นจึงพูดขึ้นว่า
"เจ้าหนุ่มหน้าโง่! ดูท่าทางแกคงจะตกอยู่ใต้ลุ่มหลงฝังใจแบบเดียวกับกษัตริย์อัลเฟรดล่ะสิ! แกไม่เคยทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จด้วยใจที่จดจ่อได้เลย แกเองก็คงจะต้องเร่ร่อนดิ้นรนไปทั่วเหมือนพระองค์นั่นแหละ"

น่าสงสารหญิงผู้นั้น! นางไม่รู้เลยว่ากำลังพูดอยู่กับตัวองค์อัลเฟรดเอง แต่อัลเฟรดตระหนักถึงความผิดพลาดของตนเองแล้ว พระองค์ทรงตั้งปณิธานไว้ว่า
"ไม่ว่าฉันจะทำทำงานอะไร ฉันจะทำมันด้วยความตั้งใจและสมาธิอย่างเต็มที่ ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเอาแต่สร้างวิมานในอากาศอีกต่อไป!"

หลังจากนั้น อัลเฟรดได้รวบรวมพรรคพวกอีกครั้ง พระองค์ทรงระดมทุน รวบรวมกองทัพ เข้าโจมตีศัตรู และยึดกรุงลอนดอนกลับคืนมาได้สำเร็จ ในครั้งนี้ พระองค์ทรงรวมอังกฤษทั้งหมดให้เป็นปึกแผ่น และทรงงานด้วยความกระตือรือร้น ความเข้าใจ และความตั้งมั่นมีสมาธิที่เปี่ยมล้นขึ้นใหม่ ซึ่งนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ

วันหนึ่ง อัลเฟรดได้เสด็จกลับไปยังบ้านของชาวนาคนนั้น และประทานเงินจำนวนมากให้กับหญิงผู้นั้นพร้อมกับตรัสว่า "คุณผู้หญิงที่เคารพ หากในวันนั้นท่านไม่ได้ให้บทเรียนแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคงไม่มาถึงจุดนี้ได้ในวันนี้" คุณสมบัติของพระองค์ในการเคารพและรับฟังคำแนะนำที่ดีแม้กระทั่งจากผู้ที่อยู่ต่ำกว่า ยังคงเป็นที่สรรเสริญมาจนถึงทุกวันนี้

ฝ่ายหญิงชาวนาถึงกับตกตะลึง ที่ตนเองได้เผลอพูดจารุนแรงล่วงเกินต่อบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เช่นนั้นไปโดยไม่ตั้งใจในวันนั้น

♾️

"จุดประสงค์ของการทำสมาธิ คือการจัดระเบียบจิตใจให้มีความสงบนิ่ง จนกระทั่งแม้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต เราก็ยังสามารถหยุด คิดวิเคราะห์สถานการณ์ และลงมือปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม"
ดาจิ (Daaji)

การทำสมาธิฮาร์ตฟูลเนส (Heartfulness Meditation) 💌
ทีมงานเรื่องเล่า HFN

21/05/2026

*465 Days with HFN St🌍ry*

♥️ Story-136 ♥️

_*Feel - I am grateful that through meditation, I can focus my mind on my highest goal*_

*Working with Concentration leads to a big result*

Alfred was a renowned king in the history of England. He initiated many great ventures for the good of the people, due to which he is also called 'Alfred the Great.'

In the beginning, Alfred too led a luxurious life like any ordinary king, due to the tendency of blindly following the forefathers, whether good or bad. His life was just engrossed in eating, drinking and merriment.

Just as a hay straw lying in ocean rises and falls with the waves, he too didn't have any control over his life, and it was in complete chaos. There came a day when his lethargy proved beneficial for his enemies. Alfred's kingdom was taken over by others and he was dethroned.

Wandering here and there struggling to get by, Alfred had to work in a farmer's house. He was given the work of washing utensils, filling water, and other miscellaneous tasks in the kitchen. His work was supervised by the farmer's wife. Alfred had to spend his life in hiding.

One day the farmer's wife had to go out for some important work. She had left curry to cook on the burner and asked Alfred to keep an eye on it until she came back.

When she returned after completing her work, she saw Alfred was sitting idly and daydreaming, and the curry had burnt.

The woman said - "Foolish young man! It seems that you are under the influence of Alfred! You can never complete any given task with a concentrated mind. You too will roam around struggling, like him."

The poor woman! She did not know that she was talking to Alfred himself. But Alfred had realised his mistake. He was determined now - "Whatever work I will do, I will do it with full concentration. There is no use in building imaginary forts!"

Alfred once again reunited with the allies. He collected money, gathered his army, attacked the enemy, and reconquered London. This time he tied the whole of England in one thread and worked with renewed enthusiasm, understanding, and concentration, which led to the progress of the country.

One day, Alfred went back to that farmer's house and gave the woman a lot of money saying, "Respected madam, if you had not taught me the lesson that day, I would not have reached this position." His quality of respecting the good advice of even those below him is still praised.

The woman was in shock, that she had said such harsh words inadvertently, to such a great man that day.

♾️

*"The purpose of meditation is to regulate the mind to such stillness that even during the most awful situations in life, we can pause, analyze the situation and take action accordingly."*
*Daaji*

Heartfulness Meditation 💌

HFN Story Team

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


DS Tower 1, Sukhumvit 33
Bangkok