ERA: Tennis & Education

ERA: Tennis & Education

แชร์

🎾 Go Tennis: คลาสเรียนเทนนิส
🇲🇾 Mouratoglou Tennis Camp & UTR Tournament

13/05/2026

สำหรับผู้เล่นที่มาหัดเทนนิสตอนโต เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเทคนิคท่าทางที่เราตั้งใจฝึกมาอย่างดี ถึงทำออกมาได้ไม่ค่อยดี เมื่อต้องลงสนามจริง?

ทำไมการกะจังหวะบอลถึงดูเป็นเรื่องยากเหลือเกินสำหรับวัยอย่างพวกเรา ทั้งที่เด็กๆ ที่หัดเล่นกลับทำได้ดูเป็นธรรมชาติมากกว่า?

เรื่องนี้อธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ครับ ในน้องๆที่อายุน้อย ช่วงวัยไม่เกิน 12 ปี จะมีสิ่งที่เรียกว่า Sensory-Motor Adaptation หรือสมองมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวประสานงานระหว่างสายตาและกล้ามเนื้อได้รวดเร็ว

แต่สำหรับผู้ใหญ่ เราต้องใช้ความเข้าใจเรื่อง Timing ผ่านมุมมองของ Kinetic Chain (การส่งต่อแรง) และ Biomechanical Phases ดังนี้ครับ:

ทำไม Timing ถึงสำคัญ?:

เทนนิสเป็นกีฬาที่ต้องอาศัยการถ่ายน้ำหนักตัวจากช่วงล่างขึ้นสู่ช่วงบน หากจังหวะผิดเพียงนิดเดียว พลังงานจะขาดช่วง (Energy Leak) ทำให้เราต้องเค้นแรงจากข้อมือหรือแขน ซึ่งนอกจากจะคุมบอลไม่ได้แล้วยังเสี่ยงบาดเจ็บด้วยครับ

4 ขั้นตอนของการเหวี่ยงไม้ (Swing Phases):

1. Preparation (Unit Turn): การเตรียมตัวและสะสมพลังงานในกล้ามเนื้อ

2. Acceleration: การเร่งหัวไม้เข้าหาบอลโดยใช้แรงหมุนจากลำตัว

3. Point of Contact: จังหวะไม้กระทบบอลในจุดที่มั่นคงที่สุด

4. Follow Through: การปล่อยสวิงจนสุดเพื่อลดแรงกระแทก

หากทุกคนต้องการแก้ปัญหาเรื่องการกะจังหวะ นี่คือ 5 แนวทางที่ผมแนะนำครับ:

1. Stay further back from the baseline: ถอยห่างจากเส้นหลัง 1-2 ก้าว เพื่อเพิ่มเวลาในการประมวลผลทางสายตา (Visual Processing Time) ทำให้สมองคำนวณทิศทางบอลได้แม่นยำขึ้น

2. Early Preparation: พยายามทำ Phase แรกให้เสร็จก่อนบอลกระทบพื้น จะช่วยลดโหลดของระบบประสาท ทำให้เรามีเวลาจัดร่างกายมากขึ้น

3. Footwork: การฝึกสเต็ปเท้าเล็กๆ (Adjustment steps) คือกุญแจสำคัญ เพราะถ้าเท้าไม่พาตัวไปในจุดที่เหมาะสม จังหวะตีก็จะเสียไปทันที

4. Inhale & Exhale: ไม่กลั้นหายใจ การหายใจออกขณะกระทบบอลจะช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ (Muscle Tension) ทำให้สวิงลื่นไหลและไม่เหนื่อยง่าย

5. Rallying: ฝึกตีโต้สม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายเรียนรู้การมาของลูกบอลที่หลากหลาย (Variable Practice)

สรุปแล้ว Timing คือหัวใจสำคัญของการตีเทนนิสให้มีประสิทธิภาพครับ ผู้เล่นที่จังหวะดีจะสามารถควบคุมลูกและลดการใช้แรงได้อย่างมหาศาล แถมยังตีได้ดีกว่าผู้เล่นที่ร่างกายแข็งแรงแต่กะจังหวะไม่เป็นด้วยซ้ำ ลองเอาเทคนิคเหล่านี้ไปใช้และมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ 🙏🏻💙

แหล่งอ้างอิง (References):
• Kovacs, M. S. (2007). Tennis physiology: training the competitive athlete. Sports Medicine.
• Elliott, B. (2006). Biomechanics and tennis. British Journal of Sports Medicine.
• Knudson, D. (2006). Biomechanical Principles of Tennis Technique. USRSA.
• International Tennis Federation (ITF). Coaching and Sport Science Review: Anticipation and Visual Search

25/04/2026

มุมข้อศอกสำคัญอย่างไร?

ข้อผิดพลาดที่หลายๆ คนมองข้าม แต่ส่งผลต่อพลังทำลายล้างมหาศาล

พลังที่หายไป อาจจะเกิดจากปัญหา Elbow Position ที่ไม่ถูกต้องก็ได้ครับ

ที่ผ่านๆ มาผมได้มีโอกาสแก้วิธีการตี Forehand ของนักกีฬาและผู้เล่นหลายคน ปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยและต้องรีบแก้ด่วนก็คือ ”การตีแบบหนีบข้อศอก“ ทั้งในจังหวะ เตรียมตัว (Preparation) และ จุดกระทบ (Point of Contact) ครับ

มันมีผลขนาดนั้นเลยหรือ? กับแค่หนีบข้อศอกเอง
จริงๆ แล้วมุมของข้อศอกสำคัญมากตามหลัก ชีวกลศาสตร์ (Biomechanics) เพราะมันทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อในระบบ Kinetic Chain หรือการส่งต่อพลังงานจากร่างกายส่วนล่างขึ้นสู่ไม้เทนนิสครับ

ข้อศอก ไม่ใช่จุดสร้างแรง (Force Generator) โดยตรง แต่มันคือ "สะพานส่งแรง" จากลำตัวไปสู่ปลายแขนและแร็กเกต

ลองดูการเรียงจังหวะส่งแรง (Kinetic Chain) ของ Forehand ครับ:
ขา/พื้น —> สะโพก —> ลำตัว/ไหล่ —> [ข้อศอก] —> แขน/ข้อมือ —> ไม้เทนนิส

จะเห็นได้ว่าข้อศอกอยู่ตรงกลางพอดี ถ้าเราหนีบศอกชิดตัว พลังงานที่อุตส่าห์สร้างมาจากขาและสะโพกจะถูก “กัก” ไว้ที่ลำตัว ไม่สามารถถ่ายทอดออกไปยังหน้าไม้ได้อย่างเต็มที่ ผลคือบอลเบาและต้องใช้แรงจากแขนเค้นสวิงเอง ซึ่งเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บด้วยครับ

แล้วข้อศอกควรกางกี่องศาถึงจะดี?:
ในทางทฤษฎีไม่มีตัวเลขตายตัวครับ เพราะขึ้นอยู่กับ Anatomy (สรีระ) และการจับ Grip ของแต่ละคน แต่กฎเหล็กที่ผมอยากแนะนำคือ: "สร้างช่องว่าง (Space) ให้หัวไหล่ทำงานได้อิสระ" ในขณะเตรียมตัว (Preparation) ข้อศอกไม่ควรชิดหรือแตะโดนลำตัว เพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าอก (Pectoralis Major) ถูกยืดออกและพร้อมหดตัวสร้างพลัง (Stretch-Shortening Cycle) ได้สูงสุดครับ

แขนงอ หรือ แขนตึง ในจังหวะ Contact Point?
ตามหลักวิทยาศาสตร์ ทั้งสองแบบมีข้อดี-ข้อเสียที่ต่างกันตามกฎของ Moment Arm (ระยะแขน):

• ข้อศอกงอ (Bent Arm): รัศมีวงสวิงสั้นลง —> ควบคุมหน้าไม้ได้นิ่งกว่า —> คล่องตัวในจังหวะบอลเร็ว —> แต่ต้องแลกด้วย Leverage ที่น้อยกว่า

• ข้อศอกตึง (Straight Arm): รัศมีวงสวิงยาวขึ้น —> สร้างแรงเหวี่ยงได้มหาศาล (Power สูง) —> แต่ต้องใช้การกะจังหวะที่แม่นยำและการจัดระเบียบร่างกายที่แข็งแรงมาก

แบบฝึก (Drill) เพื่อแก้จังหวะหนีบศอก: "The Gap Maker"

ถ้าใครรู้สึกว่าตัวเองยังเผลอหนีบศอกอยู่ ลองเอาแบบฝึกนี้ไปใช้ดูครับ:

1. Ball Under Arm Drill: นำลูกเทนนิส (หรือฟองน้ำ) มาหนีบไว้ใต้รักแร้ข้างที่ถนัด ในจังหวะเตรียม (Preparation) ให้โฟกัสที่การ "ปล่อยลูกบอลให้ร่วงลงพื้น" ทันทีที่เริ่มวาดสวิงออกไปข้างหลัง (Takeback) วิธีนี้จะช่วยบังคับให้ร่างกายสร้าง Space ระหว่างศอกกับลำตัวโดยอัตโนมัติ

2. Shadow Swing with Distance: ฝึกสวิงลมหน้ากระจก โดยให้ความสำคัญกับการรักษาช่องว่างระหว่างศอกกับซี่โครงให้กว้างพอที่จะใส่ลูกเทนนิสได้ 2-3 ลูกตลอดการสวิง

สรุปแล้วมุมของข้อศอกคือสะพานสำคัญที่จะตัดสินว่า พลังจากร่างกายของคุณจะส่งไปถึงบอลได้กี่เปอร์เซ็นต์ ลองเช็กดูนะครับว่าวันนี้คุณกำลัง "หนีบศอก" หรือ "ปล่อยพลัง"

ผมเชื่อว่าถ้าปรับจุดนี้ได้ การเล่นเทนนิสของคุณจะสนุกและทรงพลังขึ้นแน่นอน ขอบคุณที่ติดตามครับ 💙🙏🏻

แหล่งข้อมูล
- Global Professional Tennis Coach Association (GPTCA)
- International Society of Biomechanics in Sports (ISBS)
- Journal of Physical Education Theory and Methodology

15/04/2026

เคยสงสัยไหมครับ?

ทำไมบางวันเราท่าสวยแต่ลูกไม่ไป หรือบางทีตีท่าเดิมแต่คุมบอลไม่ได้เลย?

ปัญหาเหล่านี้อาจจะเกิดจาก Strike Zone ที่ผิดของคุณก็ได้ครับ

หลายคนมักจะติดกับดักการฝึกซ้อมที่เน้นแต่ “ความสวยงามของท่าทาง” (Form) จนลืมปัจจัยทางชีวกลศาสตร์ (Biomechanics) ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งไป นั่นคือการที่หน้าไม้กระทบลูกในตำแหน่งที่ร่างกายส่งแรงได้สูงสุด หรือที่เรียกว่า “Strike Zone” นั่นเองครับ
แล้ว Strike Zone คืออะไรกันแน่?

ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายที่สุด มันคือโซนที่หน้าไม้กระทบลูกแล้วร่างกายสามารถถ่ายโอนพลังงาน (Kinetic Chain) จากเท้า ลำตัว ไปสู่แขนได้สมบูรณ์ที่สุดครับ ซึ่งโซนของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันเป๊ะๆ ขึ้นอยู่กับส่วนสูง ช่วงแขน และวิธีการจับกริป โดยเราสามารถแบ่งระดับความสูงตามหลักสรีรศาสตร์ได้ 3 ระดับ:

1️⃣ The upper-level- ระดับหัวไหล่ขึ้นไป (กล้ามเนื้อไหล่ทำงานหนัก จุดปะทะนี้คุมยากที่สุด)

2️⃣ The mid-level - ระหว่างหัวไหล่ถึงหัวเข่า (เป็นช่วงที่ร่างกายสร้าง Leverage หรือแรงงัดได้ดีที่สุด)

3️⃣ The lower-level - ระหว่างหัวเข่าถึงพื้น (ต้องใช้การย่อเพื่อรักษา Center of Gravity)

เราจะหา Strike ของตัวเองเจอได้อย่างไร?
คำตอบอยู่ที่การเช็ก "แรงต้าน" (Isometric Resistance) ครับ ลองใช้วิธีง่ายๆ 2 ข้อนี้ดู:

• กรณีซ้อมกับเพื่อน: ให้หยุดไม้ตรงจุดปะทะแล้วให้เพื่อนลองดันต้านไว้ ลองทำทั้ง 3 ระดับดูครับ ระดับไหนที่คุณรู้สึกว่า "ออกแรงสู้ได้แน่นที่สุดโดยตัวไม่เอน" นั่นแหละคือโซนทองคำของคุณ

• กรณีซ้อมคนเดียว: ลองใช้หน้าไม้ดันกับรั้วสนามเทนนิสในระดับความสูงต่างๆ ระดับที่ฐานล่าง (ขา) คุณรู้สึกมั่นคงที่สุด คือจุดที่คุณจะตีได้มีพลังที่สุดครับ

ฝึกอย่างไรให้ตีเข้าเป้า (𝙎𝙩𝙧𝙞𝙠𝙚 𝙕𝙤𝙣𝙚) บ่อยขึ้น?
พอเรารู้จักโซนของตัวเองแล้ว หัวใจสำคัญคือการฝึก Movement เพื่อพาตัวเองไปอยู่ในจุดนั้นครับ:

1. Catch the ball: ลองวางไม้แล้วรับบอลด้วยมือเปล่าให้อยู่ใน Strike Zone เพื่อฝึกการกะระยะ (Perception)

2. Judement ฝึกขานเสียง “สั้น-กลาง-ลึก” ให้ไวที่สุด เพื่อกระตุ้นการอ่านทิศทางลูก (Reaction Time) ยิ่งอ่านไว เรายิ่งจัดระเบียบเท้า (Footwork) เข้าหาโซนการตีได้แม่นขึ้นครับ

กุญแจสู่การตีที่แน่นอนและมีประสิทธิภาพ
การเข้าใจ Strike Zone คือการเปลี่ยนจากการตีด้วย "ท่าทาง" มาเป็นการตีด้วย "ตำแหน่งที่เหมาะสม" ครับ เมื่อคุณขยับเท้าจัดวางตำแหน่ง (Positioning) และรักษาความสมดุล (Balance) ให้ลูกอยู่ในโซนที่ถนัดได้สม่ำเสมอ ความมั่นใจในเกมก็จะตามมาเอง

ผมเชื่อว่าถ้าเราคุม Strike Zone ได้ เกมเทนนิสของคุณจะสนุกและพัฒนาไปอีกขั้นแน่นอนครับ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ 🙏🏻💙

แหล่งข้อมูล:
1. International Tennis Federation (ITF) – Biomechanics of Advanced Tennis

2. United States Tennis Association (USTA) – Player Development: The Kinetic Chain

3. GPTCA (Global Professional Tennis Coach Association) – Curriculum on Training Load and Technical Efficiency

08/04/2026

The Evolution of Forehand Swing

จาก Classic สู่ Next Gen ต่างกันอย่างไร?

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ความก้าวหน้าของความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา และเทคโนโลยีของวงการเทนนิสก็พัฒนาไปมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ “วงสวิง” ของโฟร์แฮนด์จะถูกวิวัฒนาการตามยุคสมัยไป แต่ว่ามันจะมีผลดีเพียงอย่างเดียวจริงหรือ?

จริงๆ แล้ว เบื้องหลังท่าทางที่เปลี่ยนไป มันคือเรื่องของ ชีวกลศาสตร์ (Biomechanics) หรือการใช้ร่างกายจัดการกับ “แรง” เพื่อรับมือกับเกมที่เร็วขึ้นครับ วันนี้ผมเลยขอมาขยายความ 3 รูปแบบสวิงหลัก โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์มาอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ กันครับ


1. Classic Swing (ยุค 90s): เน้นโมเมนตัมแนวตรง

ในยุคที่ไม้ยังมีน้ำหนักมาก และเทคโนโลยียังไม่ช่วยเรื่องสปินมากนัก ผู้เล่นยุคนั้นจะใช้สิ่งที่เรียกว่า Linear Momentum หรือการส่งแรงเป็นเส้นตรงครับ

หลักการ: เน้นการถ่ายน้ำหนักจากหลังไปหน้า (Weight Transfer) วงสวิงจะกว้างและเรียบง่าย

Biomechanics: ใช้ห่วงโซ่การเคลื่อนไหว (Kinetic Chain) แบบส่งต่อพลังจากเท้า สู่สะโพก และออกไปที่แขนในแนวระนาบ หน้าไม้จะตั้งฉากกับลูกบอลนานที่สุด เพื่อส่งแรงผ่านจุดศูนย์กลาง (Center of Mass) ของลูกให้พุ่งไปข้างหน้า

จุดเด่น: บอลพุ่ง ลึก และควบคุมทิศทางง่ายเหมือนวางด้วยมือ

ข้อจำกัด: เนื่องจากวงสวิงกว้าง (Large Backswing) ทำให้ในเกมที่เร็วระดับปัจจุบันอาจจะเตรียมตัวไม่ทัน และสร้างสปินได้น้อยครับ


2. Modern Swing (ยุค 2000s): การสะสมพลังงานและความยืดหยุ่น

เมื่อเกมเริ่มเปลี่ยนมาเล่นที่เส้นหลังมากขึ้น ผู้เล่นต้องการทั้ง “ความแรง” และ “ความแม่น” ในเวลาเดียวกัน

หลักการ: เริ่มใช้การหมุนของแกนกลางลำตัว (Angular Momentum) และเทคนิค “Pat the Dog”

Biomechanics: จุดเด่นคือการใช้ Stretch-Shortening Cycle (SSC) หรือการยืดกล้ามเนื้อก่อนหดตัวอย่างรวดเร็ว (เหมือนเราดึงหนังสติ๊ก) โดยการคว่ำหน้าไม้ลงในจังหวะ Backswing เพื่อสร้างแรงตึงในข้อมือและแขนท่อนล่าง ก่อนจะดีดหน้าไม้ขึ้นไปปะทะลูก

จุดเด่น: วงสวิงเป็นรูปตัว C ช่วยให้สร้างท็อปสปินได้ดีขึ้นมาก ลูกจะมุดลงได้แม่นยำแม้จะตีแรง

ข้อจำกัด: ถ้าเจอท็อปสปินสูงที่กระดอนเกินระดับเอว อาจจะกดยากหากร่างกายไม่สมดุลพอ


3. Next Gen Swing (ปัจจุบัน): การเร่งสปีดหัวไม้ระดับขีดสุด

นี่คือยุคของความรวดเร็วและรอบสปินที่สูงมาก นักกีฬารุ่นใหม่เน้นการเร่งความเร็วหัวไม้ (Racquet Head Speed) ในระยะที่สั้นมาก

หลักการ: เน้นความกระชับ (Compact) และการกางข้อศอก (Double Bend)

Biomechanics: ผู้เล่น Next Gen จะใช้การหมุนของหัวไหล่ (External Rotation) และการสะบัดปลายแขน (Pronation) อย่างรวดเร็ว การกางศอกออกช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าอกยืดตัวได้เต็มที่ก่อนจะระเบิดพลังออกไป กลายเป็นวงสวิงแบบ “ที่ปัดน้ำฝน” (Windshield Wiper)

จุดเด่น: สร้างสปินได้มหาศาล (High RPM) และมีความคล่องตัวสูงมาก เหมาะกับ Power Game ในปัจจุบัน

ข้อจำกัด: ใช้พละกำลังสูงมาก และต้องมีความเสถียรของข้อต่อ (Joint Stability) ที่ดี ไม่อย่างนั้นอาจเสี่ยงบาดเจ็บที่ข้อมือหรือข้อศอกได้ครับ

💡 คำตอบและบทสรุปจากมุมมองของผม
ไม่มีวงสวิงไหนที่ “ดีที่สุด” ครับ มีแต่แบบที่ “เข้ากับสรีระและสไตล์การเล่นของเรา” มากที่สุด

ถ้าคุณชอบความคลาสสิก มั่นคง วงกว้างๆ สวยๆ แบบยุคก่อนก็ยังใช้งานได้ดี

แต่ถ้าอยากพัฒนาไปสู่ระดับแข่งขันในยุคนี้ การเข้าใจหลักวิทยาศาสตร์เรื่องการหมุนตัวและการเร่งหัวไม้ จะช่วยให้คุณตีได้เปรียบขึ้นเยอะเลยครับ

ส่วนตัวผมเชื่อว่า ในอนาคตจะมีเทคนิคใหม่ๆ ที่ใช้หลักชีวกลศาสตร์ที่ล้ำกว่านี้เข้ามาอีกแน่นอน สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่หยุดเรียนรู้ และสนุกไปกับการปรับตัวครับ ขอบคุณที่ติดตามกันนะครับ 💙🙏🏻

แหล่งอ้างอิง (References):
• ITF Coaching & Sport Science Review
• Elliott, B. (2006). Biomechanics and the tennis forehand
• Uustal, H. (2003). Tennis Biomechanics

03/04/2026

Reaction Time & Visual Perception อาวุธของนักเทนนิสระดับสูง

เวลาเราดูการแข่งขันเทนนิสระดับโลก เราจะเห็นนักเทนนิสสามารถรับลูกที่มีความเร็วกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงกลับไปดูอย่างง่ายดายแล้วตอบโต้ได้อย่างแม่นยำ ทั้งๆ ที่มีเวลาตัดสินใจเพียงน้อยนิด ความลับของสิ่งนั้นที่ทำให้นักเทนนิสระดับโลกเหนือกว่าคนทั่วไปคือ Reaction Time (ความเร็วในการตอบสนอง) และ Visual Perception (การรับรู้เชิงการมองเห็น) ครับ

Reaction Time คืออะไร?

Reaction Time หรือ RT คือช่วงเวลาตั้งแต่เราเห็นลูกเทนนิสที่กำลังมาหาเรา จนกระทั่งร่างกายเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อตอบสนอง ในคนทั่วไป Reaction Time อยู่ที่ประมาณ 0.2-0.3 วินาที แต่ในนักเทนนิสมืออาชีพอาจเร็วถึง 0.15 วินาทีหรือน้อยกว่า

จากสถิติเราจะพบว่าลูกเสิร์ฟของนักเทนนิสระดับโลกสามารถมีความเร็วกว่า 200-250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้เวลาเพียง 0.6 วินาทีในออกตัวเพื่อไปรับลูกบอลกลับไป ซึ่งหมายความว่านักเทนนิสมีเวลาเพียงเสี้ยววินาทีในการ

• รับรู้ถึงการมาของลูกบอล
• วิเคราะห์ทิศทาง ความเร็ว และการหมุนของลูก
• ตัดสินใจเลือกการตีที่เหมาะสม
• สั่งให้ร่างกายเคลื่อนไหวไปตำแหน่งที่ถูกต้อง

*อ้างอิงจากหนังสือ Enhancing on court performance*

Visual Perception คืออะไร?

นักกีฬาระดับสูงไม่ได้มีพลังวิเศษหรือสายตาที่คมชัดแบบคนทั่วไปหรอกครับ แต่พวกเขาถูกฝึกฝนในเรื่องของทักษะการ “มอง” และ “อ่าน” ลูกบอลที่มีความเร็วสูงด้วยความแม่นยำและรวดเร็วซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นทักษะพิเศษของนักกีฬาเก่งๆไปเลย

องค์ประกอบและทักษะโดยรวมของ Visual Perception

1. Dynamic Visual Acuity
- ความสามารถในการมองเห็นวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน
- สามารถติดตามลูกบอลที่มีความเร็วสูงได้อย่างรวดเร็ว

2. Peripheral Vision
- การมองเห็นด้วยมุมมองกว้าง
- สามารถรับรู้ตำแหน่งของคู่แข่งในขณะที่มองลูกบอลไปด้วย

3. Anticipation Skills
- ความสามารถในการคาดการณ์สถานการณ์ด้วยข้อมูลที่มี
- การสังเกตจากท่าทางการตีและการเตรียมแร็กเก็ตของอีกฝ่าย

4. Depth Perception
- การรับรู้ระยะทางได้อย่างแม่นยำ
- ช่วยในการประเมินว่าลูกจะตกที่จุดไหน และควรไปรอรับที่ตำแหน่งใด

แบบฝึกและอุปกรณ์ที่จะช่วยพัฒนา Reaction Time และ Visual Perception

• Reaction Ball Training: การใช้ลูกบอลที่กระดอนไปทิศทางแปลกๆ เพื่อฝึกการตอบสนองที่รวดเร็ว

• Light Board Training: การตอบสนองต่อแสงไฟที่กะพริบในตำแหน่งต่างๆ เพื่อฝึก Peripheral Vision

• Video Training: การดูวิดีโอการเล่นของนักเทนนิสระดับสูงเป็นช้าๆ เพื่อเรียนรู้การอ่านสัญญาณต่างๆ

ที่ผมได้เขียนอธิบายมาเป็นเพียงความรู้เบื้องต้นของเรื่อง Reaction Time และ Visual Perception ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญและเป็นอาวุธหลักของนักเทนนิสระดับสูงหลายๆคน ถ้าใครที่ได้อ่านแล้วก็ลองศึกษาเพิ่มเติมและทำความเข้าใจกับมันก่อนที่จะนำเอาไปใช้นะครับ

ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ออกไปแข่งขันกับใคร หรือ เล่นเทนนิสเพื่ออยากออกกำลังกาย แต่ถ้าเราอยากพัฒนาเรื่องของกีฬาเทนนิส ลองแบ่งเวลามาฝึกทักษะเหล่านี้เสริมดู และผมเชื่อว่าการเล่นเทนนิสของทุกคนจะพัฒนาขึ้นได้อย่างแน่นอนครับ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ 🙏🏻

02/04/2026

Knee Flexion - ทำไมเราถึงต้องย่อเข่า?

“ย่อเข่า! ย่อลงไป!! ย่อต่ำอีกๆ!!!” 🥹

พอดีมีแฟนคลับในเพจได้ inbox เข้ามาถามผมเกี่ยวกับ “ย่อเข่า” ขณะเวลาตีลูก เขาสงสัยว่านักเทนนิสทำไมถึงต้องย่อเข่าก่อนตีลูก และโค้ชที่เขาเรียนด้วยบอกให้เขาย่อเข่าเยอะๆหมดเลย โค้ชเขาก็อธิบาย แต่เขาก็อยากรู้จากคำตอบจากผมด้วย ซึ่งเป็นคำถามที่ดีมากๆครับ ผมจึงคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนเลยนำมาเขียนเป็นบทความให้ทุกคนได้อ่านกันครับ 😀

ไม่ว่าจะเป็น Groundstrokes หรือ เสิร์ฟก็ตาม ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ดีแล้ว เพราะการย่อเข่ามีประโยชน์หลายอย่าง แต่เราเข้าใจจริงๆหรือเปล่าว่าการย่อเข่า หรือ “Knee Flexion” มันคืออะไร มันดียังไง ทำไมถึงต้องทำ แล้วเราควรจะย่อต่ำแค่ไหนดี วันนี้ผมจะมาอธิบายเกี่ยวกับการย่อเข่าในกีฬาเทนนิสกันครับ

Background Story:
การเล่นเทนนิสนั่นไม่ได้มีเพียงการใช้แขนเหวี่ยงเพื่อตีลูกออกไปเพียงอย่างเดียว เพราะมันมีเรื่องของการสร้างแรงด้วย “Kinetic Chain” ที่เป็นการประสานงานและขั้นตอนการออกแรงของร่างกายเพื่อที่จะตีบอลออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในขั้นตอนที่เรียกได้ว่าสำคัญที่สุดของการสร้าง Kinetic Chain ก็คือ “การย่อเข่า” หรือ “Knee Flexion” ก่อนและระหว่างการตีลูกบอล ไม่ว่าจะ เสิร์ฟ โฟร์แฮนด์ หรือ แบคแฮนด์

*สำหรับใครที่ไม่รู้ว่า Kinetic Chain คืออะไร เดี๋ยวผมทิ้งคำอธิบายไว้ในคอมเมนต์นะครับ*

ทำไมถึงต้องย่อเข่า:
1. สะสมและปลดปล่อยพลังงาน (stretch-shortening cycle): เมื่อเราย่อเข่าลงกล้ามเนื้อจะถูกทำงาน 2 แบบ ก็คือ การยืดตัว (eccentric contraction) กล้ามเนื้อบริเวณ (quadriceps) และ กล้ามเนื้อก้น (gluteus) จะถูกทำงานเป็นพิเศษ จะช่วยในการกักเก็บพลังงาน ส่วนที่สองคือ การหดตัว (concentric contraction) จะเป็นการปล่อยแรงระเบิดที่เรากักเก็บไว้จากช่วงล่างไปถึงลูกบอล

2. สร้าง ground reaction force (GRF): จุดนี้จะเชื่อมโยงจาก concentric contraction ที่เป็นเรื่องของการปล่อยแรงระเบิดไปสู่ลูกบอล นอกจากแรงของร่างกายเราจะมีแรงส่งตรงมาจากที่พื้น ถ้าหากเราย่อเข่ามากขึ้นในระดับพอดี แรงจากพื้นจะส่งตรงมาที่เท้าของเรามากขึ้น ทำให้มีการส่งแรงไปสู่ลูกบอลได้มากขึ้นด้วย

3. เพิ่มความมั่นคงของร่างกาย (stability): ช่วยให้รักษาการทรงตัวและทำให้ร่างกายมั่นคงมากขึ้นในขณะตีลูก ช่วยให้ควบคุมทิศทางและคุณภาพของบอลได้ดีมากยิ่งขึ้น

แล้วต้องย่อต่ำแค่ไหนดี?:
นี่เป็นคำถามสำคัญที่หลายคนคงจะตั้งคำถามในหัว และน่าจะสงสัยกัน หากเราอิงตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว การย่อต่ำเกินไปอาจไม่ก่อประสิทธิภาพสูงสุด และอาจเพิ่มความเสี่ยงบาดเจ็บได้ด้วยครับ

หลักการตามด้าน biomechanics: ระดับการย่อที่เหมาะสมมักอยู่ที่ ประมาณ 30–45° ของมุมเข่า (knee flexion angle) ในจังหวะที่กำลังจะตีลูกออกไป ซึ่งถือว่าเป็นมุมที่พอดีที่สามารถสร้างแรงระเบิด และกล้ามเนื้อสามารถฟื้นตัวและพร้อมสำหรับลูกต่อไป

*อ้างอิงจาก: Kovacs, M., & Ellenbecker, T. (2011). Tennis Anatomy. Human Kinetics Publishers*

งานวิจัยที่น่าสนใจ:
1. ลูกเสิร์ฟ (Sensors, 2021):
ผู้เล่นที่งอเข่ามากขึ้น มีความเร็วการเหยียดเข่าสูงขึ้น และเพิ่มความเร็วแร็กเกตก่อนกระทบลูกได้ แต่ ความสูงของจุดกระทบลูกไม่เปลี่ยนแปลง

2. Forehand open stance (Caromartin-tennis, 2020):
พบว่า stance แบบ defensive open stance ทำให้มี GRF และภาระต่อเข่า (knee loading) สูงขึ้น หากย่อต่ำเกินไป อาจสร้างภาระให้กับข้อมากขึ้น ทำให้เสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บสูงขึ้น

แนวทางฝึก
1. ยืนหน้ากระจก ลองตีช้าๆ และสังเกตการย่อเข่าของตัวเอง มุมที่ดีคือประมาณเข่าอยู่เหนือปลายเท้า ไม่เลยเข่าออกไปข้างหน้า
2. ลองใช้วิดีโอถ่ายตัวเองตีลูกแล้วดูย้อนหลัง จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมได้ชัดขึ้น

การย่อเข่าเป็นสิ่งที่ดีมากในการเล่นเทนนิส แต่ไม่ใช่ว่ายิ่งย่อต่ำยิ่งดีเสมอไปครับ ถ้าเราจะยึดตามหลักการก็คงเป็นมุม 30-45 องศาที่ผมอ้างอิงไป แต่ส่วนตัวผมมองว่ามันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในแต่ละช็อต และเทคนิคที่ผู้เล่นแต่ละคนจะใช้มากกว่า

สำคัญที่สุดคือการฝึกฝนให้เป็นธรรมชาติ และไม่บังคับร่างกายมากเกินไปครับ ผมก็หวังว่าบทความนี้จะช่วยทำให้เพื่อนๆหลายๆคนได้เข้าใจเกี่ยวกับ Knee Flexion ไม่มากก็น้อยยิ่งขึ้นนะครับ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ 🙏🏻💙

02/04/2026

ซ้อมมาตั้งนาน ทำไมถึงไม่เก่งขึ้น?

Training กับ Practicing ต่างกันอย่างไร?

มันสำคัญอย่างไร และทำไมเราถึงต้องรู้?

คำตอบของปัญหานี้มักไม่ได้อยู่ที่ จำนวนชั่วโมงฝึกซ้อม
แต่คือเรากำลัง “Training” หรือ “Practice” อยู่กันแน่

2 คำนี้ฟังผ่าน ๆ อาจจะรู้สึกว่ามันก็เหมือน ๆ กัน
แต่ความเป็นจริงแล้ว ในรายละเอียดมันมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควรครับ

Training คือ การฝึกซ้อมเชิงระบบที่มีเป้าหมายชัดเจน
เพื่อพัฒนาพื้นฐานและศักยภาพของนักกีฬา
ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคนิค ร่างกาย หรือระบบประสาท

ลักษณะสำคัญของ Training คือ
• มีการวางแผนล่วงหน้า
• ควบคุมปริมาณและความเข้มข้น
• สามารถเก็บสถิติและวัดผลได้

ตัวอย่าง:
• การฝึกวิ่งตี Side to Side
• Footwork Drill แบบจับเวลา
• การทำ Strength & Conditioning เพื่อเพิ่มพื้นฐานความแข็งแรง

อ้างอิงจากหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา
การ Training คือกระบวนการกระตุ้นให้ร่างกายและระบบประสาทเกิดการปรับตัว (Adaptation) เพื่อยกระดับความสามารถในระยะยาว

ส่วนของ Practice คือ การนำทักษะที่นักกีฬามีอยู่ไป “ใช้งาน” ในสถานการณ์เกมจริง หรือใกล้เคียงกับสถานการณ์จริง

ลักษณะของ Practice:
• ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริง
• ไม่มีรูปแบบตายตัว
• เน้นวัดผลในเรื่องของ Performance การเล่น

ตัวอย่าง:
• การฝึก Rally
• การเล่น Match Play
• การจำลองสถานการณ์การเล่นต่าง ๆ

เป้าหมายหลักของ Practice คือ การให้นักกีฬารู้จักแผนการเล่น การแก้ไขปัญหา และการตัดสินใจในระหว่างการเล่น

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ทุกคนจะเห็นได้ว่า เราไม่สามารถฝึกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งได้ แต่ต้องนำทั้ง Training และ Practicing มาประกอบรวมกันให้เกิดความสมดุล

ให้ลองคิดว่า
Training คือ การติดเครื่องมือให้นักกีฬา
Practice คือ การฝึกใช้เครื่องมือให้เป็น

สิ่งสำคัญคือ การวางแผนอย่างมีเป้าหมายและมีระบบ
รวมถึงการเน้นเรื่อง คุณภาพมากกว่าปริมาณ
เราถึงจะเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนมากขึ้น

จากงานวิจัยด้าน Motor Learning และแนวคิด Deliberate Practice ได้มีการระบุไว้ว่า

“การฝึกซ้อมโดยไร้เป้าหมายและแผนการ ไม่สามารถนำไปสู่การพัฒนาได้”

ดังนั้นเราทุกคนควร Training และ Practicing ไปพร้อม ๆ กันนะครับ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ 🙏🏻💙

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok