26/06/2026
เมื่อผู้ใหญ่เรียนรู้ร่วมกัน เด็กจะเติบโตได้ดีกว่าเดิม
และเมื่อทั้งพื้นที่ร่วมกันเติบโต การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นได้จริง
...
TSQM-A จังหวัดศรีสะเกษ เชื่อว่า "คุณภาพของเด็กฮู่จักควม" คือผลลัพธ์ของระบบนิเวศทางการศึกษาที่ทุกคนมีส่วนร่วมสร้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ครู ศึกษานิเทศก์ หน่วยงานต้นสังกัด ชุมชน หรือภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ล้วนร่วมมือกันภายใต้บทบาทของ Core Team และ ทีม Coach ต้นสังกัด ทำหน้าที่เป็น พี่เลี้ยง ยืนเคียงข้างโรงเรียน และ พร้อมทำหน้าที่ Coach เพื่อพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ
เมื่อวันที่ 21-22 มิถุนายน 2569 PM มูลนิธิสยามกัมมาจลร่วมกับ Core Team โครงการ TSQM-A จังหวัดศรีสะเกษ จึงได้จัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพในการเป็น Coach เพื่อติดตามและพัฒนาโรงเรียนปีที่ 2
“พลังของการเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นจากหัวใจของผู้คน”
ท่ามกลางความท้าทายของการพัฒนาการศึกษา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้นได้ด้วยพลังของคนเพียงคนเดียว แต่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของผู้คนที่มีความเชื่อร่วมกัน มีเป้าหมายเดียวกัน และพร้อมที่จะก้าวเดินไปด้วยกัน ภาพของ Core Team และทีม Coach ต้นสังกัดในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงภาพของการอบรมหรือการประชุม หากแต่เป็นภาพสะท้อนของ “ชุมชนแห่งการเรียนรู้” ที่กำลังร่วมกันจุดประกายความหวังให้กับเด็กและเยาวชนของจังหวัดศรีสะเกษ
ทุกคนล้วนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการรับฟัง การเรียนรู้ การแบ่งปันประสบการณ์ หรือการลงมือทำเพื่อพัฒนาโรงเรียนให้ดียิ่งขึ้น ความรู้และทักษะที่ได้รับอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่สิ่งที่ทรงพลังยิ่งกว่าคือหัวใจของการเป็น Coach ที่พร้อมเดินเคียงข้าง สนับสนุน และเติมพลังให้ครูและโรงเรียนสามารถเติบโตได้ด้วยศักยภาพของตนเอง
การพัฒนาโรงเรียนไม่ได้วัดผลเพียงจากอาคารที่สวยงาม หรือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่านั้น แต่เกิดจากการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เด็กทุกคนรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ได้รับโอกาสในการเรียนรู้ และสามารถเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ต้องอาศัยความร่วมมือ ความเข้าใจ และความมุ่งมั่นจากทุกภาคส่วน ซึ่ง Core Team และทีม Coach คือพลังสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนให้มองเห็นเป้าหมายร่วมกัน
เมื่อเรา “คิดร่วม ทำร่วม และเติบโตไปด้วยกัน” ความรู้จะไม่หยุดอยู่เพียงในห้องประชุม แต่จะถูกส่งต่อไปสู่ห้องเรียน สู่ครู สู่เด็ก และขยายผลไปสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นวงจรแห่งการเรียนรู้ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน
ขอให้ทุกก้าวของการเดินทางครั้งนี้ เต็มไปด้วยพลังแห่งความหวัง ความเชื่อมั่น และความภาคภูมิใจในบทบาทของตนเอง เพราะทุกคำแนะนำ ทุกการรับฟัง และทุกการลงมือทำ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับเด็กศรีสะเกษ
และเมื่อเราหันกลับมามองเส้นทางที่ได้ร่วมกันสร้างไว้ เราจะค้นพบว่า สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่เพียงโรงเรียนที่เปลี่ยนแปลงไป แต่คือผู้คนที่เติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนั้น
“เมื่อหัวใจของผู้คนเชื่อมโยงกัน พลังแห่งการเรียนรู้จะงอกงาม และเมื่อพลังแห่งการเรียนรู้งอกงาม อนาคตของเด็กทุกคนก็จะเบ่งบานไปพร้อมกัน”
#กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา #กสศ ีสะเกษ
26/06/2026
เพราะการพัฒนาคุณธรรมไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากความร่วมมือของครู โรงเรียน ครอบครัว และชุมชน ที่ช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมให้เด็กได้เรียนรู้ เติบโต และค้นพบคุณค่าของตนเอง
“การกระตุ้นให้เด็กได้คิดเป็นสิ่งที่ดี ไม่ว่าจะเป็นกฎกติกาในห้องเรียน หรืออะไรหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากความคิดของเด็กเอง ซึ่งสิ่งนั้นมันจะเกิดขึ้นหากเราทุกคนช่วยกัน”
คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ.
พูดในช่วงนำเสนอผลลัพธ์ความสำเร็จ โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รักคุณธรรม การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมผ่านกลไก 4 + 6 โมเดล ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนและชุมชนทั้งระบบ (Whole School Approach) และการสะท้อนคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิ ในงานประชุมวิชาการ เวที Symposium : Small Spark from School to Better Community "ระบบนิเวศ นวัตกรรม คุณธรรม เปลี่ยนชุมชน" โครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมเพื่อส่งเสริมจรรยาบรรณวิชาชีพครูรัก(ษ์)ถิ่น วันที่ 6 มิถุนายน 2569
#กสศ #กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา #คุณภาพครู #ครูรักษ์ถิ่นรักคุณธรรรม
25/06/2026
คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น อยู่กับคนอื่นเป็น และมีความสุขในชีวิตเป็น
คุณลักษณะเหล่านี้จะทำให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยไม่แตกสลายไประหว่างทางเสียก่อน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาได้รับการเสริมสร้างทักษะสมอง EF-Exclusive Function ตั้งแต่ปฐมวัย และเมื่อ EF แข็งแรงพอ ย่อมส่งผลดีต่อพัฒนาการในวัยประถม ไปจนถึงวัยมัธยมหรือวัยรุ่น
“การที่จะให้เด็กหนึ่งคนเติบโตอย่างมีคุณภาพควรจะให้สมองของเขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาพรวมของ EF-Exclusive Function มันจะพูดถึงเรื่องการที่สมองส่วนหน้าของมนุษย์เราทำงานเพื่อที่จะกำกับหรือควบคุมอารมณ์ ควบคุมพฤติกรรม เพื่อที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ประสบความสำเร็จ ดังนั้น การจัดการสมองของมนุษย์จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ในโลกอนาคตอย่างมาก ในโลกที่ผันผวน เกิดความสับสนและความเปราะบางทางสังคม”
ผอ.รจนา ขอร่ม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโก จังหวัดศรีสะเกษ และอีกหมวกสำคัญคือประธานคณะทำงานส่งเสริม EF จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะสมอง EF ตั้งแต่ปฐมวัย
ด้วยเหตุนี้การพัฒนาทักษะ EF ตั้งแต่ปฐมวัย จึงเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้และการใช้ชีวิต ซึ่งผอ.รจนา มองว่าทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันผ่านการพัฒนาพ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้อำนวยการโรงเรียน คุณครู ระบบการเรียนรู้ ชุมชน ไปจนถึงภาพใหญ่อย่างนโยบายสาธารณะ เพื่อให้เด็กทุกคนได้ฝึกฝน EF อย่างต่อเนื่องในชีวิตจริง ซึ่งจะช่วยลดพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วง เช่น ติดจอ พัฒนาการล่าช้า พฤติกรรมการกลั่นแกล้งรังแกกัน ที่ส่งผลให้เด็กหลายคนมีความทุกข์ สับสน จนนำไปสู่ปัญหาความรุนแรงหรือการใช้สารเสพติดได้
“โรงเรียนเรามีโอกาสได้ดูแลเด็กตั้งแต่อนุบาล 1 หรือประมาณ 3 ขวบนะคะ เราทำงานกับผู้ปกครองชัดเจน ให้ผู้ปกครองเห็นภาพเดียวกันกับโรงเรียนว่า โรงเรียนทำอะไรและผู้ปกครองควรทำอะไรที่บ้าน เพื่อดูแลเด็ก 1 คนร่วมกัน ดังนั้นปัญหาเรื่องพฤติกรรมของเด็กเลยไม่ค่อยมี
และเพราะเราเป็นโรงเรียนจิตศึกษาอยู่แล้ว เรามองเห็นเด็กทุกคนดีงามหมด เขาพัฒนาตัวเขาเองได้ เพียงแต่ว่าเขามีฐานทุนมาไม่เท่ากัน เราค่อยๆ ปรับจูนคนที่ฐานทุนอาจจะอยู่ต่ำกว่าเพื่อนสักนิดนึง ทำยังไงเราจะจูงมือเขาขึ้นมาให้เท่าเทียมกับเพื่อน มันเลยทำให้เราไม่ค่อยเห็นพฤติกรรมเด็กที่เกเร บูลลี่คนอื่นนะคะ”
ผอ.รจนา ชวนทุกคนเชื่อมั่นในการเสริมสร้างทักษะ EF ว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยสู่พลเมืองคุณภาพของสังคมไทยในอนาคต และร่วมกันสนับสนุนให้ทุกโรงเรียนจัดการเรียนรู้ระดับปฐมวัยโดยคำนึงถึงการส่งเสริม EF และ Self
อ่านบทความ https://thepotential.org/social-issues/building-ef-in-early-childhood/
เรื่อง นฤมล ทับปาน
ภาพ ปริสุทธิ์
24/06/2026
“สมรรถนะ (Competency)” เกิดได้ในทุกหลักสูตร หากการเรียนรู้พาเด็กไปถึง 📊✨
.
การจัดการเรียนรู้โดยมุ่งให้เด็กเกิดสมรรถนะ (Competency) ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนหลักสูตรเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นเมื่อการเรียนรู้สามารถพาผู้เรียนไปสู่การลงมือคิด ลงมือทำ และนำความรู้ไปใช้ได้จริงในชีวิต
หากสังเกตจะเห็นว่า “ไม่ว่าจะหลักสูตร 2551 หรือหลักสูตร 2568 เป้าหมายของการศึกษาก็ยังคงเหมือนเดิม คือ การพัฒนาสมรรถนะ หรือการพัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพในการใช้ชีวิต คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น เพื่อเติบโตอย่างแข็งแรงในโลกอนาคต”
ภายในเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “สานพลังเครือข่าย TSQM-N ครั้งที่ 6” ณ ห้องประชุมรองศาสตราจารย์ประชีพ ชูพันธ์ อาคารเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช พื้นที่ขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช นายอรรถพล บัวทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบางเจริญ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กระบวนกรการจัดกิจกรรม Workshop "การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ" สะท้อนแนวคิดดังกล่าวผ่าน “แนวทางการจัดการเรียนการสอนฐานสมรรถนะ 6 แนวทาง” อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ซึ่งจะช่วยให้ครูสามารถปรับการสอนจากห้องเรียนเดิมไปสู่การสร้างผู้เรียนที่มีสมรรถนะได้อย่างเป็นรูปธรรม
📍แนวทางที่ 1 “ใช้งานเดิม เสริมสมรรถนะ” คือการนำบทเรียนเดิมมาปรับกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ลงมือทำมากขึ้น จากเดิมที่ครูสาธิตเพียงอย่างเดียวเปลี่ยนเป็นการแบ่งกลุ่ม ทดลอง และนำเสนอด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดทั้งทักษะการคิด การสื่อสาร และการทำงานร่วมกัน
📍แนวทางที่ 2 “ใช้งานเดิม ต่อเติมสมรรถนะ” คือการต่อยอดกิจกรรมเดิมให้เชื่อมโยงกับสถานการณ์จริง เช่น จากการสอนโจทย์คณิตศาสตร์เรื่องเงิน เปลี่ยนเป็นการสร้างสถานการณ์จำลอง “ตลาดสดในห้องเรียน” ให้เด็กฝึกซื้อขาย คิดเงิน และทอนเงินจริง ทำให้การเรียนรู้มีความหมายและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
📍แนวทางที่ 3 “ใช้รูปแบบการเรียนรู้ สู่การพัฒนาสมรรถนะ” เป็นการใช้กระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนคิด วิเคราะห์ และสะท้อนการเรียนรู้ด้วยตนเอง เช่น การใช้ CIPPA Model ให้ผู้เรียนศึกษาฉลากสินค้าจริง วิเคราะห์ข้อมูล อภิปราย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มากกว่าการเรียนผ่านใบงานเพียงอย่างเดียว
📍แนวทางที่ 4 “สมรรถนะเป็นฐาน ผสานตัวชี้วัด” คือการออกแบบการเรียนรู้โดยเริ่มจากสมรรถนะที่อยากให้ผู้เรียนเกิด แล้วจึงเชื่อมโยงเข้ากับตัวชี้วัดในหลักสูตร เช่น การเขียนเรียงความไม่ได้จบแค่การเขียนให้ถูกต้อง แต่เพิ่มกระบวนการตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิเคราะห์ และประเมินงานเขียนของตนเอง เพื่อพัฒนาการคิดและการสื่อสารอย่างลึกซึ้ง
📍แนวทางที่ 5 “บูรณาการ ผสานหลายสมรรถนะ” คือการออกแบบการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงหลายสาระ หลายทักษะ และหลายสมรรถนะเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเห็นความสัมพันธ์ขององค์ความรู้และนำสิ่งที่เรียนไปใช้ได้จริง ทั้งด้านการคิด การแก้ปัญหา และทักษะชีวิต
และ 📍แนวทางที่ 6 “สมรรถนะชีวิต ในกิจวัตรประจำวัน” คือการปลูกฝังสมรรถนะผ่านวิถีชีวิตประจำวันของเด็กทั้งขณะอยู่ในโรงเรียนและนอกโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบ การจัดการเวลา การสื่อสารอย่างเหมาะสม การใฝ่เรียนรู้ หรือการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ถือเป็นการฝึกใช้สมรรถนะในสภาพแวดล้อมจริงทำให้สมรรถนะไม่หยุดอยู่แค่การเรียนรู้ในชั้นเรียน แต่สะท้อนออกมาเป็นพฤติกรรมและความสามารถในการดำเนินชีวิตจริงได้
เห็นได้ว่าการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ ไม่ใช่เรื่องใหม่ของการศึกษาไทย แต่เป็นเป้าหมายที่ซ่อนอยู่ในทุกหลักสูตรมาโดยตลอด วันนี้การศึกษา ครู ผู้บริหาร ต้องเริ่มมองให้ชัดขึ้นว่า การเรียนรู้ที่แท้จริงต้องไม่หยุดอยู่ที่ความรู้ในห้องเรียน แต่ต้องพาผู้เรียนไปสู่การใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
#กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา #กสศ #หลักสูตรฐานสมรรถนะ
23/06/2026
ในวันที่เราถามอะไร AI ก็ตอบได้ภายในไม่กี่วินาที ห้องเรียนในฝันของคุณยังหน้าตาเหมือนเดิมอยู่ไหม? 🤔
คำถามที่สำคัญกว่าในวันนี้ไม่ใช่แค่ “เด็กใช้ AI เป็นหรือยัง?” แต่คือ “เด็กคิดเป็นและตั้งคำถามที่มีพลังเป็นไหม?” ห้องเรียนและการศึกษาในยุคนี้จึงต้องหล่อหลอมให้พวกเขาเติบโตเป็นมนุษย์ที่รู้จักตั้งคำถาม ใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ และไม่สูญเสียคุณค่าของความเป็นมนุษย์ไป
วารสาร Bottom-up Education ฉบับที่ 11 (มิถุนายน 2569) | คลื่นใหม่การศึกษา AI Trend ED เล่มนี้ จะพาทุกคนไปร่วมสำรวจบทบาทใหม่ของครูและการศึกษาไทยในวันที่โลกเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม
📖 ดาวน์โหลดและอ่านวารสารฉบับเต็มได้ที่นี่: https://iamkru.com/e-book-tsqm-v-11/ -df_15113/1/
#โครงการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง #กสศ
วารสารความเคลื่อนไหวการดำเนินงานโครงการ TSQM Bottom-up Education: ขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง VOL.11 - I Am Kru
เมื่อ AI ตอบได้ทุกคำถาม การศึกษาต้องสอนให้เด็ก “ตั้งคำถ… Continue reading วารสารควา....
22/06/2026
คณิตศาสตร์ คือ การมองเห็นความสัมพันธ์ของจำนวนมากกว่าการจำขั้นตอน ห้องเรียนที่ยอมรับวิธีคิดหลากหลาย ช่วยให้เด็ก “คิดเป็น” มากขึ้น 💭✨
ณ เวทีประชุมวิชาการ เสวนา และฝึกปฏิบัติการ “หลักสูตรฐานสมรรถนะ 68 : เคล็ดไม่ลับที่ครูทำถึง” นายกิตติศักดิ์ สารมะโน (ครูบาส) ครูผู้สอนคณิตศาสตร์ Pro Active โรงเรียนบ้านเขาชะโงก จังหวัดเพชรบูรณ์ วิทยากรนำกระบวนกิจกรรมจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์อย่างไร ให้บรรลุ Basic Literacy Functional Literacy และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ กล่าวว่า การสอนคณิตศาสตร์เพื่อให้เด็กเกิดสมรรถนะ ไม่ได้เกิดจากครูอธิบายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้คิด ลองผิดลองถูก ได้อธิบาย และสร้างความหมายด้วยตนเอง หัวใจสำคัญอยู่ที่ว่า “ครูจะทำอย่างไรให้ตัวเลขต่าง ๆ มีความหมายกับเด็กมากกว่าสัญลักษณ์ เพราะแต่ละคนมีพัฒนาการและพหุปัญญาต่างกัน”
โจทย์หนึ่งโจทย์มีความหมายต่อตัวเด็กในหลายมิติ อาทิ 25x28 หากเด็กตอบ 725 และครูเลือกที่จะตำหนิ โดยไม่ถามถึงวิธีคิด “ผิดอีกแล้ว ทำไมไม่ตั้งใจฟังครูสอน” อย่างแรกที่เด็กจะรู้สึกคือ เครียด สมองปิดกั้นการเรียนรู้ รู้สึกไม่อยากเรียนวิชาคณิตศาสตร์ กลับกันหากครูใช้วิธีนั่งข้าง ๆ และถามเด็กว่า “ครูอยากรู้ว่าหนูคิดอย่างไร ลองเล่าให้ครูฟังหน่อย” หรือ “มีวิธีไหนอีกไหมนะ” จะช่วยเปิดพื้นที่ให้เด็กได้สะท้อนกระบวนการคิดของตนเอง ซึ่งไม่ใช่การชี้ผิดชี้ถูก ทั้งยังไม่ทำลาย Self ไม่ทำให้สมองปิดกั้นการเรียนรู้ และไม่ทำให้เด็กอาย
ดังนั้น ครูควรวิเคราะห์การคิดของผู้เรียนให้เป็น feedback เพื่อให้เขามองเห็นความคิดของตนเอง ไม่ปล่อยให้สะสมความเข้าใจผิด จากนั้นเด็กจะค่อย ๆ ปรับความเข้าใจด้วยตนเองทีละขั้นตามลำดับ จนเกิดการเรียนรู้ เข้าใจคณิตศาสตร์ และเห็นคุณค่าในตัวเอง “เพราะคณิตศาสตร์ คือ การมองเห็นความสัมพันธ์ของจำนวนมากกว่าการจำขั้นตอน ห้องเรียนที่ยอมรับวิธีคิดหลากหลาย ช่วยให้เด็ก “คิดเป็น” มากขึ้น”
นายกิตติศักดิ์ สารมะโน (ครูบาส) ครูผู้สอนคณิตศาสตร์ Pro Active โรงเรียนบ้านเขาชะโงก จังหวัดเพชรบูรณ์
#กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา #กสศ #คณิตศาสตร์ProActive
19/06/2026
ผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่ต้องเปลี่ยนจาก“การสั่งการ”เป็น“การร่วมออกแบบการเรียนรู้”กับครู โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การพัฒนาเด็กสู่สมรรถนะที่พึงประสงค์
นายปัฐน์ศรัญย์ จิตต์ประยูร ผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนพินิจอนุสรณ์ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า บทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการพัฒนาสมรรถนะของครูและผู้เรียน เริ่มต้นจากการ “เปลี่ยนวิธีคิด” ใหม่ว่า การบริหารโรงเรียนไม่ใช่การสั่งการตามนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่คือการร่วมคิด ร่วมออกแบบ และร่วมสร้างการเรียนรู้ไปกับครู เพื่อให้การเรียนรู้ตอบโจทย์สำคัญที่สุด คือ “การพัฒนาเด็กให้เกิดสมรรถนะ”
บทบาทสำคัญของผู้บริหารสถานศึกษาคือการเป็นผู้สนับสนุนและหนุนเสริมให้ครูสามารถออกแบบการเรียนรู้และพัฒนาหลักสูตรได้อย่างมีคุณภาพ เพราะเมื่อครูทำงานได้ง่ายขึ้นและมีพลังในการจัดการเรียนรู้มากขึ้น ผลลัพธ์จะส่งต่อไปถึงห้องเรียนและเกิดการพัฒนากับผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
“ผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่ต้องเปลี่ยนจากการสั่งการเป็นการร่วมออกแบบการเรียนรู้กับครู โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การพัฒนาเด็กสู่สมรรถนะที่พึงประสงค์ เมื่อมองเป้าหมายชัดที่ตัวเด็ก การบริหาร การสนับสนุนครู และการจัดการเรียนรู้จะถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ผู้เรียนอย่างแท้จริง”
ขณะเดียวกัน การพัฒนาเด็กให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากโรงเรียนเพียงฝ่ายเดียว ครอบครัวคืออีกปัจจัยสำคัญที่ต้องร่วมมือกัน โรงเรียนจึงให้ความสำคัญกับการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน โดยเปิดพื้นที่ให้เข้ามามีบทบาทและตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็ก โดยมองว่าการสร้างสมรรถนะในชีวิตของเด็กจะเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ก็ต่อเมื่อโรงเรียนและครอบครัวร่วมกันขับเคลื่อนงานและมีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน
#รวมพลังขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง
17/06/2026
TSQM-N ระบบนิเวศแห่งการเกื้อกูล จากพลังเครือข่าย
“ว่ากันว่าการทำงานคนเดียวตามลำพังอาจไปได้เร็ว แต่การเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาให้เกิดผลจริงและยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยพลังของเพื่อนร่วมทางและเครือข่ายความร่วมมือที่ก้าวไปด้วยกัน”
จากเดิมที่การทำงานในโรงเรียนอาจขับเคลื่อนตามนโยบายแบบต่างคนต่างทำ โครงการ TSQM-N กำลังชวนทุกภาคส่วน “เปลี่ยนผ่านระบบ” สู่การทำงานเชิงเครือข่าย ที่เชื่อมโยงและคอยหนุนเสริมกันอย่างแท้จริง ผ่านการบริหารจัดการแนวราบ การกระจายนวัตกรรมทางวิชาการ และวัฒนธรรมการทำงานแบบล่างขึ้นบน ที่เปิดพื้นที่ให้โรงเรียนได้เรียนรู้จากกันและกัน ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมเติบโตไปด้วยกัน
หัวใจสำคัญของเครือข่ายนี้ คือการสร้าง Growth Mindset ร่วมกัน โดยมีโรงเรียนแกนนำทำหน้าที่ถ่ายทอดนวัตกรรม ขยายผลการเรียนรู้ และเชื่อมโยงพลังของโรงเรียนในพื้นที่ ขณะเดียวกัน หน่วยงานต้นสังกัดก็ทำหน้าที่เป็น “กัลยาณมิตร” ที่คอยหนุนเสริม นิเทศติดตามเชิงพัฒนา และช่วยทลายข้อจำกัดเชิงนโยบาย เพื่อให้โรงเรียนสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้อย่างคล่องตัว
ปัจจุบัน TSQM-N เชื่อมโยงเครือข่ายกว่า 26 กลุ่ม ครอบคลุมมากกว่า 400 โรงเรียน ใน 38 จังหวัด และมีผู้บริหารรวมถึงครูกว่า 2,000 คน ร่วมกันขับเคลื่อนการเรียนรู้บนเป้าหมายเดียวกัน คือการยกระดับผลลัพธ์ผู้เรียนทั้งด้าน Values, Attitudes, Skills และ Knowledge (V-A-S-K) ควบคู่กับแนวคิด Whole School Approach และ Thailand Zero Dropout
นอกจากนี้ เบื้องหลังการเติบโตของเครือข่ายยังมีองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยหนุนเสริมอย่างต่อเนื่อง ทั้งชุมชนการเรียนรู้ร่วมกัน (PLC/PLN) การเปิดวิสัยทัศน์ผ่าน Site Visit ระบบพี่เลี้ยงและการโค้ช (Coaching) รวมถึงการใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา (Data-Driven)
TSQM-N จึงไม่ใช่เพียงโครงการ แต่คือพื้นที่ของความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ และการเรียนรู้ร่วมกัน ที่ทำให้โรงเรียน ครู ผู้บริหาร มหาวิทยาลัย และหน่วยงานต้นสังกัด กลายเป็นเครือข่ายแห่งการเกื้อกูล ที่ช่วยกันสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนอย่างแท้จริง
#รวมพลังขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง
16/06/2026
เปิดพื้นที่ “ฮิมวังเมืองลำปาง” เสริมศักยภาพครูสู่การจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการ 🤝🏫
...
วันที่ 13-14 มิถุนายน 2569 Core Team จังหวัดลำปาง จัดกิจกรรม “หนุนเสริมวิชาการ TSQM-A Storyline, Storytelling & Design Thinking for Learning 2026” ภายใต้โครงการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงพื้นที่ (TSQM-A) จังหวัดลำปาง ณ มหาวิทยาลัยราชภัฎลำปาง ร่วมกับทีม PM มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต และสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยมีคณะครู ผู้บริหาร ในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 150 คน
🗣รศ.ดร.ปริเยศ สิทธิสรวง รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ประธานในพิธีกล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและพลังความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทางการศึกษาในจังหวัดที่เข้มแข็ง ในการร่วมกันผลักดันและขับเคลื่อนการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงต่อยอดการเรียนรู้ทั้ง 3 รูปแบบ 3 ห้องย่อยจากวิทยากร เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้และเป็นกลไกการพัฒนาสู่เป้าหมายการเป็นโรงเรียนพัฒนาตนเองสู่การยกระดับการเรียนรู้ผู้เรียนในทุกมิติ
💡ภายในงานทีมวิทยากรได้ออกแบบการจัดกิจกรรม Workshop แบ่งเป็น 3 ห้อง โดยเปิดพื้นที่ให้เลือกตามความสนใจและความต้องการของครูผู้เข้าร่วม ประกอบด้วย
ห้องที่ 1: “การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการด้วยรูปแบบ Storyline”
ห้องที่ 2: “Storytelling Lab: เรื่องเล่าจากพื้นที่ สู่พลังการเรียนรู้”
ห้องที่ 3: “ครูนักออกแบบการเรียนรู้ด้วย Design Thinking”
🗣นายธีรชาติ พงศ์นฤมิตร รองผู้อำนวยการโรงเรียนแจ้ห่มวิทยา จังหวัดลำปาง หนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ให้เสียงสะท้อนจากการเรียนรู้ว่า “การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมอง เปิดใจเรียนรู้จากบริบทที่หลากหลาย และได้แนวคิดการใช้ Storyline ในการออกแบบการเรียนรู้โดยนำชุมชนใกล้ตัวมาเป็นฐานการเรียนรู้ ช่วยให้นักเรียนเข้าใจบริบทของตนเองและเข้าถึงการเรียนรู้ในมิติต่าง ๆ ได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังเห็นถึงศักยภาพของการบูรณาการทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมเดียว ซึ่งช่วยลดความซ้ำซ้อนของการเรียนรู้ พร้อมปรับบทบาทครูจากผู้ถ่ายทอดความรู้มาเป็นผู้อำนวยความสะดวก และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมายมากยิ่งขึ้น”
สอดคล้องกับเป้าหมายของการจัดกิจกรรมที่ ผศ.ดร.วิยดา เหล่มตระกูล อาจารย์สังกัดสาขาวิชาวิธีวิทยาการวิจัยและการประเมิน คณะครุศาสตร์ ผู้รับผิดชอบโครงการฯ ได้กล่าวไว้ว่า เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา ครู และแกนนำวิชาการ ให้สามารถออกแบบการเรียนรู้เชิงบูรณาการด้วยแนวคิด Storyline, Storytelling และ Design Thinking เพื่อพัฒนาโรงเรียนสู่การเป็นโรงเรียนพัฒนาตนเองและศูนย์กลางการเรียนรู้ของพื้นที่ ยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนในทุกมิติ และส่งเสริมระบบดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่องและทั่วถึงต่อไป
#รวมพลังขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง #กสศ #การศึกษาลำปาง
12/06/2026
สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา
นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
เสด็จสู่สวรรคาลัย
น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า คณะทำงานสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา และโครงการTSQM กสศ.