01/05/2026
KRAC Newsletter Vol. 3 No.4
⚖️ ในระบบการบริหารภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความรับผิดชอบ การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินจึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยให้สังคมสามารถติดตามและทำความเข้าใจการใช้อำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งได้มากขึ้น
KRAC Newsletter ฉบับนี้ ชวนทุกท่านสำรวจบทบาทของ “การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน” ในการยกระดับความโปร่งใสของผู้มีอำนาจ ผ่านประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
👀 สำรวจระเบียบใหม่ของ ป.ป.ช. ที่พยายามพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการเปิดเผยข้อมูล
🧾 เจาะลึกกรณีศึกษาต่างประเทศ ที่ชี้ให้เห็นว่า การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินจะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อ “เข้าถึงได้ ตรวจสอบได้ และติดตามได้”
🔎 ทำความเข้าใจกลไกการยื่นและตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม
🎓 ชวนทำความเข้าใจ “กฎหมายต้านคอร์รัปชัน” ให้เห็นภาพทั้งระบบ ผ่านหลักสูตรออนไลน์จาก KRAC ที่ออกแบบมาเพื่อให้เรียนรู้และนำไปใช้ได้จริง
บัญชีทรัพย์สินจึงไม่ใช่เพียงเอกสารตามระเบียบ แต่เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้สังคมร่วมตั้งคำถามและติดตามการใช้อำนาจได้อย่างมีเหตุผล
อ่านต่อได้ที่ 👉🏻 https://drive.google.com/file/d/1u5v_Zi23cNV_ldrsAceyo3wSto-Sfw9E/view
Sending Knowledge, Ending Corruption Toge
29/04/2026
เปิดเผยแล้วตรวจสอบได้จริงหรือไม่? บทบาทของระบบเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินในการต้านคอร์รัปชัน
การทุจริตมักไม่ได้เกิดขึ้นต่อหน้าสาธารณะ หากเกิดขึ้นในพื้นที่ที่คนทั่วไปมองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินที่ถูกปกปิด ความสัมพันธ์ทางผลประโยชน์ที่ไม่ถูกเปิดเผย หรือการใช้อำนาจที่ตรวจสอบไม่ได้ และยิ่งสิ่งเหล่านี้ถูกซ่อนไว้มากเท่าใด โอกาสที่สังคมจะเข้าถึงความจริงก็ยิ่งลดลงเท่านั้น
KRAC Extract ประจำเดือนนี้ ชวนสำรวจบทบาทของ “การเปิดเผยรายได้ ผลประโยชน์ และทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่รัฐ” ผ่านรายงานเรื่อง “Anti-Corruption Agencies and Income, Interest and Asset Declaration (IIAD) Systems: An Overview of Good Practice Examples” โดย Miloš Resimić (2023) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การยื่นข้อมูลทรัพย์สินคือกลไกสำคัญที่ทำให้การใช้อำนาจรัฐสามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นรูปธรรม
โดยหลักการ ระบบการเปิดเผยรายได้ ผลประโยชน์ และทรัพย์สิน (Income, Interest and Asset Declaration: IIAD) ถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้ทรัพย์สินของผู้มีอำนาจถูกซ่อนไว้โดยไร้การตรวจสอบ และเพื่อลดโอกาสที่ตำแหน่งหน้าที่จะถูกใช้แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นรายได้ หนี้สิน การลงทุน หรือความเกี่ยวข้องทางธุรกิจ สิ่งที่ตามมาคือการตั้งคำถาม และทำให้เห็นความผิดปกติได้ชัดขึ้น
อย่างไรก็ตาม การให้เจ้าหน้าที่กรอกข้อมูลและยื่นแบบเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าระบบจะทำงานได้จริง หากไม่มีหน่วยงานที่ตรวจสอบข้อมูลเหล่านั้นอย่างจริงจัง ระบบก็อาจกลายเป็นเพียงระเบียบที่ดูเหมือนโปร่งใส แต่ไม่ก่อให้เกิดความโปร่งใสอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้ “หน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชัน” (Anti-Corruption Agencies: ACAs) จึงมีบทบาทสำคัญ ในหลายประเทศ หน่วยงานเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับข้อมูล แต่มีบทบาทในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การให้ความรู้แก่ผู้ยื่น การจัดเก็บข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้อง ไปจนถึงการดำเนินมาตรการเมื่อพบความผิดปกติ และการเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณะเข้าถึง
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ประสิทธิภาพของระบบไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเข้มงวดของกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการออกแบบระบบให้สอดคล้องกับศักยภาพของหน่วยงานและบริบทของประเทศ ในบางกรณี แม้จะกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากต้องยื่นข้อมูลทรัพย์สิน แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบกลับขาดบุคลากรหรือเครื่องมือในการตรวจสอบอย่างเพียงพอ ผลลัพธ์คือมีข้อมูลจำนวนมาก แต่ไม่สามารถนำไปใช้ตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นว่า การออกแบบระบบที่ใหญ่เกินศักยภาพของหน่วยงาน อาจทำให้ระบบไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกด้านหนึ่ง ความร่วมมือของผู้ยื่นแบบก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน หากกระบวนการมีความยุ่งยากหรือซับซ้อนเกินไป ผู้ยื่นอาจกรอกข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือทำไปเพียงเพื่อให้ผ่านขั้นตอน หลายประเทศจึงให้ความสำคัญกับการสื่อสาร เช่น การจัดทำคู่มือ วิดีโอ หรือช่องทางให้คำปรึกษา เพื่อช่วยให้ผู้ยื่นเข้าใจหน้าที่ของตนได้อย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น รวันดาใช้การสื่อสารผ่านวิทยุ ข้อความ SMS และสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อแจ้งขั้นตอนและกำหนดเวลา ขณะที่ยูเครนพัฒนาคอร์สออนไลน์และวิดีโอสอนการยื่นข้อมูล ส่วนโรมาเนียมีคู่มือและช่องทางให้คำปรึกษาโดยตรงสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะระบบที่ดีไม่ใช่เพียงทำให้คนเกรงกลัวต่อบทลงโทษ แต่ต้องทำให้เข้าใจว่าควรปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูกต้อง
เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการจัดการข้อมูล เทคโนโลยีนับว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมาก หลายประเทศพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดข้อผิดพลาดจากการกรอกข้อมูล และเพิ่มความปลอดภัยในการจัดเก็บข้อมูล ตัวอย่างที่ชัดเจนคือยูเครน ซึ่งพัฒนาระบบ e-declaration ที่สามารถตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูลได้ทันทีตั้งแต่ขั้นตอนการยื่นแบบ ขณะที่ลัตเวียใช้แบบฟอร์มที่ดึงข้อมูลจากฐานภาษีมาเติมล่วงหน้าเพื่อลดภาระผู้ยื่น และอาร์เจนตินาออกแบบระบบที่ไม่อนุญาตให้ส่งแบบหากยังกรอกข้อมูลไม่ครบ เทคโนโลยีจึงไม่ได้ช่วยเพียงเพิ่มความสะดวก แต่ยังช่วยให้ข้อมูลมีความถูกต้องและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ดี หัวใจของระบบยังอยู่ที่ “การตรวจสอบ” หากไม่มีการตรวจสอบ ข้อมูลทั้งหมดก็อาจถูกเก็บไว้โดยไม่มีการนำไปใช้จริง หลายประเทศใช้แนวทางคัดกรองตามความเสี่ยง โดยมุ่งตรวจสอบกรณีที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เจ้าหน้าที่ระดับสูง หน่วยงานที่มีโอกาสเกิดการทุจริต หรือกรณีที่มีข้อร้องเรียน นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบเชิงลึก เช่น การพิจารณาความสอดคล้องระหว่างรายได้ที่แจ้งกับรูปแบบการใช้ชีวิต หรือการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบทรัพย์สินที่แจ้งไว้ แนวทางเหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลสะท้อนความเป็นจริงได้มากขึ้น!
เมื่อพบความผิดปกติ ระบบที่ดีต้องมีผลตามมาที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการลงโทษทางวินัย การปรับ การปลดออกจากตำแหน่ง หรือการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ สิ่งสำคัญคือการทำให้เห็นว่าการไม่ปฏิบัติตาม มีผลตามมาอย่างแท้จริง เพราะเมื่อความผิดมีผลตามมา ก็จะช่วยลดพฤติกรรมทุจริตได้อย่างเป็นรูปธรรม
อีกกลไกหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญคือการเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณะเข้าถึง ในบางประเทศ เช่น ยูเครน มีการเผยแพร่ข้อมูลในรูปแบบที่ค้นหาและนำไปใช้ต่อได้ และเปิดให้เข้าถึงในรูปแบบ machine-readable รวมถึงผ่าน API (Application Programming Interface) ทำให้สื่อมวลชนและภาคประชาสังคมสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อได้ ขณะที่อินโดนีเซียเปิดเผยข้อมูลสรุปของผู้ดำรงตำแหน่งให้ค้นหาได้ผ่านเว็บไซต์ของหน่วยงาน แนวทางเหล่านี้ทำให้การเปิดเผยข้อมูลจึงไม่ใช่เพียงการเผยแพร่ แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้สังคมมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจรัฐ อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยต้องคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลควบคู่กันไปด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว ระบบการเปิดเผยทรัพย์สินจะเป็นเพียงสิ่งที่ทำให้ดูเหมือนโปร่งใส หรือช่วยให้สังคมตรวจสอบการใช้อำนาจได้จริง ขึ้นอยู่กับว่าระบบนั้นถูกนำไปใช้มากน้อยเพียงใด หากมีเพียงกฎหมาย แต่ไม่มีหน่วยงานที่ทำงานได้จริง มีการยื่นข้อมูลแต่ไม่มีการตรวจสอบ หรือมีข้อมูลจำนวนมากแต่ไม่ถูกนำไปใช้ ระบบก็ยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้
แต่หากทุกองค์ประกอบทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง การเปิดเผยทรัพย์สินจะเป็นสิ่งยืนยันว่าอำนาจรัฐต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบ และเจ้าหน้าที่รัฐต้องพร้อมรับผิดชอบต่อสังคมเสมอ
อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ https://knowledgehub.transparency.org/helpdesk/anti-corruption-agencies-and-income-interest-and-asset-declaration-iiad-systems
เรียบเรียงโดย ธนากาญจน์ กันทอง
#เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน #หน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชัน #ข้อมูลเปิด
24/04/2026
📍พบกับชุดซีรีส์บทความแนะนำหลักสูตรออนไลน์ “กฎหมายและมาตรการว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลเชิงปฏิบัติการ” โดยศูนย์ KRAC
⚖️ สัปดาห์นี้เราจะมาเเนะนำบทเรียนเรื่อง “การประเมินและบำบัดความเสี่ยงคอร์รัปชัน ในกระบวนการจัดทำร่างกฎหมายและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย” สอนโดย ผศ. ดร.พีรพัฒ โชคสุวัฒนสกุล คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กฎหมายเกี่ยวกับการต่อต้านคอร์รัปชันถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยและแลกเปลี่ยนในวงสนทนาอยู่เสมอ โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับนโยบายและการกำกับดูแลภาครัฐ
ซึ่งเรามักเห็นการถกเถียงเกี่ยวกับ “ข้อจำกัดของกฎหมาย” ไม่ว่าจะเป็นความไม่ครอบคลุมของบทบัญญัติที่ทำให้ไม่สามารถติดตาม ตรวจสอบ หรือเอาผิดผู้กระทำการคอร์รัปชันได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือแม้แต่การมี “ช่องว่างทางกฎหมาย” ที่เปิดโอกาสให้เกิดการคอร์รัปชันผ่านการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ในทางมิชอบ เช่น การเรียกรับผลประโยชน์ หรือการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง
ขณะเดียวกัน เรามักพบข้อเสนอแนะจำนวนมากที่มุ่งไปสู่การแก้ไขหรือปรับปรุงกฎหมาย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของกลไกการต่อต้านคอร์รัปชันให้ดียิ่งขึ้น เช่น การเสนอให้พัฒนากฎหมายด้านข้อมูลเปิดภาครัฐ (Open Data) เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลการทำงานของรัฐได้มากขึ้น
รวมถึงการปรับปรุงระเบียบหรือกระบวนการดำเนินโครงการของหน่วยงานภาครัฐให้เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งในฐานะผู้ร่วมตัดสินใจหรือผู้สังเกตการณ์ เพื่อเสริมสร้างการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการผลักดันกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส เพื่อให้ประชาชนสามารถร้องเรียนกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการคอร์รัปชันได้อย่างปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะมีทั้ง “การวิเคราะห์ปัญหา” และ “ข้อเสนอเพื่อปรับปรุงกฎหมาย” อยู่ไม่น้อย แต่สิ่งที่ยังถูกกล่าวถึงค่อนข้างจำกัดคือ “กระบวนการประเมินความเสี่ยงของกฎหมายต่อการคอร์รัปชัน” กล่าวคือ เมื่อมีการระบุว่ากฎหมายฉบับหนึ่งมีความเสี่ยงต่อการคอร์รัปชัน คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่ามีความเสี่ยงจริงหรือไม่ แต่ควรพิจารณาประเด็นที่ว่า ความเสี่ยงนั้นถูกประเมินอย่างไร เกิดขึ้นในขั้นตอนใดของกระบวนการ และมีระดับความรุนแรงมากน้อยเพียงใดร่วมด้วย
คำถามเหล่านี้อาจดูซับซ้อน และสร้างความสับสนให้กับประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือการประเมินความเสี่ยงเชิงนโยบาย แต่ในขณะเดียวกัน คำถามเหล่านี้ก็เป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบกฎหมายให้มีประสิทธิภาพ เพราะหากไม่สามารถระบุและอธิบายความเสี่ยงได้อย่างชัดเจน การแก้ไขกฎหมายก็อาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด
ในโอกาสนี้ KRAC จึงขอชวนผู้อ่านมาทำความรู้จักกับเครื่องมือสำคัญที่ช่วยทำให้ “ความเสี่ยงคอร์รัปชัน”สามารถมองเห็นและวิเคราะห์ได้อย่างเป็นระบบผ่านกรอบ “การประเมินและบำบัดความเสี่ยงคอร์รัปชัน (Corruption Risk Assessment and Treatment: CRAT)” ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อในหลักสูตรกฎหมายและมาตรการว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลเชิงปฏิบัติการ
โดยการประเมินและบำบัดความเสี่ยงคอร์รัปชัน หรือ CRAT เป็นกรอบแนวคิดที่ใช้ทั้งในกระบวนการจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย โดยมีรากฐานมาจากแนวคิดทางวิศวกรรมศาสตร์ที่เรียกว่า “การทดสอบแรงกระแทก” (Stress-test) ซึ่งใช้เพื่อทดสอบความทนทานของผลิตภัณฑ์ต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เช่นเดียวกัน
CRAT ถูกนำมาใช้เพื่อ “ทดสอบกฎหมาย” ว่าในทางปฏิบัติแล้วมีจุดใดที่อาจเป็นช่องว่างที่นำไปสู่การคอร์รัปชันได้ โดย CRAT จะช่วยทำให้เรามองเห็น “จุดเสี่ยง” ของกฎหมายจากการทำความเข้าใจกลไกการคอร์รัปชันที่อาจเกิดขึ้น และออกแบบมาตรการป้องกันหรือบรรเทาความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่า มีขั้นตอนสำคัญ 9 ขั้นตอน ดังนี้
1️⃣ การกำหนดขอบเขตและทำความเข้าใจกระบวนการ ด้วยการสร้างแผนผังกระบวนการ (Flowchart) เพื่อให้มองเห็นภาพรวมของกระบวนการทางกฎหมาย โดยระบุขั้นตอนสำคัญ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง กระบวนการตัดสินใจ และการใช้งานทรัพยากร
2️⃣ การระบุจุดเสี่ยงคอร์รัปชัน ด้วยการวิเคราะห์แผนผังกระบวนการเพื่อหา “จุดเสี่ยง” เช่น การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ การมีกฎระเบียบที่ไม่ชัดเจน หรือการขาดความโปร่งใส
3️⃣ การวิเคราะห์กลไกการเกิดคอร์รัปชัน เพื่อทำความเข้าใจว่าในแต่ละจุดเสี่ยง มีกระบวนการเกิดคอร์รัปชันอย่างไรในทางปฏิบัติ
4️⃣ การระบุผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและแรงจูงใจ ด้วยการระบุผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน รวมถึงแรงจูงใจที่อาจนำไปสู่การคอร์รัปชัน
5️⃣ การประเมินความน่าจะเป็นและผลกระทบ โดยประเมินความน่าจะเป็นของการเกิดคอร์รัปชันจากแรงจูงใจ โอกาส และมาตรการกำกับควบคุมคอร์รัปชันที่มีอยู่ และผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น ความเสียหายทางการเงิน หรือผลกระทบต่อสาธารณะ เพื่อจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง
6️⃣ การระบุมาตรการควบคุมที่มีอยู่ จากการสำรวจกฎหมาย กฎระเบียบ หรือแนวปฏิบัติในการป้องกันหรือตรวจจับความเสี่ยงคอร์รัปชันที่มีอยู่ และประสิทธิภาพของการบังคับใช้ในทางปฏิบัติ
7️⃣ การพัฒนามาตรการตอบโต้หรือบรรเทาความเสี่ยง จากการพิจารณาข้อมูลการประเมินความเสี่ยงคอร์รัปชันในขั้นตอนที่ 5 และการวิเคราะห์มาตรการควบคุมที่มีอยู่ในขั้นตอนที่ 6 โดยเน้นกรณีที่มีความเสี่ยงสูง คือ กรณีที่มีโอกาสเกิดคอร์รัปชันและมีผลกระทบสูง และให้ความสำคัญกับมาตรการด้าน “การป้องกัน” การเกิดคอร์รัปชัน
8️⃣ การวิเคราะห์ความคุ้มค่าของมาตรการ คือ การประเมินต้นทุนและความเหมาะสมของมาตรการควบคุมความเสี่ยงที่พัฒนา เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการที่ซับซ้อนหรือมีต้นทุนสูงเกินความจำเป็นในการดำเนินการ
9️⃣ การนำไปใช้และติดตามผล เป็นการนำผลการวิเคราะห์ CRAT ไปใช้ในกระบวนการออกกฎหมายหรือปรับปรุงกฎหมาย รวมถึงการติดตามประสิทธิผลของมาตรการ เพื่อประเมินความเสี่ยงคอร์รัปชันที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงมาตรการใหม่อีกครั้งให้เหมาะสมมากขึ้น
การนำกรอบ CRAT มาใช้ในการออกแบบหรือปรับปรุงกฎหมาย จึงเป็นการช่วยยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชันจาก “การแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว” ไปสู่ “การป้องกันเชิงรุก” ทำให้กฎหมายและการบริหารราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังช่วยให้มาตรการต่อต้านคอร์รัปชันมุ่งเป้าไปที่ปัญหาอย่างแท้จริง โดยไม่สร้างภาระที่ไม่จำเป็นต่อภาครัฐและประชาชน
ในอีกด้านหนึ่ง สำหรับประชาชน การทำความเข้าใจเครื่องมือในการออกแบบและประเมินผลของกฎหมายอย่าง CRAT จะช่วยให้เราสามารถพิจารณาและประเมินข้อมูลที่ได้รับได้อย่างรอบด้านมากขึ้น จากการมองเห็นจุดเสี่ยง โอกาส และผลกระทบของการเกิดคอร์รัปชันได้อย่างชัดเจน
รวมถึงในกรณีที่มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วม หรือเป็นผู้สังเกตการณ์ในกระบวนการจัดทำนโยบาย กฎหมาย กฎระเบียบ หรือการดำเนินงานของภาครัฐ ก็สามารถนำกรอบดังกล่าวมาใช้วิเคราะห์ช่องว่างและเสนอแนะแนวทางปรับปรุงได้อย่างมีเหตุผลและน่าเชื่อถือ
โดยสิ่งที่ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ในบทเรียนดังกล่าว ประกอบด้วย กระบวนการออกแบบ RIA เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลความเสี่ยงของการทุจริต และ 9 ขั้นตอนการใช้กรอบ CRAT ในการสร้างภูมิคุ้มกันทุจริต เพื่อช่วยให้การทำงานต่อต้านทุจริตจากเชิงรับเปลี่ยนเป็นการป้องกันเชิงรุก และช่วยสร้างระบบบริหารราชการที่มีประสิทธิภาพ
บทเรียนนี้จะช่วยให้เห็นภาพจริงของกระบวนการออกแบบวิธีประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายต้านทุจริต และเข้าใจกระบวนการประเมินและทดสอบกฎหมายเพื่อให้เกิดประสิทธิผลในทางปฏิบัติ ตลอดจนเรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือ RIA และ CRAT เพื่อสร้างระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ และน่าเชื่อถือมากขึ้น
บทความโดย: ศุภชัย เสถียรหมั่น
👉🏻 สมัครเรียน https://store.degree.plus/courses/krac-anti-corruption
✅เรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย !!
✅เรียนออนไลน์ได้ทุกที่ ทุกเวลา
✅ได้รับ Certificate หลังเรียนจบ
__________________________
📌 หลักสูตร “กฎหมายและมาตรการว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลเชิงปฏิบัติการ (Anti-Corruption Law and Policy: A Practical Curriculum) ” ได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และพัฒนาหลักสูตรร่วมกับ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Faculty of Law, Chulalongkorn University สำนักงาน ป.ป.ช. สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) และ HAND Social Enterprise
22/04/2026
“กรุงเทพธุรกิจ” และ ศูนย์ KRAC คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือนำเสนอข้อมูลเพื่อสร้างแนวทางการป้องกันปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยที่เป็นกับดักของประเทศ
สำหรับบทความชิ้นล่าสุดเป็นการนำเสนอประเด็นเข้าร่วม OECD ไทยต้องเปิดข้อมูลครอบคลุมรอบด้าน 'เข้าถึงได้ง่าย' ที่ชวนขบคิดเกี่ยวกับประเด็นการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐไทย ซึ่งถือเป็นต้นธารสำคัญในการปฏิรูปให้การบริหารราชการแผ่นดินมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองการสมัครเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่ม OECD
ทำไมการเปิดเผยข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญ และเราคนธรรมดาทำไมจึงจำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลภาครัฐให้มากขึ้น สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้เลยครับ
https://www.bangkokbiznews.com/blogs/economics/1229967
20/04/2026
[English Below] ต้อนรับต้นปี 2569 ด้วยการประชุมเชิงปฏิบัติการ “Open Data on Data-Driven Investigation” เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการต่อต้านคอร์รัปชันในระดับภูมิภาค
ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค (KRAC) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ Sinar Project จากประเทศมาเลเซีย บริษัท วีวิซ เดโม จำกัด บริษัท แฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด และ Transparency International Indonesia จัดกิจกรรมการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาค SEA-ACN ในหัวข้อ “Open Data on Data-Driven Investigation” ระหว่างวันที่ 30–31 มีนาคม 2569 ณ โรงแรม The Landmark Bangkok กรุงเทพมหานคร
การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้นักข่าวจากประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย รวมถึงภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านการต่อต้านคอร์รัปชันได้มาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการระบุและวิเคราะห์บุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง (Politically Exposed Persons: PEPs) ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและอาชญากรรมทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งเวทีนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลเปิดระดับภูมิภาคอีกด้วย
การประชุมตลอดสองวันแบ่งออกเป็น 4 ช่วงหลัก ได้แก่
1.การเสวนาภายใต้หัวข้อ “Why do PEPs matter for Anti-Money Laundering?”
2.การนำเสนอผลงาน
• การศึกษานิยามบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมืองในประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
• เว็บไซต์แพลตฟอร์มข้อมูลเปิด (Open Data Platform)
3.การประชุมเชิงปฏิบัติการ
4.กิจกรรมระดมความคิด
1.การเสวนาภายใต้ หัวข้อ Why do PEPs matter for Anti-money laundering
การเสวนาครั้งนี้มุ่งเน้นการอธิบายบทบาทสำคัญของบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมืองในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยชี้ให้เห็นว่าบุคคลกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ โดยการเสวนาดำเนินรายการโดย รศ. ดร. ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ KRAC ร่วมกับวิทยากรอีก 3 ท่าน ได้แก่ คุณสุปราณี สถิตชัยเจริญ จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นาย Aibek Turdukulov จากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และคุณ Nathaporn Eiamvittayakorn ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมทางการเงิน
2. การนำเสนอผลงาน
ในช่วงการนำเสนอผลการศึกษานิยามบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมืองในประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ตัวแทนจากบริษัท แฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด Sinar Project และ Transparency International Indonesia ได้นำเสนอผลการศึกษาผ่านการวิเคราะห์เปรียบเทียบนิยามของบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมืองในแต่ละประเทศ ทั้งนี้ การนำเสนอได้สะท้อนถึงความท้าทายสำคัญในการดำเนินการศึกษา ได้แก่ การเข้าถึงข้อมูลที่ยังมีข้อจำกัด ระบบข้อมูลที่กระจัดกระจาย และความยากลำบากในการระบุผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Ownership) รวมถึงบุคคลใกล้ชิดบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง
สำหรับหรับการนำเสนอเว็บไซต์แพลตฟอร์มข้อมูลเปิด (https://opendataforanticorruption.com/) ได้รับการนำเสนอโดยนายวิถี ภูษิตาศัย Technical Lead และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท วีวิซ เดโม จำกัด โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวพัฒนาขึ้นภายใต้โครงการ South-East Asia CSO Network (SEA-ACN): Open Data Standards for Anti-Corruption เว็บไซต์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการต่อต้านคอร์รัปชันผ่านการบูรณาการชุดข้อมูลต่าง ๆ และทำหน้าที่เป็นคู่มือเบื้องต้นสำหรับนักข่าวและภาคประชาสังคมที่สนใจศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง
อีกทั้ง ผู้เข้าร่วมได้ร่วมให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาแพลตฟอร์ม อาทิ การเพิ่มฟีเจอร์เชิงโต้ตอบ การรองรับหลายภาษา การพัฒนารูปแบบการแสดงผลข้อมูลให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น และการเสริมสร้างมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
อีกทั้ง ผู้เข้าร่วมได้ร่วมให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาแพลตฟอร์ม อาทิ การเพิ่มฟีเจอร์เชิงโต้ตอบ การรองรับหลายภาษา การพัฒนารูปแบบการแสดงผลข้อมูลให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น และการเสริมสร้างมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
3. การประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “จากชุดข้อมูลสู่ประเด็นสืบสวน: การสร้างเส้นทางการสืบสวนด้วยข้อมูล PEPs”
ในช่วงการประชุมเชิงปฏิบัติการ ผู้เข้าร่วมได้ร่วมทำกิจกรรมกลุ่มโดยใช้กรณีศึกษาจากประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เพื่อระบุบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเพื่อตรวจจับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
กิจกรรมดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันสร้างเส้นทางการสืบสวนผ่านการระบุบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง อีกทั้งยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนามาตรฐานข้อมูลบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน และการใช้เครื่องมือวิเคราะห์เพื่อเปิดเผยความเสี่ยงด้านการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อน
4. กิจกรรมระดมความคิด (Brainstorm Session)
ในช่วงการระดมความคิดเห็น ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายและโอกาสในการพัฒนาข้อมูลบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง และความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยข้อเสนอแนะสำคัญ ได้แก่ การปรับชุดข้อมูลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น มาตรฐานของคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (FATF) การพัฒนาฐานข้อมูลกลางที่สามารถเข้าถึงได้ การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามพรมแดน และการสร้างความตระหนักรู้ของสาธารณชนผ่านสื่อและเครื่องมือดิจิทัล.
ในท้ายที่สุด การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคภายใต้เครือข่าย Southeast Asia Anti-Corruption Network for CSOs (SEA-ACN) โดยตอกย้ำบทบาทของข้อมูลเปิดและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนความโปร่งใสและความรับผิดชอบในสังคม
SEA-ACN Kicks Off 2026 with Open Data Investigation Workshop for CSOs
The Knowledge Hub for Regional Anti-Corruption and Good Governance Collaboration (KRAC), in collaboration with Sinar Project, WeVis , HAND Social Enterprise, Transparency International Indonesia, successfully organized the SEA-ACN: Open Data on Data-Driven Investigation Workshop on 30–31 March 2026 at The Landmark Hotel Bangkok.
The workshop brought together journalists and civil society actors working on anti-corruption investigations to strengthen their capacity in identifying and analyzing Politically Exposed Persons (PEPs). By enhancing understanding of PEPs, participants were better equipped to detect red flags related to money laundering and financial crimes. The workshop also served as a platform to gather feedback on the regional Open Data Platform to support its ongoing development.
The two-day workshop was structured around four main sessions:
Panel Discussion: Why do PEPs matter for Anti-money laundering?
Output Presentations
Study on the Definition of PEPs in Thailand, Malaysia, and Indonesia
Regional Open Data Platform Website
Interactive Workshop Session
Brainstorming Session
1. Panel Discussion: Why do PEPs matter for Anti-money laundering?
The panel discussion highlighted the critical role of PEPs within anti-money laundering (AML) frameworks, emphasizing that PEPs represent higher-risk individuals requiring enhanced scrutiny. Moderated by Assoc. Prof. Dr. Torplus Yomnak, the session featured distinguished speakers including Ms. Supranee Satitchaicharoen (Anti-Money Laundering Office, Thailand), Mr. Aibek Turdukulov (UNODC), and Ms. Nathaporn Eiamvittayakorn (Financial Crime Expert).
2. Output Presentations
During the Output Presentations, representatives from HAND Social Enterprise (Thailand), Sinar Project (Malaysia), and Transparency International Indonesia shared findings from their comparative study on PEP definitions. The presentations highlighted key challenges, including limited data accessibility, fragmented information systems, and difficulties in identifying beneficial ownership and close associates.
The output introduced a regional Open Data Platform (https://opendataforanticorruption.com/), presented by Mr. Withee Poositasai, Co-founder and Technical Lead of WeVis. The platform was developed under the South-East Asia CSO Network (SEA-ACN): Open Data Standards for Anti-Corruption project. It aims to support anti-corruption efforts by integrating datasets and providing tools for investigation and capacity building, particularly in relation to Politically Exposed Persons (PEPs). Participants also provided valuable feedback to improve the platform’s usability, including recommendations for interactive features, multilingual support, enhanced data visualization, and stronger data privacy safeguards.
3. Interactive Workshop Session on Building an Investigation Trail with PEPs
Participants engaged in group exercises using case studies from Thailand, Malaysia, and Indonesia to identify PEPs, map relationships, detect red flags, and build investigation pathways. The session reinforced the importance of standardized data, collaborative approaches, and the use of analytical tools to uncover corruption risks and conflicts of interest.
4. Brainstorming Session on key challenges and opportunities related to PEPs data and regional collaboration
Participants discussed strategies to improve PEPs data standards and strengthen regional collaboration. Key recommendations included aligning with international standards such as FATF, developing centralized and accessible databases, enhancing cross-border data sharing, and strengthening public awareness through media and digital tools.
To conclude, this workshop marks an important step in strengthening regional collaboration under the Southeast Asia Anti-Corruption Network (SEA-ACN), reinforcing the role of open data and multi-stakeholder engagement in advancing transparency and accountability.
09/04/2026
⚖️ รู้กฎหมาย เห็นระบบ: จุดเริ่มต้นของการต่อต้านคอร์รัปชัน
งานศึกษาด้านการคอร์รัปชันจำนวนมากชี้ตรงกันว่าคอร์รัปชันเป็นปัญหาเชิงระบบที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างอำนาจ เศรษฐกิจ และสถาบันทางสังคม โดยธนาคารโลก (World Bank) อธิบายว่า ความไม่สมดุลของอำนาจและความอ่อนแอของสถาบัน เป็นปัจจัยที่ทำให้กลไกการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพและความโปร่งใสส่งผลให้ยากต่อการควบคุมหรือป้องกันการทุจริตอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จึงเสนอร่วมกันว่าการแก้ปัญหาคอร์รัปชันต้องอาศัยมาตรการและกลไกที่หลากหลายควบคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมาย การออกแบบนโยบายเชิงป้องกัน การเปิดเผยข้อมูล และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเน้นย้ำเรื่องการส่งเสริมความรู้ทางกฎหมาย กฎระเบียบและกลไกของรัฐให้แก่ประชาชน เพราะกลไกต่างๆ จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อประชาชนเข้าใจกฎหมาย
สอดคล้องกับงานศึกษาของ World Justice Project ที่ชี้ให้เห็นว่าความสามารถในการเข้าใจและใช้กฎหมายมีผลโดยตรงต่อศักยภาพในการแก้ไขปัญหาและการใช้สิทธิอย่างถูกต้อง ซึ่งช่วยให้ประชาชนวิเคราะห์ปัญหาคอร์รัปชันได้อย่างเป็นระบบ สามารถระบุพฤติกรรมหรือความผิดปกติที่เข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย ตลอดจนเข้าใจหน้าที่ อำนาจ และความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายในกระบวนการทางกฎหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ที่สำคัญ ความรู้ทางกฎหมายทำให้เราแยกได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ใครควรรับผิดชอบ และระบบควรเป็นอย่างไร นำไปสู่การร้องเรียน ตรวจสอบ และใช้สิทธิของตนเอง ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนบทบาทของความรู้ทางกฎหมายได้ชัดเจน เช่น หากประชาชนเข้าใจหลักการแข่งขันและข้อกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ก็จะสามารถตั้งข้อสังเกตต่อ TOR หรือกระบวนการประมูลที่ผิดปกติได้อย่างสมเหตุสมผล
หรือหากประชาชนเข้าใจหลักเกณฑ์การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชื่อมโยงเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือความผิดปกติอื่นๆ ได้รวมถึงกรณีอาคาร สตง. ถล่ม ซึ่งทำให้สังคมร่วมกันตั้งคำถามต่อความผิดปกติในหลายด้าน โดยจุดแข็งของคำถามเหล่านี้อยู่ที่การเชื่อมโยงเหตุการณ์เข้ากับกรอบกฎหมาย เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง มาตรฐานการก่อสร้าง หรือบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล
อย่างไรก็ดี ในมุมมองของประชาชน การทำความเข้าใจกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเนื้อหามีความซับซ้อนและกระจายอยู่ในหลายกฎหมายและหน่วยงาน เช่นกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตจะกำหนดความผิดและอำนาจของหน่วยงานตรวจสอบ ขณะที่กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐวางกรอบเกณฑ์การแข่งขันที่โปร่งใส และยังมีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการใช้อำนาจโดยมิชอบซึ่งบางส่วนไม่ได้ระบุไว้ในกฎหมายโดยตรง แต่ปรากฏอยู่ในระเบียบหรือแนวปฏิบัติของแต่ละหน่วยงาน ทำให้ระบบกฎหมายโดยรวมดูซับซ้อนและเข้าถึงยาก แม้ว่าจะมีความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมตรวจสอบการทุจริตในสังคมก็ตาม
ดังนั้น โจทย์สำคัญของหลักสูตร KRAC ในปีที่ 2 คือการช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทบาทของกฎหมาย เครื่องมือ และกลไกสำคัญในการป้องกันการทุจริตในสังคมไทย และนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ศูนย์ KRAC จึงได้พัฒนาหลักสูตรออนไลน์ “กฎหมายและมาตรการว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลเชิงปฏิบัติการ” ให้ทุกคนเรียนฟรีได้ที่ https://store.degree.plus/courses/krac-anti-corruption พร้อมรับประกาศนียบัตรจากจุฬาฯ
หลักสูตรนี้พัฒนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากคณะเศรษฐศาสตร์ และคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ สำนักงาน ป.ป.ช. สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) และ HAND Social Enterprise ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจภาพรวมของปัญหาคอร์รัปชันและโครงสร้างกฎหมายไทยอย่างเป็นระบบ ผ่าน 5 บทเรียน โดยใช้เวลาเรียนบทละไม่เกิน 45 นาที
เนื้อหามุ่งเน้นบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงาน ป.ป.ช. และการนำกฎหมายไปใช้จริงในภาครัฐ รวมถึงการทำความเข้าใจหลักนิติธรรมซึ่งเป็นแกนสำคัญของความโปร่งใส พร้อมเครื่องมือวิเคราะห์ เช่น การประเมินความเสี่ยงคอร์รัปชัน (CRAT) และการประเมินผลกระทบของกฎหมาย (RIA) ที่ช่วยระบุจุดเสี่ยงและประเมินผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนบทบาทของเทคโนโลยี ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการยกระดับการป้องกันและตรวจสอบการทุจริตในสังคม
นอกจากนี้ หลักสูตรยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนพัฒนาความรู้สู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะในบริบทที่ประเทศไทยได้สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD การทำความเข้าใจมาตรฐานเหล่านี้จึงเป็นการเตรียมความพร้อมของคนในสังคมให้สอดคล้องกับทิศทางการต่อต้านคอร์รัปชันของประเทศ เมื่อประชาชนและผู้ปฏิบัติงานมีความรู้ความเข้าใจในกรอบกฎหมายสากล ก็จะสามารถมีส่วนร่วมผลักดันหลักการดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริงในบริบทของประเทศไทย
หลักสูตรนี้จึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการถ่ายทอดความรู้ทางกฎหมาย หากยังส่งเสริมให้ประชาชนใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ ตั้งคำถาม และติดตามตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อคนในสังคมมีความเข้าใจในกฎหมายเพิ่มขึ้น การตรวจสอบจะไม่จำกัดอยู่ที่ภาครัฐเท่านั้น แต่จะขยายไปสู่บทบาทของประชาชนที่มีส่วนร่วมกำกับให้กฎระเบียบถูกบังคับใช้อย่างแท้จริง และเป็นจุดเริ่มต้นของการมีส่วนร่วมเพื่อต่อต้านคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน
บทความโดย: สุภัจจา อังค์สุวรรณ
ภาพประกอบ: ธนากาญจน์ กันทอง
ที่มาบทความ: หนังสือพิมพ์แนวหน้าออนไลน์
____________
📍ชุดซีรีส์บทความแนะนำคอร์สต่อต้านคอร์รัปชันโดยศูนย์ KRAC
👉🏻 ผู้สนใจ สามารถสมัครเรียนออนไลน์ได้ที่ https://store.degree.plus/courses/krac-anti-corruption
07/04/2026
“กรุงเทพธุรกิจ” และ ศูนย์ KRAC คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือนำเสนอข้อมูลเพื่อสร้างแนวทางการป้องกันปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยที่เป็นกับดักของประเทศ
สำหรับบทความแรกเป็นการนำเสนอประเด็น "เปิดบัญชีทรัพย์สิน 'นักการเมือง' ต้องเปิดทันที ประชาชนตรวจสอบได้" ที่ชวนตั้งคำถามต่อ "ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการยื่นการรับและการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน พ.ศ.2569" ซึ่งเป็นระเบียบที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพิ่งประกาศใช้เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การแสดงบัญชีทรัพย์สินของนักการเมือง
ทำไมระเบียบฉบับใหม่นี้ยังไม่ตอบโจทย์เรื่องการเปิดเผยข้อมูลนักการเมืองสู่สาธารณะ สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้เลยครับ
https://www.bangkokbiznews.com/economics/1228300
03/04/2026
KRAC Newsletter Vol. 3 No.3
⚖️ ในโลกที่การต่อต้านคอร์รัปชันไม่อาจพึ่งพาเพียง “เจตจํานง” แต่ต้องอาศัย “กฎหมาย กลไก และกระบวนการที่เข้มแข็ง” เป็นฐานสําคัญ
KRAC Newsletter ฉบับนี้ ชวนทุกท่านสํารวจบทบาทของ “กฎหมาย” ในการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันอย่างรอบด้าน เริ่มต้นด้วย
👀 สำรวจกรอบกฎหมายไทย เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบอย่างไร
🧑🏻⚖️ ออกแบบระบบ อย่างไรให้ศาลเป็นอิสระ แต่ยังตรวจสอบได้?
🔎 แนะนำครื่องมือ “การประเมินความเสี่ยงคอร์รัปชันในกฎหมาย (CRAT)” หนึ่งในไฮไลต์ของหลักสูตร KRAC
🎓 ชวนเรียนหลักสูตรกฎหมายต้านโกง หลักสูตรใหม่แกะกล่องจาก KRAC
✅ เรียนฟรี ทางออนไลน์ รับ Certificate จากจุฬาฯ เมื่อเรียนจบ
อ่านต่อได้ที่ 👉🏻 https://drive.google.com/file/d/1bJEIJi3k0lKxMb001qMjgq3edBF0Q4-l/view?usp=drive_link
Sending Knowledge, Ending Corruption Together! 🤝