08/04/2026
ทำไม “30 วัน” ถึงสำคัญในการฝึกวินัยและความรับผิดชอบ
สำหรับลูกวัย 7–12 ขวบ
ช่วงวัย 7–12 ปี คือช่วงที่เด็กเริ่ม “คิดเป็นระบบ” มากขึ้น
เริ่มเข้าใจกฎ กติกา หน้าที่ และผลลัพธ์ของการกระทำ
นี่คือช่วงเวลาทอง…
ที่พ่อแม่สามารถ “วางรากฐานนิสัยชีวิต” ให้ลูกได้จริง
และคำถามคือ…
ทำไมต้อง 30 วัน?
1. เพราะ “นิสัย” ต้องใช้เวลา ไม่ใช่คำสั่ง
การบอกลูกว่า
“ต้องมีวินัยนะ”
“ต้องรับผิดชอบนะ”
👉 ไม่เพียงพอ
สมองของเด็กจะเรียนรู้ผ่าน
การทำซ้ำ + ประสบการณ์จริง
30 วัน = ช่วงเวลาที่เพียงพอให้
• พฤติกรรมใหม่เริ่ม “คุ้นเคย”
• สมองเริ่มสร้างเส้นทางการเรียนรู้ใหม่
• ลูกเริ่มทำได้โดยไม่ต้องเตือนตลอด
2. วัยนี้ “สมองส่วนควบคุมตัวเอง” กำลังพัฒนา
เด็กวัยนี้กำลังพัฒนา EF (Executive Functions) เช่น
• การยับยั้งชั่งใจ
• การวางแผน
• ความจำเพื่อใช้งาน
• การควบคุมอารมณ์
👉 การฝึกต่อเนื่อง 30 วัน
จะช่วย “เร่งการเชื่อมโยงของสมอง” ให้แข็งแรงขึ้น
3. 30 วัน ช่วยเปลี่ยนจาก “ถูกสั่ง” → “ทำได้เอง”
ช่วงแรก ลูกอาจทำเพราะพ่อแม่เตือน
แต่เมื่อทำซ้ำทุกวัน…
เด็กจะเริ่ม
• จำหน้าที่ตัวเองได้
• รู้ว่าควรทำอะไรโดยไม่ต้องบอก
• เกิดความภูมิใจในตัวเอง
👉 นี่คือจุดเริ่มของ “วินัยจากภายใน”
4. เพราะความรับผิดชอบ ต้อง “ฝึกจริง”
ความรับผิดชอบ ไม่ได้เกิดจากการสอนอย่างเดียว
แต่เกิดจากการที่ลูก…
• ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง
• ได้พลาด
• ได้แก้ไข
• ได้เห็นผลลัพธ์จริง
30 วัน = โอกาสให้ลูกได้ “ลองครบวงจร”
5. ถ้าไม่ฝึกช่วงนี้…จะยากขึ้นในวัยรุ่น
เด็กที่ไม่ถูกฝึกวินัยและความรับผิดชอบ
มักจะมีปัญหาในอนาคต เช่น
• ไม่ทำตามกติกา
• ผัดวันประกันพรุ่ง
• ควบคุมตัวเองยาก
• โทษคนอื่น ไม่รับผิดชอบ
👉 วัยรุ่น = แก้ยากกว่าวัยเด็กหลายเท่า
6. 30 วัน คือ “จุดเริ่มต้น” ไม่ใช่จุดจบ
อย่าเข้าใจว่า 30 วันแล้วลูกจะเปลี่ยนทันที
แต่ 30 วันคือ
✔ จุดเริ่มของนิสัย
✔ จุดตั้งต้นของวินัย
✔ จุดสร้างความเชื่อมั่นในตัวลูก
ตัวอย่างสิ่งที่ฝึกใน 30 วัน (วัย 7–12 ปี)
• จัดกระเป๋าเอง
• ทำการบ้านตามเวลา
• เก็บของใช้ส่วนตัว
• ช่วยงานบ้านง่ายๆ
• รับผิดชอบหน้าที่ประจำวัน
👉 เน้น “สม่ำเสมอ มากกว่าสมบูรณ์แบบ”
“ลูกจะมีวินัย ไม่ใช่เพราะพ่อแม่เข้มงวด
แต่เพราะพ่อแม่ ‘สม่ำเสมอ’”
“ลูกจะมีความรับผิดชอบ ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ
แต่เพราะเขา ‘ได้ฝึก และได้ลองทำจริง’”
05/04/2026
😌
“ปิดเทอมแล้ว เลื่อนชั้นแล้ว ทำไมลูกยังอ่านไม่ออก
เขียนไม่ได้” คำถามคือ
❎ลูกกลับบ้านไปเคยพาอ่านพาสะกดพาทบทวนบ้างไหม
❎เคยเปิดดูสมุด หนังสือ การบ้านลูกไหม
❎เคยติดตาม สอบถาม ปรึกษากับคุณครูที่โรงเรียนไหม มาโรงเรียนเพื่อสอบถาม ปรึกษา พูดคุยล่าสุดเมื่อไหร่
❎เคยสนใจ สอบถาม จัดตารางเรียนลูกไหม
❎เติมเน็ตให้ เล่นแต่มือถือ ไถแต่ติ๊กต๊อกไหม
❎เสาร์อาทิตย์ พาลูกทำกิจกรรมอะไรไหม พาเล่า พาคุย เล่านิทานหลังมื้อเย็นเหมือนสมัยคุณปู่ คุณตา คุณย่า คุณยายทำให้สมัยก่อนบ้างไหม
❎เข้านอนและหลับพร้อมลูกครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ หรือปล่อยลูกหลับคาจอมือถือไป
“คำตอบ โทษครู โทษโรงเรียน”
03/03/2026
🙏😇
🪷🌝 3 มีนาคม วันมาฆบูชานี้ ขอเชิญพี่น้องชาว กทม. มาเวียนเทียนด้วยต้นไม้ กันแบบแลนด์สไลด์ 🪴
😇ทำบุญวิถีใหม่ ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ช่วยลดมลพิษ ลดขยะ แถม เพิ่มพื้นที่สีเขียว
มาสร้างบุญวิถีใหม่ สร้างอากาศสะอาดให้กรุงเทพฯ ของเรา เป็นเมืองน่าอยู่🌳
📍ใครอยู่เขตไหน เช็กรายชื่อวัดได้เลย
เขตพระนคร
• วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร
• วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร
• วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร
• วัดสามพระยา
• วัดบุรณศิริมาตยาราม
เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย
• วัดสุนทรธรรมทาน (วัดแคนางเลิ้ง)
เขตสัมพันธวงศ์
• วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร
เขตดุสิต
• วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร
• วัดจอมสุดาราม
• วัดแก้วฟ้าจุฬามณี
เขตบางกอกใหญ่
• วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
• วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร
• วัดดีดวด
• วัดท่าพระ
เขตบางกอกน้อย
• วัดเจ้าอาม
• วัดไซยทิศ
• วัดใหม่ยายแป้น
• วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
• วัดชิโนรสารามวรวิหาร
เขตธนบุรี
• วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร
• วัดเวฬุราชิณ
เขตคลองสาน
• วัดทองนพคุณ
• วัดพิชัยญาติการาม วรวิหาร
เขตราชเทวี
• วัดอภัยทายาราม
เขตพญาไท
• วัดไผ่ตัน
เขตภาษีเจริญ
• วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
• วัดนางชี พระอารามหลวง
• ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย
• วัดกำแพงบางจาก
• วัดอ่างแก้ว
เขตบางแค
• วัดบุณยประดิษฐ์
เขตหนองแขม
• วัดอุดมรังสี
เขตบางพลัด
• วัดเพลง
• วัดทอง
เขตตลิ่งชัน
• วัดไก่เตี้ย
• วัดกาญจนสิงหาสน์วรวิหาร (วัดทอง)
เขตทวีวัฒนา
• วัดวิศิษฏ์บุญญาวาส
• วัดโกมุทพุทธรังสี
• วัดปุรณาวาส
• วัดอุดมธรรมวิมุตติ
เขตราษฎร์บูรณะ
• วัดประเสริฐสุทธาวาส
เขตทุ่งครุ
• วัดหลวงพ่อโอภาสี
• วัดพุทธบูชา
เขตบางบอน
• วัดบางบอน
• วัดนินสุขาราม
เขตบางขุนเทียน
• วัดสะแกงาม
• วัดกำแพง (150 ต้น)
เขตบางรัก
• วัดมหาพฤฒาราม วรวิหาร
เขตสาทร
• วัดบรมสถล(วัดดอน)
• วัดสุทธิวราราม
เขตปทุมวัน
• วัดชัยมงคล
• วัดบรมนิวาส
เขตยานนาวา
• วัดดอกไม้
เขตบางคอแหลม
• วัดเรืองยศ
• วัดไทร
เขตห้วยขวาง
• วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
เขตสวนหลวง
• วัดปากบ่อ
เขตคลองเตย
• วัดสะพาน
• วัดคลองเตยนอก
เขตพระโขนง
• วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร
เขตวัฒนา
• วัดภาษี
• วัดธาตุทอง
เขตประเวศ
• วัดแก้วพิทักษ์เจริญธรรม
• วัดทุ่งลานนา
• วัดทุ่งเศรษฐี
เขตบางเขน
• วัดพระศรีมหาธาตุวรวิหารบางเขน
เขตบางซื่อ
• วัดบางโพ
• วัดมัชฌันติการาม (วัดน้อย)
เขตหลักสี่
• วัดหลักสี่
เขตดอนเมือง
• วัดสายอำพันธ์เอมสาร
• วัดดอนเมือง
เขตสะพานสูง
• วัดลาดบัวขาว (ราชโยธา)
เขตสายไหม
• วัดหนองใหญ่
เขตบางกะปิ
• วัดไกรสีห์
• วัดบึงทองหลาง
เขตคลองสามวา
• วัดสัมมาชัญญาวาส
• วัดสุทธิสะอาด
เขตลาดพร้าว
• วัดสาครสุ่นประชาสรรค์
• วัดลาดปลาเค้า
• วัดลาดพร้าว
เขตบึงกุ่ม
• วัดบางเตย
• วัดพิชัย
เขตจตุจักร
• วัดเสมียนนารี
• วัดเทวสุนทร
• สวนโมกข์กรุงเทพ
เขตจอมทอง
• วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร
• วัดนางนองวรวิหาร
• วัดบางประทุนนอก
เขตดินแดง
• วันกุนนทีรุทธาราม
เขตบางนา
• วัดบางนานอก
เขตลาดกระบัง
• วัดสุทธาโภชน์
• วัดลาดกระบัง
เขตวังทองหลาง
• วัดสามัคคีธรรม
เขตมีนบุรี
• วัดแสนสุข
• วัดบำเพ็ญเหนือ
เขตคันนายาว
• วัดคลองครุ
เขตหนองจอก
• วัดป่ามงคลสุนาถวนิชย์กุล
หรือ เช็กรายชื่อวัดอื่นๆ ในจังหวัดใกล้เคียงที่เข้าร่วมกว่า 300 แห่งได้ที่นี่ https://bit.ly/maka69
🙏ขอบคุณ กล้าไม้สวยๆ จาก #สำนักสิ่งแวดล้อมกทม. , กองทุนเจ้าภาพต้นไม้สร้างถิ่นรมณีย์ โดยมูลนิธิปลูกต้นไม้ปลูกธรรมะ และ กลุ่มจิตอาสาเพาะกล้าไม้ตามแนวทางเกษตรอินทรีย์
#ทำบุญวิถีใหม่ #เวียนเทียนด้วยต้นไม้ #ลดฝุ่น #ปลูกต้นไม้ปลูกธรรมะ #สสส #กทม
16/02/2026
🧐🤨😏
📚😓 ทำไมเด็กยุคนี้ถึง “สอนยากขึ้น”?
ไม่ใช่เพราะเด็กไม่ดี
แต่เพราะโลกของเด็กเปลี่ยนไปเร็วมาก—แต่ระบบการสอนยังเหมือนเดิม
🔹 เด็กโตมากับหน้าจอ ไม่ใช่กระดานดำ
สมาธิสั้นลง เพราะชินกับข้อมูลแบบเร็วทันใจ
📱 เด็กบางคนดูคลิปสั้นวันละหลายชั่วโมง แต่ต้องนั่งฟังครูพูด 50 นาทีโดยไม่มีภาพหรือเสียงกระตุ้น
🔹 เด็กเจอความเครียดตั้งแต่ยังไม่โต
ทั้งเรื่องครอบครัว เศรษฐกิจ และความคาดหวังจากสังคม
🧠 มีรายงานว่าเด็กไทยกว่า 30% มีภาวะเครียดหรือวิตกกังวลเรื้อรัง ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้โดยตรง
🔹 เด็กต้องการ “ความหมาย” มากกว่า “คำสั่ง”
ยุคนี้เด็กถามว่า “ทำไมต้องเรียน?” มากกว่า “เรียนอะไร?”
🗣️ ถ้าครูสอนโดยไม่มีบริบท เด็กจะรู้สึกว่าเนื้อหาไม่เกี่ยวกับชีวิตจริง
🔹 เด็กมีความหลากหลายมากขึ้น
ทั้งด้านภาษา ฐานะ ความสามารถ และภูมิหลัง
👥 ห้องเรียนเดียวกันอาจมีทั้งเด็กที่อ่านหนังสือคล่อง และเด็กที่ยังสะกดคำพื้นฐานไม่ได้
🔸 เสียงจากครูจริง:
“สอนหนังสือไม่ยากเท่าสอนให้เด็กอยากเรียน…ทุกวันนี้ต้องเป็นทั้งครู นักจิตวิทยา และนักแสดงในเวลาเดียวกัน”
📌 เด็กไม่ได้สอนยากขึ้นเพราะเขา “ดื้อ”
แต่เพราะโลกที่เขาอยู่ซับซ้อนขึ้น
ถ้าเราอยากให้เด็กเรียนรู้ได้ดี—ระบบต้องเปลี่ยนให้เข้าใจเด็กมากขึ้น
#ฟังเสียงครู #ฟังเสียงเด็ก #การศึกษาต้องเข้าใจคน
#ครูไม่ใช่เครื่องมือ #เด็กไม่ใช่ปัญหา
30/01/2026
จุดธูป 9 ดอก สักการะ
…สาธุ99
ขอให้น้อง ป.6 โชคดีกับการสอบครับ 🙏
23/12/2025
10 ทักษะสังคมที่ดีของเด็ก 🧒👩
1. รับฟังผู้อื่น: รู้จักรับฟังผู้อื่น ไม่รีบพูดแทรกหรือพยายามพูดแข่งกับเพื่อน
2. ทำตามกฎ: รู้จักปฏิบัติตามกฎที่มี ทำตามกติกาที่ตกลงกันไว้
3. อยู่นิ่งไว้ก่อน: เมื่อมีเหตุการณ์ใดก็ตามเกิดขึ้น จะไม่ตีโพยตีพาย แต่รู้จักที่จะนิ่งและสังเกตการณ์
4. รับผิดชอบต่อการกระทำ: เมื่อทำสิ่งใดไปแล้วสามารถยอมรับในผลของการกระทำนั้นได้ เช่น ทำน้ำหก ก็ไปเอาผ้ามาเช็ด
5. เข้ากับผู้อื่นได้ดี: สามารถอยู่ร่วมกับเพื่อน รู้จักการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี
6. ขอความช่วยเหลือ: เมื่อเกิดปัญหาหรือความยากลำบาก สามารถกล้าที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นได้
7. ผลัดกันทำ: ในการเล่นกับเพื่อน สามารถสลับผลัดเปลี่ยนกันเล่น และรู้จักรอคอยจนถึงคิวของตน
8. เพิกเฉยต่อสิ่งรบกวน: เมื่อมีสิ่งเร้าเข้ามารบกวนจะสามารถทำสิ่งที่กำลังทำอยู่ต่อไปได้อย่างมีสมาธิ เช่น สามารถอ่านหนังสือได้ท่ามกลางบรรยากาศที่มีเสียงดัง
9. ทำตามขั้นตอน: รู้จักวางแผน และทำตามขั้นตอนที่วางไว้อย่างเหมาะสม
10. แบ่งปัน: รู้จักแบ่งปันสิ่งของแก่ผู้อื่น เรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้และผู้รับ
✨️ อยากชวนคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองใส่ชื่อของเรา และ ชื่อของลูกหลานและอ่านแต่ละวลีหรือทักษะ เช่น “__(ชื่อของเด็ก) รับฟังผู้อื่น/ทำตามกฎ/อยู่นิ่งไว้ก่อน …” และคุยกันว่า ตอนนี้เราทำส่วนไหนได้ดี และเราอยากจะทำส่วนไหนให้ดียิ่งขึ้น และตั้งเป้าหมายร่วมกันค่ะ 😊😊
#ทุกเรื่องการเลี้ยงลูกตลาดนัดครอบครัวมีคำตอบ
20/12/2025
ทำไม “อย่าเพิ่งเชื่อเรื่องเล่าจากลูก 100% หลังกลับจากโรงเรียน”
โดยเฉพาะเด็กอนุบาล–ประถมต้น
1. เด็กเล่าจากมุมมองความรู้สึก ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด
เด็กมักเล่าว่า
• “ครูดุหนู” = ครูเตือนเสียงจริงจัง
• “เพื่อนไม่เล่นด้วย” = วันนี้เพื่อนอยากเล่นอย่างอื่น
• “ครูไม่รักหนู” = หนูโดนเตือนมากกว่าคนอื่น
2. เด็กยังแยกอารมณ์กับเหตุการณ์ไม่เก่ง
อารมณ์เสีย เหนื่อย หิว ง่วง → เรื่องเล่าจะถูก “ขยาย” ตามความรู้สึก
3. เด็กเล่าบางส่วน ไม่ใช่ทั้งเรื่อง
เด็กมักไม่เล่าว่า
• ก่อนหน้านั้นตัวเองทำอะไร
• กติกาที่ครูตั้งไว้
• บริบทของทั้งห้องเรียน
4. เด็กต้องการความเข้าใจ ไม่ได้ต้องการตัดสินใคร
หลายครั้งเด็กไม่ได้ต้องการให้ผู้ใหญ่ “โกรธแทน”
แต่ต้องการแค่คนฟังและเข้าใจความรู้สึก
แล้วผู้ปกครองควรทำอย่างไรดี?
✔ ฟังก่อน เชื่อใจลูกในความรู้สึก แต่ยังไม่ตัดสินเหตุการณ์
“หนูรู้สึกเสียใจใช่ไหม เล่าให้แม่ฟังได้นะ”
✔ ถามต่อแบบไม่ชี้นำ
• แล้วก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้น
• ครูพูดว่ายังไง
• เพื่อนคนอื่นทำอะไรบ้าง
✔ ถ้ามีข้อสงสัย คุยกับครูด้วยใจเปิด
ไม่ใช่เพื่อจับผิด แต่เพื่อเข้าใจลูกให้ครบทุกมุม
สรุปสั้นๆ
เชื่อความรู้สึกของลูก 100% แต่ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนตัดสิน 100%
👉🏻เข้าใจลูก แต่ไม่ตัดสินครู
เราเชื่อความรู้สึกของลูกเสมอแต่ขอเวลาให้ผู้ใหญ่ได้ฟังกันครบทุกมุมเพราะในห้องเรียน 1 ห้องครูดูแลเด็กมากกว่าหนึ่งหัวใจ 💛
👉🏻เรื่องเล่าจากลูก คือความรู้สึก
เรื่องที่ลูกเล่าหลังเลิกเรียนคือความรู้สึกที่เขาอยากให้เราฟังไม่ใช่คำตัดสินว่าใครผิดใครถูก
การคุยกันด้วยใจ…ช่วยลูกได้มากกว่าการโกรธแทนค่ะ
👉🏻ครูไม่ได้ไม่รัก แค่กำลังสอน
บางวันที่ลูกบอกว่า “ครูดุ” อาจเป็นวันที่ครูกำลังสอนให้เขาเติบโต ครูไม่ได้ใจร้าย แค่รับผิดชอบหัวใจหลายดวงในเวลาเดียวกัน 🤍
👉🏻บ้านกับโรงเรียน คือทีมเดียวกัน
บ้านกับโรงเรียนไม่ใช่คนละฝั่ง แต่คือทีมเดียวกันที่อยากให้เด็กเติบโตอย่างมั่นคง ถ้ามีข้อสงสัย คุยกันได้เสมอด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่อารมณ์
❤️ทุกอย่างมีข้อสรุปเสมอฟังเหตุผลก่อนค่อยตัดสินใจอย่าเอาอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล เพื่อลูกๆของเราก้าวเดินไปได้อย่างสวยงาม❤️
14/12/2025
"กาลเทศะ"
วินัยทางสังคมที่ทำให้
สังคมอยู่ร่วมกันได้
ด้วยความเคารพ
และความเข้าใจกัน
🌱
หากผู้ใหญ่ไม่ยอมเปลี่ยน
และไม่เริ่มทำตั้งแต่วันนี้...
วันที่เด็กน้อยเรียนรู้ได้ดีที่สุด
คงยากที่จะเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นในสังคม
**********
"3 มารยาทสำคัญ"
ที่ควรสอนเด็กๆ
ก่อนก้าวออกจากบ้าน
เพื่อให้เด็กเรียนรู้
"กาลเทศะ"
❤️(1) สอนการเคารพตัวเองและผู้อื่น
ผ่าน "กฎเหล็ก 3 ข้อ"
ได้แก่
1. "ไม่ทำร้ายตัวเอง"
และไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน
เช่น
-ไม่ยอมนั่งที่ตัวเอง
(Car seat หรือ ไม่คาดเข็มขัด)
-วิ่งขณะถืออาหารร้อน
-เดินไปไหนเองโดยไม่บอกผู้ใหญ่
2. "ไม่ทำร้ายคนอื่น"
และไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
เช่น
-ส่งเสียงดัง*
-วิ่งเล่นในร้าน
3. "ไม่ทำลายข้าวของ"
รวมถึงการไม่หยิบของคนอื่น
โดยไม่ขออนุญาตก่อนและ
การใช้ของผิดประเภท
เช่น
-ปีนเก้าอี้/โต๊ะอาหาร
-แกะขนมกินก่อนจ่ายเงิน
หากเด็กๆ ทำผิดกฎ 3 ข้อนี้
ผู้ใหญ่จำเป็นเข้าไปแทรกแซง
และสอนทันที
ถ้าเด็กไม่หยุด
เข้าไปจับตัว จับมือ
พาออกมาสอนก่อน
ถ้าสอนแล้วเข้าใจ
ยอมรับกติกาและ
พร้อมทำตามข้อตกลง
ค่อยพากลับเข้าไปได้
ที่สำคัญถ้าทำผิด
ต้องเข้าไปรับผิดชอบด้วย
"ขอโทษ" พร้อมเรา
"เก็บกวาด" ในสิ่งที่ทำเลอะ
และอื่นๆ ที่ควรทำเพื่อสอน
ให้เด็กๆ รู้ว่าเราไม่ปล่อยปละ
และรับผิดชอบต่อการกระทำเสมอ
ถ้าอาละวาดไม่ฟัง
ทางเลือกคือ "การกลับบ้าน" ทันที
👂🏻*นอกจากนี้ "การใช้เสียง"
-ไม่ควรเปิดเสียงจากลำโพงรบกวนผู้อื่น 🔇
ถ้าจำเป็นควรใช้หูฟังเท่านั้น
แต่สำหรับเด็กๆ แล้วไม่จำเป็นเลย
เพราะเขาควรใช้โอกาสนี้ที่ออกจากบ้าน
นั่งคุยกับเรา ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
-ไม่ควรส่งเสียงดัง 🗣️
กรี๊ด ตะโกน ร้องเพลง และอื่นๆ
ในโรงหนัง ในร้านอาหาร ในคาเฟ่
แต่ควรพูดคุยด้วยระดับเสียงปกติ
เพราะพื้นที่ส่วนรวม
เราควรเคารพกันและกัน
เด็กๆ อาจจะไม่รู้ว่า
ตัวเองเสียงดังเกินไป
เราสอนระดับเสียงให้ลูกได้
ผ่านการสอนในบทความนี้
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=557355698390522&id=199345480858214&set=a.199391690853593&locale=th_TH
*****
❤️(2) สอนการอดทนรอคอย
การเตรียมความพร้อมสำคัญ
เด็กๆ เรียนรู้การรอคอยจาก
"การช่วยเหลือตัวเอง" ก่อน
"การช่วยเหลือตัวเอง"
ช่วยสอนให้เด็กพยายาม
และฝึกแก้ปัญหาตามวัย
ด้วยตัวเอง เพื่อตัวเอง
เช่น
-กินอาหารเอง
เขาต้องเป่าอาหารร้อนๆ ให้เย็น
-ใส่เสื้อผ้าเอง
เขาต้องค่อยๆ ติดกระดุมทีละเม็ดจนครบ
จากการช่วยเหลือตัวเองเรื่องง่ายๆ
ที่ตัวเองเป็นฝ่ายควบคุมเวลา
ค่อยๆ กระเถิบไปสู่การเข้าใจคนอื่น
รอคอยคนในบ้าน
เช่น
-รออาหารที่แม่ทำให้
-รอพ่อแม่เข้าห้องน้ำ
ขั้นสุดท้ายจึงนำไปสู่การรอคอยคนอื่น
ที่เขาไม่สามารถควบคุมเวลา
หรือควบคุมใครได้
ดังนั้นทางบ้านตกลงกับเด็กๆ
ก่อนออกจากบ้านเสมอว่า...
-ถ้ามีคิว เราต้องรอคิว
-ทุกคนเข้าแถว เราต้องเข้าแถว
-ถ้าอยากกิน ต้องรอได้
ที่สำคัญในกรณี "เข้าห้องน้ำ"
ให้เด็กๆ เข้าก่อนออกจากบ้าน
และเมื่อถึงที่หมายให้ไปเข้าก่อนทันที
ไม่ต้องรอจวนเจียน
เราสอนให้เด็กๆ บอกก่อนจะปวดสุดๆ ได้
แต่เด็กๆ ต้องเจอประสบการณ์มากพอ
จึงจะเข้าใจว่าควรกะเวลาบอกเราเมื่อไหร่
⏳ "ระหว่างรอ"
เด็กๆ สามารถหาอะไรทำแก้เบื่อ
ที่ไม่เป็นการรบกวนผู้อื่นได้
(Self entertaining)
เช่น
-วาดรูป
-อ่านหนังสือนิทาน
-คุยกับพ่อแม่
-สังเกตสิ่งรอบตัว
ซึ่งเด็กวัยต่างๆ จะรอคอยได้ต่างกัน
👶🏻 เด็กอายุ 3-5 ปี
รอได้ประมาณ 5-15 นาที
👦🏻 เด็กอายุ 6-8 ปี
รอได้ประมาณ 15-20 นาที
ทั้งนี้เด็กๆ จะรอคอยได้มาก-น้อย
ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนจากที่บ้าน
และประสบการณ์ที่จะเพิ่มขึ้น
เมื่อได้เจอการรอบ่อยขึ้น
ถ้าเด็กๆ รอไม่ได้
"ร้องไห้งอแง"
"อาละวาด"
"ป่วนคนอื่น"
ให้เราพาเขาออกมาเดินเล่น
แต่ถ้ายังอาละวาดหนัก
"ทิ้งตัว"
ให้เราอุ้มพาออกมาก่อน
หาที่ปลอดภัย โล่งกว้าง
และไม่รบกวนคนอื่น
⏳ "รอสงบ"
แล้วคุยกับเขา
แต่ถ้าไม่ยอม
ให้เราเลือก
"พากลับบ้าน"
เพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่า
เขาทำแบบนั้นไม่ได้
และเราไม่ยอมให้ทำแบบนั้น
*มารยาทระหว่างรออาหาร
หรือรอพ่อแม่กินอิ่ม
การกินที่ดี เริ่มต้นที่บ้าน
สอนเด็กๆ กินด้วยตัวเอง
ทุกคนกินด้วยกัน
- ไม่มีหน้าจอ
- ไม่มีของเล่น
⏳ เริ่มจาก 20-30 นาที
อิ่มแล้วค่อยลุก
ลุกแล้ว ยังไม่อิ่ม
ให้รอมื้อถัดไป
🫳🏻🍚
ถ้าเล่นอาหาร
ขยำเล่น แต่ไม่กิน
เทน้ำเล่น แต่ไม่ดื่ม
ให้เตือนก่อน "ไม่เล่นของกิน"
ถ้าเตือนไม่หยุด จับมือหยุดทันที
และนำอาหารออกจากตรงนั้น
หรือ พาเด็กๆ ออกจากตรงนั้น
เด็กเริ่มโตสื่อสารได้ให้ช่วยเก็บกวาด
และสอนเขาว่า "เราไม่เล่นของกิน
ถ้าอยากเล่นทำอาหาร
ครั้งหน้ามาทำด้วยกันที่บ้าน"
*****
❤️(3) สอนการทักทายและสื่อสารกับผู้อื่น
🙏🏻"สวัสดี"
เมื่อเจอใครๆ
เริ่มต้นจากเราทำให้ดู
พาเขาทำ จับมือ พูด "สวัสดี"
เราสามารถเล่นบทบาทสมมติ
และสอนเขาสวัสดีตุ๊กตา
และคนในบ้านก่อนได้
เมื่อทำทุกวัน ทำจนคุ้นเคย
เด็กๆ จะทำได้อย่างไม่เก้อเขิน
การสวัสดี
ทำให้เกิดบทสนทนาทต่อๆ ไป
การถาม-ตอบ
และการขอความช่วยเหลือ
เมื่อจำเป็นจะทำได้ง่ายขึ้น
🙏🏻"ขอบคุณ"
ทุกครั้งที่มีให้ทำอะไรให้
และทุกครั้งที่มีคนชื่นชม
พ่อแม่ "ขอบคุณ" เมื่อเขาทำอะไรให้เรา
เพื่อให้เด็กรู้ว่าการขอบคุณทำได้กับทุกคน
เมื่อเด็กอยู่นอกบ้าน
มีคนให้ของเขา
สอนเขาให้ขอบคุณได้ทันที
โดยเราพูดไปกับเขาด้วย
เมื่อเด็กๆ เริ่มมั่นใจ
เราค่อยๆ ลดการช่วยเหลือ
โดยให้เด็กๆ พูดเองได้เลย
🙏🏻"ขอโทษ"
เมื่อทำผิด หรือ
ทำไม่เหมาะสม
คำนี้พูดยากกว่าสองสิ่งแรก
เพราะเด็กต้องยอมรับว่าตัวเองทำผิด
คนที่บ้านต้อง "ขอโทษ" กันได้
เพื่อให้เด็กๆ รู้ว่าการขอโทษเป็นสิ่งจำเป็น
และควรทำ เพราะเราให้ความสำคัญ
ถ้าเด็กทำผิดไม่กล้าขอโทษ
ให้เราทำไปพร้อมเขา
และเขาพูดไปกับเรา
ถ้าเด็กทำผิดแต่ไม่อยากขอโทษ
ให้เขารู้ว่า "เรารอได้"
เขาควรขอโทษก่อนไปทำอย่างอื่น
ถ้าเด็กโกรธไม่พร้อมขอโทษ
⏳ "รอสงบ"
แต่ "ไม่ปล่อยให้ไปไหนก่อน"
มาขอโทษไปด้วยกัน
จับมือ พูดขอโทษแทนลูกก่อน
กลับบ้านไป เราสอนเขาอีกครั้ง
เราปลูกฝังความคิดให้เด็กๆ ว่า
"ขั้นแรกของการทำให้ถูกต้อง
คือการยอมรับผิดได้
การขอโทษคือความกล้าหาญ"
"การขอโทษ" ก่อน
ไม่ได้แปลว่าเราเป็นฝ่ายแพ้
เป็นฝ่ายที่อ่อนแอ
กลับตรงกันข้าม
เราต่างหากที่เข้มแข็ง
เพราะอยากทำในสิ่งที่ถูกต้อง
เรายืนหยัดเพื่อคุณค่าในตัวเราได้
การขอโทษใช้เวลาสอนยาวนาน
แต่ถ้าสอนตั้งแต่เล็กๆ
เด็กๆ จะค่อยๆ เรียนรู้
และทำได้ง่ายขึ้น
หัวใจสำคัญคือคนที่บ้าน
"ขอโทษ" กันได้เมื่อทำผิดต่อกัน
เมื่อขอโทษแล้ว
ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำด้วย
เก็บกวาดสิ่งต่างๆ ที่เราทำ
ชดเชยความรู้สึกของอีกฝ่าย
ด้วยการช่วยงาน
ทำสิ่งดีๆ ให้
**********
❤️"ใจดี แต่ไม่ใจอ่อน"
วันนี้ที่ลูกงอแง
เราพากลับบ้าน
แม้ลูกจะไม่พอใจ
แต่ลูกได้เรียนรู้
และเรียนรู้จากเรา
ไม่ใช่จากใครอื่น
ความหวังดีที่แท้จริง
และความใจดี
ไม่เท่ากับตามใจลูก
และปล่อยให้เขาได้
ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
แต่คือการสอน
ให้เขาเคารพตัวเอง
และผู้อื่นอย่างอย่างเหมาะสม
**********
❤️"ลูกจะอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้
เมื่อเขาเคารพตัวเอง
และเคารพผู้อื่น"
การสอนเรื่อง "กาลเทศะ"
จึงเป็นมากกว่าการสอน
"มารยาททางสังคม"
แต่เป็นการสอนให้เด็กคนหนึ่ง
เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มี
"วินัยทางสังคม"
- มีความรับผิดชอบ
ต่อตนเองและผู้อื่น
- เป็นที่ยอมรับของสังคม
- มองเห็นคุณค่าและ
ยอมรับตนเองได้ด้วย
คนรอบตัวเด็กคือหัวใจสำคัญ
ในการสอนเรื่องนี้ให้กับเขา
เพราะ "กาลเทศะ"
เป็นทักษะทางสังคมอย่างหนึ่ง
ดังนั้นเด็กๆ จำเป็นต้องเรียนรู้
คนใกล้ชิด พ่อแม่
และผู้ใหญ่รอบตัวเด็ก
ทั้งนี้ไม่มีเด็กคนไหนเกิดมาแล้วรู้ว่า
เวลาไหนควรทำอะไร
และอะไรควรไม่ควร
เขาเรียนรู้จากการสภาพแวดล้อม
และการสอนอย่างสม่ำเสมอ
จากพ่อแม่และผู้ใหญ่รอบตัวเขานั่นเอง
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
06/12/2025
✍🏻เกณฑ์การรับนักเรียน ปีการศึกษา 2569
อนุบาล 1: อายุ 3 ปีบริบูรณ์ (เกิดระหว่างประมาณ 17 พ.ค. 2565 - 16 พ.ค. 2566).
อนุบาล 2: อายุ 4 ปีบริบูรณ์ (เกิดระหว่างประมาณ 17 พ.ค. 2564 - 16 พ.ค. 2565).
อนุบาล 3: อายุ 5 ปีบริบูรณ์ (เกิดระหว่างประมาณ 17 พ.ค. 2563 - 16 พ.ค. 2564).
ประถมศึกษาปีที่ 1: อายุย่างเข้า 7 ปี (เกิดระหว่างประมาณ 1 ม.ค. 2562 - 31 ธ.ค. 2562 หรืออายุ 6 ปีบริบูรณ์).
เกณฑ์อายุจะแตกต่างกันไปตามระดับชั้น โดยทั่วไป อนุบาล 1 จะรับเด็กอายุ 3 ปีบริบูรณ์ (เกิดประมาณปลายปี 2565 - กลางปี 2566) และ ประถม 1 จะรับเด็กอายุย่างเข้า 7 ปี (เกิดประมาณปี 2562) ซึ่งโรงเรียนส่วนใหญ่จะยึดตามช่วงเดือนเกิดที่แน่นอน (เช่น เกิดก่อนวันที่ 16 พ.ค. 2566 สำหรับอนุบาล 1) แต่เกณฑ์อาจแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละโรงเรียน ดังนั้นควรตรวจสอบระเบียบการของโรงเรียนที่สนใจโดยตรง.
#การรับนักเรียน #อินโฟกราฟิก #ครูน่ารัก ゚ #งานทะเบียน
06/12/2025
หากคุณกำลังรู้สึกว่า “ลูกไม่มีวินัย”
ลองเริ่มใหม่ใน ตอนเช้า ของทุกวัน
เพราะ เช้า คือกระจกสะท้อน
“ระบบระเบียบทั้งชีวิต” ของเด็ก 🌅
1️⃣ เช้าที่วุ่นวาย…จะกลายเป็นชีวิตที่วุ่นวาย
ถ้าเช้าของลูกเต็มไปด้วยเสียงเร่ง
เสียงบ่น และการวิ่งวุ่นไปมา
สมองของเด็กจะค่อย ๆ จดจำว่า
“ชีวิตคือความวุ่นวาย ไม่มีโครงสร้าง
และเต็มไปด้วยการผัดวันประกันพรุ่ง”
แต่ถ้าเช้าเริ่มต้นด้วยคำชัดเจนง่าย ๆ เช่น
“ตอนนี้เราออกกำลังกาย แล้วกินข้าวเช้า แล้วเก็บของไปโรงเรียน”
สมองจะค่อย ๆ รับรู้ว่า ระเบียบคือความปกติ
===================================
2️⃣ วินัยไม่ใช่ความเข้มงวด
วินัยคือ “ความคาดเดาได้”
คือการที่เด็กตื่น–เก็บที่นอน–ล้างหน้า–กินข้าว
ในเวลาเดิมเป็นประจำ
สิ่งนี้สร้าง แกนกลาง
ที่ทำให้เขาเรียนรู้เร็วขึ้น
จัดการอารมณ์ได้ดีขึ้น
และสร้างความสัมพันธ์อย่างมั่นคงขึ้นในอนาคต
===================================
3️⃣ เด็กไม่เปลี่ยนจากคำสอน แต่ทำตามจาก “สิ่งที่เห็น”
มีคุณพ่อคนหนึ่งบอกว่า
เขาเลิกตะโกนเรื่องเกรด และหันมาตื่นพร้อมลูก
ออกกำลังกายด้วยกัน
คุยกันตอนขับรถไปโรงเรียน
เพียง 6 เดือน คะแนนดีขึ้น
อารมณ์นิ่งขึ้น รับฟังคำติได้มากขึ้น
ไม่ใช่เพราะลูกถูกสั่ง
แต่เพราะลูกได้ “แบบอย่างของวินัยที่อบอุ่น”
===================================
4️⃣ พ่อแม่ทำอะไร…เด็กทำแบบนั้นเสมอ
ถ้าพ่อนอนจมมือถือ
ถ้าแม่วิ่งวนด้วยความเครียด
เด็กจะเรียนรู้ว่า
“เช้าคือความโกลาหล”
แต่ถ้าพ่อแม่ใจเย็น ชัดเจน
และนำทางด้วยจังหวะที่มั่นคง
เด็กจะรับรู้ว่า ความแข็งแรง = ระเบียบ
วินัย = การลงมือทำร่วมกัน ไม่ใช่คำสั่ง
===================================
5️⃣ งานวิจัยชี้ชัด
เด็กที่มี “เช้าประจำกับพ่อแม่”
จะรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น
มีอารมณ์นิ่งขึ้น เรียนรู้เร็วขึ้น
เพราะตอนเช้ากลายเป็น “สมอแห่งความปลอดภัย”
จากนั้นวินัยก็เติบโตขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ
ไม่ใช่จากความกลัว…แต่จากความมั่นคงภายใน
===================================
📍 Rich Kids Academy เชื่อว่า…
วินัยที่แท้จริง เริ่มจาก ความสัมพันธ์
และความสม่ำเสมอเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันในบ้าน
เช้าที่สงบ จะสร้างหัวใจที่มั่นคง
และเด็กที่มั่นคง…ก็พร้อมเติบโตอย่างงดงามในชีวิต 💛✨
#สร้างวินัยจากความรัก
27/11/2025
กทม. ร่วมกับสภากาชาดไทย ชวนบริจาคสิ่งของช่วยน้ำท่วมใต้ เปิด 52 จุดทั่วกรุง - ชี้พิกัด ศาลาว่าการฯ เสาชิงช้า พร้อมรับ 24 ชม.
(26 พ.ย. 68) นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครร่วมกับสภากาชาดไทย เปิดรับบริจาคสิ่งของจำเป็นเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ โดยตั้งจุดรับบริจาค 52 จุด ทั่วกรุงเทพฯ จุดหลักที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เปิดรับตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนจุดรับบริจาคที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) และที่สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต จะเปิดรับบริจาคทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 - 16.00 น. ทั้งนี้ สิ่งของที่กรุงเทพมหานครได้รับบริจาคมา จะส่งมอบให้กับสภากาชาดไทยเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อไป
“ขอเชิญชวนประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร ร่วมบริจาคสิ่งของที่ยังขาดแคลน อาทิ เครื่องนอน เช่น เสื่อรองนอน ผ้ารองนอน ถุงนอน ผ้าห่ม หมอน สิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีพ เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ ผ้าขนหนู ไฟฉาย เสื้อผ้า ผ้าอนามัย ผ้าอ้อมสำเร็จรูป นมผงสำหรับเด็ก นมกล่อง ข้าวสาร อาหารแห้ง อาหารกึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น ณ จุดรับบริจาคของกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียด โทร. 0 2224 2947 หรือ 0 2224 2953 หรือ 0 2221 2141 - 69 ต่อ 1742 - 3” ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าว
นอกจากนี้ สำหรับประชาชนที่ต้องการบริจาคเป็นเงิน สามารถบริจาคกับสภากาชาดไทย ผ่านบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย เลขที่บัญชี 045-3-04637-0 ชื่อบัญชี สภากาชาดไทย เพื่อภัยพิบัติ (กระแสรายวัน) โดยกรณีการโอนเงิน หากต้องการใบเสร็จรับเงิน กรุณาแจ้งชื่อ-นามสกุล หรือชื่อหน่วยงาน หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (เพื่อใช้ในการยื่นลดหย่อนภาษี) ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และอีเมล โดยระบุว่า “ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม” พร้อมแนบหลักฐานการโอนเงินมาทาง E-mail: [email protected] หรือ Line ID:
#น้ำท่วมภาคใต้ #กทม #สภากาชาดไทย #บริจาค
—————————