27/07/2026
#ปกป้องตนเองเก่งต้องเจอประสบการณ์จริง
เวลาเห็นลูกอยู่ในสถานการณ์ที่อึดอัด ไม่สบายใจ หรือถูกเพื่อนล้อ แกล้ง หรือทำอะไรที่ไม่ชอบ สัญชาตญาณของพ่อแม่หลายคนคือ "รีบเข้าไปช่วย" ทันที เข้าไปดุเพื่อนแทนลูก เข้าไปแยกให้ทันที หรือพูดแทนลูกทุกครั้ง
แต่สิ่งที่ลูกต้องการจริงๆ ไม่ใช่ "คนที่จะปกป้องเขาตลอดไป" แต่คือ "ทักษะที่จะปกป้องตัวเองได้" เพราะพ่อแม่และครูไม่สามารถอยู่ข้างๆ ลูกได้ทุกวินาทีในชีวิต
สิ่งที่พ่อแม่/ครูควรทำ✌️
1. สอนคำและท่าทีไม่โอเคล่วงหน้า ก่อนเกิดสถานการณ์จริง ฝึกให้ลูกพูดประโยคง่ายๆ ที่หนักแน่นได้ เช่น "หยุดนะ" "ฉันไม่ชอบ" "อย่าทำแบบนี้" พร้อมน้ำเสียงและสายตาที่มั่นคง (ไม่ใช่แค่พูด แต่ต้อง "ซ้อม" จริงๆนะคะ 💪)
2. อยู่ใกล้ๆ แต่ไม่ก้าวข้ามไปทำแทน เมื่อเห็นลูกอยู่ในสถานการณ์ที่อึดอัด(ใจเรา 😅) แต่ยังไม่อันตราย ให้สังเกตห่างๆ ก่อน เปิดโอกาสให้ลูกได้ลองใช้เสียงของตัวเอง หากลูกลองแล้วยังไม่สำเร็จ ค่อยเข้าไปช่วยเสริม ไม่ใช่กระโดดเข้าไปแทนที่ทันทีที่เห็นสัญญาณแรก
3. เข้าไปทันทีเมื่อมีอันตรายจริง หลักการนี้ไม่ได้แปลว่าปล่อยให้ลูกเผชิญทุกอย่างตามลำพัง หากสถานการณ์เสี่ยงต่อความปลอดภัยทางร่างกายหรือจิตใจอย่างชัดเจน ผู้ใหญ่ต้องเข้าไปหยุดทันที ความปลอดภัยมาก่อนเสมอ (เพราะฉะนั้น เราต้องมีสติมากๆ ไม่ไหลไปตามอารมณ์ 😁)
4. คุยทบทวนหลังเหตุการณ์ (debrief) หลังจากเรื่องผ่านไป ชวนลูกคุยว่า "ตอนนั้นรู้สึกยังไง" "ลองทำอะไรไปบ้าง" "ครั้งหน้าถ้าเจอแบบนี้อีก คิดว่าจะทำยังไง" การชวนสะท้อนแบบนี้ช่วยให้ลูกสร้างทักษะการแก้ปัญหาของตัวเองสะสมไปเรื่อยๆ (ตรงนี้ พวกเรามักสอนเป็นชุดๆมากกว่าชวนลูกคิด จริงมั๊ยคะ 🤣 ลองปรับใหม่ค่ะ)
5. เป็นต้นแบบเรื่องขอบเขต (boundary) พ่อแม่ที่กล้าพูด “ไม่” ในชีวิตประจำวัน เช่น "แม่ไม่โอเคกับเรื่องนี้" กรณี พี่ตบหัวน้อง หรือ ลูกโกหกฯ หรืออาจเป็นเรื่องอื่น เช่น "ผมยังไม่จำเป็นต้องใช้ตอนนี้ครับ" กรณีมีคนมาตื้อให้พ่อซื้อของ ถือเป็นแบบอย่างที่ลูกซึมซับได้ดีที่สุด (กาดาวหลายดวง✌️) ลูกจะเรียนรู้ว่าการตั้งขอบเขตเป็นเรื่องปกติและทำได้
6. ให้พื้นที่ความล้มเหลวเล็กๆ การที่ลูกพยายามปกป้องตัวเองแล้วไม่สำเร็จในบางครั้ง ไม่ใช่ความล้มเหลวที่ต้องรีบแก้ไข แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ขอแค่ผู้ใหญ่อยู่ใกล้พอที่จะรับมือหากสถานการณ์เกินตัวลูกจริงๆ และอย่าลืมชื่นชมที่ลูกพยายามแล้ว แม้จะไม่สำเร็จก็ตาม 🥰
บทบาทของพ่อแม่และครูไม่ใช่ "โล่กำบัง" ที่กันทุกอย่างออกจากลูก อย่าเลี้ยงลูกให้เป็นไข่ในหิน ควรเปิดโอกาสให้ลูกเผชิญโลกจริงหรือบางทีอาจต้องสร้างโอกาสให้ลูกด้วยซ้ำ ส่วนเราทำหน้าที่ "โค้ช" ที่ยืนอยู่ข้างสนาม คอยฝึกซ้อม ให้กำลังใจ และพร้อมกระโดดเข้าไปเมื่อจำเป็นจริงๆ เพราะสุดท้ายแล้ว #ทักษะการปกป้องตัวเองต้องเกิดจากการที่ลูกได้ลงมือทำเอง ผิดๆ ถูกๆ จนลูกเกิดความมั่นใจ ไม่ใช่เกิดจากการที่มีใครทำแทนให้ตลอดไป
#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก #นิทานหมีน้อยอดทนเก่งจัง #นิทานหมอเสาวภา
04/07/2026
เลี้ยงลูกเชิงบวก วินัยเชิงบวก
พ่อแม่ควร #อ่อนโยนตอนสอน
ให้ลูกรู้สึกอบอุ่น และรับรู้ความหวังดี
พ่อแม่ควร #ให้เหตุผล อธิบายจนลูกเข้าใจ
ให้ลูกคิดเป็น และมีเหตุผล
พ่อแม่ควร #ยืดหยุ่น ถอยได้และรับฟังลูก
ให้ลูกสร้างตัวตน รับรู้คุณค่าตนเอง
พ่อแม่ควร #หนักแน่นเอาจริง เมื่อลูกผิดกติกา
ลูกจะเคารพกฎเกณฑ์ มีขอบเขต ไม่เอาแต่ใจ
พ่อแม่ต้อง #ใจเย็นๆ ตอนลูกงอแง, โวยวาย
ให้ลูกรู้สึกปลอดภัย มีโอกาสจัดการอารมณ์ตนเอง
พ่อแม่ #ไม่ควรโอ๋ลูกบ่อยไป
ลูกจะได้ไม่เป็นเด็กขี้แย รอคนช่วยสงบตลอด
พ่อแม่ต้อง #ไม่เถียงแข่งกับลูก
เพราะวินัยไม่ใช่เรื่องเอาชนะ
พ่อแม่ต้อง #ไม่อยากได้ผลเร็ว ไม่เผื่อเวลา
เพราะวินัยไม่ใช่ทำให้เสร็จ โดยไม่สนใจทักษะลูก
พ่อแม่ควร #ให้ลูกทำเอง และทำผิดได้
เพื่อสร้างลูกให้มั่นใจในตนเอง
พ่อแม่ต้อง #ไม่ขู่ ใช้ความกลัวทำให้ลูกยอม
เพราะลูกจะพัฒนาไปเป็นผู้ใหญ่ขี้กังวล
พ่อแม่ต้อง #ไม่ใช้อารมณ์แก้ปัญหา
เพราะลูกเรียนรู้วิธีแก้ปัญหา จากวิธีที่พ่อแม่ใช้
เลี้ยงลูกเชิงบวก วินัยเชิงบวก โฟกัสที่ตัวตนลูก สมองลูก สุขภาพจิตลูกและทักษะที่จะติดตัวลูกไปตลอดชีวิต
หลายเรื่องพ่อแม่ต้องเผื่อเวลา, จัดสิ่งแวดล้อมให้ดี, อย่าสนใจเพียงผลลัพธ์ เร่งรีบ แล้วใช้วิธีอะไรก็ได้นะคะ
ที่สำคัญ อย่าให้ลูกกลายเป็นเด็กดี วินัยเยี่ยม แต่เกลียดพ่อแม่😢 มันเศร้าใจอ่ะ😭
เริ่มใหม่กัน🙃 เป็นกำลังใจให้นะคะ 🥰
หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก
30/05/2026
“มาเป็นพ่อแม่ที่เติบโตจากภายในกัน”
พรุ่งนี้ 10โมง
30/05/2026
พรุ่งนี้ 10:00 เฟสบุคไลฟ์
“มาเป็นพ่อแม่ที่
เติบโตจากภายในกัน”
#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก
14/05/2026
ปัญหาที่พบบ่อยสุดของการเลี้ยงลูกคือ... “การจัดการอารมณ์ของคนเป็นพ่อแม่” ...ไม่ว่าพ่อแม่จะรู้วิธีการมากมายเท่าไร เรียนหลักสูตรต่างๆมามากแค่ไหน... หากอยู่หน้างาน เรายังจัดการอารมณ์ไม่ได้ ทุกความรู้และทฤษฎีก็หมดความหมาย
เรื่องแบบนี้ ไม่ได้เกิดในผู้ปกครองเท่านั้น (หมอด้วย 😅 ) ยังพบได้ในสายงานอาชีพอื่น เช่น ครู, อาจารย์, พี่เลี้ยง ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับเด็ก ... เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่เลย พบได้บ่อยๆอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะสวมหมวกอาชีพอะไร เป็นหมอ, เป็นครูฯ ความเป็น “มนุษย์ธรรมดาทั่วไป” ก็ทำให้เราผิดพลาดได้....
แทบทุกคนที่หมอรู้จักปรารถนาให้ลูกเติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุข ไม่ได้หมายความว่า ทุกข์ไม่ได้ แต่หมายถึง ลูกสามารถจัดการอารมณ์ตนเองได้อย่างดีต่างหาก.... แต่อุปสรรคสำคัญก็คือ ตัวพ่อแม่หรือผู้ดูแลเด็กเอง ที่ยังดูแลจิตใจตนเองไม่ได้ (ทั้งๆที่อยาก 😫)... เมื่อเราดูแลจิตใจตนเองไม่ได้ ไม่เข้าใจโลกภายในของตนเอง การจะช่วยดูแลจิตใจลูกและช่วยให้ลูกรู้จักจัดการอารมณ์ตนเอง ก็คงเป็นเรื่องยาก
หมออยากชวนให้พ่อแม่รู้จักซาเทียร์โมเดล ใครที่รู้จักหมอมานานจะรู้ว่า 4-5 ปีที่ผ่านมา หมอคลุกคลีกับจิตบำบัดสายนี้อย่างมาก ซาเทียร์ช่วยให้หมอเข้าถึงโลกภายในตนเองและเข้าใจตนเองมากขึ้น เมื่อลงตัวกับตัวเองได้ หมอก็เชื่อมโยงกับลูกและคนในครอบครัวง่ายขึ้นเลย ที่สำคัญที่สุด หมอสามารถช่วยให้ #ลูกจัดการอารมณ์ตนเองได้ ข้อนี้คือภูมิใจตนเองที่สุด😊
..ขอชวนผู้ปกครองทุกท่านมาเรียนรู้กันค่ะ
Becoming Calm, Connected and Confident Parents: Using Satir Model
“รักลูกอย่างสุขใจ ด้วยซาเทียร์โมเดล”
โดยทีมวิทยกรคุณภาพ 👍
-แพทย์หญิงแพรว ไตลังคะ
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ จ.เชียงใหม่
-พญ.กิตติกุล เทียมแก้ว
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ จ.เชียงใหม่
-พญ.เกษศิริ เหลี่ยมวานิช
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลลำปาง
-พญ.บุทบท พฤกษาพนาชาติ
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลนครพิงค์
หมอรู้จักทั้ง 4 ท่านเลย 😊 ทุกคนอบอุ่น ใจดี เก่งด้วย ใช้ซาเทียร์โมเดลในที่ทำงานและในชีวิตจริง หมอเชื่อว่า คุณพ่อคุณแม่จะเลี้ยงลูกได้อย่าง “เข้าใจ มั่นใจ มีความสุข และลงตัวมากขึ้น” จริงๆ💪
workshopนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นพ่อแม่เท่านั้น เป็นปู่ย่าตายาย, คุณครู ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับเด็ก และผู้สนใจ ก็ได้เลยค่ะ
และไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้าน Satir Model มาก่อนด้วย 😊
วันเสาร์ 27-อาทิตย์ 28 มิย 2569 นี้
เวลา 8.30-16.00 น
ณ โรงแรม SD Avenue
ลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/fowjirjev6Bk5ECj7
อ้อ...ใครไม่แน่ใจว่า ซาเทียร์โมเดลคืออะไร ช่วยเลี้ยงลูกยังไง หมอชวนอาจารย์แพรว (แพทย์หญิงแพรว ไตลังคะ) 1 ในทีมวิทยากรมาไลฟ์กับหมอ มาฟังกันนะคะ วันอาทิตย์ที่ 31 พ.ค. เวลา 10.00 น. (วันวิสาขบูชาพอดีเลย) ฟังเสร็จ เย็นๆไปเวียนเทียน สบายๆ 😍
ย้ำอีกครั้ง เฟสบุคไลฟ์ วันอาทิตย์ที่ 31 พ.ค. เวลา 10.00 น. 🥰
มาร่วมเป็นพ่อแม่ที่สามารถเติบโตจากโลกภายในกันคะ
#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก
#ซาเทียร์
06/05/2026
#ลูกตีพ่อแม่
ทำไมเด็กวัยเตะแตะตีคุณพ่อคุณแม่
มีหลายเหตุผลค่ะ ที่แน่ๆ #สมองยังพัฒนาการควบคุมตนเองไม่ได้ ส่วนปัจจัยแวดล้อมมีผลในแง่ช่วยให้เด็กคุมตนเองได้ดีขึ้น หรืออาจจะตรงข้ามคือยิ่งแย่ลงก็ได้
....
ตอนที่เด็กเล็กตีพ่อแม่..
หากมองให้ลึกไปกว่าลูกยังไม่สามารถควบคุมตนเองได้ เราจะเห็น...
-ลูกที่กำลังรู้สึกกลัว
หรือ
ลูกที่กำลังรู้สึกโกรธ
หรือ
ลูกที่กำลังต่อต้าน สิ่งที่คุณห้าม แต่ไม่รู้จะทำยังไง
หากมองในแง่การทำงานของสมอง
-เราจะเห็นสมองเล็กๆที่รู้แต่วิธีระเบิดอารมณ์แบบนี้
หรือ
สมองเล็กๆที่ไม่เก็ทคำว่า “รู้จักเห็นใจแม่ซิ”
หรือ
สมองเล็กๆที่เลียนแบบพฤติกรรมคนในบ้านหรือนอกบ้าน
หรือ
สมองเล็กๆที่เข้าใจว่านี่คือวิธีการเล่นก็ได้
ลูกไม่ได้มีความตั้งใจที่จะเป็น, ที่จะทำ แบบนี้เลยค่ะ
....
#พ่อแม่ควรช่วยลูก ตามนี้
1. ช่วงลูกกำลังตี
-ควรเข้าใจว่าพฤติกรรมการตี คือการสื่อสารชนิดหนึ่ง จงพยายามช่วยให้ลูกแสดงออกด้วยวิธีอื่นแทน
-สังเกตร่างกายและอารมณ์ของคุณก่อน เพราะ #เด็กจะไม่สามารถสงบลงได้_ถ้าตัวคุณยังไม่สงบเลย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามจัดการกับอารมณ์ของตัวเองเป็นอันดับแรก
-ลูกอาจไม่ฟัง หากยังไม่ได้ระบายอารมณ์โกรธออกมาก่อน คุณควรอนุญาตให้ลูกแสดงความรู้สึกโกรธ (ท่องเอาไว้ว่า ยอมรับความรู้สึกแต่ไม่ยอมรับพฤติกรรม) อย่าสั่งลูกเงียบ, อย่าตีให้ลูกเงียบ, อย่าคอยบอกลูกซ้ำๆให้เงียบ…
ซึ่งในข่วงนี้อาจออกมาเป็นแบบนี้
-คุณกำลังหายใจเข้าออกลึก ๆ เพื่อช่วยให้ตนเองสงบ และตั้งสติให้ได้
เมื่อคุณจัดการตัวเองได้แล้ว
-พูดกับลูก (น้อยที่สุด) เช่น “แม่ช่วยลูกนะ” เพื่อให้ลูกรู้ว่าเขาปลอดภัย หรืออาจไม่ต้องพูดเลย ถ้าลูกโกรธจัดและไม่สามารถรับฟัง แล้วหยุดการตีนั้น ด้วยการจับมือลูกให้แน่นและพูดสั้น “ไม่ตี” คุณต้องพูดหนักแน่นแต่ไม่คุกคาม และปล่อยมือลูก
2. ช่วงที่ลูกไม่มีการตี แต่ร้องไห้อาละวาดอยู่ คุณอาจจะ..
-ลองเบี่ยงเบนความสนใจให้ลูกไปเล่นอย่างอื่นกับคุณ.. ทำให้สนุกสนานหรือน่าสนใจมากๆ เพื่อให้ลูกเปลี่ยนโฟกัสมาที่อารมณ์สนุกกับคุณ แทนอารมณ์โกรธ
หรือ
-คุณอาจจะกอดด้วยความรัก จนกว่าลูกสงบก็ได้
-หากลูกไม่ให้กอด สามารถนั่งอยู่ข้างๆด้วย(ใจสงบ) รอลูกอาละวาดลดลง ถ้าคุณสงบและมั่นคง ยังไงลูกก็ต้องสงบ แล้วค่อยหาจังหวะกอด หรือไม่กอดก็ได้ ก็นั่งข้างๆไปเรื่อยๆ จนกว่าลูกสงบ (เด็กหลายคน ไม่ให้กอด เพราะยังต้องการระบายความโกรธพ่อแม่ออกให้หมด)
3. หลังจากตีและการอาละวาดจบลง
เมื่อลูกสงบแล้ว คุณพ่อคุณแม่ทราบมั้ยว่า ตัวเด็กเองก็รู้สึกแย่ หรือเสียใจ หรือกลัว.. บางคนตกใจกับพฤติกรรมตัวเองเหมือนกัน บางคนกลัวพ่อแม่จะทิ้ง กลัวพ่อแม่ไม่รัก.. คุณจึงควรอยู่กับลูกต่อ #เพื่อให้ลูกรู้สึกสบายใจและปลอดภัย การอยู่กับลูกในช่วงนี้ จะเล่นหรือทำกิจกรรมกับลูกก็ได้ค่ะ หาจังหวะสอดแทรกการสอนลูกสั้นๆว่า “เวลาลูกโกรธ ลูกร้องไห้ได้ แต่ลูกตีคนไม่ได้”
และเวลาที่ลูกโกรธอะไร มาบอกแม่นะ บอกว่า หนูโกรธแล้ว! แม่จะได้ช่วยหนูนะคะ”
อย่าพูดสอนเยอะแยะ เอาเฉพาะที่นำไปใช้ได้จริงๆ เพราะเด็กวัยเตะแตะฟังเข้าใจเรื่องซับซ้อนไม่ได้ ขอสั้นๆค่ะ
....
โดยสรุป.. การจับมือลูกไม่ให้ตีคนนั้นสำคัญมาก พ่อแม่ควรจับมือลูกให้ทัน เพื่อเปลี่ยนทิศทางการทำงานของสมองทันที..ทำให้ลูกหยุดพฤติกรรมการตีได้เร็ว .....
แต่หมอคิดว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อารมณ์ของพ่อแม่ค่ะ หากพ่อแม่สงบและมั่นคง การจับมือเพื่อระงับการตีของลูกจะสร้างความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย สามารถช่วยลูกได้อย่างดี ในทางตรงข้าม หากพ่อแม่โกรธ, คุมตัวเองไม่ได้ ลูกจะรับรู้แรงโกรธผ่านแรงจับของพ่อแม่ เขาจะกลัวมากขึ้น รู้สึกไม่ปลอดภัยมากกว่าเดิม....
บางทีมันอาจไม่ใช่ว่า ต้องจับมือหรือไม่ต้องจับมือลูกตอนตี หรือ จะสอนลูกยังไงดี จุดโฟกัสอาจจะอยู่ที่ตัวของเรามากกว่า...หรือเปล่า เราได้ดูแลจิตใจตนเองบ้างมั๊ย และเราจะจัดการกับความโกรธแบบไหนดี หลังจากที่วิธีต่างๆที่ลอง มันไม่ค่อยเวิร์ค....
เป็นคำถามที่อยากชวนให้ทบทวนตัวเองก่อน
ก่อนที่จะเข้าไปช่วยลูก
....
สุดท้ายค่ะ.. อย่าลืมหาสาเหตุที่เป็นต้นเรื่องให้ลูกโกรธ และแก้ไขด้วยนะคะ เช่น ถ้าเราห้ามบ่อยไป ก็ต้องลดการห้าม ลองเล่นกับลูกในแบบอื่น หรือจะชวนลูกทำกิจกรรมของที่บ้านดูก็ได้ หรือ พาออกไปปล่อยพลังนอกบ้านให้เต็มที่ ก็ยังดีกว่าอยู่ในบ้านแล้วโดนห้ามทั้งวัน นำมาซึ่งปัญหาการตี วนเป็นลูบไม่จบสิ้น...
เป็นกำลังใจให้นะคะ🥰
#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก
#ลูกก้าวร้าว #ลูกดื้อ #ตีลูก
30/03/2026
ดิฉันมีลูกชายวัย 10 ขวบ 1 คนและลูกสาววัย 8 ขวบ 1 คน ตอนนี้มีปัญหาลูกใช้หน้าจอคอมพิวเตอร์กับโทรศัพท์มากเกินไปค่ะ พอห้ามลูกชาย 10 ขวบก็จะชอบส่งเสียงแปลกๆ เหมือนก็อตซิลล่าหรือตัวการ์ตูนที่เขาชอบ เพื่อแสดงออกว่าเขาไม่พอใจ บางครั้งก็มีพฤติกรรมกระทืบเท้าปิดประตูแรงๆ ส่วนลูกสาวก็จะชักสีหน้า พวกเขาเริ่มไม่ค่อยฟังดิฉันแล้ว ยอมรับเลยว่าต้นเหตุคงเป็นมาจากตัวดิฉันเองด้วย ที่แบ่งแยกเวลาไม่เป็น มันยากไปหมด ไม่ว่าจะแบ่งเวลาทำงานหาเงินนอกบ้าน ทำงานบ้าน เลี้ยงลูก ไม่ว่าจะลองใช้คำพูดดี หรือดุ ก็ไม่ทำให้ลูกๆเปลี่ยนพฤติกรรมเลยค่ะ หลังๆมาบางครั้งก็ทำเป็นเหมือนไม่ได้ยินที่ดิฉันพูด จะไม้แข็งเก็บคอมกับมือถือไปเลยก็กลัวจะเป็นการหักดิบเกินไป คุณหมอช่วยให้คำแนะนำหน่อยได้ไหมคะ
........
เข้าใจปัญหาสุดๆค่ะ เมื่อผู้หญิงหนึ่งต้องรับบทบาทหลายอย่างในเวลาเดียวกัน..... แต่ว่า ตอนนี้คุณแม่คงต้อง “เทเวลามาให้ลูกมากขึ้นกว่าแต่เดิมแล้ว”...เหตุผลก็คือ
1. ลูกเข้าสู่วัยรุ่น เขาไม่กลัวเหมือนแต่ก่อนแล้วค่ะ การใช้อารมณ์บังคับ, หรือบอกให้ลูกเห็นใจ จะไม่ได้ผลอีกต่อไป..😢
(คนอื่นที่เพิ่งเข้ามาอ่าน ขอให้รับรู้ไว้ว่า เด็กที่เรารู้สึกเลี้ยงง่าย เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น จะยากทันที แปลว่า การใช้อารมณ์ให้ลูกกลัวหรือบังคับลูกแล้วได้ผล แท้จริงแล้วคือระเบิดเวลา!) 😧
2. เรื่องที่คุณแม่เล่ามา สะท้อนให้เห็นว่า “ต้นทุนความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกมีน้อยมาก” 😢 เมื่อลูกรู้สึกว่าแม่ไม่มีเวลาให้ และแม่ก็ไม่เข้าใจเขา (แม่บอกแต่ให้เข้าใจแม่) สะสมนานวันเข้า ลูกจะเลิกสนใจแม่ เพราะมันเหนื่อย, เครียด, เหงา.. ลูกจะหาทางเป็นตัวเอง ซึ่งก็ตรงกับช่วงวัยรุ่นพอดีที่ต้องการเป็น somebody ในสังคม การอยู่หน้าจอตลอดเวลา น่าจะตอบโจทย์ที่ลูกต้องการ 😭 ถึงแม่จะไม้อ่อนหรือไม้แข็ง จะดุ ด่าหรือลงโทษให้แรงขึ้น ลูกก็ต้องหาทางไปในทิศที่ตัวเองต้องการ อยู่ดี😓
3. การแก้ปัญหาพฤติกรรม (ไม้แข็งหรือไม่อ่อน) เป็นการโฟกัสผิดที่! มันไม่ใช่หัวใจของการแก้ปัญหานะคะ วิธีต่างๆเหล่านั้นทำเพื่อปรับพฤติกรรมลูก... คุณแม่ลองกลับมาถามตัวเองก่อน จริงๆแล้ว เราต้องการให้ลูกหยุดใช้หน้าจอ ก็เพื่อให้มาสนใจเรียน และรับผิดชอบตนเองได้ ใช่มั๊ยคะ 🙂
ถ้าอย่างนั้น อย่าโฟกัสแต่พฤติกรรม ต้องโฟกัสทั้งตัวและหัวใจลูก ลูกจะต้องรับรู้ได้ว่า แม่แคร์หัวใจเขา แม่ทำให้เขาชอบตัวเองได้(โดยใส่ใจและรับฟังลูก) ช่วยให้ลูกหายเหงาได้ หัวใจของการแก้ปัญหาเรื่องนี้จริงๆ ก็คือ ความสัมพันธ์ของเรากับลูกค่ะ เมื่อลูกชอบตัวเอง ลูกจะอยากเป็นคนที่ดีขึ้น ลูกจะกลับมาสนใจเรียนค่ะ 🥰
4. ลูกก็มีปัญหาส่วนตัว (แม่ไม่รู้เอง) วัยรุ่น มีปัญหาเยอะแยะนะคะ ตั้งแต่ฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนไป ร่างกายเปลี่ยน อารมณ์เปลี่ยน และยังมีประเด็นเพื่อนที่โรงเรียน คุณครู การเรียน เพื่อนในโซเชียล ความรู้สึกที่แตกต่างจากเพื่อน ความรู้สึกด้อย ความรู้สึกเหงา ความรู้สึกเครียด ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองที่น้อยฯ ทั้งหมดนี้ ก็ท่วมท้นลูกอยู่มาก นี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ลูกจะไม่รับความทุกข์,ความเครียดของแม่เข้ามาอีกแล้ว 😓
ตอนนี้ คุณแม่ต้องเทเวลามาทางลูกมากขึ้น มันเป็นไฟท์บังคับแล้วค่ะ แล้วใช้เวลานี้เป็นเวลาคุณภาพ (อย่าเอาเวลาไปซื้อของ พาออกไปเที่ยวนะคะ)
เวลาคุณภาพ คือเวลาที่คุณแม่สามารถรับรู้ชีวิตลูก (แปลว่ามีการคุยกัน และรับฟังลูกอย่างไม่ตัดสิน) ทำให้ลูกไม่เหงา ก็ต้องทำกิจรรมกับลูก สามารถให้กำลังใจลูกและชื่นชมลูก เพื่อสร้างความรู้สึกภาคภูมิใจ.. ซึ่งการซื้อของให้และไปเที่ยว ไม่ตอบโจทย์นี้ ได้แต่ความสุขประเดี๋ยวประด่าวที่ไม่นานก็กลับมาเบื่อ... ไม่มีความลึกซึ้งทางอารมณ์เหมือนตอนใช้เวลาคุยกับแม่ หรือทำกิจกรรมสนุกๆสบายๆกับแม่
เมื่อความสัมพันธ์เรากับลูกดีขึ้น เราคุยกับลูกได้ดี สังเกตว่าลูกจะเปิดใจขึ้น (ลึกๆแล้ว เขาดีใจที่ไม่โดดเดี่ยวแล้วนะคะ) ก็ค่อยๆหารือกัน เรื่องเวลาหน้าจอ ตอนคุย ใจเย็นๆ ท่องไว้ว่า ลูกโตแล้ว เขาอยากมีตัวตนด้วย ให้ลูกเสนอความคิดเห็น อย่าออกกฎคนเดียว แน่นอน ความเห็นลูกอาจไม่ดีต่อลูกเอง เช่น อยากใช้เวลาหน้าจอมากๆ ค่อยๆอธิบายว่า เราห่วงสุขภาพลูกยังไง แล้วถามความคิดเห็นลูกว่า ลูกเห็นด้วยกับเรื่องสุขภาพมั๊ย สำคัญนะคะ การถามกลับ เป็นการกระตุ้นให้สมองลูกไตร่ตรอง และเกิดการฉุกคิดได้มากกว่า ฟังอย่างเดียว
ตกลงเวลาได้แล้ว ก็ควรหารือต่อด้วยว่า "พอถึงตอนหมดเวลาจริงๆ จะให้แม่ช่วยเตือนยังไง" เด็กวัยรุ่นมักไม่คิดไกลถึงตอนเหตุการณ์จริง พ่อแม่ควรยกขึ้นมาให้เห็นภาพอนาคต และตกลงวิธีการกัน เช่น ให้เตือนก่อนมั๊ย เตือนแบบไหน สะกิดตัว หรือ จับเวลาให้นาฬิกาดัง รวมทั้ง ถ้าเตือนแล้วลูกยังไม่ปิด จะให้แม่ทำยังไงต่อ ให้แม่เอามือบังจอแล้วลูกปิดเอง หรือ อดขนมวันนี้ฯ เมื่อตกลงกันได้ถึงจุดนี้ หน้างานมักราบลื่น แม้ลูกจะไม่พอใจแต่ก็ไม่รุนแรงค่ะ...
เด็กที่ความสัมพันธ์กับแม่ดี เขาจะคุยกับเราถึงจุดนี้ได้แน่นอน🙂
หมอรู้ว่า มันยากมากๆ คุณแม่เองก็รู้สึกท่วมท้นไปหมด 🙁 แต่หากคุณแม่มองมุมของเด็ก เราจะเห็นลูกกำลังท่วมท้นอยู่เช่นกัน ... ลองปรับดูนะคะ 🙂 แต่หากรู้สึกท้วมท้นทั้งแม่และลูกเลย หมอขอแนะนำให้หาคนช่วย ซีเรียสค่ะ อาจจะเป็นเพื่อนสนิท หรือพบจิตแพทย์ก็ได้...
เป็นกำลังใจให้นะคะ🥰
#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก
21/03/2026
การเข้าใจตนเองสำคัญมากสำหรับเด็กๆ เมื่อเด็กเข้าใจว่าตนเองรู้สึกยังไง เพราะอะไรแล้ว การเข้าใจคนอื่นจะตามมาได้เองโดยอัตโนมัติ
พูดง่ายๆว่า คนเราเริ่มจาก เข้าใจตนเอง ยอมรับตนเองให้ได้ก่อน ถึงจะเข้าใจคนอื่นและยอมรับคนอื่นได้จริงๆ เป็นที่มาของ #ความสุขเมื่อลูกอยู่ในสังคมกับเพื่อนๆค่ะ
เชิญชวนผู้ปกครองนะคะ
มันดีมากๆ 😊
ตามลิงก์นี้เลย
https://www.facebook.com/share/p/1HzNPwQuPc/
#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก
20/03/2026
สรุปสัมมนากลุ่มพ่อแม่ (วันที่1 มีนาคม 2569)
วินัยเชิงบวก = ฝึกทักษะสมองEF เป็นการสร้างลูกให้กำกับตัวเองได้ ไม่ใช่ทำเพราะกลัวเราโกรธ,ผิดหวัง,เสียใจฯ
และวิธีฝึกทักษะสมอง EF ผ่านการสร้างวินัยให้ลูก มีดังนี้
#ขั้นตอนการคุย
1. Goal ตั้งเป้าหมาย พ่อแม่ต้องตั้งเป้าหมายให้ลูกก่อน ต้องชัดเจนเป็นรูปธรรม ที่ลูกเข้าใจได้และทำได้
: พ่อแม่ตั้งเป้าหมาย หรือเรียกว่า ช่วงตั้งกติกาว่าลูกต้อทำอะไร กี่โมง ที่ไหน หากทำได้ ผลลัพธ์คืออะไร หากทำไม่ได้ ผลลัพธ์คืออะไร (ต้องบอกผลลัพธ์ทั้ง 2 ทาง)
: ชวนลูกมาขบคิด เป็นการสอนลูกให้รับผิดชอบตั้งแต่ต้น และยังได้ฝึกสมองคิดอย่างมีเหตุผล การวางแผน การตัดสินใจ (หรือเรียกช่วงนี้ว่า ช่วงรับผิดชอบคิด)
: รับฟังลูก และปรับเปลี่ยนได้ (พ่อแม่ต้องใช้วิจารณาญาณตนเอง อย่าเปลี่ยน เพราะแค่ว่าลูกชอบหรือไม่ชอบเท่านั้น (หรือเรียกช่วงนี้ว่า ช่วงต่อรอง)
2. Behavior พาตัวเองไปให้ถึงเป้าหมาย
: ชวนลูกนึกภาพสถานการณ์จริงหลังจากต่อรองเสร็จสิ้นว่า เราต้องการให้เกิดขึ้นจริง โดยพ่อแม่จะพูดสั้นๆแต่ทำจริง ตรงนี้แบ่งเป็น 2 แบบ
🔹แบบหนึ่ง หากลูกไม่ลงมือเอง พ่อแม่จะเป็นคนลงมือ (เคลื่อนไหวแบบหนักแน่น แต่ไม่คุกคาม) มักใช้ในเด็กเล็ก (มากกว่า 2 ปี)ที่ตัดใจไม่เป็น อาจเพราะโดนเบี่ยงเบนหรือล่อมาตลอด หรือลูกที่ชอบโอ้เอ้ โดยพ่อแม่ให้ตัวเลือกก่อนลงมือ เช่น ลูกจะปิดเอง หรือให้แม่เอามือบังพร้อมปิด (บอกขั้นตอนให้ลูกรับรู้ และต่อด้วย emotional co-regulation)
🔹แบบสอง พ่อแม่เป็นคนลงมือ (พูดสั้นแบบหนักแน่น แต่ไม่คุกคาม) มักใช้ในเด็กโต เช่น ในกติกาหากลูกเกินเวลา จะอดเล่นพรุ่งนี้ พ่อแม่จะพูดสั้นๆว่า “เกินเวลาแล้ว พรุ่งนี้อดเล่น”
(บอกขั้นตอนให้ลูกรับรู้ และต่อด้วย emotional co-regulation)
สังเกตว่า เรากำลังพูดถึงพฤติกรรมที่เป็นรอยต่อของกิจกรรม เด็กต้องย้ายตัวเองไปสู่วินัย พฤติกรรมนี้จะเกิดขึ้นสั้นๆ ถือว่าง่ายสำหรับพ่อแม่ในการทำให้เกิดขึ้น และควรทำให้ได้จริงๆก่อน เพราะถ้าไม่ใช่รอยต่อพฤติกรรม เช่น การแปรงฟัน พฤติกรรมการจับแปรงถูฟันให้สะอาดจนเสร็จ ใช้เวลาหลายนาที หรือ การนั่งทานข้าวให้หมดก็นานเป็น 20-30 นาที เด็กต้องมีทักษะEF แบบง่ายมาก่อน นั่นคือ ตัดใจเป็นมาก่อน พาตัวเองไปสู่เป้าหมายระยะสั้นมาก่อน การกำกับตัวเองให้อยู่กับกิจกรรมที่ยาวนานก็มีโอกาสสำเร็จสูง
พ่อแม่อย่ากระโดดข้ามบันได ควรพาลูกขึ้นบันไดทีละขั้น สร้างสมองลูกให้แข็งแกร่งทีละก้าวดีกว่า ไม่ต้องตกบันไดทั้งแม่และลูกกลางทาง เพราะคาดหวังเกินจริงแล้วลูกก็ทำไม่ได้
3. Emotion จัดการอารมณ์ที่ขวางทางพฤติกรรม โดยพ่อแม่เป็น co-regulation
: ช่วงที่คุยกัน เมื่อลูกเห็นภาพว่าพ่อแม่จะทำจริงๆ เด็กส่วนใหญ่ไม่พอใจ บางคนโวยวาย บางคนไม่โอเคแล้ว ไม่เอากติกานี้ บางคนพูดต่อต้านว่าจะสู้ ไม่ให้พ่อแม่เอามือบังจอ! ฯ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน ขอให้พ่อแม่ใจเย็นๆ หมอชวนคิดค่ะว่า ดีแล้วที่ลูกแสดงออกตอนนี้ ตอนที่เรายังมีสติมากกว่าตอนอยู่หน้างาน พ่อแม่ที่กำลังอ่านอยู่ก็ขอให้เตรียมใจกับการช่วยลูกจัดการอารมณ์นะคะ โดยเฉพาะคนที่มีลูกวัยรุ่น ทุกครั้งที่จะคุยกติกากับลูกว่า ต้องเลือกวันที่เราว่างจริง และอารมณ์ก็ควรสงบนิ่งพอด้วย เตรียมพร้อมกับการช่วยลูกจัดการอารมณ์!!
❤️ รับฟังความอึดอัด, ความโกรธ, ความผิดหวังฯของลูก
❤️ Validate ออกมา ให้ลูกรับรู้ว่า เราเข้าถึงจิตใจและเข้าใจลูกจริงๆ
❤️ หากลูกอยากเปลี่ยนกติกา ก็คุยกันใหม่ได้ (เด็กหลายคนไม่ได้ตั้งใจคิดในช่วงแรกที่เราชวนคุย พอรู้ว่าโดนแน่ ก็ตั้งใจขึ้นมาค่ะ)
ระวัง! ความรู้สึกของเรา อย่าเถียงกับลูกเด็ดขาด แม้ลูกบอกว่าจะสู้ จะหนี อย่าไปเถียงว่า เราเอาอยู่กว่าแน่ๆ นั่นคือ ความดกรธของเขา ให้ Validate ค่ะ.... ท่องไว้นะคะ วินัยไม่ใช่การเอาชนะ! และการเอาชนะลูก ก็ไม่เคยมีผู้ชนะจริงๆ 😢
#ขั้นตอนการทำให้วินัยเกิดขึ้นจริง
ทบทวนค่ะ Goal Behavior Emotion
Goal เตือนลูกว่า กติกาคืออะไร อาจจะพูดเองหรือถามให้ลูกพูดก็ได้ แต่อยากให้ถามมากกว่า สมองลูกจะคิดมากกว่าแค่ฟัง
Behavior สังเกตว่า ลูกทำตามกติกามั๊ย หากไม่ สามารถเตือนได้ สักครั้ง 2 ครั้ง อย่ามากกว่านี้ และลงมือทำจริง ตามที่ได้คุยไว้ (พูดสั้นๆ หรือลงมือทำ ให้หนักแน่น ไม่คุกคาม)
Emotion พ่อแม่ co-regulation นะคะ
จะเห็นว่า เราใช้เวลากับการคุยมากกว่าตอนทำจริง และความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นนั้น อยู่ที่กติกาและผลลัพธ์ทั้งเชิงบวกและลบที่เราสร้างขึ้น ถ้าหากทำได้ครอบคลุม เน้นที่การฝึกสมองEf จริงๆ เด็กจะกำกับตัวเองได้ดี หรือเรียกว่า รับผิดชอบตัวเองได้ดี โดยไม่มีแผลใจ ไม่มีนิสัยรุนแรง ไม่เป็นคนขี้กังวล ติดค้างตลอดไป....
#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก
กุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรม และอาจารย์ประจำหลักสูตร Parent Trainer Certification Program (หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ฝึกอบรมผู้ปกครอง) ทีมศิริราช ภายใต้ชื่อบริษัท ป๊าม้าพลัส จำกัด
ติดต่อสัมมนากลุ่มพ่อแม่ที่ไลน์ https://lin.ee/V2QiLd8B 😊หรือ
18/02/2026
เรื่องใหญ่ เมื่อต้องห้ามลูก...
คุณต้องเข้าถึงตัวลูก และแสดงความซีเรียส
ด้วยคำสั่ง ประกอบภาษากาย
นั่นคือ จับมือ สบตา พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
อย่าเพียงตะโกนข้ามไป !
มันไม่ศักดิ์สิทธิค่ะ
อย่าลืมว่า..
วันหนึ่งๆ คุณอาจตะโกนไม่รู้กี่ครั้ง😅
ปล. คำห้ามที่ศักดิ์สิทธิ คือ คำห้ามที่นานๆมาที
ปล2 อย่าลืม ชวนลูกไปเล่นอย่างอื่นด้วย
#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก