22/11/2025
เตือนภัยจ้า
Ethnomusicologist who stares at changes in creative industry and cultural dynamics in Thailand.
22/11/2025
เตือนภัยจ้า
08/11/2025
03/07/2025
my life lately...
16/11/2024
ทำไมเพลงในวันนี้ถึงสั้นลง
แล้วมันส่งผลกระทบ
ต่อวงการดนตรีมากน้อยแค่ไหน
4 นาที 5 นาที ไปจนถึง 10 นาที
แม้จะยาวแค่ไหน แต่ในอดีตที่ผ่านมา ความยาวของเพลงกลับไม่เคยเป็นประเด็นพูดถึงแต่อย่างใด เพราะไม่ว่าจะเพลงขนาดสั้นหรือขนาดยาว ต่างมีพื้นที่ของตัวเองในทุกยุค ทุกสมัย กลายเป็นความหลากหลายให้ผู้ฟังได้เลือกเสพผลงานมาโดยตลอด
ทว่าในปัจจุบันได้เกิดการตั้งประเด็นเกี่ยวกับความยาวของเพลง ที่ค่อยๆ สั้นลงไปทุกขณะ โดยหากไล่เรียงลำดับจากในอดีต ในช่วงปี 1990 ที่เป็นยุคเฟื้องฟูของอุตสาหกรรมดนตรี เพลงในช่วงนั้นมีความยาวถึง 259 วินาที (4.19 นาที) ก่อนที่ต่อมาในปี 2010 ความยาวจะลดลงเหลือ 243 วินาที (4.03 นาที) ไปถึงปี 2020 เหลือ 197 วินาที (3.17 นาที) จนในปัจจุบันเราก็เห็นแนวโน้มที่เพลงจะสั้นลงไปเรื่อยๆ จนในบางเพลงเหลือเพียงแค่ 2 นาทีกว่าๆ เพียงเท่านั้น
หากจะอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น คำตอบโดยอย่างง่ายที่สุด ซึ่งทาง musictofeel บล็อกเกอร์ด้านดนตรี ระบุเอาไว้ว่า เป็นเพราะการมีอยู่ของแพลตฟอร์มดนตรีและโซเชียลมีเดียที่คาดหวัง การเล่นเพลงซ้ำ (Replayability) ที่ค่อนข้างสูงในปัจจุบัน เพราะยิ่งมีการถูกเล่นซ้ำมากขึ้นเท่าไร นั้นหมายถึงยอดเอนเกจเมนต์ อัลกอริทึม และรายได้ ของทั้งแพลตฟอร์มและศิลปินผู้เป็นเจ้าของเพลงด้วย
จึงเป็นเหตุให้แพลตฟอร์มต่างๆ Instagram, YouTube, TikTok มีฟีเจอร์ที่เหมาะสำหรับใส่เพลงและวิดีโอขนาดสั้น เพื่อสร้างยอดเอนเกจเมนต์ขึ้นมา และนั่นก็ทำให้ศิลปินต้องเริ่มหันมาให้ความสนใจกับการทำเพลงขนาดสั้น เพื่อให้ตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานฟีเจอร์ตรงนี้มากยิ่งขึ้น
อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ พฤติกรรมในการกดข้ามของผู้ฟังในปัจจุบัน จากการเก็บข้อมูลของ Spotify มีการระบุว่า กว่า 24.14% จะกดข้ามเพลงที่ถูกเล่นอยู่ใน 5 วินาทีแรก หลังจากนั้นกว่า 28.97% จะกดข้ามในวินาทีที่ 10 และ 35.05% จะกดข้ามในวินาทีที่ 30 จนสุดท้ายกว่า 48.60 จะกดข้ามก่อนที่เพลงจะจบลง
จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันมีจำนวนผู้ฟังกว่าครึ่งหนึ่งที่ฟังเพลงไม่จบ และเลือกที่จะข้ามไปฟังเพลงอื่นๆ ต่อไป จึงเป็นสาเหตุที่เพลงในปัจจุบันจำเป็นต้องพุ่งเข้าไปเตะหูผู้ฟังได้ตั้งแต่ 5 วินาทีแรก หากเป็นไปได้ เพราะอย่างน้อยเขาจะได้อยู่ฟังเพลงที่มีขนาดสั้นอยู่แล้วให้จบ
แน่นอนว่าสุดท้ายแล้วเรื่องนี้คงไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า การที่เพลงสั้นลงนั้น เป็นผลดีหรือผลเสีย เพราะหากคุยกันในแง่ของความชื่นชอบและรสนิยม สุดท้ายแล้ว ‘ความยาว’ ก็เป็นเรื่องที่ปัจเจกสำหรับผู้ฟังและศิลปิน สำหรับศิลปินบางรายหากความยาวเพียงแค่ 2 นาที เพียงพอกับสิ่งที่เขาอยากเล่าและถ่ายทอด ถือเป็นความยาวที่เหมาะสมแล้ว รวมถึงผู้ฟังเองหากต้องการฟังเพลงที่สั้นกระชับ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของพวกเขาเช่นกัน
แต่หากพูดถึงในการแง่ของการหารายได้ของศิลปินที่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มดนตรีนั้น ก็น่าสนใจไม่น้อยว่าการปรับเปลี่ยนของแพลตฟอร์ม ทั้งรูปแบบและวิธีการหารายได้นั้น เป็นการบังคับให้ศิลปินต้องมาทำเพลงให้สั้นลงหรือไม่
ที่มา:
- https://musictofeel.com/why-songs-are-getting-shorter-nowadays/
- https://www.washingtonpost.com/entertainment/interactive/2024/shorter-songs-again/
- https://musicmachinery.com/2014/05/02/the-skip/
- https://engineering.atspotify.com/2013/05/analytics-at-spotify/
#ทำไมเพลงถึงสั้นลง #เพลง
04/07/2024
ในการทำเพลงหนึ่งเพลง กว่าที่งานจะเสร็จออกมาเป็นมาสเตอร์ จะมีไฟล์ที่ใช้ในการทำงานมากมาย เช่น ไฟล์เสียงที่เกิดจากการอัด ทั้งเทคที่ใช้ได้และไม่ได้ใช้ ไฟล์เสียง Sample , Loop, Beat ไฟล์โปรเจคของโปรแกรมทำเพลง ฯลฯ
ซึ่งเมื่องานเสร็จ ถ้าเราเป็นคนที่ทำงานทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง หรือถ้าทำได้ สิ่งที่เราควรทำคือเก็บไฟล์งานที่เกี่ยข้องกับมาสเตอร์ทั้งหมดไว้ นั่นคือตัวเสียงแยกแทรคที่ใช้ในเพลง โปรเจคมิกซ์ โปรเจคมาสเตอร์ สรุปขั้นต้นคือ ถ้าทำได้ก็ควรเก็บไฟล์ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเพลงนั้นไว้
ส่วนการเก็บไฟล์ วิธี่ที่ปลอดภัยคือ ให้มีตัวไฟล์เก็บไว้มากกว่า 1 ชุด เช่น เก็บไว้ในฮาร์ดิสก์ 2 ลูก หรือ เก็บไว้บนระบบรับฝากไฟล์ (Cloud Storage)
ซึ่งอันนี้คือแนวคิดหรือวิธีการปกติที่เราควรทำคือ เก็บไฟล์ทุกอย่างของเพลงที่ทำไว้
แต่ทีนี้ไฟล์ก็คือไฟล์ เก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ก็มีสิทธิ์ที่ฮาร์ดดิสก์พัง หรือวันหนึ่งเทคโนโลยีเปลี่ยน ทำให้เราไม่มีโปรแกรมหรือปลั๊กอินเพื่อมาเปิดไฟล์งานเก่าได้ และจะเก็บไฟล์งานเพลทั้งหมดไว้บนระบบรับฝากไฟล์ บางทีทำงานมานาน ไฟล์งานเยอะ ค่าเก็บไฟล์ก็จะแพงมาก
ดังนั้น นอกจากหลักการว่าควรเก็บไฟล์ที่เกี่ยวข้องไว้ทั้งหมดแล้ว ก็ยังมีไฟล์สำคัญที่ต้องเก็บและรักษาไว้ให้ได้ ถ้าไฟล์งานจะเกิดหายไป ก็ขอให้ไฟล์เหล่านี้ยังอยู่
ไฟล์สำคัญที่คุณต้องรักษาไว้ยิ่งชีพ ถ้าคุณคือเจ้าของเพลงก็คือ ไฟล์มาสเตอร์ของเพลง หรือไฟล์ที่เป็นตัวเพลงที่เสร็จแล้ว โดยแยกงานเพลงที่ทำเสร็จแล้วออกมาเป็นไฟล์ 4 ไฟล์คือ
1.) ไฟล์งานเพลงที่สมบูรณ์ มีเสียงร้อง ดนตรี (Master)
2.) ไฟล์เพลงที่มีดนตรีและคอรัส รวมถึงเสียงร้องอื่นๆ ที่ไม่ใช่เสียงร้องหลัก หรือดนตรีที่ตัดเสียงร้องหลักออก (Minus1)
3.) ไฟล์เพลงที่มีแต่ดนตรี ไม่มีเสียงร้องใดๆ (Backing Track)
4.) ไฟล์เสียงร้องหลัก ไม่มีดนตรี
โดยไฟล์ที่ให้เก็บทั้ง 4 ไฟล์นี้ ให้เก็บเป็น .wav หรือ .aiff ตามระบบการอัดเสียงของคุณ และให้เก็บที่คุณภาพสูงสุดตามการทำงานของคุณ เช่น ตอนทำงานคุณอัดเสียงที่คุณภาพ 24 bit/44100hz ก็ให้ทำไฟล์สำหรับเก็บทั้ง 4 ไฟล์นี้ ในคุณภาพเดียวกับที่คุณใช้อัดเสียง
ปกติถ้าคุณไปจ้างนักมิกซ์อาชีพ จบงานมาสเตอร์ให้ คนมิกซ์งานมาตรฐานจะให้ไฟล์ 1-3 กับคุณอยู่แล้ว ส่วนไฟล์เสียงร้องเดี่ยวๆ ในข้อ 4 ถ้าคุณเป็นคนทำไฟล์ส่งคนมิกซ์ คุณก็ใช้ไฟล์ที่ส่ง เก็บไว้ได้เลย แต่ถ้าคุณไม่มีไฟล์เสียงร้อง ก็ให้คุณขอจากคนมิกซ์ว่า ขอไฟล์เสียงร้องหลัก แบบแห้ง (เสียงที่ยังไม่มิกซ์ หรือเสียงที่ไม่ติดรีเวิร์บ) เพื่อเก็บไว้
ไฟล์ทั้ง 4 ที่ให้เก็บไว้นี้ เพียงพอให้ในวันหน้า หากเพลงของคุณดังมากหรือเป็นเพลงอมตะ แล้วเพลงต้องถูกนำมาทำมาสเตอร์ใหม่หรือทำดนตรีใหม่ รีมิกซ์ หรือนำไปใช้ประโยชน์ เช่น วางดนตรีกับหนัง ใช้ประกอบละคร การมีไฟล์ทั้ง 4 แบบนี้ไว้ ก็พอให้นำเพลงไปใช้ต่อในอนาคตได้
การมีเสียงร้องแยกไว้เป็นไฟล์ต่างหาก ทำให้สามารถทำดนตรีใหม่ใส่ให้เสียงร้องเดิมได้
ส่วนการจะเก็บไฟล์ทั้ง 4 ไฟล์นี้ไม่ให้สูญหาย สามารถทำได้ง่ายโดยเก็บไว้ทั้งบนฮาร์ดดิสก์และบนระบบรับฝากไฟล์ และคุณเก็บงานแค่เพลงละ 4 ไฟล์บนระบบรับฝากไฟล์ฟรีอย่าง Google Drive คุณสามารถเก็บไฟล์ได้เป็นร้อยงาน
สรุปคือ ถ้าทำเพลงเสร็จ หลักการแรกคือเก็บไฟล์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้ และหลักการที่สองคือ ต้องเก็บไฟล์สำคัญที่สุดทั้ง 4 ไฟล์ ไว้ให้ปลอดภัยที่สุด เพราะถ้าแม้ไม่มีไฟล์เพลงทั้งหมด แต่มีไฟล์ทั้งสี่แบบไว้ ก็ยังนำเพลงกลับมาทำใหม่ ใช้ประโยชน์จากไฟล์นี้ได้ ในอนาคต
27/06/2024
ดีเจถือว่าเป็นศิลปินไหม?
สำรวจการเป็นผู้เลือกเพลง
สร้างบรรยากาศ และอ่านใจคน
คำว่า ‘ดีเจ’ คนไทยบางส่วนอาจคุ้นเคยกับอาชีพดีเจจัดรายการคลื่นวิทยุ เปิดเพลงให้ตามใจผู้ฟัง พูดคุยกับสายจากทางบ้าน มีปฏิสัมพันธ์กันทางเสียงผ่านคลื่นเสียงและสายโทรศัพท์ จนดูเหมือนหน้าที่ของดีเจ คือคนเปิดเพลงให้เราฟังเท่านั้น แต่อาชีพดีเจยังใช้ทักษะอื่นอีกหลายอย่างเพื่อควบคุมคนฟังโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งดีเจที่เราจะพูดถึงในบทความนี้ไม่ใช่ดีเจที่อยู่ในห้องส่ง ทว่าเป็นดีเจที่อยู่ในคลับหรือฟลอร์ (Floor) ที่มักถูกมองข้ามไป
เวลาที่อยู่ในบาร์ ไนต์คลับ หรืองานอีเวนต์ ดีเจมักเป็นส่วนประกอบหนึ่งในบรรยากาศของงาน จนบางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เขายืนทำอะไร หรือแค่เปิดเพลงเฉยๆ โยกหัวไปมาแค่นั้นหรือ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นใครก็อาจจะทำหน้าที่นี้แทนได้ใช่ไหม หรือเขาคือศิลปินผู้ผลิตผลงานดังเช่นนักร้อง นักดนตรีทั่วไปกันแน่
The Momentum มีโอกาสพูดคุยกับโปรโมเตอร์ของกลุ่มเพื่อนดีเจที่มารวมตัวกันภายใต้ชื่อ Kleaning Service ถึงสิ่งที่คนมักเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับดีเจ
โดยทั่วไป ดีเจคือผู้สร้างบรรยากาศ ซึ่ง Kleaning Service เปรียบเทียบดีเจ เหมือนกับช่างภาพเพื่อให้คนเข้าใจการทำงานของดีเจได้ง่ายขึ้น อาวุธของช่างภาพคือกล้อง ส่วน ‘อาวุธของดีเจคือเพลง’
“อยู่ที่ว่าคุณไปสถานที่นั้นเพื่อเสพอะไร ถ้าคุณไม่ได้สนใจเพลงเท่าไร คุณก็จะมองไม่เห็นความสำคัญของดีเจ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่สนใจในการฟังเพลงจริงๆ คุณจะมองดีเจอีกแบบหนึ่ง แล้วแต่คนฟังว่าเขาอินกับเรื่องของดนตรีขนาดไหน” Rraatt หรือนัท หนึ่งในสมาชิก Kleaning Service กล่าว
ขณะเดียวกัน ดีเจที่สามารถนิยามได้ว่าเป็นศิลปินก็มีอยู่ เป็นดีเจที่ทั้งแต่งเพลงเอง และเล่นในงานเฟสติวัล มีการขายบัตรไม่ต่างจากนักร้องวงดนตรี เล่นครั้งหนึ่ง 2 ชั่วโมง เหมือนการดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง แต่เปลี่ยนจากการดูเป็นการฟัง และเคลื่อนไหวขยับร่างกายตาม
แต่ในฐานะผู้ฟัง มองว่าคำว่าศิลปินนั้นกว้างขวาง เพลงและเพลย์ลิสต์ของดีเจเปรียบได้กับศิลปะแนวคอลลาจ (Collage) ที่ใช้เทคนิคการตัดแปะ ผสมกับทักษะจินตนาการ และการวาดภาพ ซึ่งศิลปินบางคนไม่ได้วาดภาพเอง แต่หยิบเอาองค์ประกอบที่สะดุดตาน่าสนใจมาจัดระเบียบสรรค์สร้างให้กลายเป็นงานศิลปะ ซึ่งคล้ายกับดีเจไม่น้อย ถ้ามองว่าผู้สร้างงานคอลลาจเป็นศิลปิน ดีเจก็อาจจะเป็นศิลปินได้ไม่ต่างกัน
• เหล่าพ่อมด แม่มดแห่งฟลอร์ ไม่ใช่แค่นักสร้างบรรยากาศ แต่เป็นผู้ควบคุมบรรยากาศ
ลองนึกภาพคน 100 คนในสถานที่เดียวกัน โดยที่ไม่มีพื้นฐานความชอบในดนตรีแนวเดียวกัน การทำให้คนเหล่านั้นมีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนกันเป็นสิ่งที่ยากมาก และดีเจใช้เพลงเพื่อนำทางคนทั้งหมดให้มีอารมณ์ร่วมกันเหมือนใช้เวทมนตร์
• แล้วทำไมดีเจคนเดียวถึงมีอำนาจได้ขนาดนั้น
ในบทความที่ชื่อ Electronic Music & Mind Control: EDM, Trance, & Binaural Beats กล่าวถึงคลื่นความถี่ของเพลงแนวอีดีเอ็ม (EDM) สามารถควบคุมจิตใจผู้ฟังได้ อย่างน้อยคือการควบคุมให้คนรู้สึกสนุก และต้องเต้นตามเพลง
ดังนั้นการจะเป็นดีเจได้ จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับเพลงอย่างลึกซึ้ง ผ่านการฟังเพลงมากมายนับไม่ถ้วน รวมถึงมีเพลย์ลิสต์ของดีเจแต่ละคนย่อมถูกคัดสรรมาอย่างดี แต่อาวุธชิ้นนี้จำเป็นต้องมีคู่มือการใช้ และมีการตระเตรียม เพราะดีเจไม่ใช่แค่เปิดเพลง แต่ยังต้องมิกซ์เพลง การสแครตช์ และการเข้าเพลงให้สมูธ เพื่อให้แน่ใจว่า บรรยากาศโดยรวมออกมาราบรื่น โดยคนฟังไม่รู้สึกสะดุดหู
หากเคยไปบาร์สักแห่งหนึ่งที่มีดีเจ แล้วเดินเข้าไปขอให้เล่นเพลงที่เราอยากฟัง ดีเจบางคนอาจจะไม่เปิดให้ เพราะดีเจไม่ได้เปิดเพลงตามใจตนเอง แต่หากจะมีเหตุผลให้ดีเจเปลี่ยนเพลง สับเปลี่ยนลิสต์เพลงที่วางไว้ นั่นคงมาจากการสังเกตภาพรวมอารมณ์ของคนในฟลอร์ตลอดเวลาว่า ขณะนั้นผู้คนส่วนใหญ่มีท่าทางอย่างไร
การอ่านใจคนเป็นทักษะสำคัญในการทำงานดีเจ เราอาจไม่รู้ตัวว่าดีเจมองคนในฟลอร์อยู่ตลอดเวลา ในการทำงานของดีเจที่ดูเหมือนยืนอยู่เฉยๆ แต่ความจริงกำลังประมวลผลผู้ชมที่อยู่ตรงหน้าว่า มีท่าทีต่อเสียงเพลงอย่างไร
ไม่เพียงอ่านใจแต่ยังต้องรู้ใจ เพราะการเปิดเพลงให้คนฟังขยับตัว สนุก หรืออินไปกับเพลง คือเป้าหมายของดีเจ อีกทั้งหากเป็นดีเจในคลับยังมีรายละเอียดในการเลือกเพลงแต่ละช่วงเวลา ทำให้มีจังหวะแตกต่างกันออกไปตามระดับความสนุกครึกครื้นของคนในฟลอร์
นอกจากดีเจจะแยกประเภทตามเป้าหมายและสถานที่ แต่ดีเจยังแบ่งแยกย่อยหลากหลายแขนงตามแนวเพลงที่ถนัดอีกด้วย โดย Kleaning Service ทิ้งท้ายไว้ว่า ดีเจที่เป็นที่นิยม คือดีเจผู้ซึ่งเปิดเพลงแนวเมนสตรีมที่มีคนฟังเยอะๆ อยู่ดี
เวลาเราเลือกร้านไปแฮงเอาต์กับเพื่อน คงมีน้อยครั้งที่เราจะเลือกร้านจากดีเจ แต่อยากให้ลองเริ่มค้นหาดีเจจากแนวเพลงที่คุณชอบฟังก่อน ลองไปฟังดูสักครั้ง แล้วลองสังเกตว่า ดีเจทำอะไรบ้าง บางทีคุณอาจจะค้นพบดีเจคนโปรดกับบรรยากาศใหม่ๆ ให้ต้องไปดูไปฟังบ่อยๆ ก็ได้
ที่มา:
- https://djwillgill.com/what-are-djs-actually-doing-on-stage/
- https://www.funktasy.com/dance-edm-house/electronic-music-mind-control/
- https://steemit.com/music/-power/how-do-successful-djs-control-the-dance-floor
ภาพ: Boiler Room
#ดีเจ
05/04/2024
เพลงประท้วงยุคหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557
เพลงเพื่อชีวิตมีคุณลักษณะทางดนตรีอย่างไร? หรือเพลงใดจะถูกนิยามว่าเพลงเพื่อชีวิตบ้าง? ความเรียงฉบับนี้ขอสร้างพื้นที่ทางความรู้ สร้างบทสนทนาที่ท้าทายเกี่ยวกับเพลงเพื่อชีวิต โดยนำเสนอข้อค้นพบจากการศึกษาภาคสนาม
ดนตรีวิทยามีวิธีการศึกษาที่สอดคล้องกับวิธีทางมานุษยวิทยา หรือจะกล่าวได้ว่าเป็นส่วนย่อยที่แตกออกมาจากมานุษยวิทยา สังคมวิทยา แต่ใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการศึกษาและทำความเข้าใจมนุษย์กับสังคม โดยดนตรีวิทยามุ่งศึกษาดนตรีและสิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ดนตรี จากนั้นทำการเอาความสัมพันธ์ทั้งสองระหว่างดนตรีกับสังคมมาวิเคราะห์ สอดคล้องกับการศึกษาทฤษฎีและวิธีวิทยาในมานุษยวิทยา โดยมีกรอบการศึกษาที่ใช้เป็นแนวทางในการศึกษาสังคม วัฒนธรรม วิธีวิทยาหรือโครงสร้างวิธีการในการเข้าถึงโลกทางสังคม-วัฒนธรรมนั้น ไม่อาจแยกจากกันได้อย่างเด็ดขาด เพราะแนวคิดแบบหนึ่งก็มักจะพ่วงมาด้วยโครงสร้างวิธีการศึกษาชุดหนึ่ง
จากนั้นนำเอาแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องใช้ในการตรวจสอบและปรับปรุงให้การศึกษาพัฒนาขึ้น อย่างไรก็ตามรูปแบบและทฤษฎีไม่ใช่แม่แบบหรือแม่บทที่จะต้องนำไปใช้อย่างเคร่งครัด แต่คือเค้าโครงแบบคร่าว ๆ ที่เอาไว้หาข้อผิดพลาด ปรับปรุง ตลอดจนเพื่อใช้กำหนดกรอบในการเตรียมตัวศึกษาภาคสนาม นักเรียนดนตรีวิทยามักแตกต่างกับนักเรียนดนตรีในสาขาอื่น ๆ เพราะนอกจากต้องเรียนรู้เกี่ยวกับดนตรีแล้ว จะต้องเรียนทฤษฎีและวิธีวิทยาในทางมานุษยวิทยาที่แตกต่างกันจำนวนมาก เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเข้าไปยัง “สนามความรู้” ที่ไม่มีการรู้แน่ชัดว่าจะต้องเจออะไร แนวคิดทฤษฎีและวิธีวิทยาแบบไหนจะเหมาะกับสนามความรู้ที่เจอ
การฟังเพลงประท้วงหรือเพลงเพื่อชีวิตต้องเห็นชีวิตและพลวัตของความเคลื่อนไหว ในฐานะเพลงประท้วงเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการต่อสู้ของประชาชนที่ไม่ยอมจำนน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ สำหรับการศึกษาเพลงประท้วงถ้าเราไม่สนใจการต่อสู้ของผู้คน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่ไม่ยอมจำนนพวกเขาต่อสู้แบบไหน ถูกกระทำอย่างไร เราจะหลับหูหลับตาฟังแค่เสียงของเพลงเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องฟังเสียงที่เกิดขึ้นขณะที่เสียงเพลงทั้งก่อนและหลังเพลงดังขึ้นด้วย ไม่เช่นนั้นก็เป็นเหมือนเพียงการหลับหูหลับตาฟังเพลงเพียงอย่างเดียว
สำหรับเสียงจากสนามความรู้นั้น ไม่ควรละเลยเสียงของคนไร้อำนาจซึ่งจะสามารถปรากฏให้เห็นอยู่ในทุก ๆ สังคม การต่อสู้ของคนไร้อำนาจมิได้มีวิธีการให้เลือกมากนัก เพลงจึงเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ถูกใช้ในการต่อสู้เรื่อยมา ความเรียงฉบับนี้ได้นำเอาแนวคิดการมองทะลุทั้งสองด้านอย่างเชื่อมโยงเพื่อก้าวข้ามมายาคติ ซึ่งเป็นรูปแบบการศึกษาแบบวิภาษวิธีมาปรับใช้ในการศึกษา โดยมองเพลงประท้วงเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางชนชั้น เพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ของประชาชน และปลดปล่อย จึงได้ใช้แนวคิดดนตรีสมัยนิยม ซึ่งเป็นรูปแบบทางดนตรีที่ได้รับความนิยมในยุคปัจจุบันมาใช้ศึกษาทางดนตรี และใช้แนวคิดสังคมนิยมเพื่อศึกษาวิธีการทางดนตรีวิทยา
ติดตามได้ในบทความ series มานุษยวิทยาอนาคต "เพลงประท้วงยุคหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557"
👉 https://www.sac.or.th/portal/th/article/detail/589
ชิษณุพงค์ อินทร์แก้ว: เขียน
#มานุษยวิทยาอนาคต #รัฐ #วัฒนธรรมอำนาจ #เพลงประท้วง #รัฐประหาร #พฤษภาคม2557 #ศมส. #ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
25/03/2024
บทความนี้พยายามวิเคราะห์และตรวจสอบการสร้างอัตลักษณ์ในบทเพลงของเขา เนื่องจากคนที่เขียนถึงเขาในฐานะที่เขาเป็นผู้สร้างอัตลักษณ์ของความเป็นล้านนานั้นมีค่อนข้างมาก แต่การตรวจสอบความยอกย้อนย้อนแย้งของความเป็นล้านนาในบทเพลงของเขามีงานเขียนแทบจะนับนิ้วได้ งานชิ้นนี้จึงเป็นการทดลองเปิดประเด็นต่อการวิพากษ์ตนเองในเรื่องการสร้างอัตลักษณ์ล้านนาโดยใช้บทเพลงของจรัล มโนเพ็ชร สองบทเพลงคือ เพลงลูกข้าวนึ่ง และเพลงล้านนา ซึ่งทั้งสองเพลงนี้ผมมองว่าเป็นการแสดงถึงความคลุมเครือของอัตลักษณ์ล้านนา แต่อย่างไรก็ตาม ผมมิได้มีเจตนาที่จะหมิ่นอ้ายจรัลฯแต่อย่างใด
แม้หลายบทเพลงของเขาจะกล่าวถึงความเป็นล้านนา อย่างเพลงของกิ๋นคนเมือง แต่อย่างไรก็ตาม ความย้อนแย้งในบทเพลงของเขาก็ปรากฏให้เห็นอยู่เนื่อง ๆ เนื่องจากการประดิษฐ์อัตลักษณ์ดังกล่าวข้างต้นเกิดขึ้นในช่วงที่มีการก่อองค์อำนาจ-ความรู้แบบสงครามเย็นเข้าไปด้วย อุดมการณ์ความเป็นไทยที่ก่อตัวขั้นในสมัยสงครามเย็นได้แพร่ขยายและรัฐไทยก็สามารถควบคุมในพื้นที่ต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเพลงของจรัลฯก็สามารถเห็นได้จากเพลงอย่าง ลูกข้าวนึ่ง ที่มีลักษณะของอุดมการณ์ของความเป็นที่เห็นได้ชัด
อ่าน ความอีหลักอีเหลื่อของมโนทัศน์ล้านนาไทยในบทเพลงของ ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ได้ที่ https://www.lannernews.com/25032567-01/
หากสืบย้อนกลับไปในมโนทัศน์ลักษณ์นี้ก็ต้องอธิบายถึงกระบวนการสร้างชาติไทย ต้องย้อนกลับไปในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม นอกจากสร้างโครงเรื่องทางประวัติศาสตร์ชาตินิยมแล้ว ยังมีการสร้างการรับรู้ว่าคนไทยภาคเหนือหรือชาวล้านนาเป็นคนไทยเชื้อสายเดียวกันกับคนไทยในภาคกลางหรือชาวสยาม การสร้างความรู้สึกร่วมนี้ก็เพื่อที่จะให้ประเทศไทยเป็นเอกภาพ ผ่านบทละครอิงประวัติศาสตร์ที่เขียนโดยหลวงวิจิตรวาทการ เช่น เลือดสุพรรณ เจ้าหญิงแสนหวี น่านเจ้า มหาเทวี เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการแฝงความรักชาติในเวทีประกวดนางงามผ่านการแต่งเพลงและร้องเพลง เรียกว่า “นางสาวถิ่นไทยงาม” ผู้ชนะการประกวดจะเข้าสู่เวทีระดับชาติต่อไป
ด้วยนโยบายของรัฐในซึ่งมุ่งสร้างชาติและสร้างความเป็นไทยโดยผ่านสื่อต่าง ๆ เหล่านี้เอง จึงเห็นได้ว่า การกลายเป็นตัวตนเป็นคนไทยประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในเขตสังคมเมือง สังคมล้านนาที่เคยมีความหลากหลายของคนต่างชาติพันธุ์ค่อยๆหมดไปตามกาลเวลา ดังนั้นสำนึกของคนไทยภาคเหนือ (รวมทั้งภาคอื่น ๆ ) จึงมีหลายสำนึก กล่าวคือ ในบางสถานการณ์ก็อ้างความเป็นไทย และในบางสถานการณ์ก็อ้างความเป็นคนเมือง หรืออ้างความเป็นยอง/ลื้อ/จีน ฯลฯ ขึ้นอยู่กับความพอใจหรือประโยชน์ที่ได้รับจากการแสดงตัวตน
สุนทร คำยอด อธิบายว่า การกล่าวถึงบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ชี้ให้เห็นภาพความสัมพันธ์อันดีงามราบรื่นพระบรมโพธิสมภารของราชวงศ์จักรีซึ่งเป็นการยึดโยงความสัมพันธ์ระหว่างล้านนากับสถาบันกษัตริย์และเป็นอุดมการณ์หลักและความมั่นคงอย่างหนึ่งของรัฐไทย ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า “อุดมการณ์ล้านนา-ราชาชาตินิยม”
นอกจากนั้น คำเรียก “คนอื่น” ของส่วนกลางมักใช้คำว่าลาว แทนกลุ่มชาติพันธุ์นั้น ๆ อย่าง ลาวพุงดำ ลาวพุงขาว ลาวกาว เป็นต้น การสร้างความเป็นล้านนาให้โดดเด่นคือการเชื่อมโยงให้เข้ากับรัฐส่วนกลาง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือจรัลฯ พยายามหาที่ยืนให้กับความเป็นล้านนาภายใต้ความเป็นไทย และสามารถสร้างจินตภาพล้านนานี้ดี ได้ในอีกแง่หนึ่งด้วย
บทเพลงของจรัล มโนเพ็ชร ทั้งสองเพลงที่ผมนำมาคลี่คลายในแง่ของอุดมการณ์ความเป็นไทยจึงนำไปสู่การทำความเข้าใจความเป็นไทย ผ่านการเล่าถึง “คนอื่น” ในบทเพลงของเขา ซึ่ง “คนอื่น” ในที่นี้ก็ไม่ใช่คนอื่นไกลแต่เป็นคนอื่นในแดนตน คนอื่นที่มีปฏิสัมพันธ์ในการใช้ชีวิตร่วมกัน และถูกอำนาจทางวัฒนธรรมผลักไสเพื่อหาตำแหน่งแห่งที่ของตนในความเป็นไทย เนื่องจากบทเพลงของจรัลฯจะเป็นไทยหรือไม่ก็ไปไม่ถึง จะเป็นอัตลักษณ์ล้านนาหรือก็ไม่เชิง
เรื่อง: ป.ละม้ายสัน
24/03/2024
คนอื่นๆ ไม่รู้ว่าจะสนใจไหม แต่นี่เป็นรายการที่เห็นปุ๊ปก็ยืนยันกับตัวเองว่ายังไงต้องมาให้ได้ นิทรรศการ Our Music Island Stories ที่ Taipei Pop Music Center ซึ่งตรงนั้นเป็นกลุ่มอาคารด้านดนตรีทั้งหมด ทั้งหอแสดงดนตรี ศูนย์บ่มเพาะ ศูนย์วัฒนธรรม ร้านค้าเกี่ยวกับดนตรี แต่ไปวันธรรมดา ก็ออกจะเงียบเหงาอยู่ไม่น้อย
ตัวนิทรรศการห้ามถ่ายวิดีโอ ถ่าบภาพได้เฉพาะสำหรับส่วนตัว ไม่ใช่ในเชิงพาณิช โดยเฉพาะห้องสุดท้าย ห้ามถ่ายทั้งหมด
เรื่องราวในนิทรรศการบอกเล่าพัฒนาการดนตรีป๊อปในไต้หวันซึ่งตีคู่มากับการสร้างชาติ การพัฒนาตามแนวชาติตะวันตก ทุนนิยม การเรียกร้องประชาธิปไตย และการก้าวกระโดดของสื่อและเทคโนโลยี เพลงป๊อปได้อานิสงฆ์จากอุตสาหกรรมภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์อย่างมหาศาลในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จนถึง 1960 ซึ่งเป็นจังหวะเปลี่ยนผ่าน generation พอดี หนุ่มสาวยุคใหม่เริ่มทำเพลงเองโดยไม่ต้องอยู่ใต้ร่ม “เพลงประกอบ” แล้ว เนื้อหาสะท้อนความกบฏของคนรุ่นใหม่ สังคมที่เขาอยากให้เป็น แน่นอนว่ามันคือการประท้วงผ่านสื่อศิลปะและการแบนเพลง จนกระทั่งได้มาซึ่งเสรีภาพราวช่วง 1980 และอุตสาหกรรมดนตรีก็เบ่งบานอย่างต่อเนื่องผ่านรายการประกวดดนตรีในช่วง 1990 และปรับตัวตามกระแสโลกอย่างต่อเนื่อง ถึงกับที่เขาขนานนามตัวเองว่าเป็นศูนย์กลางของเพลงป๊อปภาษาแมนดาริน
ห้องที่ชอบที่สุดคือห้องรถไฟ เพราะมันเป็นระบบขนส่งที่เชื่อมทั้งเกาะเอาไว้ จึงมีเพลงเกี่ยวกับรถไฟทั้งในแง่การเข้าเมืองตามหาความฝัน พลังในการใช้ชีวิต ความกังวลต่ออนาคตในสังคมทุนนิยม และการกลับบ้าน อีกห้องนึงที่ชอบคือ เพลงอินดี้ซึ่งรวมเอาฮิปฮอป ร็อก และเทศกาลดนตรีเอาไว้ ห้องนี้เห็นความสุดของแวดวงดนตรีที่นี่
ห้องสุดท้ายเป็นจอ 6 ด้าน ฉายคอนเสิร์ตฟีลอิมเมอสีฟ วันที่ไปมีคอนเจย์โช ซึ่งเราไม่เคยตั้งใจฟังเพลงเขาเลย ก็เลยเพิ่งรู้ว่าเขาร้องบัลลาดดีมาก
05/03/2024
ทำไม นักร้องระดับโลก จัดคอนเสิร์ตที่สิงคโปร์ มากกว่าไทย /โดย ลงทุนแมน
จากข่าวที่มีแฟนคลับตั้งใจไปดูคอนเสิร์ต The Eras Tour ของ Taylor Swift ที่สิงคโปร์ แล้วถูกโกงบัตรคอนเสิร์ตมูลค่าหลายหมื่นบาท ผ่านการซื้อตั๋วที่ถูกนำมาขายต่อ ซึ่งมีเคสการโกงแบบนี้เกิดขึ้นจำนวนมาก
นับว่าเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเจ็บปวดให้กับแฟน ๆ ที่ตั้งตารอชมคอนเสิร์ตนี้อย่างมาก เพราะการที่ Taylor Swift จะมาจัดคอนเสิร์ตในอาเซียน ไม่ได้มีโอกาสให้เห็นบ่อย ๆ
และนอกจากประเด็นเรื่องของการถูกโกงแล้ว อีกอย่างที่เราได้เห็นจากเรื่องนี้ ก็คือกระแสความนิยมในตัวคอนเสิร์ตของ Taylor Swift
ซึ่งความต้องการเข้าชมคอนเสิร์ตของ Taylor Swift มีมากถึงขนาดที่ว่ามีการจัดคอนเสิร์ตในสิงคโปร์ มากถึง 6 รอบ
และมีการประเมินไว้ว่าการจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ ทำให้สิงคโปร์มีรายได้จากการท่องเที่ยวมากถึง 14,000 ล้านบาท
คำถามคือ ทำไมถึงเลือกสิงคโปร์ เป็นที่จัดคอนเสิร์ต
และทำไมถึงไม่มีคอนเสิร์ต Taylor Swift ในประเทศไทย แม้แต่รอบเดียว ?
อะไรคือความแตกต่างระหว่าง ไทย และ สิงคโปร์
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
แต่เดิมคอนเสิร์ต The Eras Tour ของ Taylor Swift จะมีการจัดแสดงที่สิงคโปร์ 3 รอบ แต่ด้วยกระแสตอบรับอย่างถล่มทลาย ทำให้ต้องเพิ่มรอบการแสดงอีก 3 รอบ รวมเป็น 6 รอบ คิดเป็น 300,000 ที่นั่ง โดยมีผู้เข้ามาลงชื่อรอซื้อในระบบจองตั๋วกว่า 8 ล้านคน..
เช่นเดียวกับ Coldplay วงดนตรีชื่อดังจากอังกฤษ จัดแสดงทัวร์คอนเสิร์ต 4 รอบ ที่สิงคโปร์ วางจำหน่ายบัตร 200,000 ใบ แต่ขายหมดภายในวันเดียว จนต้องเปิดรอบเพิ่มอีก 2 รอบ รวม 6 รอบ แต่จัดแสดงที่ไทยเพียง 2 รอบเท่านั้น
จากจุดนี้ จะเห็นได้ว่าผู้จัดคอนเสิร์ตศิลปินดังเหล่านี้ จะชื่นชอบสิงคโปร์ มากกว่าไทย
แล้วอะไรคือความแตกต่างระหว่างไทยกับสิงคโปร์ ในด้านการจัดแสดงงานคอนเสิร์ต ?
เรื่องแรกเลยก็คือ
- สิงคโปร์ มีความได้เปรียบด้านที่ตั้ง ซึ่งจัดเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน
จริงอยู่ที่ว่า ไทยก็เป็นศูนย์กลางเหมือนกัน แต่ประเทศที่อยู่รอบไทยนั้น คือ พม่า, ลาว, เวียดนาม ซึ่งไม่ใช่ตลาดหลักที่มีฐานแฟนเพลงหนาแน่นอย่าง ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งต่างก็มีสิงคโปร์เป็นศูนย์กลาง
และเมื่อเทียบกับฐานแฟนเพลงภายในประเทศเอง
สิงคโปร์ ก็มีกำลังจ่ายมากกว่า
โดยหากวัดกันที่ รายได้ต่อหัวในปี 2023 ประเทศไทยมีรายได้ต่อหัวประมาณ 277,000 บาทต่อคนต่อปี
ในขณะที่สิงคโปร์ มีรายได้ต่อหัว 3,285,000 บาทต่อคนต่อปี มากเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาค และมากกว่าไทย 10 เท่า
ซึ่งในมุมของผู้จัดแล้ว การมีดีมานด์จากภายในประเทศที่พร้อมจ่ายรองรับตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็แทบจะการันตีได้ว่าจะไม่ขาดทุน อีกทั้งยังช่วยให้ตั้งราคาค่าตั๋วได้สูงกว่า เพราะฐานผู้ชมในประเทศมีกำลังซื้อสูง
- การเดินทางที่สะดวก ครอบคลุม และทันสมัย
สิงคโปร์ถือเป็นศูนย์กลางทางการบินของเอเชีย เพราะเป็นจุดเปลี่ยนเครื่องบินของหลายสายการบินทั่วโลก จึงมีสายการบินหรู และสายการบินต้นทุนต่ำให้บริการจำนวนมาก
อีกทั้งยังมีสนามบินชางงี ที่ถูกจัดอันดับให้เป็นสนามบินที่ดีที่สุดในโลก ติดต่อกันถึง 8 ปีซ้อน สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากกว่า 135 ล้านคนต่อปี
ส่วนระบบการขนส่งภายในประเทศเองก็มีความทันสมัย ซึ่งนอกจากสะอาดแล้ว ยังมาตรงเวลา และเข้าถึงสถานที่สำคัญได้ทั่วทั้งเมือง
ในขณะที่ประเทศไทย แม้ว่าเราจะมีสนามบินสุวรรณภูมิที่มีขนาดใหญ่ และมีสายการบินจากทั่วโลกเช่นเดียวกับสิงคโปร์
แต่ระบบการขนส่งภายในตัวเมืองนั้น ถือว่ายังไม่ครอบคลุม และรองรับคนเดินทางจำนวนหลายหมื่นคน ในช่วงเวลาเร่งด่วนได้ไม่ดี โดยเฉพาะสถานที่จัดแสดงหลาย ๆ แห่ง
อย่างเช่น สนามราชมังคลากีฬาสถาน ที่สุดท้ายแล้วก็ต้องนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แท็กซี่ หรือเดินเข้าไปยังสนามกีฬา และก็มักจะได้เห็นข่าว นักท่องเที่ยวเจอการโก่งราคาค่าโดยสาร ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเสื่อมเสียอย่างมาก
- สถานที่จัดแสดงที่ใหม่กว่า และพร้อมกว่า
สำหรับสถานที่จัดแสดงในสิงคโปร์นั้น จะอยู่ใน Singapore Sports Hub ซึ่งเป็นศูนย์รวมสนามแข่งขันกีฬาขนาดใหญ่
และบริหารงานโดยหน่วยงานของรัฐบาลสิงคโปร์ โดย Singapore Sports Hub เพิ่งสร้างเสร็จและเปิดใช้งานเมื่อปี 2014
โดยมีสนามหลักอย่าง National Stadium สนามกีฬาที่มีหลังคาโดมเปิดปิดได้ใหญ่สุดในโลก ซึ่งจุผู้คนได้มากกว่า 55,000 คน และมีระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมถึงโดยตรง
รวมไปถึงเรื่องความปลอดภัย ซึ่งสิงคโปร์ดูจะเป็นประเทศที่มีความสงบทางการเมืองมากกว่า
ต่างจากประเทศไทยที่ในอดีต คอนเสิร์ตของ Taylor Swift ที่วางแผนจะมาเปิดการแสดงที่ไทยเป็นครั้งแรก ก็ต้องยกเลิกการจัดแสดงไป เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในปี 2014
- การผลักดันและสนับสนุน
การท่องเที่ยวสิงคโปร์ หรือ STB คือหน่วยงานหลักที่เป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายการเป็น Entertainment Hub ของสิงคโปร์
โดยนอกจากเงินทุนที่สนับสนุนภาคเอกชน เพื่อให้มีความพร้อมในการจัดงานใหญ่ ๆ ระดับโลกแล้ว
STB ยังคอยช่วยอำนวยความสะดวก และติดต่อประสานงานในด้านต่าง ๆ กับผู้จัดคอนเสิร์ตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
รวมถึงยังช่วยวางแผนการตลาด การโปรโมต และติดต่อศิลปินหรือค่ายเพลงให้เลือกสิงคโปร์เป็นสถานที่จัดงานอีกด้วย
อย่างในเคสของคอนเสิร์ต Taylor Swift ก็มีการประเมินว่า STB จ่ายเงินสนับสนุนมากกว่า 100 ล้านบาท ต่อรอบการแสดง รวม 6 รอบกว่า 600 ล้านบาท เพื่อแลกกับการเลือกสิงคโปร์เป็นสถานที่จัดแสดงเพียงประเทศเดียวในภูมิภาค
ซึ่งผลตอบแทนที่ได้ ก็คุ้มค่าอย่างมาก เพราะด้วยจำนวนบัตรคอนเสิร์ตรวมกว่า 300,000 ใบ
ทำให้ยอดจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมที่พักทั่วสิงคโปร์ เพิ่มขึ้นกว่า 30% ในช่วงของการจัดแสดง
และคาดการณ์ว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้ ทำให้สิงคโปร์มีรายได้จากการท่องเที่ยวมากถึง 14,000 ล้านบาท เลยทีเดียว
จะเห็นว่า ศิลปินดัง หรืออิเวนต์ใหญ่ ๆ เลือกสิงคโปร์เป็นสถานที่จัดแสดง ไม่ได้มาจากการรอให้เป็นผู้ถูกเลือก
แต่ทั้งหมดมาจากนโยบาย แผนการที่ชัดเจน และความร่วมมือของทุกฝ่ายในการที่จะเป็น Entertainment Hub
เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากการจัดงาน และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่จะกระจายสู่ธุรกิจท้องถิ่น
เพราะอย่าลืมว่า สิงคโปร์ คือเกาะที่ไม่มีทรัพยากรทางธรรมชาติ และมีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของกรุงเทพฯ
การดิ้นรนสร้างแม่เหล็กดึงดูดเงินเป็นของตัวเอง จึงกลายเป็นแรงผลักสำคัญ ให้สิงคโปร์ดันตัวเองไปเป็น Entertainment Hub ของภูมิภาค
และเพื่อช่วยเร่งการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในประเทศสิงคโปร์จากการล็อกดาวน์ ที่ในปี 2022 มีนักท่องเที่ยว 6.3 ล้านคน และรายได้เหลือเพียง 370,000 ล้านบาท จากเดิมที่เคยมีนักท่องเที่ยวกว่า 19 ล้านคน และสร้างรายได้กว่า 730,000 ล้านบาทในปี 2019
ซึ่งผลลัพธ์ก็เริ่มแสดงออกมาชัดขึ้นเรื่อย ๆ
อย่างที่เห็นได้จากรอบการแสดงของศิลปินดังอย่าง Coldplay และ Taylor Swift ที่ต่างก็เลือกสิงคโปร์เป็นสถานที่หลักในการจัดแสดง..
References
-https://www.sportshub.com.sg/
-https://www.todayonline.com/singapore/taylor-swift-coldplay-singapore-sports-hub-community-events-2199631
-https://sg.news.yahoo.com/taylor-swift-singapore-concert-complicated-072951597
-https://www.businesstoday.in/latest/trends/story/coldplay-breaks-record-for-most-number-of-tickets-sold-in-singapore-386541-2023-06-21
-https://www.singstat.gov.sg/publications/reference/ebook/industry/tourism
-https://www.imf.org/external/datamapper/profile/SGP
04/03/2024
UPDATE: “ฉันเกลียดมัน” Ariana Grande ไม่ซัพพอร์ตการที่คนนำเสียงเธอไปคัฟเวอร์เพลงอื่นด้วย AI
เป็นที่รู้กันดีว่าในช่วงที่ผ่านมา การนำเสียงของศิลปินคนดังมาคัฟเวอร์เพลงของคนอื่นด้วย AI หรือ Artificial Intelligence โดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของเสียงหรือเจ้าของเพลงก่อน กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนนิยมทำกันเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีผู้ติดตามฟังจนหลายเพลงมียอดวิวสูงอย่างน่าตกใจ
ซึ่งสำหรับ Ariana Grande ผู้เป็นนักร้องที่ถูกนำเสียงไปใช้คัฟเวอร์เพลงเวอร์ชัน AI มากที่สุดคนหนึ่งนั้นเธอรู้สึกชิงชังมันเป็นอย่างมาก เนื่องจากการกระทำเช่นนี้ส่งผลร้ายแรงโดยตรงต่อเหล่าศิลปิน นักเขียนเพลง รวมไปถึงผู้ผลิตด้วย โดยล่าสุดเธอได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าวในรายการ The Zach Sang Show เมื่อถูกถามว่า เธอได้ฟังเพลงเวอร์ชัน AI บ้างหรือไม่
เธอให้คำตอบว่า “นี่เรากำลังทำอะไรกันอยู่เหรอ? ทำไปเพื่ออะไรกัน? ฉันเกลียดมัน มันน่ากลัวจะตาย”
นอกจากเรื่อง AI แล้ว Ariana Grande ยังพบกับปัญหาอีกหนึ่งเรื่อง โดยเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน เพลงที่ใช้ชื่อว่า Fantasize ของเธอ รวมไปถึงเพลงที่ไม่เคยเปิดตัวอย่าง Gloss ได้หลุดออกมาในโลกอินเทอร์เน็ต และกลายเป็นเพลงฮิตติดกระแสไวรัลใน TikTok โดยทันที ซึ่งเธอพูดถึงประเด็นนี้ว่า ที่จริงแล้วเธอได้เข้าห้องอัดกับโปรดิวเซอร์คู่ใจ Max Martin และเขียนเพลงที่หลุดออกมาเหล่านั้นสำหรับรายการโทรทัศน์
“ก่อนที่ฉันจะไปถ่ายทำ Wicked มีผลงานจากสตูดิโอที่ฉันทำซึ่งตอนนี้ว่อนอยู่ทั่ว TikTok ขอบคุณมาก ฉันบอกได้เลยว่าเจอกันในคุกนะ…” เธอกล่าว
ภาพ: Ariana Grande
เรื่อง: พิมพ์ คำภีร์
อ้างอิง:
https://www.huffingtonpost.co.uk/entry/ariana-grande-explains-why-hates-ai-covers-using-voice_uk_65ddc854e4b005b85831b245