โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ

โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ, โรงเรียน, นิคมรถไฟ กม. 11 ถนนวิภาวดีรังสิต จตุจักร กทม, Bangkok.

โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ ถ.วิภาวดีรังสิต
แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กทม.10900
โทร.0-2621-8701 ต่อ
821-5020 หัวหน้าสถานศึกษา
821-5021 งานวิชาการ
821-5022 งานทะเบียน
821-5023 งานกิจกรรมนักเรียน
LINE Official Account @709fmxfq
เว็บไซต์ https://www.rts.ac.th โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ ได้เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2480 บริเวณตรงข้ามกับโรงงานมักกะสัน ได้ทำพิธีเปิดเมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2483 โดยมีวัตถุประสงค์ในการอบรม

Photos from โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ's post 19/08/2026

19 สิงหาคม 2510
👨‍✈️จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการเดินรถสายแก่งคอย - บัวใหญ่ ตอน ลำนารายณ์ - บัวใหญ่

🛤 ทางรถไฟสายแก่งคอย-บัวใหญ่ มีระยะทางยาวทั้งสิ้น 250 กิโลเมตร ทางสายนี้แยกออกมาจากทางรถไฟ สายตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ กม. 125+500 ถึงสถานีบัวใหญ่ กม. 375+904 โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายนี้ มีมาตั้งแต่ครั้งเริ่มสำรวจแนวทางขั้นต้นของเส้นทาง บ้านหมี่ - บัวใหญ่ อันเป็นแผนที่จะพยายามเชื่อมโยงทางรถไฟสายเหนือ กับสายตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ติดต่อถึงกันได้โดยสะดวกอีกทางหนึ่ง

🔶️ในสมัยที่ได้เปิดทางรถไฟสายถนนจิระ-ขอนแก่น โดยในขั้นแรกได้ดำริวางแนวทาง แยกจากสถานีบ้านหมี่ ตรงไปบรรจบกับสถานีบัวใหญ่ ครั้นต่อมาเกิดภาวะฉุกเฉินกรณีสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลจึงได้หันมาระดมกำลัง สร้างทางรถไฟสายแก่งคอย - เพชรบูรณ์ เพื่อผลทางด้านยุทธศาสตร์ของประเทศ และความดำริที่จะสร้างเมืองใหม่ที่เพชรบูรณ์ด้วย

📜เพื่อผลทางยุทธศาสตร์ของประเทศ จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน เพื่อใช้ในการสร้างทางรถไฟเลียบลำน้ำป่าสักขึ้น เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2487 เพื่อให้ทางสายนี้ ผ่านไปในท้องที่อำเภอชัยบาดาล, อำเภอวิเชียรบุรี, อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ และอำเภอหล่มสัก ซึ่งตำบลเหล่านี้อยู่ในท้องที่กันดาร ขาดทางคมนาคมที่ดี จะอาศัยได้เพียงแม่น้ำป่าสัก เมื่อถึงฤดูแล้ง ลำน้ำตื้นเขินเป็นช่วงๆ ในฤดูฝนน้ำในแม่น้ำไหลเชี่ยว ไม่ปลอดภัยที่จะใช้เรือเป็นยานพาหนะ ทำให้พลเมืองในท้องถิ่น ขาดการติดต่อและการสังคมกับบุคคลภายนอก

🔷️ เมื่อปี พ.ศ. 2487 กรมรถไฟ (ยังไม่เปลี่ยนฐานะเป็นองค์การ) ได้รีบเร่งให้เจ้าหน้าที่ออกสำรวจแนวทาง โดยแบ่งออกเป็น 2 สาย คือ จากแก่งคอยเลียบลำน้ำป่าสัก มุ่งสู่อำเภอวิเชียรบุรี อีกสายหนึ่งจากอำเภอหล่มเก่า เข้ามาบรรจบกัน การสำรวจได้แล้วเสร็จในปีเดียวกัน เป็นระยะทางจากแก่งคอย ถึงอำเภอหล่มเก่า อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ระยะทาง 320 กิโลมตร ต่อมาภาวะสงครามได้สิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2488 ประกอบกับประเทศ ต้องเผชิญกับความคับขันทางเศรษฐกิจ การสร้างทางสายนี้จึงได้ถูกระงับไว้ ภายหลังจากที่ก่อสร้างไปได้เพียง 5 กิโลเมตรเศษๆ เท่านั้น

♻️จนกระทั่งในปี 2493 เนื่องจากความจำเป็นในปัญหา อันประสบกับปริมาณการขนส่งสินค้า และการโดยสารของประชาชนได้เพิ่มขึ้นหลายเท่า จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่ภาคกลาง ตลาดกรุงเทพฯ- ธนบุรี และส่งไปต่างประเทศ ทำให้การรถไฟฯ ได้ดำริที่จะหาทางแก้ไข เกี่ยวกับพิกัดอัตราการลากจูง ที่ต้องถูกจำกัดอย่างมาก ทั้งนี้ เนื่องจากทางสายตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนระหว่างสถานีแก่งคอย กับสถานีปากช่อง มีความลาดชันสูง (สูงสุดถึง 24 ใน 1000) และรัศมีโค้งแคบมาก (ต่ำสุดเพียง 200 เมตร) จึงได้หันมารื้อฟื้นโครงการก่อสร้างทางสายแก่งคอย-บัวใหญ่ ขึ้นเป็นกรณีเร่งด่วน

🔴 ภายหลังจากที่ได้มีการพิจารณาอย่างถ่องแท้ โดยผู้ชำนาญการอีกเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว คงมีความเห็นพ้องว่า เป็นการสมควรและจำเป็น โดยอนุโลมใช้แนวทางที่สำรวจไว้เหมาะสมแล้ว ระหว่างแก่งคอย (กม. 125+500) กับสถานีลำนารายณ์ (กม. 208+000) และทำการสำรวจต่อไป โดยผ่านทิวเขาพังเหย เข้าจังหวัดชัยภูมิ ตัดออกสู่สถานีบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา อันเป็นสถานีปลายทาง (กม. 375+904)

⚒️ ซึ่งเมื่อสร้างทางสายนี้เสร็จเรียบร้อย สามารถเพิ่มจำนวนขบวนรถที่จะเดินติดต่อจากภาคอีสาน มาสู่แก่งคอยได้มากขึ้นกว่าเดิม ที่เดินขึ้นล่องระหว่างแก่งคอยกับนครราชสีมา ในขณะเดียวกัน จะเป็นการเปิดภูมิประเทศ ในอาณาบริเวณที่ติดต่อกับเส้นทางสายนี้ อันประกอบไปด้วย พื้นที่ต่างๆ ของจังหวัดทั้ง 5 มีสระบุรี, ลพบุรี, เพชรบูรณ์, ชัยภูมิ และนครราชสีมา พร้อมกันไป ทั้งเป็นการสอดคล้อง กับโครงการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งรัฐบาลได้ถือเป็นนโยบายสำคัญอีกด้วย

📝รัฐบาลจึงตกลงให้สร้างทางสายนี้ โดยได้ตราพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตเวนคืนที่ดิน เพื่อก่อสร้างทางรถไฟสายนี้ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2493 และกรมรถไฟได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อเดือน เมษายน พ.ศ. 2493 โดยแบ่งงานก่อสร้างออกเป็น 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 จากแก่งคอย-สุระนารายณ์ ตอนที่ 2 จากสุระนารายณ์- ลำนารายณ์ และตอนที่ 3 จากลำนารายณ์-บัวใหญ่ การก่อสร้างตอนที่ 1 จากแก่งคอย-สุระนารายณ์ มีระยะทางยาว 61 กิโลเมตร

🔵การทำงานดินในทางตอนนี้ การรถไฟฯ ได้จัดว่าจ้างผู้รับเหมาย่อย ทำงานดินเป็นบางตอน และใช้เครื่องมือกลทุ่นแรง ของการรถไฟฯ มาทำการตัดและถมดิน ทำการวางรางเสร็จ ตลอดจนถึงสถานีสุระนารายณ์ สร้างสะพานข้ามลำน้ำป่าสัก และช่องน้ำ สะพานข้ามลำห้วย ตามแนวทางรวมสะพาน 14 แห่ง ท่อน้ำคอนกรีต 21 แห่ง

🎊ได้กระทำพิธีเปิดทางตอนนี้ เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2499 โดย ฯพณฯ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตัดแถบแพรเปิดการเดินรถ การก่อสร้างทางในตอนที่ 2 จากสุระนารายณ์-ลำนารายณ์ ระยะทางยาว 23 กิโลเมตร

🚜สำหรับงานดิน งานสร้างอาคาร งานสร้างสะพาน ตลอดจนการวางราง การรถไฟฯ ได้จัดทำเองทั้งสิ้น และได้กระทำพิธีเปิดทางตอนนี้ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2504 โดยประธานกรรมการรถไฟฯ เป็นผู้ตัดแถบแพรเปิดการเดินรถ ส่วนการก่อสร้างในตอนที่ 3 จากลำนารายณ์-บัวใหญ่ ระยะทางยาว 166 กิโลเมตร ซึ่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี กรุณาเดินทางมาเป็นผู้ตัดแถบแพร กระทำพิธีเปิดในวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2510

📌สรุปแล้ว จุดหมายสำคัญประการแรก ในอันที่จะเร่งรีบก่อสร้าง ทางสายแก่งคอย-บัวใหญ่ ให้เสร็จสิ้นไปก่อน ทางสายอื่นๆ ที่ วางโครงการเอาไว้แล้ว ในอาณาบริเวณอันสำคัญส่วนนี้ ก็เพื่อเร่งวางแผนแก้ไขเกี่ยวกับ ปัญหาพิกัดอัตราการลากจูงต่ำ ในทางตอนระหว่างแก่งคอย-นครราชสีมา และประการที่สอง ได้แก่ การริเริ่มวางแนวทางขั้นแรกไปพร้อมกัน เพื่อให้รับกับโครงการก่อสร้างขั้นสุดท้าย ในอันที่จะเชื่อมโยง เข้ากันในที่สุดกับแผนการก่อสร้างทางรถไฟ สายบัวใหญ่ - ร้อยเอ็ด - มุกดาหาร ในอนาคต ให้ประสานกัน

📍ทั้งนี้ก็เพราะทางการได้ทำการวิเคราะห์ไว้ดีแล้ว ทั้งทางเทคนิคและทางเศรษฐกิจ ประกอบกับความเห็นชอบ ของผู้เชียวชาญจากธนาคารโลกด้วย โดยเห็นว่าเป็นนโยบายอันเหมาะสม กว่าที่จะทำการแก้ไขปัญหาความลาดชันสูง ของทางตอนแก่งคอย-นครราชสีมา ดังกล่าวข้างต้นแล้ว โดยวิธีทางเทคนิคอย่างอื่นใด อันจะหมดเปลืองมาก นอกจากที่ได้มีการแก้ไข เพื่อความสะดวกปลอดภัยเป็นประจำอยู่แล้ว

📍ข้อมูล หนังสือการเปิดการเดินรถสายแก่งคอย-บัวใหญ่ 19 สิงหาคม 2510

16/08/2026

🚂กิจการรถไฟไทยในปัจจุบัน นับเส้นทางรถไฟที่ออกจากสถานีกรุงเทพ(หัวลำโพง) จำนวน 4 สาย ได้แก่

🛤ทางรถไฟสายเหนือ
ปลายทางสถานีเชียงใหม่ ระยะทาง 751 กิโลเมตร ปลายทางสถานีสรรคโลก ระยะทาง 487 กิโลเมตร

🛤ทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ปลายทางสถานีอุบลราชธานี ระยะทาง 575 กิโลเมตร ปลายทางสถานีหนองคาย ระยะทาง 624 กิโลเมตร

🛤ทางรถไฟสายตะวันออก
ปลายทางสถานีแม่น้ำ ระยะทาง 22 กิโลเมตร ปลายทางสถานีด่านพรมแดนบ้านคลองลึก ระยะทาง 260 กิโลเมตร ปลายทางปลายทางสถานีมาบตาพุด ระยะทาง 200 กิโลเมตร ปลายทางสถานีจุกเสม็ด ระยะทาง 195 กิโลเมตร ปลายทางสถานีแหลมฉบัง ระยะทาง 140 กิโลเมตร

🛤ทางรถไฟสายใต้
ปลายทางสถานีสุพรรณบุรี ระยะทาง 158 กิโลเมตร ปลายทางสถานีน้ำตก ระยะทาง 210 กิโลเมตร ปลายทางสถานีคีรีรัฐนิคม ระยะทาง 678 กิโลเมตร ปลายทางสถานีกันตัง ระยะทาง 866 กิโลเมตร ปลายทางสถานีนครศรีธรรมราช ระยะทาง 832 กิโลเมตร ปลายทางสถานีปาดังเบซาร์ ระยะทาง 990 กิโลเมตร ปลายทางสถานีรถไฟสุไหงโก-ลก ระยะทาง 1,159 กิโลเมตร

🧭นอกจากนี้ยังมีทางรถไฟสายแม่กลอง เป็นทางรถไฟที่เดินรถจากฝั่งธนบุรี ผ่านจังหวัดสมุทรสาคร สิ้นสุดที่จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นระยะทาง 65 กิโลเมตร ประกอบด้วยเส้นทาง 2 ช่วงจาก สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ ถึงสถานีรถไฟมหาชัย ระยะทาง 31 กิโลเมตร และจากสถานีรถไฟบ้านแหลม ถึงสถานีรถไฟแม่กลอง ระยะทาง 34 กิโลเมตร โดยระหว่างสถานีมหาชัยกับสถานีบ้านแหลม จะไม่มีเส้นทางเชื่อมถึงกัน ผู้โดยสารจะต้องลงจากขบวนรถ และเดินเท้าไปขึ้นเรือข้ามฟากข้ามแม่น้ำท่าจีน เพื่อไปต่อรถไฟอีกขบวนหนึ่ง

Photos from โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ's post 11/08/2026

ขอพาทุกคน ย้อนเวลากลับไปสู่บรรยากาศพิธีมอบประกาศนียบัตร นักเรียนโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ รุ่นปี พ.ศ. 2509 ก่อนที่เราจะมีพิธีรับประกาศนียบัตร ของ วรฟ. ในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ที่จะถึงนี้

ภาพความทรงจำเหล่านี้ไม่ใช่แค่ภาพถ่ายเก่าธรรมดา แต่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึง ความมุ่งมั่น และความตั้งใจของเหล่า "นักเรียนวิศวกรรมรถไฟ" ที่เตรียมพร้อมออกไปเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการรถไฟฯ ในยุคนั้น

ทุกรอยยิ้ม และสายตาแห่งความมุ่งมั่นในวันรับใบประกาศฯ คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันยาวนานบนเส้นทางอาชีพ จากวันนั้นถึงวันนี้ ศิษย์เก่าทุกท่านได้สร้างคุณประโยชน์ ทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนาการรถไฟแห่งประเทศไทย และส่งต่อแรงบันดาลใจให้แก่รุ่นน้องมาโดยตลอด

Photos from โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ's post 11/08/2026

เช้าวันนี้ วันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2569 เวลา 08:29 น. โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ สถาบันฝึกอบรมระบบราง การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้จัดกิจกรรม ปลูกต้นไม้ ”ต้นทองนพเก้า“ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2569 ณ บริเวณหน้าเสาธงโรงเรียนของเรา #โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ #สถาบันฝึกอบรมระบบราง #การรถไฟแห่งประเทศไทย #ปลูกต้นไม้ #ขอบคุณครับ 🌳 ⭐️ 👷🏻‍♂️ 🙏🏻

Photos from โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ's post 26/07/2026

🪑ม้านั่งรถไฟ สัญลักษณ์แห่งการรอคอย ม้านั่งวงรี หรือที่คนรถไฟมักเรียกว่า ม้านั่งรูปไข่ คือ เฟอร์นิเจอร์ไม้สุดคลาสสิกที่เป็นอัตลักษณ์สำคัญของสถานีรถไฟในประเทศไทย โดยเฉพาะที่ สถานีกรุงเทพ(หัวลำโพง)

👒 การออกแบบให้มีรูปทรงโค้งมนคล้ายวงรีหรือรูปไข่ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของ "หมวกปีก" ที่ถูกทับจนแบนยาว โดยส่วนปีกหมวกทำหน้าที่เป็นที่นั่ง และตัวหมวกทำหน้าที่เป็นพนักพิง สร้างขึ้นจาก ไม้สักทอง ทั้งตัว มีความแข็งแรงทนทานสูงและมีอายุการใช้งานยาวนานนับร้อยปี

🪑ม้านั่งวงรี มีขนาดความยาว 2 – 2.50 เมตร สูง 1 เมตร ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าม้านั่งวงรีนี้เริ่มนำมาใช้งานตั้งแต่เมื่อใด พบเพียงเอกสารบันทึกการประชุมเมื่อช่วงปี 2472 ว่าให้จัดหาม้านั่งสำหรับผู้โดยสารภายในสถานีกรุงเทพ(หัวลำโพง)

🛠ม้านั่งวงรีนี้ จัดทำโดยช่างไม้ของฝ่ายการช่างโยธาแล้วส่งไปให้ตามสถานีรถไฟต่างๆทั่วประเทศ รวมทั้งสถานีรถไฟกรุงเทพ(หัวลำโพง) เพื่อตั้งไว้ให้ผู้โดยสารนั่งพักคอยรอการโดยสาร ซึ่งได้ใช้งานมาอย่างยาวนานเกือบร้อยปี ตามหลักฐานภาพถ่ายเก่าๆที่ได้พบเจอ จนกระทั่งชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา

📌จนกระทั่ง ปี 2566 ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการเดินรถ ได้เล็งเห็นว่าเก้าอี้ไม้รูปไข่ถูกทิ้งไว้ไม่ได้ใช้งานเป็นจำนวนมาก ตามสถานีรถไฟต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยบางส่วนมีสภาพทรุดโทรมเสียหายไม่สามารถใช้งานได้แล้ว จึงสั่งการให้สถานีในส่วนภูมิภาคส่งม้านั่งที่ชำรุดมายังส่วนกลางเพื่อทำการปรับปรุง ซ่อมแซม ขัดและลงแลคเกอร์ใหม่ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ โดยมีนายวิรัตน์ สมีแจ่ม หัวหน้ากองควบคุมการเดินรถเขต 2(ตำแหน่งในขณะนั้น) เป็นแม่งานควบคุมการปรับปรุง ซ่อมแซม

✨️เมื่อแล้วเสร็จจึงได้นำไปติดตั้งที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ บริเวณหน้าจุดจำหน่ายตั๋ว โดยคงรูปแบบดั้งเดิมไว้ ซึ่งนอกจากจะใช้เป็นที่นั่งพักคอย พักผ่อนแล้ว ยังต้องการอนุรักษ์ของเก่าไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา พร้อมทั้งหวังให้เป็นแลนด์มาร์กใหม่ เพื่อให้เป็นจุดเช็คอินสำหรับผู้โดยสาร จุดถ่ายรูปของนักท่องเที่ยว เนื่องจากเก้าอี้รูปไข่นั้นถือเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย

🎗และที่สำคัญครั้งหนึ่ง ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ได้เคยทรงมาประทับที่ม้านั่งวงรีภายในสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่อถ่ายทำรายการ Princess Vlog Ep.95 เมื่อปี 2566 ด้วย ทรงตรัสในรายการว่า “ที่นั่งสบาย แอร์เย็น....”

🏠 ปัจจุบันม้านั่งรถไฟนี้ยังคงมีใช้งานให้เห็นที่สถานีกรุงเทพ(หัวลำโพง) สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ สถานีอยุธยา สถานีหัวหิน สถานีลพบุรี เป็นต้น

บทความโดย สดร.อด.

Photos from โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ's post 24/07/2026

🚂✨ โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ ร่วมสร้างแรงบันดาลใจในงาน "STN OPENHOUSE 2026" ณ โรงเรียนโนนสูงศรีธานี ✨🚂
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ (วรฟ.) ได้รับเกียรติจากโรงเรียนโนนสูงศรีธานี เข้าร่วมจัดบูธนิทรรศการแนะแนวการศึกษา ในกิจกรรมงานเปิดบ้านสร้างอนาคต “STN OPENHOUSE 2026” ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา

🎯 วัตถุประสงค์สำคัญของการร่วมกิจกรรม:
การจัดงานในครั้งนี้มุ่งเน้นการเปิดประตูสู่โอกาสทางการศึกษาให้แก่น้อง ๆ นักเรียน โดยมีเป้าหมายหลัก ได้แก่

เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรและสาขาวิชาต่าง ๆ ที่เปิดการเรียนการสอน

เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้วางแผนการศึกษาต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนะแนวแนวทางประกอบอาชีพให้สอดคล้องกับความชื่นชอบและความต้องการของตลาดแรงงาน

🚆 บรรยากาศภายในบูธของ วรฟ.:
ในการนี้ โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟได้จัดส่งทีมบุคลากร พร้อมด้วย ตัวแทนนักเรียนวิศวกรรมรถไฟจำนวน 3 คน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมจัดแสดงนิทรรศการทางวิชาการ ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับหลักสูตร รวมถึงให้คำแนะนำและแชร์ประสบการณ์ตรงในการเรียนและการฝึกปฏิบัติจริงให้แก่น้อง ๆ นักเรียนที่ให้ความสนใจ

ทางโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ ขอขอบคุณทางโรงเรียนโนนสูงศรีธานีที่ให้เกียรติเชิญเข้าร่วมงาน และขอบคุณน้อง ๆ ทุกคนที่แวะมาเยี่ยมชมบูธของเรา แล้วพบกันใหม่ในกิจกรรมดี ๆ ครั้งต่อไปครับ! 👋

#โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ #แนะแนวการศึกษาต่อ #สร้างอนาคตกับการรถไฟ #โรงเรียนโนนสูงศรีธานี #วรฟ

Photos from โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ's post 19/07/2026

🐝สะพานรวงผึ้ง

🚂สะพานรถไฟบ้านปางต้นผึ้ง หรือที่ชาวบ้านในพื้นที่เรียกกันติดปากว่า “สะพานรวงผึ้ง” บ้าง “สะพานกลับหัว” บ้าง หรือ “สะพานโค้งหงาย” บ้างก็ตาม ตั้งอยู่ที่ สทล.511 (สทล.ย่อมาจาก เสาโทรเลข) หรือหลัก กม.ที่ 511 ระยะทางจากสถานีกรุงเทพ(หัวลำโพง) ระหว่างสถานีรถไฟปางต้นผึ้ง จ.อุตรดิตถ์ กับสถานีรถไฟห้วยไร่ จ.แพร่ ในพื้นที่บ้านปางต้นผึ้ง ต.บ้านด่านนาขาม อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ก่อนถึงอุโมงค์ปางตูบขอบ ห่างจากสถานีรถไฟปางต้นผึ้ง ประมาณ 2 กม.ที่เรียกสะพานรวงผึ้ง เพราะลักษณะสะพานคล้ายรวงผึ้งหรือรังของผึ้งนั่นเอง

สะพานรวงผึ้ง เป็นสะพานแบบโครงล่าง (Deck Truss Bridge) ข้ามช่องน้ำขนาดเล็ก ซึ่งเป็น 1 ในจำนวน 12 แบบของสะพานรถไฟที่ใช้ในประเทศไทย ตามแบบแปลนสะพานจากหลักฐานของฝ่ายการช่างโยธา ระบุวันที่เขียนแบบไว้วันที่ 20 มิถุนายน 2504 ตัวสะพานเหล็ก ผลิตโดยบริษัท OSAKA KOZAI ประเทศญี่ปุ่น ความยาวสะพาน 39.50 เมตร รองรับน้ำหนัก 15 ตัน

สะพานแบบโครงล่าง (Deck Truss Bridge) นี้ ในประเทศไทย มีอยู่ 2 แห่ง คือที่ สะพานรวงผึ้ง จ.อุตรดิตถ์ และสะพาน ทางรถไฟตัดทางหลวง 205 ที่ ช่องสำราญ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ในเส้นทางรถไฟสาย แก่งคอย – บัวใหญ่

ปัจจุบันสะพานรวงผึ้ง ได้รับการส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีถนนลูกรังขนาดเล็กที่ชาวบ้านใช้สัญจรเข้าออกสวนผลไม้ เช่น ทุเรียน ลองกอง ลางสาด ที่รถยนต์ขนาดเล็กพอจะเข้าถึงได้ หากนั่งรถไฟผ่านจะไม่ทราบเลยว่าตรงนี้เป็นสะพานที่มีโครงเหล็กอยู่ด้านล่าง ต้องไปชมด้านล่างของทางรถไฟเท่านั้น

สะพานรถไฟ มี 12 ชนิด คือ
1. สะพานแม่แคร่รางเหล็ก (rail girder bridge )
2. สะพานแม่แคร่เหล็ก (deck girder bridge )
3. สะพานแม่แคร่แผงลง (deck plate girder bridge)
4. สะพานแม่แคร่แผงขึ้น (through plate girder bridge )
5. สะพานโครงล่าง (deck truss bridge)
6. สะพานโครงขึ้น (through truss bridge)
7. สะพานหอสูง (viaduct bridge)
8. สะพานไม้ (timber bridge)
9. สะพานกระบะคอนกรีต (concrete slab bridge)
10.สะพานกระบะเหล็ก(Steel slab bridge )
11. สะพานโครงคอนกรีต (concrete arch bridge)
12. สะพานคอมโพสิต (composite bridge)

Photos from โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ's post 18/07/2026

🐘 🚂รถไฟชนช้างในสยาม

🧭เมื่อครั้งในปลายสมัยรัชกาลที่ 5 สยามได้เกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่ดังข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงฝรั่งเศส เหตุการณ์นี้ได้ปรากฏเป็นข่าวดังในหนังสือพิมพ์ Le petit Journal หนังสือพิมพ์ชื่อดังของฝรั่งเศสในช่วงเวลานั้น ที่ได้พาดหัวข่าวของเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “โศกนาฏกรรมประหลาด เกิดขึ้นกับรถไฟในเมืองสยาม หัวรถจักรชนกับช้างในตอนกลางคืน”

📍เป็นเหตุการณ์ที่ #รถไฟชนช้าง ณ จังหวัดปทุมธานี ในคืนวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2451

📝ซึ่งจากบันทึกของกรมรถไฟหลวง ประเทศสยาม ได้บันทึกถึงเหตุการณ์คืนนั้นไว้อย่างละเอียด ความว่า…

📖“วันที่ 4 มิถุนายน 2451 รถไฟที่มีต้นทางจากนครราชสีมา แล่นมาถึงระหว่างสถานีเชียงรากใหญ่กับเชียงรากน้อย ชนกับช้างพังที่ขึ้นมาบนคันดินรถไฟ พนักงานถึงแก่ความตาย 3 คน (หัวมุดเข้าเตาไฟไป 1 คน, พนักงานห้ามล้อตัวขาด 2 ท่อน ไป 1 คน และอีกคนหนึ่งบาดเจ็บสาหัส ทนพิษบาดแผลไม่ไหว) บาดเจ็บหนึ่ง รถไฟตกราง 13 คัน ไม่ตกราง 13 คัน พนักงานห้ามล้อที่ตาย 2 คน

💰ทางราชการต้องจ่ายบำเหน็จ 300 บาทเพื่อไถ่ตัวพ่อแม่ของพนักงานห้ามล้อที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งยังเป็นทาสที่ไถ่ถอนค่าตัวไม่หมด ให้เป็นอิสระ และอีก 175 บาทให้ครอบครัวพนักงานห้ามล้ออีกคนเพื่อใช้ในงานศพ สาเหตุที่ชนเพราะเป็นเวลากลางคืนช้างเดินข้ามทางรถไฟในเวลาที่รถแล่นมาอย่างกระชั้นชิด เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ เจ้ากรมไวเลอร์ และเจ้าหน้าที่กรมรถไฟหลวงเดินทางไปในที่เกิดเหตุ วันที่ 5 มิถุนายน 2451 พร้อมกับช่างภาพซึ่งได้ทำการตั้งกล้องทางฟากตะวันตกของทางรถไฟ”

📰ทั้งนี้ เหตุการณ์อันเศร้าสลดนี้ได้ดังข้ามฟากไปถึงเมืองผู้ดีอย่างประเทศฝรั่งเศส ที่ได้นำเรื่องราวเหตุการณ์ดังกล่าวเขียนลงข่าวหน้าหนึ่ง พร้อมภาพวาดถึงเหตุการณ์ดังกล่าวไว้เต็มหน้ากระดาษ ในหนังสือพิมพ์ Le petit Journal ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1908 ลงรายละเอียดไว้แตกต่างจากกรมรถไฟหลวงของประเทศสยาม เล็กน้อย ดังความต่อไปนี้…

“ณ สยาม ได้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในยามวิกาล บนเส้นทางรถไฟระหว่างบ้านภาชีมุ่งสู่กรุงเทพมหานคร ในขณะที่รถไฟเข้าโค้งท่ามกลางความมืดมิด ทำให้ทัศนวิสัยไม่ดี พนักงานขับรถหัวจักรจึงชนช้างป่าที่กำลังจะข้ามทางรถไฟเข้าอย่างจัง จนหัวรถจักรเหวี่ยงตกราง

ผู้โดยสารบนรถไฟตื่นตระหนกตกใจ โบกี้ของผู้โดยสารเสียหายอย่างหนัก มีผู้เคราะห์ร้ายเป็นชายสองคนเสียชีวิตทันที และมีจำนวนผู้บาดเจ็บอีกหลายราย ชิ้นส่วนอวัยวะของช้างกระจัดกระจายไปทั่วพื้นที่ ห่างจากจุดปะทะกว่า 20 เมตร

เหตุการณ์นี้นับว่าเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง หลังจากที่เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อนที่เมืองลพบุรี ในเดือนกุมภาพันธ์ใน พ.ศ. 2450 ปีก่อนหน้านี้ แต่ความเสียหายครั้งก่อนน้อยกว่าครั้งนี้มาก”

🗞นับว่าหลักฐานชิ้นนี้เป็นเรื่องราวเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของไทยอีกเรื่องหนึ่ง ที่ได้ไปอยู่บนสื่อของต่างประเทศ

🐘นอกจากนี้ยังมีนักค้นคว้าพบหลักฐานจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ ที่ได้กล่าวถึงภายหลังเหตุการณ์รถไฟชนช้างครั้งนี้ว่า จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดให้ต้อนช้างป่าบริเวณทุ่งรังสิตและอยุธยา (บริเวณที่เกิดเหตุนั่นเอง) ให้ขึ้นไปอาศัยอยู่แถบบริเวณเขาใหญ่ จังหวัดนครนายก เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย และเพื่อการเป็นขยายเส้นทางการคมนาคมของสยามประเทศให้เป็นด้วยความสะดวกมากขึ้น

🏷ปัจจุบัน สำเนาภาพเก่าในเหตุการณ์ได้ปรากฏหลักฐานอยู่ ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของสยามประเทศในอดีตได้เป็นอย่างดี

ภาพปรับสีจากภาพขาวดำด้วย Gemini เพื่อให้ภาพชัดเจนขึ้น

Photos from โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ's post 17/07/2026

การตีตราครั่ง(Wax Seal) 🐝

📧ในสมัยโบราณ การตีตราครั่ง คือเทคนิคการปิดผนึกเอกสาร จดหมาย หรือหีบห่อสำคัญโดยใช้ "ครั่ง" (ยางธรรมชาติจากแมลงครั่ง) ซึ่งเป็นสีแดงหรือน้ำตาลแดง นำมาลนไฟให้ละลายด้วยความร้อน เทลงจุดที่ต้องการแล้วประทับตราประจำตัวลงไป นิยมมากในช่วงรัชกาลที่ 5 เพื่อป้องกันการลักลอบเปิดอ่านเอกสารระหว่างทางก่อนถึงที่หมายและเป็นการรับรองความถูกต้องของเอกสาร

🚂ในกิจการรถไฟมีการใช้ตราครั่งมาอย่างยาวนานกว่าร้อยปีจนถึงปัจจุบัน ในการปิดผนึกกระเป๋าเงินรายได้ของสถานีรถไฟต่างๆกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งสถานีรถไฟจะมีรายได้จากการขายตั๋ว รับส่งสินค้า และค่าเช่าต่างๆ เมื่อมีเงินรายได้ในแต่ละวัน สถานีเล็กๆ ซึ่งมีรายได้ไม่มากนักจะต้องนำเงินใส่กระเป๋าหนังตีตราครั่งส่งมอบไปกับขบวนรถไฟให้กับสถานีใหญ่ที่ถูกกำหนดให้เป็นสถานีนับเงินรวบรวมเงินส่งการรถไฟฯต่อไป จึงต้องมีการประทับตราครั่งเพื่อป้องกันการลักลอบเปิดกระเป๋าเงินระหว่างทางก่อนถึงสถานีที่นำส่งเงิน

🏠สถานีรถไฟทุกแห่งจะมีตราประทับประจำสถานีของตนเอง บนตราประทับทำด้วยทองเหลือง เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 ซม. มีอักษรย่อ ร ฟ ล ตั้งแต่ยุคกรมรถไฟหลวง หรือ ร ฟ ท ยุคการรถไฟแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน ตามวงรอบและมีอักษรย่อของชื่อสถานีรถไฟต่างๆ อยู่ตรงกลาง ด้ามจับเป็นไม้หลากหลายรูปแบบ ส่วนครั่งที่ใช้สถานีต่างๆจะต้องเบิกจากแขวงต้นสังกัด วิธีการหลอมครั่งก็แล้วแต่เทคนิควิธีการของแต่ละคน

🪙ในปัจจุบันตราประทับครั่งยังคงใช้กับการปิดผนึกเอกสารสำคัญในราชการหรือเป็นงานศิลปะเพื่อความสวยงามในงานที่ต้องการความสวยงาม หรูหรา หรือดูย้อนยุค (Vintage) เช่น งานแต่งงาน ใช้ปิดผนึกซองการ์ดเชิญ หรือตกแต่งของชำร่วย

บทความโดย สดร.อด.

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


นิคมรถไฟ กม. 11 ถนนวิภาวดีรังสิต จตุจักร กทม
Bangkok
10900