สถาบันไทยศึกษา จุฬาฯ Institute Of Thai Studies, Chulalongkorn university

สถาบันไทยศึกษา จุฬาฯ Institute Of Thai Studies, Chulalongkorn university

แชร์

Research institute of Thai studies, Chulalongkorn University
สถาบันวิจัยทางด้านไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหา

Institute of Thai Studies aim to achieve excellence in creating the body of knowledge and research in Thai-Tai Studies and to build networks in Thai-Tai studies by promoting co-operation and exchange of knowledge in order to support the academic circles both at the national and international levels

สถาบันไทยศึกษามีนโยบายมุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านการสร้างองค์ความรู้และงานวิจัยไทย-ไทศึกษาและสร้างเครือ

19/08/2026

รายการวิทยุไทยศึกษา ขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.อาทิตย์ ชีรวณิชย์กุล อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัย ให้เกียรติมาเป็นวิทยากร หัวข้อ "240 ปี สุนทรภู่ ครูนิราศ” กำหนดการออกอากาศ 2 ตอน วันที่ 20 และ 27 สิงหาคม 2569

รายการวิทยุไทยศึกษาออกอากาศทาง Chula Radio Plus FM101.5 MHz ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 16.30-16.55 น ดำเนินรายการโดย อ.โกมุท คงเทศ

16/08/2026

(เกร็ดความรู้เรื่องไทยศึกษา)
ปลาตะเพียน สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และโชคลาภ

ปลาตะเพียนเป็นปลาน้ำจืดที่พบอยู่ทั่วไปในแม่น้ำลำคลองหนองบึงทั่วทุกภูมิภาค ลักษณะเด่นของปลาตะเพียน คือเป็นปลาที่อดทนต่อดีฟ้าอากาศ มีเนื้อแน่นรสหวานมัน และแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว

ในฤดูน้ำหลากปลาตะเพียนจะแหวกว่ายขึ้นไปกินยอดข้าวอ่อนในท้องนาอยู่เป็นประจำ คนโบราณจึงถือเอาปลาตะเพียนเป็นสัญลักษณะของความอุดมสมบูรณ์ของทุ่งนาและท้องน้ำ และนำเอาปลาตะเพียนเข้ามาสู่ประเพณีไทย

ยกตัวอย่างเช่น ปลาตะเพียนสานใบลานนี้มีกำเนิดมาจากชาวมุสลิมเชื้อสายเปอร์เซีย ซึ่งอพยบเข้ามาตั้งบ้านเรือนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลท่าวาสุกรี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และประกอบอาชีพล่องเรือค้าเครื่องเทศ

การสานปลาตะเพียนแต่เดิมนั้น สานขึ้นอย่างง่ายๆ ด้วยใบลานอ่อน ไม่มีสีสันลวดลายและสานเป็นแม่ปลาเพียงตัวเดียว ต่อมาปลาตะเพียนสานได้แพร่หลายไปในหมู่คนไทยและขึ้นไปถึงเมืองเหนือโดยผ่านพ่อค้าที่ล่องเรือมาค้าขายที่อยุธยา และได้มีการพัฒนารูปแบบสีสันให้สวยงาม โดยการเพิ่มลูกปลาบริวารและแต่งแต้มลวดลายบนตัวปลา

ความหมายอีกอย่างหนึ่งของปลาตะเพียน คือ ความเป็นสิริมงคลและโภคทรัยพ์ มีผู้ทำปลาตะเพียนด้วยแผ่นโลหะ เช่น ทองเหลือง ทองแดง ตะกั่ว และบางทีถึงกับทำด้วยแผ่นทองคำ เป็นตัวผู้ตัวเมีย และนำมาลงยันต์ทางเมตตามหานิยม ทำเป็นตะกรุดผูกติดตัวหรือแขวนไว้ตามบ้านและร้านค้า เพื่อให้เกิดโชคลาภและทำมาค้าขึ้น

ปลาตะเพียนที่ทำด้วยโลหะเช่นนี้ เรียกว่า "ปลาตะเพียนทอง" ยันต์ที่ลงเรียกว่า "ยันต์ปลาตะเพียน" ในล้านนาโบราณก็มีการเขียนยันต์บนแผ่นทองเหลืองหรือดีบุก ฝังไว้ใต้บริเวณที่ทำพิธีปลูกข้าวเป็นครั้งแรก เรียกว่า​ "ยันต์ปลาตะเพียน"

(ส่วนหนึ่งจากบทความเรื่อง ปลาในวิถีชีวิตไทย ของ นาริสา เดชสุภา ในหนังสือ 30 ปี ไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)


(ภาพ _ ปลาตะเพียนคู่ สานเนื้อเงิน ภาพจาก_ uamulet.com)

Photos from Chulalongkorn University's post 14/08/2026
Photos from ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย-TCI's post 14/08/2026

สถาบันไทยศึกษา ในนามของวารสารไทยศึกษา Journal of Thai Studies ขอขอบพระคุณ TCI ที่จัดประชุมเพื่อการพัฒนาวารสารให้ดียิ่งขึ้น การประชุมนี้เป็นประโยชน์อย่างมาก ได้เห็นข้อมูลจากผลการวิเคราะห์ภาพรวมของวารสารในประเทศไทย ปัญหา และแนวทางรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ทำให้เห็นทิศทางของวารสารในอนาคต

14/08/2026

(เกร็ดความรู้เรื่องไทยศึกษา)
ความเชื่อเรื่องจิ้งจกทัก

จิ้งจกทัก หรือ คนจาม ถือว่าเป็นนิมิตหรือลางบอกเหตุบางอย่างที่อาจบังเกิดขึ้นในเวลาข้างหน้า นิมิตหรือลางลักษณะเช่นนี้อาศัยการสังเกตเสียงหรือทิศทางของจิ้งจกร้องทักหรือคนจาม เป็นสาระในการพยากรณ์หรือทำนายผลที่จะปรากฏตามมาแก่ผู้คนที่ได้ยินหรือประสบปรากฏการณ์นั้น

นิมิตหรือลางว่าด้วยจิ้งจกทัก-คนจาม มีตำราเก่าแสดงอุปเทศหรือคำพยากรณ์มีใจความว่า

“ถ้าจิ้งจกทักหรือคนจามอยู่ข้างหน้า เดินทางไปดี
ถ้าจิ้งจกทักหรือคนจามอยู่ข้างหลังเดินทางไปจะได้ทุกข์ ศัตรูจะริษยา
ถ้าจิ้งจกทักหรือคนจามอยู่ข้างซ้าย เดินทางไปจะได้ชัยชนะ ได้โภคทรัพย์
ถ้าจิ้งจกทักหรือคนจามอยู่ข้างขวาเดินทางจะได้ทุกข์
ถ้าจิ้งจกทักหรือคนจามอยู่ข้างบนเดินทางไปจะเสียชีวิตเพราะคนพาล
ถ้าจิ้งจกไต่ไปบนต้นหว้า เดินทางจะสวัสดีมีชัย”

ข้อความในตำราแต่งเป็นคำประพันธ์มีว่าดังนี้
“สิทธิการิยะจะขอกล่าว ตำรับเก่าเฉลิมศรี
โดยศาสตร์คัมภีร์ จิ้งจกทักและคนจาม
ข้างหน้าเร่งเร็วไป จักมีไชยอย่าได้ขาม
จิ้งจกทักและคนจาม อยู่เบื้องหลังอย่าลีลา
แม้ไปจะได้ทุกข์ ศัตรูพบจะริษยา
ใครห่อนฟังซึ่งวาจา นุศาสน์สอนจะโศกใจ
จิ้งจกจามเบื้องซ้าย ผู้ใดไปจะมีชัย
สบสรรพโภไค จะนบน้อมประนอมมา
คนจามแลจิ้งจก มาจกจามอยู่เบื้องขวา
ผู้ใดใคร่ลีลา ผู้นั้นแท้จะทุกข์ทน
จิ้งจกแลคนจาม อยู่เบื้องบนอย่าเดินหน
ผู้ใดไปจะเสียตน จะขาดคอด้วยคนพาล
จิ้งจกไต่ขึ้นบนหว้า ถ้าดำเนินทุกสถาน
จะเรืองไชโยชาญ สิทธิศรีสวัสดี”

จิ้งจกทักก็ดี คนจามให้เสียงก็ดี เป็นนิมิตหรือลางบอกเหตุที่เป็นความเชื่อสืบ ๆ กันมาในหมู่คนทั่วไป แต่โบราณถึงแก่มีสำนวนพูดติดปากเป็นเชิงห้ามการบางอย่างที่เป็นเรื่องเสี่ยงไม่ควรทำว่า “จิ้งจกทักยังยอ ปากคนขอพึงยั้ง” สำนวนนี้น่าจะเนื่องมาแต่ จิ้งจกทัก-คนจาม นี้เอง

(เรียบเรียงโดย จุลทรรศน์ พยาฆรานนท์ ในสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคกลาง เล่ม 3)
(ภาพ- เครื่องราง จิ้งจก ภาพจาพนิตยสารพระท่าพระจันทร์)

14/08/2026
12/08/2026

(เกร็ดความรู้เรื่องไทยศึกษา)
12 สิงหาคม วันแม่แห่งชาติ

แม่
คำนามที่เป็นคำเรียกเครือญาติ เช่น แม่ พ่อ ลูก และอื่น ๆ ล้วนใช้เป็นคำเรียกขานได้เช่นเดียวกับคำบุรุษสรรพนามที่กล่าวมาแล้ว ใช้ได้ทั้งแทนตัวเองในฐานบุรุษที่ ๑ กับทั้งแทนผู้ที่ตนพูดด้วยในฐานบุรุษที่ ๒ คำดังกล่าวนี้มีวิธีเรียกขานต่าง ๆ กันไป ตามแบบแผนของแต่ละภาษาแต่ละท้องถิ่น และบางทีก็ต่างกันไปแต่ละครอบครัว เป็นต้นว่า

คำ แม่ ถึงแม้คนไทหลายต่อหลายถิ่นเท่าที่พบมา จะไม่มีคำอื่นเรียก นอกจากคำ แม่ ซึ่งอาจจะออกเสียงต่างกันไปบ้างตามท้องถิ่น เป็น แม่ แหม่ เม่ เม้ เหม่ ฯลฯ แต่กระนี้ก็ยังมีบางครอบครัวที่มีคำอื่นต่อท้ายคำ แม่ เป็น แม่จ๋า แม่ขา แม่นาย หรือ นายแม่ เรียกไป ๆ คำก็เลยย่อลงเหลือเป็น จ๋า ขา และ นาย จึงดูเหมือนว่ามีผู้เรียกอย่างอื่น นอกจากคำ แม่ ก็มี แต่ที่จริง ข้าพเจ้าก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนักไม่เคยได้ถามเขา ยกเว้นแต่จะได้ยินเองอย่างชัดแจ้ง และตัวเองใช้ตามเขาไปด้วย แต่ปรากฏว่าเมื่อข้าพเจ้าเล่าเรื่องการเรียกแม่ต่างกันไป ตามครอบครัวดังกล่าวข้างต้น อ่ายนีแกน ชาวไตพ่าเก่ ในรัฐอัสสัม ประเทศอินเดียได้กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า ครอบครัวของเขาก็มีคำเรียกแม่แปลกไป ไม่เหมือนครอบครัวอื่นเหมือนกัน ข้าพเจ้าถามว่า เรียกอย่างไร เขาตอบว่าตัวเขากับพี่น้องเรียกแม่ว่า แหม่ไน่ ไน่ แปลว่า นี้หรือนี่ ถามว่าเหตุใดจึงเรียกเช่นนี้ เขาเองก็ตอบไม่ได้ แม่ก็ไม่ได้เล่าให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ลูก ๆ จึงเรียกแม่เช่นนั้น ข้าพเจ้าเองไม่เคยเรียกเช่นนั้น ทั้งที่ท่านเรียกข้าพเจ้าว่า ลุ่กสาว ทุกครั้งที่พูดด้วย ข้าพเจ้าเรียกท่านว่า แหม่เฮ้า อย่างที่เคยเรียกแม่เฒ่า ชาวไตโหลงผู้ที่ข้าพเจ้าไปพักด้วยที่มิตจินาในพม่า ไม่มีใครท้วงติงว่าอย่างไร จึงไม่ทราบว่าถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ แต่ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า เป็นคำเรียกอย่างสนิทสนม ดังที่ข้าพเจ้าเรียกแม่เฒ่าชาวไตโหลงนั้นว่า แม่เฮ้า เรียกพี่สาวใหญ่ว่า ปี้เฮ้า กับน้องสาวคนกลาง คนเล็กที่อายุน้อยกว่าข้าพเจ้าว่า น่องเฮ้า ข้าพเจ้ารู้สึกสนิทกับทุกคนในครอบครัวนี้ ไม่ผิดกับเป็นวงศาคณาญาติกันจริง ๆ เมื่อแม่เฒ่าพูดถึงพ่อเฒ่าก็เรียก ป้อสู คือพ่อพวกเธอ ยกให้เป็นพ่อเสียเลย พี่สาวใหญ่ ก็เช่นกันเมื่อเล่าถึงสามีก็ยกให้เป็นพี่เขย และเรียกเสียว่า ปิ้โขยสู คือพี่เขยพวกเธอ

ส่วนที่ข้าพเจ้าได้ยินขณะที่พำนักในหอเจ้าฟ้า ก็คือบรรดาเจ้านางเรียกเจ้าแม่ว่า แม่น่อ น่อ นี้คงเป็นคำเดียวกับ น่อ ที่เป็นคำรับของชาวไทใหญ่ เมื่อพูดแก่เจ้านาย แต่ก็มีคำที่มีเสียงต่างกันไป บ้างเป็น นอ (เสียงสามัญท้ายเสียงเป็นเสียงตรี) เป็นคำลงท้ายที่ใช้ได้ทั่วไป มักใช้ในภาษาหนังสือ ภาษาวรรณคดี เช่นลงท้านบท กลอนว่า สูเอ้ย สูนอ นอ มีความหมายทำนองเดียวกับ เอย ในวรรณคดีไตเมาดังในเรื่อง หลุ่ยะสันตะหร่า (=เวสสันดรชาดก) มีคำ อู้แม่มาตาเจอ-อหวานแม่นอ อู้ ในที่นี้ควรจะหมายว่า พ่ออย่างที่เรียกกัน แต่ที่กล่าวนี้เป็นที่พระชาลีกัณหา ตรัสเรียกพระนางมัทรี เรียกว่า แม่มารดาใจหวานแม่เอย และพระนางมัทรี ตรัสเรียกสองกุมารว่า อุ่นฮักแม่นอ (=อุ่นรักแม่เอย) ก็มี อุ่นเจอ-อแม่เออ (=อุ่นใจแม่เอย) ก็มี ฉะนั้น อู้ นี่คงเป็นคำภาษาไตเมา ซึ่งยังเรียก แม่ ว่า อู้หว้าน

คำที่พบแต่ในพจนานุกรม (ภาษาไทใหญ่ของ ดร.คูชิง) ไม่เคยได้ยินเอง คือ แม่เจ้ากฺย๊ยู๊ หรือ เก๊จู๊ ซึ่งตรงกับคำ แม่เจ้ากตัญญู ก็มี แม่ฮั้งแสง ก็มี ถือเป็นคำยกย่องสงสัยว่าจะมีใช้แต่ในภาษาหนังสือ และภาษาวรรณคดี แสง คือแก้วมีค่า ใช้ประกอบแสดงความยกย่องถือเป็นสิ่งประเสริฐ ที่เรียก แม่ฮั้งป๊า ก็มี ป๊า คือสะพาย (ป๋าถง หรือสะพายย่าม (ถง=ถุง=ย่าม)) คำ ฮั้ง นี้เขาไปเก็บไว้ในคำ รัง ออกเสียง ฮั้ง ซึ่งความหมายไม่เกี่ยวกัน น่าจะเป็นคำ ฮั่ง ซึ่งตรงกับคำ รั้ง เช่น สายฮั่งแอ่ง คือสายรั้งเอวหรือรัดเอว คือเข็มขัดหรือสายรัดเอว แต่ในวรรณคดีไตเหนือก็มีคำเรียกแม่ว่า เจ้าแม่น้มหวานฮั้งห่อ คำ ฮั้ง นี้ก็น่าจะเป็น ฮั่ง เพราะในที่นี้ควรจะตรงกับคำ รั้ง และความนี้ควรหมายว่า เจ้าแม่ผู้มีนมหวานรัดและห่อไว้ ที่คิดว่าควรเป็นเช่นนี้เพราะภาษากวีของชาวไตเมาและไตเหนือ เรียกลูกว่า ลุ่กขอดห้อยสายย้าวหม่า=ลูก ที่ขอดคือผูกเป็นปมสายยาวจากบ่า ก็มี

ถ้าไม่เคยเห็นผู้หญิงไตเหนือกับไตเมาเลี้ยงลูกก็คงไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงเรียกเช่นนั้น ผู้หญิงสองถิ่นนั้นเขาเอาลูกใส่หลังหรือเข้าสะเอว แล้วใช้ผ้ามัดให้แน่นกับตัวแบบผู้หญิงจีนที่เคยเห็น ผ้าที่ใช้มัดลูกเข้ากับตัวนั้น เขาเรียก ผ้าหลา ผ้าหลานี้จึงมีความสำคัญเทียบเท่ากับแม่ เพราะอยู่กับตัวลูกแทบตลอดวัน และเท่ากับ อู่ (=เปล) ด้วย เพราะต้องนอนอยู่ในนั้น เขาจึงเรียกว่า เจ้าหลาอู่ ก็มี เจ้าหลาเพ้ (=ผ้าหลาแพร) ก็มี และถ้าจะยกย่องยิ่งขึ้นก็เรียก หลาแสง (=หลาแก้ว) หรือ หลาค้ำ (=หลาทอง) บางทีก็เรียกตามลักษณะของการพาลูกไปกับตัวว่า หลาป๊า คือ ผ้าหลาสะพายบ่าโดยเฉพาะเมื่อลูกอยู่ที่สะเอว แม่ก็จะขอดปมผ้าหลาไว้ที่บ่า ดังนั้นจึงเรียกลูกเช่นนั้นว่า เป็นลูกที่แม่ขอดผ้าหลาสายยาวไว้กับบ่า แต่บางทีเรียก หลาเส่ หมายว่าผ้าหลาที่ใช้ผูกเมื่อลูกอยู่บนหลังก็ได้ ที่เอวก็ได้ ถ้าลูกอยู่บนหลัง ผ้าหลาจะมัดขอดเป็นปมที่หน้าอก ที่เรียก หลาห่อ ก็มี เห็นได้ชัดเวลาแม่เอาลูกไพล่มาไว้ตรงข้างหน้าเพื่อให้ลูกกินนม ผ้าจะห่อตัวเด็กเกือบมิด คำ เจ้าน้มหวานฮั้งห่อ คงเป็นลักษณะเช่นนี้ คำ หลา จึงหมายว่า แม่ โดยปริยาย บางแห่งจะให้หมายว่าพ่อได้ด้วย เพราะมักใช้คู่กันว่า หลาอู่ป้อเม่ หรือ อู้ แม่หลาค้ำ ที่ถูกไม่น่าจะหมายเช่นนั้น น่าจะหมายเฉพาะ แม่ เพราะคำ หลา หมายถึงมีครรภ์ได้ด้วย ดังที่ครูอธิบายว่า แม่ป๊าหลา ก็หมายว่า ป๊าป้ะติ้กสั่นเถ่ (=พาปฎิสนธิ) และใช้เป็นลักษณนามของลูกด้วยก็ได้ เช่นใช้ว่า ลุ่กสองหลา=ลูกสองคน ผู้ชายไม่มีหน้าที่เลี้ยงลูก แบบนี้จึงไม่ควรใช้คำดังกล่าวหมายถึงพ่อ แต่ข้าพเจ้าก็เคยเห็นผู้ชายพาลูกอ่อนไปแบบนี้ในรถไฟ ขณะกลับจากเมืองยาง แต่ก็เห็นเพียงหนเดียวเท่านั้น

(จากหนังสือ “ไทบรรจบไทย” วรรณนิพนธ์คำไทในภาษาไทย ของ ศาสตราจารย์ ดร.คุณบรรจบ พันธุเมธา จัดพิมพ์โดย สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2567.)

Photos from สถาบันไทยศึกษา จุฬาฯ Institute Of Thai Studies, Chulalongkorn university's post 11/08/2026

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสถาบันไทยศึกษา และคณะอักษรศาสตร์ ร่วมกับ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา และ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช จัดงานประชุมเสวนาวิชาการ “องค์ความรู้ของวิธีการประวัติศาสตร์ จากคำบอกเล่า” วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ณ ห้องมณเฑียรทิพย์ โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ

เพื่อเผยแพร่ความรู้จากงานวิจัยไปสู่สาธารณะ การแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจวิธีการประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่าจากประสบการณ์ภาคสนามของนักวิชาการภาคต่างๆ ของประเทศไทย และเป็นโอกาสพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการในการจัดกิจกรรมวิชาการด้านไทยศึกษา

"องค์ความรู้ของวิธีการประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่า" เป็นผลผลิตจากโครงการวิจัยของ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ปิยนาถ บุนนาค ที่ได้ตกผลึกทางความคิด องค์ความรู้ และการสั่งสมประสบการณ์ทำงานวิชาการและงานวิจัยมาอย่างเข้มงวด ประมวลเป็นแนวคิด ทฤษฎี และกระบวนการวิจัยทางประวัติศาสตร์ โดยใช้วิธีการบันทึกคำบอกเล่าจากผู้คนที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์มาช่วยเต็มเติมความรู้และข้อมูลจากหลักฐานประเภทเอกสาร เพื่อให้การศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติมีความสมบูรณ์ ต่อเนื่อง และมีบริบทจากมุมมองของบุคคลที่หลากหลาย งานวิจัยและหนังสือสำคัญชิ้นนี้จะเป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญสำหรับผู้สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ และเป็นคณูปการสำคัญต่อการสร้างองค์ความรู้ด้านไทยศึกษาที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยสืบไป

สถาบันไทยศึกษา ขอขอบคุณหน่วยงานและภาคีเครือข่าย ได้แก่ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ร่วมกันจัดงานวิชาการในครั้งนี้ และขอขอบพระคุณวิทยากรทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ที่จะเกิดประโยชน์ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์และการศึกษามรดกภูมิปัญญาที่สำคัญของชาติ

Photos from Social Studies Hadammara's post 06/08/2026

จากโครงการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมสู่เส้นทางท่องเที่ยว “ตามรอยแม่พลอย งามชดช้อยสี่แผ่นดิน” นายสาธิต แตงอ่อน นิสิตผู้จัดทำการศึกษาและออกแบบเส้นทาง ได้เป็นตัวแทนมอบแผนที่ให้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โรงเรียนหาดอมราอักษรลักษณ์วิทยา จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเป็นสื่อการเรียนรู้ด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแก่นักเรียนเยาวชน ให้ตระหนักถึงคุณค่าทุนทางวัฒนธรรมและการเชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวชุมชน

สถาบันไทยศึกษาหวังว่าโครงการนี้ช่วงส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรมและมูลค่าทางเศรษฐกิจของพื้นที่อย่างยั่งยืน


https://www.facebook.com/share/p/1FArNHP5w4/?mibextid=wwXIfr

05/08/2026

4 สิงหาคม 2569

สถาบันไทยศึกษา นำโดย ดร.รัชนีกร รัชตกรตระกูล ได้นำผลวิจัยเรื่อง "เมตาเวิร์สวัดอรุณ: การแปลงทุนทางวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการเรียนรู้ตลอดชีวิต" เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนวิชาสังคมศึกษา สาระการเรียนรู้พุทธศาสนา สำหรับนักเรียนโรงเรียนตาคลีประชาสรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ทำให้นักเรียนมีความตื่นตัวในการเรียนรู้พระพุทธศาสนาในรูปแบบใหม่ และทันสมัย

โครงการวิจัยนี้ สถาบันไทยศึกษาร่วมกับภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ด้วยการสนับสนุนจากเงินทุนนวัตกรรมทางสังคมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ที่อยู่


9th Floor, Pajadhipok-Rambhai Barni Building, Chulalongkorn University
Bangkok
10330