02/12/2025
ธารณะ धारणा
ธารณะ (จิตจดจ่อ) คือ การเรียนรู้ที่จะรวมพลังของจิตทั้งหมดมาไว้ที่จุดโฟกัสเพียงหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะเป็นการโฟกัสที่วัตถุภายนอกหรือภาพลักษณ์ภายในที่เลือกไว้ จุดโฟกัสสำหรับการจดจ่อจิตนี้ ควรจะถูกเลือกโดยคนที่รู้จักและเข้าใจในคุณสมบัติทั้งหมดของสิ่งนั้น เพราะการจดจ่อจิตอยู่กับวัตถุหรือภาพลักษณ์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้ผู้ฝึกค่อย ๆ ซึมซับคุณสมบัติของสิ่งนั้น ดังนั้น วัตถุหรือภาพลักษณ์ที่เลือกเป็นจุดโฟกัสควรจะมีคุณสมบัติในการยกระดับพลังงานขึ้นสู่ระดับสูง ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกในตัวผู้ฝึก
Dharana is where you learn to gather all the forces of the mind, focusing them on one chosen object...You can focus your mind on an external object or an internal one. The object of concentration should be selected by someone who knows all the qualities and attributes of that object, because over a period of time, as you continue concentrating on an object, the mind begins to absorb all of the object’s qualities and characteristics. The object of concentration, therefore, must be accompanied by uplifting energies. Only then will you see a qualitative change taking place in yourself.
~SWAMI RAMA
Happiness is Your Own Creation [pg 25]
Courtesy of Savita Agarwal
23/11/2025
มิตรที่เคยร่วมฝึกอาสนะด้วยกันเมื่อหลายปีก่อน ออกเดินทางไกลเมื่อเช้ามืดวาน
เมื่ิอทราบข่าวการเจ็บป่วยหนักของมิตรผู้นี้และเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ร่วมถึงตระหนักได้ถึงจิตใจหม่นเศร้าของบุคคลใกล้ชิด ขณะฝึกร่วมกันในระยะไม่กี่สัปดาห์ก่อนมิตรออกเดินทางไกลจึงพยายามชวนพิจารณาถึงความไม่เที่ยงในกาย เห็นใจที่ยึดมั่นในกายทั้งกายเขา กายเรา พิจารณาเห็นกายในภายใน เห็นกสยในภายนอก แต่เมื่อใดเล่าที่ใจจะเป็นอิสระจากกาย ก็เมื่อพิจารณาตามความเป็นจริง เห็นแล้วตามความเป็นจริงของกาย ความรู้สึก ใจ และธรรม แม้ลมหายใจอันเป็นกายอันหนึ่งในกายทั้งหลาย ล้วนเปลี่ยนแปลง ล้วนเป็นทุกข์
หากพิจารณาตามหลักปัญจโกษะ
เราฝึกอาสนะเพื่อให้รู้กาย
เราฝึกปราณายามะเพื่อให้รู้กายใจ
เราฝึกมรรคลำดับต่อไปจนถึงสมาธิ
เพื่อพิจารณาผัสสะทั้งหยาบ หยาบน้อย ละเอียด
จนกระทั่งถอดถอนผัสสะเพื่อเดินทางกลับสู่ภายใน
ถอนออกทีละชั้นทีละชั้น
”ช่วงนี้อากาศปรวนแปรเหมือนจิตที่แปรปรวนรวดเร็ว พยายามฝึก …. ประคองจิตประคองใจไว้ด้วยนะคะ“
วลีนี้ ข้าพเจ้าเขียนเตือนไว้ในกลุ่มไลน์ของมิตรกลุ่มนี้ ไม่กี่วันก่อนทราบข่าว และมีสัญญาณเตือนว่าจะต้องมีใครที่ใกล้ชิดกำลังจะจากไป
|| เตือนเขา เตือนเรา
|| ใจเขา ใจเรา
ข้าพเจ้าชวนพิจารณาพระสูตรในพุทธ เถรวาท
บทคัดย่อ
ปญฺจก. อํ. ๒๒/๘๑-๘๖/๕๗.
ภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๕ ประการนี้ อันสตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต ควรพิจารณาเนืองๆ ๕ ประการเป็นอย่างไร คือ สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต ควรพิจารณาเนืองๆ ว่า
(๑) เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้
(๒) เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้
(๓) เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้
(๔) เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น
(๕) เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง ทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
บทคัดย่อ
ที.มหา. ๑๐/๑๐๐/๑๐๗-๑๐๘
พระผู้มีพระภาคตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนพวกเธอ สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม ความปรินิพพานแห่งตถาคต จักมีในไม่ช้า โดยล่วงไปอีกสามเดือนแต่นี้ ตถาคตก็จักปรินิพพาน ฯ
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
[๑๐๘] คนเหล่าใด ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งพาลทั้งบัณฑิต ทั้งมั่งมี ทั้งขัดสน ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า ภาชนะดินที่นายช่างหม้อกระทำแล้ว ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งสุกทั้งดิบ ทุกชนิด มีความแตกเป็นที่สุด ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ฯ
พระศาสดาได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า วัยของเรา แก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราเป็นของน้อย เราจักละพวกเธอไป เรากระทำที่พึ่งแก่ตนแล้ว
ดูกรภิกษุทั้งหลายพวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีล อันดีเถิด จงเป็นผู้มีความดำริตั้งมั่นดีแล้ว ตามรักษาจิตของตนเถิด ผู้ใด จักเป็นผู้ไม่ประมาท อยู่ในธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นจักละชาติสงสาร แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดังนี้ ฯ
ข้าพเจ้าเองยังต้องฝึกอีกมาก
ขอส่งกำลังแด่มิตรทั้งหลายที่ร่วมเดินบนหนทางแห่งโมกษะ
_/\_
23/11/2025
จงให้จิตสังเกตร่างกายและความนิ่ง ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาจากความทรงจำในอดีต หากมันเป็นความคิดที่น่ารื่นรมย์ เธอก็จะยิ้มออกมา แต่หากมันเป็นความคิดที่โศกเศร้า ใบหน้าเธอก็จะสลด หากเธออัดวิดีโอในระหว่างปฏิบัติสมาธิภาวนา เธอจะเห็นได้ว่าหน้าของเธอจะแสดงความรู้สึกและอารมณ์หลากหลายออกมา ซึ่งหมายความว่าเธอไม่ได้ปฏิบัติอยู่ในขณะนั้น ความคิดส่งผลกระทบกับเธอ ดังนั้น สิ่งแรกที่เธอจะต้องเรียนรู้คือ การไม่ยึดเอาความคิดที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติมาเป็นภาพลักษณ์ของตัวเธอ นี่เป็นเหตุผลของคำกล่าวในคัมภีร์ว่า “จงถอนผัสสะออกจากสิ่งเร้า” ซึ่งหมายถึงการไม่ปล่อยให้จิตล่องลอยไปกับอิทธิพลของผัสสะต่าง ๆ
Observe your body and stillness through your mind. Suddenly a thought comes from the past. If it is a pleasant thought, you will smile, if it is a sad thought, your face will drop. When you meditate, put a hidden camera, you will find you have made thousands of faces and you are not meditating. Thoughts do affect you. First thing you need to learn is: not to identify yourself with your thoughts during Meditation. That’s why the Scriptures say "Withdrawal of Senses” that means mind is not going out with senses.
~SWAMI RAMA
How to Tread the Path of Superconscious Meditation
Courtesy of Savita Agarwal
07/11/2025
อ่านแล้วนึกสงสัยคำว่า jitatma น่าจะมาจาก
jitātmā น่าจะสมาส 2 คำ jita กับ ātman
ค้นหาความหมาย พบว่าคำนี้มีอยู่ในคัมภีร์มหาภารตะ พจนานุกรมภาษาฮินดีให้ความหมายว่า Jitātmā (जितात्मा):—(a and nm) (one) in full control of oneself; a self-conqueror.
ในคัมภีร์ภควัทคีตา บทว่าด้วยโมกษโยคะ บทที่ 18 โศลกที่ 49
असक्त-बुद्धिः सर्वत्र जितात्मा विगत-स्पृहः ।
नैष्कर्म्य-सिद्धिं परमां सन्न्यासेनाधिगच्छति ॥ ४९ ॥
asakta-buddhiḥ sarvatra jitātmā vigata-spṛhaḥ |
naiṣkarmya-siddhiṃ paramāṃ sannyāsenādhigacchati || 49 ||
อสกฺต-พุทธิะ สรฺวตฺร ชิตาตฺมา วิคต-สฺปฺฤหะ |
ไนษฺกรฺมฺย-สิทฺธึ ปรมำ สนฺนฺยาเสน-อธิคจฺฉติ ॥๔๙॥
ศัพท์ :
asakta-buddhiḥ–one who is detached due to intelligent understanding (of the science of the soul);
sarvatra–towards all material objects;
jita-ātmā–whose mind is controlled;
vigata-spṛhaḥ–free from hankering;
naiṣkarmya–by action which does not generate reaction;
siddhim–perfection; paramām–supreme;
sannyāsena–through renouncing (the results of one’s prescribed duties);
adhigacchati–attains.
คำแปล :
One whose intelligence is not attached to anything material, whose mind is controlled, and who is free from all desires, even the desire to achieve the happiness of Brahma-loka, completely renounces prescribed duties. He attains supreme perfection in the form of reaction-free action.
อ้างอิง : wisdomlib.org
เราเรียกผู้ที่เป็นนายเหนือความต้องการของจิตเบื้องต่ำว่า jitatma คนประเภทนี้คือโยคีที่เป็นอิสระจากสิ่งยั่วยุทั้งมวลแห่งโลกวัตถุ และตั้งมั่นอยู่กับธรรมชาติเดิมแท้อันสว่างไสวอยู่เสมอ ความสุขภายในที่ท่านค้นพบเป็นความสุขที่ยั่งยืนถาวร ซึ่งตรงข้ามกับความสุขชั่วคราวที่ได้จากโลกภายนอก ความสุขและความพึงพอใจทางโลกจะนำไปสู่ความเจ็บปวดในไม่ช้า เพราะความไม่คงทนถาวรของทุกสิ่งทุกอย่างในโลกแห่งวัตถุ โยคีผู้บรรลุธรรมแล้วจะอยู่ในสวนแห่งความสุขสงบตลอดไป
One who has conquered the appetites of the lower self is called jitatma. Such a yogi is free from all the charms and temptations of the external world and remains in Self delight. The joy that he find within is not temporary and fleeting. By contrast, the pleasures that others seek outside are only temporary. The pleasures of the external world soon turn into pain, for in the absence of one, the other is experienced. But this is not the case with the joy of the yogi who is in the garden of delight all the time.
-Swami Rama, Perennial Psychology of the Bhagavad Gita, Pp. 234
Courtesy of Randall Krause
06/11/2025
ผู้ที่คงความตระหนักรู้อยู่กับธรรมชาติเดิมแท้อันบริสุทธิ์ (อาตมัน) ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น จะเข้าใจถึงคุณค่าที่จำกัดของความสุขที่ได้จากวัตถุและความสัมพันธ์ทางโลก เขาจะไม่ถูกดึงดูดจากทุก ๆ คู่ตรงข้าม สำหรับเขา ก้อนหินหรือทองคำไม่ได้มีความแตกต่าง เขาคือโยคีผู้บรรลุสัจธรรมสูงสุดและเข้าถึงความสมบูรณ์แบบ
One who is firmly established in the constant awareness of Atman (the pure Self) is aware of the limited value of the mundane world, its objects and sense pleasures. He is no longer enticed by the pairs of opposites. For him a piece of rock and a heap of gold are alike. Such a yogi has attained perfection.
-Swami Rama, Perennial Psychology of the Bhagavad Gita, Pp. 234
Courtesy of Randall Krause
05/11/2025
ผู้ที่สามารถเอาชนะและเป็นนายเหนือตัวตนอันไม่เที่ยงที่เต็มไปด้วยกิเลสตัณหา จะบรรลุสภาวะแห่งความสงบในระดับสูง เพราะเขาจะอยู่เหนือความเป็นขั้วตรงข้ามทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดและความสำราญใจ ความร้อนและความเย็น ผู้ยิ่งใหญ่นั้นจะรู้สึกเป็นสุขและพึงพอใจอยู่เสมอเพราะปัญญาที่เกิดขึ้นจากการฝึกปฏิบัติโยคะ
One who has successfully conquered this lower self with all its desires and appetites attains the highest state of uninterrupted peace, and he is above the influences of the pairs of opposites such as pain and pleasure, heat and cold. Such a great one is made fully content by the wisdom gained through yogic sadhana.
-Swami Rama, Perennial Psychology of the Bhagavad Gita, Pp. 234
Courtesy of Randall Krause
04/11/2025
ศิษย์ที่ปราศจากความรู้ที่ปรากฏในคัมภีร์ต่าง ๆ และยังไม่ได้รับการถ่ายทอดคำสอนจากอาจารย์ผู้รู้จริง จะรู้สึกสับสนในการแยกแยะธรรมชาติเดิมแท้ (อาตมัน) ออกจากตัวตนอันไม่เที่ยงที่เป็นสิ่งสร้างของธรรมชาติหรือ ประกฤติ (Prakriti) ตัวตนอันไม่เที่ยงประกอบไปด้วย ร่างกาย ลมหายใจ จิตรู้สำนึก และจิตไร้สำนึกที่แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาตามกฎธรรมชาติสากล แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังตัวตนอันไม่เที่ยงนี้คือแสงสว่างที่ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์
The student who does not have knowledge of the scriptures and has not been taught by a competent teacher is confused in discriminating between the real Self (Atman) and the lower self, which is a constituent of primordial nature, Prakriti. The lower self is called the mere self. The mere self is comprised of the body, senses, breath, conscious mind, and unconscious mind, which constantly undergo change. It is called the mere self or lower self because of its everchanging nature. Behind the lower self shines the light of the Eternal.
-Swami Rama, Perennial Psychology of the Bhagavad Gita, Pp. 233
Courtesy of Randall Krause