06/09/2025
🧬 รอยแผลจากชีวิต สู่รอยแผลบน DNA รหัส NR3C1 ทำให้สร้างแวดล้อม cortisol สูงนานกว่าคนอื่น นำไปสู่โรคซึมเศร้าได้ง่าย และเป็นเหตุผลว่า ทำไมไม่ค่อยหายขาด
🧩 เซลล์ๆ หนึ่งจะทำงานได้ปกติหรือไม่ ขึ้นกับโปรตีนตำแหน่งงานนั้น มีปริมาณปกติมั้ย และตัวควบคุมเป็นยังไง
และโปรตีนต่างๆ ก็ถูกประกอบมาจาก ‘แผนผังการประกอบ’ บนสาย DNA ของเรา ซึ่งแผนผังนี้อยู่ในรูป ‘รหัสเบส’ ที่เรียกว่า ‘ยีน’ จึงไม่แปลกที่ DNA คือหนึ่งในผู้กุมชะตาชีวิตของเซลล์นั้นๆ อวัยวะนั้นๆ รวมถึงสมองของเราด้วย
🔒 เซลล์สามารถเลือกได้ว่า ‘ยีน’ นี้
จะสร้างมากหรือน้อยลง จะเปิดใช้งานเมื่อไหร่
หรือถ้าเซลล์นั้นรับการกระตุ้นที่รุนแรงหรือนานพอ เซลล์สามารถเรียนรู้ว่า ‘ยีน’ บางยีน ไม่จำเป็นต่อไปในอนาคต มันจะใช้วิธี ‘ปิดผนึก’ โดยการเติมหมู่เคมีชื่อ ‘เมทิล’ (Methylation)
เปรียบเสมือนการ ‘ล่ามโซ่ล็อกกุญแจ’ ยีนนั้นว่า ในอนาคตอีกยาวนาน เราจะเปิดใช้งานให้น้อยที่สุด เพื่อให้เซลล์นั้น/อวัยวะนั้นปรับตัวเพื่อรอดจากภัยกระตุ้นนั้น
เราเรียกการล่ามโซ่ยีนนี้ว่า
Epigenetic scar… รอยแผลบน DNA
🧠 สมองของเราเป็นหนึ่งในอวัยวะที่มี Epigenetics เยอะมาก เพราะมีการปรับเปลี่ยนหน้าที่การงาน และพัฒนาตลอด โดยเฉพาะช่วงวัยเด็ก
ดังนั้นถ้าเซลล์สมองเรียนรู้ไปแล้วว่า ‘โลกภายนอก’ มันโหดร้าย มันก็จะใช้การ ‘ปิดผนึกยีน’ ให้สมองเข้าสู่สภาวะ stress ง่าย เพื่อใช้ต่อสู้กับ ‘ความโหดร้าย’ ของโลกภายนอก
📌 หนึ่งในรหัสบนสาย DNA ที่โดยบ่อย มีชื่อว่า NR3C1 เป็นรหัสที่แสดง ‘แผนผังการประกอบ’ โปรตีนตัวรับฮอร์โมน cortisol (Glucocorticoid receptor)
ซึ่งเดิมที จะคอยทำหน้าที่รับรู้ว่า ตอนนี้มี cortisol เยอะแล้วหรือยัง ถ้าเยอะแล้ว ‘ตัวรับนี้’ จะสั่งให้เซลล์นั้น ส่งสัญญาณไปบอกระบบปล่อย cortisol ให้ ‘ชะลอลง’
แต่โลกที่โหดร้าย เช่น
✅ ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก: การทำร้ายร่างกาย (Physical abused), การทำร้ายจิตใจรุนแรง (Emotional abused), การถูกล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual abused) การถูกทอดทิ้ง (Neglect)
☑️ ภาวะเครียดเรื้อรังในวัยรุ่น-วัยผู้ใหญ่
☑️ สภาพเจ็บป่วยเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคร้ายแรง
☑️ การติดสารในระดับสูง+เรื้อรัง: สุรา, บุหรี่, ยาเสพติด
☑️ พฤติกรรมสุขที่ไม่ดี: กินเยอะ/ออกกำลังกายน้อย/นอนน้อย ส่งผลต่อแบคทีเรียในลำไส้เปลี่ยนชนิด ส่งผลต่อสมองผ่านทาง brain gut axis อีกที
ที่มีผลรุนแรงสุด และมีงานวิจัยยืนยันเยอะที่สุดคือ
ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก
🧨 สิ่งเหล่านี้มันสอนให้สมองรู้ว่า ‘ระบบ cortisol จำเป็นต่อการรอดนะ แกต้องเปิดใช้งานระบบนี้นานๆ นะ’
มันเลย ‘ปิดผนึก’ รหัส NR3C1 ทำให้สร้างตัวรับ cortisol ได้ต่ำลงมาก ตัวรับที่คอยตรวจจับว่าฮอร์โมนนี้เยอะรึยังนั่นเอง
⚡ ผลคือ แทบไม่มีอะไรเบรกการปล่อย cortisol, ทำให้เวลาเข้าสู่โหมดเครียดแล้ว cortisol จะหลั่งสูงกว่าปกติและนานกว่าปกติ กว่าคนทั่วไปมากนัก รมสมองให้ตื่นตัวและเกิดการคิดลบได้ง่าย
ทำให้ ‘สมองใบนี้’ เสี่ยงต่อการเกิดซึมเศร้า/วิตกกังวล/ แม้กระทั่ง PTSD ได้สูงกว่าคนทั่วไปมากนัก
📉 และเมื่อทุกอย่างเหมาะเจาะ ได้รับตัว trigger มาในเวลาที่เหมาะสม (มักจะเป็นช่วงวัยรุ่น - วัยผู้ใหญ่ตอนต้น) cortisol ที่สูงมากและยาวนาน จะทำให้สมองฝ่อเป็นจุดๆ ขึ้นกับว่าจุดไหนโดน ทำให้นำไปสู่โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรือ PTSD ในที่สุด
🔎 นี่อาจช่วยอธิบายได้ค่ะว่า ทำไมมันไม่ค่อยหายขาดซักที นั่นเพราะรอยแผลบนสาย DNA ค่อนข้างเสถียร อยู่ยาวนาน ทำให้แม้จะหายแล้ว สมองมันเสี่ยงค่ะ เสี่ยงที่จะกลับมาเป็นอีกรอบ
ตามการศึกษาพบว่า ก็ไม่ใช่ว่าจะลบรอยแผลนี้ออกไม่ได้ แต่ต้องใช้เวลายาวนาน ต้องกินยาสม่ำเสมอ, ทำจิตบำบัด ปรับวิธีคิดเพื่อ cope กับ stress ให้ได้, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, ได้กิจกรรมที่ฮีลใจ (เช่น เลี้ยงสัตว์, ฟัง/เล่นดนตรี) และสำคัญที่สุดคือ ห่างจาก specific trigger (แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน) ซึ่งติดข้อนี้แหละ ยากที่สุด
💙 ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน
ที่กำลังต่อสู้กับโรคเหล่านี้นะคะ
02/06/2025
เอาท่ากายบริหารแก้บริหารมาฝากคะ
27/11/2024
จำได้แล้ว.หมอท่านหนึ่งพูดว่า "perfectionism is a disease"
อยากให้ Perfectionist ได้อ่านบทความนี้
ในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้คุยกับคนที่บอกว่าตัวเองเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ (perfectionist) ไม่น้อยกว่า 3 คน
เวลาผมสัมภาษณ์งาน พอผมถามผู้สมัครว่ามีจุดอ่อนอะไรบ้าง หนึ่งในคำตอบที่ได้ยินบ่อยๆ ก็คือการบอกว่าตัวเองเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์เช่นกัน
คำนี้เป็นคำตำหนิตัวเองที่เป็นการชมตัวเองไปในตัว คือรู้นะว่าเป็นปัญหา แต่ก็มีความภูมิใจอยู่เหมือนกันว่าเราเป็นคนที่ทำเต็มที่กับทุกอย่าง
วันนี้ก็เลยอยากจะพาผู้อ่านทำความรู้จักกับเพอร์เฟกชั่นนิสต์มากขึ้น โดยเนื้อหาส่วนใหญ่มาจากหนังสือ The Perfection Trap: The Science of Why We Never Feel Enough ของ Thomas Curran ครับ
เรามักจะคิดว่าเพอร์เฟกชั่นนิสต์เป็นคนที่คาดหวังกับตัวเองสูงเท่านั้น แต่ผู้เขียนบอกว่าความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์นั้นมี 3 มิติด้วยกัน
1. คาดหวังให้ตัวเองสมบูรณ์แบบ หรือ SOP: Self-Oriented Perfectionism
2. รู้สึกว่าคนรอบข้างคาดหวังให้ตัวเองสมบูรณ์แบบ หรือ SPP: Socially-Prescribed Perfectionism
3. คาดหวังให้คนอื่นสมบูรณ์แบบ หรือ OOP: Other-Oriented Perfectionism
ที่เราคุ้นเคยก็คือมิติแรก - SOP คือคาดหวังให้ตัวเองสมบูรณ์แบบ ซึ่งขับเคลื่อนมาจากความรู้สึกที่ว่าตัวเองยังดีไม่พอ/ยังเก่งไม่พอ/ยังมีไม่พอ (I'm not enough.) ก็เลยต้องพยายามทำทุกอย่างให้ออกมาดีไม่มีที่ติ เพื่อกลบความรู้สึกขาดแคลนนี้
ส่วนมิติที่สอง - SPP คือความรู้สึกว่าถูกคาดหวังจากคนรอบตัวให้เราสมบูรณ์แบบ อันนี้จะเกิดกับคนฝั่งเอเชียมากกว่าชาวตะวันตก เพราะคนเอเชียมีความเป็น collectivist สูง คืออยู่กันเป็นหมู่คณะ พ่อแม่มักจะมีความหวังที่สูงลิ่วให้กับลูก ซึ่งลูกก็มักจะแบกความคาดหวังนั้นไว้ตั้งแต่ตอนเรียนจนกระทั่งถึงวัยทำงาน
มิติที่สามคือคาดหวังให้คนอื่นสมบูรณ์แบบ หรือ OOP ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ สตีฟ จ็อบส์ ที่คาดหวังสูงกับทุกคนรอบตัวและไม่เคยประนีประนอมกับความไม่สมบูรณ์แบบ
Thomas Curran ผู้เขียนหนังสือบอกว่าความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ไม่ใช่ขาวหรือดำ แต่เป็น spectrum ที่มีดีกรีความเข้มข้นได้หลายเฉด คนหนึ่งคนสามารถมีความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ได้ทั้งสามมิติ มากน้อยแตกต่างกันไป
ถ้าใครอยากรู้ว่าตัวเองเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์แนวไหน (หรืออยากรู้ว่าคนข้างๆ เป็นแนวไหน) ก็ลองทำแบบทดสอบนี้ โดยให้ 5 คะแนนสำหรับข้อที่เราเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และให้ 1 คะแนนถ้าเราไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
Self-Oriented Perfectionism
______ เราพยายามที่จะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบอยู่เสมอ
______ เราตั้งมาตรฐานให้กับตนเองไว้สูงมาก
______ หากเราทำผิดพลาดหรือขาดตกบกพร่อง เราจะตำหนิตัวเองอย่างหนัก
______ เราต้องสมบูรณ์แบบในสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา
______ หากไม่สามารถทำอะไรออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เราจะรู้สึกผิดและอับอาย
Socially-Prescribed Perfectionism
______ หากเราทำพลาด ก็มีคนพร้อมที่จะวิจารณ์เรา
______ คนอื่นนั้นดูสมบูรณ์แบบ และพวกเขาจะตัดสินเราหากเราไม่สมบูรณ์แบบ
______ คนใกล้ชิดของเราจะรับไม่ได้หากเราไม่สมบูรณ์แบบ
______ ผู้คนมักจะโกรธหากเราไม่ทำอะไรอย่างสมบูรณ์แบบ
______ ทุกคนคาดหวังให้เราสมบูรณ์แบบ
Other-Oriented Perfectionism
______ เป็นเรื่องยากที่จะอดทนกับการทำงานที่ต่ำกว่ามาตรฐานของคนรอบข้าง
______ หากผู้คนไม่พยายามอย่างเต็มที่ เราจะบอกให้พวกเขารู้
______ ทุกคนควรเป็นเลิศในสิ่งที่สำคัญสำหรับพวกเขา
______ เมื่อคนใกล้ชิดทำพลาดหรือบกพร่อง เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเตือนพวกเขา
______ เราไม่ชอบการอยู่ล้อมรอบด้วยคนที่มาตรฐานต่ำ
เอาคะแนนของแต่ละหมวดมารวมกัน หมวดไหนคะแนนเยอะก็จะทำให้เรารู้ว่าเราเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์แบบไหน
-----
แล้วข้อเสียของการเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์คืออะไร?
แม้บางคนจะรู้สึกภูมิใจลึกๆ กับการเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ แต่แท้จริงแล้วมันเป็นเรื่องที่ไม่ดีเท่าไหร่
เพราะคนที่เป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์จะมีความสุขได้ยากกว่าคนทั่วไป
เวลาที่ทำงานสำคัญสำเร็จเรียบร้อยไปได้ด้วยดี เพอร์เฟกชั่นนิสต์ไม่ได้รู้สึกภูมิใจหรือชื่นชมตัวเอง
สิ่งที่เพอร์เฟกชั่นนิสต์รู้สึกมากกว่าคือ "ความโล่งใจ" ว่าจบงานนี้ไปได้อีกงาน และไม่มีใครมาว่าอะไรเราได้
แต่ความโล่งใจก็จะอยู่ได้ไม่นาน เพราะเพอร์เฟกชั่นนิสต์ก็จะกังวลกับงานชิ้นต่อไป หรือไม่ก็ตั้งเป้าหมายใหม่ด้วยมาตรฐานที่สูงยิ่งกว่าเดิม แล้วทำทุกอย่างเพื่อให้ไปถึงตรงนั้น เมื่อทำสำเร็จก็คาดหวังให้ตัวเองทำได้ดีกว่านี้อีกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งถึงจุดนึงที่ไม่สามารถทำได้ตามที่ตัวเองคาดหวัง (หรือคิดว่าคนอื่นคาดหวัง) อีกต่อไป
คนที่เป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์จึงมีโอกาส burnout สูงกว่าคนธรรมดามาก
แต่เพอร์เฟกชั่นนิสต์บางคนก็อาจทักท้วงว่า แม้ต้องแลกด้วยการ burnout และการไม่มีความสุข แต่อย่างน้อย performance ก็น่าจะดีกว่าคนทั่วไปไม่ใช่เหรอ เราเห็นคนอย่างสตีฟ จ็อบส์ นักเขียน bestseller หรือนักกีฬาระดับโลกหลายคนก็มีความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์กันทั้งนั้น
แต่ Thomas Curran ผู้เขียนบอกว่า จากงานวิจัยและการเก็บตัวอย่างมากกว่า 40,000 คน เขาพบว่าความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์นั้นไม่มีความสัมพันธ์ (correlation) กับ performance หรือผลงาน!
Curran ให้เหตุผลไว้น่าสนใจมาก
อย่างแรก ที่เราเห็นว่าคนเด่นคนดังนั้นเขาเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ เราต้องระวังด้วยว่าเรากำลังมี survivorship bias
Survivorship bias คือเรามักจะตัดสินจากคนที่ "เหลือรอด"
คนอย่างสตีฟ จ็อบส์นั้นประสบความสำเร็จ และเมื่อจ็อบส์นั้นเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ เราก็เลยคิดว่าความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์นั้นทำให้จ็อบส์สำเร็จ
แต่แท้จริงแล้วยังมีเพอร์เฟกชั่นนิสต์อีกตั้งมากมายที่ไม่ได้เดินทางไปถึงจุดสูงสุดในวิชาชีพ แต่เราไม่เคยเห็นหรือได้ยินได้ฟังคนเหล่านั้น
แถมความสำเร็จนั้นก็เกิดจากหลายปัจจัยมาก ทั้งเรื่องการศึกษา ฐานะทางบ้าน ประเทศที่เกิด โชค จังหวะเวลา เราไม่สามารถให้เครดิตกับความสำเร็จของจ็อบส์ได้เพียงเพราะว่าเขาเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์
-----
อีกจุดอ่อนสำคัญของเพอร์เฟกชั่นนิสต์ คือแรงขับเคลื่อนของเพอร์เฟกชั่นนิสต์นั้นไม่ใช่การได้มาซึ่งความสำเร็จหรือบรรลุความเป็นเลิศ
แรงขับเคลื่อนที่แท้จริงของเพอร์เฟกชั่นนิสต์คือความกลัวที่จะล้มเหลว
ทำยังไงก็ได้ที่จะไม่เฟล เพราะถ้าเราเฟล ความรู้สึกที่ว่าเราดีไม่พอจะผุดขึ้นมาทันที
ซึ่งเวลาที่เพอร์เฟกชั่นนิสต์เจองานที่ถนัด พวกเขาก็จะสร้างงานออกมาได้ดีเพราะเป็นคนขยันอยู่แล้ว
แต่พอเจองานที่ยากมากๆ งานที่เคยฝากรอยแผลเอาไว้ และเพอร์เฟกชั่นนิสต์รู้สึกได้ว่าอาจจะยากเกินไปและมีสิทธิ์ที่จะไม่ออกมาอย่างที่หวัง เพอร์เฟกชั่นนิสต์มีแนวโน้มที่จะ "หนี" ด้วยการไม่ยอมทำสิ่งนั้น หรือผัดผ่อนการตัดสินใจออกไปเรื่อยๆ
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเพอร์เฟกชั่นนิสต์จึงไม่ได้มี performance ในการทำงานดีกว่าคนทั่วไป เพราะข้อดีจากความขยันขั้นสุดนั้นถูกหักล้างด้วยข้อเสียของการไม่กล้าทำอะไรเสี่ยงๆ และการเบิร์นเอาท์ก่อนวัยอันควร
ส่วน Other-oriented perfectionist หรือคนที่คาดหวังให้คนอื่นสมบูรณ์แบบนั้น มักจะมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์หรือการการทำงานกับคนอื่น เพราะช่างตัดสินและช่างวิจารณ์จนทำให้เพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนร่วมห้องเข็ดขยาด
-----
เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์แล้ว และอยากหายจากอาการนี้ เราสามารถทำอะไรได้บ้าง?
Curran แนะนำเอาไว้หลายอย่าง แต่ผมขอยกมาซัก 3 ข้อแล้วกันนะครับ
ข้อแรก ให้เข้าใจก่อนว่าความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ไม่ใช่ความผิดของเรา
จากงานวิจัย ความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์เกิดจากยีนส์ประมาณ 30%-40% คือมันติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด เราเลือกไม่ได้
แถมระบอบทุนนิยมก็คอยบอกเราตลอดเวลาว่า เรายังดีไม่พอ เรายังมีไม่พอ เราสามารถไปได้ไกลกว่านี้อีกถ้าเราซื้อผลิตภัณฑ์ตัวนี้หรือเข้าคอร์สตัวนั้น การเปลี่ยนประชาชนให้เป็นผู้บริโภคคือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะถ้าเกิดว่าทุกคนรู้สึกว่าดีพอแล้ว มีพอแล้ว ไม่ต้องซื้อของเพิ่มอีกแล้ว เศรษฐกิจก็จะติดขัดและอาจเข้าสู่ recession ก็เป็นได้
การมาถึงของโซเชียลมีเดียก็มีผลเป็นอย่างมาก เพราะมันคอยเตือนเราตลอดเวลาว่ามีคนที่สวยกว่าเรา เก่งกว่าเรา ชีวิตดีกว่าเรา ดังนั้นความรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่นจึงเกิดขึ้นมากกว่ายุคก่อน
ดังนั้น ให้รู้ว่าความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ของเรานั้นคือผลผลิตจากยีนส์บวกกับผลผลิตจากยุคสมัย เราจะได้โทษตัวเองน้อยลง
ข้อสอง ให้หัดมีเมตตากับตนเอง หรือ self-compassion
อย่าโบยตีตัวเองมากเกินไปถ้าเราทำพลาด ความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องน่าอับอายแต่มันคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ - Failure is not humiliating. It's humanising.
ไม่มีใครในโลกนี้ที่เพอร์เฟ็กต์ เพราะกล่าวโดยแท้จริงแล้ว ความไม่สมบูรณ์แบบนี่แหละที่ทำให้เรามีความเป็นมนุษย์
ข้อสาม ให้เดินเข้าหาสิ่งที่กลัว
เพราะที่ผ่านมาเราวิ่งหนีความล้มเหลวมาโดยตลอด อะไรที่ทำท่าว่าจะไม่ไหวเราก็เลยไม่กล้าลอง แต่จากนี้ไปให้เราลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำดู ซึ่งแน่นอนว่ามันจะไม่ได้ออกมาได้ดีอย่างที่เราหวัง แต่เราก็จะได้พบว่ามันก็ไม่ได้แย่อย่างที่เราคิดเช่นกัน
เมื่อเราผูกมิตรกับความไม่สมบูรณ์แบบบ่อยๆ ความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ของเราก็น่าจะบรรเทาลงเช่นกัน
ใครสนใจศึกษาเรื่องนี้มากขึ้น ลองไปหาฟัง Thomas Curran ตามพ็อดแคสต์ต่างๆ ได้นะครับ เขาเองก็เป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ขั้นสุดเหมือนกัน เคยเก็บความเครียดความกดดันเอาไว้มากมายจนสุดท้ายเป็น panic attack ดังนั้นข้อเขียนและข้อความของเขาจะเข้าใจเหล่าเพอร์เฟกชั่นนิสต์เป็นอย่างดี
ขอเอาใจช่วยให้เพอร์เฟกชั่นนิสต์ทุกท่านได้พบสันติในใจครับ
07/11/2024
🏠 ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงเลือกตัดขาดจากครอบครัว
…
การตัดความสัมพันธ์กับครอบครัวกำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน บทความนี้จะช่วยให้เราเข้าใจว่าอะไรทำให้ลูกๆ ต้องตัดสินใจเด็ดขาดเช่นนั้น ทั้งยังชี้ให้เห็นว่าการตัดขาดไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความใจร้ายหรือความเห็นแก่ตัว แต่เป็นทางออกสุดท้ายของคนที่ทนความเจ็บปวดมานาน การทำความเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้ทั้งพ่อแม่และลูกๆ มองเห็นทางแก้ไขความสัมพันธ์ที่ร้าวฉาน หรืออย่างน้อยก็เข้าใจว่าทำไมบางครั้งการรักษาระยะห่างจึงเป็นสิ่งจำเป็น
หลายคนโชคดีเติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น แต่คงเคยรู้จักใครสักคนที่มาจากครอบครัวที่แตกร้าว เส้นแบ่งระหว่างความสัมพันธ์ที่ดีกับความขัดแย้งนั้นบางเฉียบ และเมื่อความสัมพันธ์เลยเส้นนั้นไปแล้ว ลูกๆ ที่ทนกับความกดดันมาตลอดชีวิตอาจต้องถอยห่างเพื่อปกป้องตัวเอง
ผลการศึกษาของ ดร.คาร์ล พิลเลเมอร์ ในปี 2020 ชี้ว่า 27% ของชาวอเมริกัน หรือราว 68 ล้านคน ตัดขาดจากคนในครอบครัว โดย 10% เป็นการตัดขาดระหว่างพ่อแม่กับลูก
สาเหตุแรกมาจาก “การเลี้ยงดูที่เป็นพิษ” ความสัมพันธ์ที่ขาดความรักความเข้าใจ การละเลยหรือทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจตั้งแต่เด็ก จนลูกๆ ต้องตัดสินใจตัดขาด แม้จะเจ็บปวด แต่ก็จำเป็น น่าเศร้าที่เมื่อลูกอธิบายเหตุผล พ่อแม่มักปฏิเสธหรือไม่ยอมรับ บางคนถึงขั้นคิดว่าตนมีสิทธิ์เหนือลูก และไม่เข้าใจว่าทำไมลูกถึงทำแบบนี้ได้
สาเหตุที่สองคือ “ความขัดแย้งและการทรยศในครอบครัว” มักเกิดในกรณีหย่าร้าง แต่งงานใหม่ หรือพ่อแม่มีครอบครัวใหม่แล้วทอดทิ้งลูกจากการแต่งงานครั้งแรก งานวิจัยในปี 2021 พบว่า ครอบครัวที่พ่อแม่ยังอยู่ด้วยกัน มีโอกาสที่ลูกจะกลับมาคืนดีด้วยได้มากกว่าครอบครัวที่พ่อแม่หย่าร้างหรือมีครอบครัวใหม่ นอกจากนี้ ลูกๆ มักเลือกที่จะตัดขาดจากพ่อมากกว่าการตัดขาดจากแม่
สาเหตุที่สามเป็นเรื่อง “ความคิดและความเชื่อที่แตกต่าง” ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ศาสนา หรือการยอมรับลูกที่เป็น LGBTQIA+ เมื่อพ่อแม่ไม่เคารพความคิดเห็นหรือตัวตนของลูก ความสัมพันธ์ก็เริ่มร้าว ยิ่งถ้าพ่อแม่ไม่ยอมรับการตัดสินใจในชีวิตของลูก เช่น เรื่องคู่ครอง หรือการใช้ชีวิต รอยร้าวก็จะยิ่งลึกขึ้นเรื่อยๆ
การตัดขาดอาจเป็นเพียงชั่วคราว หลายครอบครัวกลับมาคืนดีกันได้ผ่านการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ แต่สิ่งสำคัญคือพ่อแม่ต้องยอมรับผิด อย่างไรก็ตาม บางความสัมพันธ์อาจไม่สามารถซ่อมแซมได้ และการรักษาระยะห่างก็เป็นทางเลือกที่จำเป็นเพื่อสุขภาพใจที่ดี เพราะเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่ขาดความรักและความผูกพัน มักจะไม่เห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้เมื่อต้องสร้างความสัมพันธ์ของตัวเอง
บทความนี้น่าจะช่วยให้พ่อแม่ตระหนักว่า การเลี้ยงลูกไม่ใช่แค่เรื่องปากท้องหรือการศึกษา แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ที่ต้องใส่ใจ พ่อแม่ควรสร้างบ้านให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ ยอมรับฟังความคิดเห็นของลูก เคารพการตัดสินใจและตัวตนของพวกเขา แม้จะต่างจากที่เราคาดหวัง อีกทั้งควรระวังไม่ให้ความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่ส่งผลกระทบต่อลูก เพราะบาดแผลในวัยเด็กอาจกลายเป็นรอยร้าวที่ซ่อมแซมไม่ได้เมื่อลูกเติบโต การสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและเข้าอกเข้าใจกันจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้เกิดการตัดขาดในอนาคต
♥️
สรุปและเรียบเรียง โดย แม่ดวงค่ะ
บทความต้นฉบับภาษาอังกฤษจากเว็บไซต์ Psychology Today : Why No-Contact Families Are Becoming a New Norm By Mark Travers Ph.D. - https://www.psychologytoday.com/us/blog/social-instincts/202410/3-reasons-why-no-contact-families-are-becoming-a-new-norm
…
#หนังสือแนะนำ Toxic Parents
มูฟออนชีวิต ถอนพิษพ่อแม่เผด็จการ
https://s.shopee.co.th/7zv8obBPUc
…
ร่วมสนับสนุนเพจ “อ่านหนังสือกับลูก”
ด้วยการสั่งซื้อสินค้าใดๆ บน Shopee
ผ่านลิงค์นี้นะคะ https://s.shopee.co.th/5fX2qT0tG5
05/11/2024
เราว่ามันใช่นะ
ชีวิตที่มีความหมายมากกว่าความสุข
Emily Esfahani Smith เจ้าของหนังสือ The Power of Meaning.
เล่าถึงความเข้าใจที่เปลี่ยนไปของเธอเกี่ยวกับความสุข
หลังจากที่เธอได้ใช้ชีวิตโดยพยายามเติมเต็มด้วยสิ่งที่หลายคนเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความสุข
เช่น การมีงานที่ดี มีแฟนที่รัก และการมีชีวิตที่หรูหรา
แต่เธอกลับรู้สึกเคว้งคว้างและไม่พึงพอใจ
การเรียนด้านจิตวิทยาเชิงบวกได้ทำให้ Emily ค้นพบสิ่งสำคัญ
ข้อมูลที่เธอพบชี้ว่าการไล่ล่าความสุขอย่างเดียวอาจทำให้เราเป็นทุกข์
เพราะความสุขนั้นเป็นเพียงความรู้สึกที่แสนชั่วคราว
และการไม่มีความหมายในชีวิตกลับกลายเป็นตัวแปรที่ทำให้ผู้คนรู้สึกสิ้นหวังมากขึ้น
เธอค้นพบว่า ความหมายในชีวิต
คือสิ่งที่ช่วยทำให้คนมีชีวิตที่เต็มไปด้วยพลัง
ซึ่งต่างจากความสุขเพียงอย่างเดียว
Emily ได้ทำการศึกษาและสัมภาษณ์ผู้คนมากมายจนพบว่า
มี "เสาหลัก 4 ต้นของความหมาย"
ที่ทุกคนสามารถใช้สร้างความหมายให้กับชีวิตได้
1. การเป็นส่วนหนึ่ง
ความรู้สึกที่เรามีค่าต่อคนรอบข้าง
ความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพช่วยให้เรารู้สึกมีตัวตนและได้รับการยอมรับ
2. จุดมุ่งหมาย
การทำสิ่งที่มีประโยชน์แก่ผู้อื่น
และการใช้ความสามารถในการทำงานหรือบทบาทต่าง ๆ
ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น
3. การสลายตัวตน
ประสบการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่าได้เชื่อมต่อกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา
ช่วงเวลาเหล่านี้มักทำให้เรารู้สึกอ่อนน้อมถ่อมตน
และเปิดใจในการช่วยเหลือคนอื่น
4. การเล่าเรื่อง
การตีความและเล่าเรื่องชีวิตตัวเองในมุมมองที่เป็นประโยชน์
หรือก่อให้เกิดการเติบโต
การเล่าเรื่องนี้ช่วยให้เราตระหนักถึงความหมายในชีวิตมากขึ้น
Emily ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของเธอเองและจากการพูดคุยกับผู้อื่นว่า…
การสร้างชีวิตที่มีความหมาย ไม่เพียงแต่ทำให้เรารู้สึกมีพลังและมีความสุขที่ยั่งยืนกว่า
แต่ยังทำให้เราเป็นคนที่มั่นคงทางจิตใจ และมีคุณค่าต่อสังคม
01/10/2024
นี่ละคุณสมบัติที่เราต้องการ
ในชีวิตของคนเราต้องเผชิญประสบการณ์ความยากลำบากอย่างน้อยหนึ่งอย่างในช่วงชีวิตหนึ่ง แต่ละคนก็จะมีผลกระทบและช่วงเวลาในการเยียวยาจิตใจที่แตกต่างกัน และในบางคนแม้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน เหตุการณ์เลวร้ายที่เผชิญก็ยังคงส่งผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ และสังคมอยู่เสมอ
มาทำความเข้าใจเรื่อง "Resilience" พลังแห่งการฟื้นคืน เพิ่มเติมได้ที่ https://www.oscc.consulting/media/293
18/09/2024
มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก
เป็นองค์กรที่ทำให้สังคมไทยได้ตระหนัก และรับรู้ความเป็นจริงของปัญหาการละเมิดสิทธิเด็ก
25/08/2024
ฉันเป็นคนที่มีความหวั่นไหวกับคำพูดพ่อแม่มาก โอกาสดีที่ได้ฝึกการแปรเปลี่ยนบาดแผลในวัยเด็กไปสู่พลังจากหลายศาสตร์ที่เรียนรู้ฝึกฝนในสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้
ช่วงนี้ก็ออกจะหวั่นไหว เมื่อสิ่งที่เราเลือกเราเป็นไม่อยู่ในมาตรฐานนิยมเขา บ่อยครั้งเขาก็พูดจาแบบคิดอะไรก็พูด เขาเปลี่ยนไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนมันได้ เรามีพลังชีวิต เราแจ่มชัดว่าเราเลือก เรามีความสุขในสิ่งที่เราเลือก เขาทำไง
เวลาพ่อแม่พูดเราในสิ่งที่เราทำในแง่ลบ เรารับรู้ความหวั่นไหวของตนเองอย่างรวดเร็ว อยู่กับเด็กน้อยภายในของตนเอง แล้วบอกว่าคำพูดเขาอยู่บนความเชื่อคุณค่าความคุ้นเคยของเขา คุณค่าเหล่านั้น เราเลือกที่จะทิ้งมันไปแล้ว เราเลือกอย่างมีวิจารณญาณ และเราทำทุกอย่างด้วยพลังบวก มันจึงออกมาดี มันมีคนให้คุณค่า และเราจะเชื่อมโยงกับพลังบวกนั้น
เราทุกคนจำเป็นต้องเป็นอิสระจากคุณค่า และคำพูดของพ่อแม่ และผู้คนให้มากที่สุด ให้แสงภายในของเรานำทางเราเอง
นิตย์เทอมาได้ไกลมากแล้วนะ ไปต่อ เรื่องท้าทายก็มาเรื่อยๆแหละ
#คำพูดพ่อแม่คือวาจาสิทธิ์เหรอ
#ยักไหล่แล้วไปต่อ_สู่ชีวิตปัจเจกภาพ
#โรงเรียนในสวนยาย_พื้นที่แห่งการเติบโตสู่ปัจเจกภาพ
#คำพูดของพ่อแม่คือวาจาสิทธิ์
คุณพ่อคุณแม่คงเคยได้ยินคำว่า “คำพูดของพ่อแม่คือวาจาสิทธิ์”
“วาจา + สิทธิ์ = วาจาสิทธิ์ แปลตามศัพท์ว่า “ความสำเร็จโดยวาจา” (แปลจากหลังไปหน้า)
คำนี้ในภาษาไทยมักเข้าใจในความหมายว่า “มีวาจาที่ศักดิ์สิทธิ์” คือ พูดอะไรไว้สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นจริงตามที่พูด
คนเก่าแก่กล่าวไว้ว่า ปากพ่อปากแม่เป็น “ปากศักดิ์สิทธิ์” พูดให้ลูกเป็นอะไรก็ได้ จึงมีคำเตือนพ่อแม่ไว้ว่า อย่าแช่งด่าลูก จะเป็นจริงดังปากพ่อแม่
วันนี้ ครูปุ๊กมีเหตุผลทางจิตวิทยาการเลี้ยงดูมาเล่าให้คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครองทราบอย่างถ่องแท้ถึงอิทธิพลการใช้คำพูดของพ่อแม่ที่ส่งผลถึงจิตใจ ความคิด และพฤติกรรมของลูกอย่างจับต้องได้กันนะคะ
“เด็ก” เป็นสิ่งมีชีวิตที่ใหม่กับโลกใบนี้ ตัวตนและจิตใจของเขายังไม่มั่นคง เขาต้องพึ่งพาอาศัยพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู ความรัก ความผูกพันจึงบังเกิดขึ้นในหัวใจเด็ก ในขณะเดียวกัน เขาก็อยากให้ตนเองเป็นที่รักของผู้เลี้ยงดูด้วย ผู้เลี้ยงดูจึงมีความหมายมากมายเหลือเกินต่อจิตใจของเด็กคนหนึ่ง คำพูด การกระทำของผู้เลี้ยงดูที่มีต่อเด็กนั้นมีอิทธิพลยิ่งใหญ่ที่จะให้เขาเดินหน้าไปอย่างไร้ขอบเขตหรือหยุดนิ่งอยู่กับที่ แย่ไปกว่านั้น คือ ทำให้เด็กคนหนึ่งถอยหลังก็มีให้เห็นอยู่มากมายในชีวิตจริง
หากเด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นมากับคำพูดเชิงลบ ด่าทอ ตำหนิ ชิงชัง และเปรียบเทียบอยู่เป็นประจำ เช่น “เก่งสู้คนอื่นไม่ได้เลย” “ไม่ฉลาดเอาซะเลย” “คนเก่งจริงเขาไม่ทำกันแบบนี้หรอก” เด็กก็จะเกิดความสงสัยว่าเขาไม่มีศักยภาพจริงๆตามที่ผู้เลี้ยงดูได้บอกกับเขา แม้ว่าแท้จริงแล้ว เด็กคนนี้จะเป็นคนที่มีศักยภาพมากก็ตามแต่เด็กก็จะน้อมรับสิ่งที่ผู้ใหญ่รอบตัวมี “วาจาสิทธิ์” กับเขา และคิดว่าเขาเป็นแบบนั้นจริงๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ตัวตนของเด็กคนหนึ่งถูกทำลายกัดกร่อนทุกวันไปมากเพียงใด และท้ายสุดก็เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองมีดีอะไร เพราะ ไม่เคยมีใครบอกว่าเขามีอะไรดี
ครูปุ๊กขอแค่ 5 วาจาสิทธิ์เบื้องต้นที่พ่อแม่ควรพูดกับลูก ครูเชื่ออย่างยิ่งว่า
“ไม่มีเด็กคนไหนไม่ชอบคำชม”
“ไม่มีเด็กคนไหนไม่ชอบคำพร”
“ไม่มีเด็กคนไหนไม่ชอบคำขอบคุณ”
“ไม่มีเด็กคนไหนไม่ชอบคำขอโทษ”
และ
“ไม่มีเด็กคนไหนไม่ชอบคำรัก”
อยากให้ลูกเป็นอย่างไร พูดกับเขาเชิงบวกด้วยความจริงใจ แล้วท่านจะได้รับสิ่งที่ดีกลับมาค่ะ
ด้วยรัก
ครูปุ๊ก
25/08/2024
แบกพ่อแม่ แบกลูกหลาน แบกการงาน
ทำความรู้จักกับ 'Sandwich Generation' วัยกลางคนที่ต้องแบกรับหน้าที่ทับซ้อน
มันเหมือนกลายเป็นลูปเวลาทรมานหรือวัฏจักรแห่งการแบกรับอะไรสักอย่างไปแล้ว เมื่อพูดถึง 'ภาระหน้าที่' ของคนแต่ละช่วงวัยในสังคมไทย ลองจินตนาการตามแบบง่าย ๆ พ่อแม่คุณอาจเป็นคนต่างจังหวัด ต่อสู้ดิ้นรนเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ ส่งเงินกลับไปดูแลครอบครัวที่บ้านเกิด จากนั้นไม่นานก็แต่งงานมีลูก นั่นเท่ากับว่าพ่อแม่คุณต้องเลี้ยงลูกไปด้วย ส่งเสียครอบครัวไปด้วย และทำซ้ำแบบนี้อีก 20 กว่าปี จนกว่าลูกจะโตหรือพ่อแม่จะตาย
สิ่งที่น่าเศร้าคือวัฏจักรนี้ยังไม่จบ คุณร่ำเรียนและเติบโตขึ้นมาทำงานในสนามแห่งการแข่งขันที่เรียกร้องแรงใจมากกว่าแรงกาย ฝ่าฟันสะสมประสบการณ์จนเริ่มยืนด้วยขาของตนเองได้ จากนั้นแต่งงานและมีลูก ทว่าไม่นานพ่อแม่ของคุณก็แก่ชราลงและต้องได้รับการดูแลเช่นกัน คุณกลายเป็นเหมือนพ่อและแม่ของคุณเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ต้องแบกรับครอบครัว การงาน และผู้คน วนลูปเหมือนวัฏจักรที่ไม่มีวันจบสิ้น โดยปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า Sandwich Generation
Sandwich Generation คือ กลุ่มคนวัยทำงานที่มีอายุระหว่าง 35 - 64 ปีที่ต้องแบกรับหน้าที่การงาน หน้าที่การเลี้ยงดูบุตร และหน้าที่การดูแลพ่อแม่ โดยข้อมูลจาก National Alliance for Caregiving ในปี 2019 ระบุว่า ประชากรในประเทศสหรัฐอเมริกาประมาณ 40 ล้านคน ต้องดูแลผู้สูงอายุในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และ 28% ต้องดูแลทั้งผู้สูงอายุและเด็กเล็กไปพร้อมกัน ซึ่งกลุ่มคนจำนวนนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละปี
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นักวิจัยทางสังคมและนักจิตวิทยาจากหลายสถาบันให้ความสนใจกับ Sandwich Generation มากขึ้น ทั้งในแง่อัตราที่พุ่งสูงขึ้นและความกดดันทางสังคมที่ต้องแบกรับ ทำให้นักวิจัยพยายามมุ่งเน้นไปที่สุขภาพกายและสุขภาพจิตของกลุ่มคน Sandwich Generation โดยผลลัพธ์จากงานวิจัยแสดงให้เห็นถึงความน่ากังวลที่อาจตามมาจากการแบกรับความกดดันในสังคม
ในงานวิจัย Mental and physical health among 'sandwich' generation working-age adults in the United States: Not all sandwiches are made equal ที่เผยแพร่ในปี 2024 ระบุว่า กลุ่มคน Sandwich Generation เกิดความทุกข์ทรมานทางจิตใจอย่างรุนแรงเกือบสองเท่า ขณะที่สุขภาพกายอยู่ในระดับปานกลางถึงแย่มาก หรือคิดเป็น 1.6 เท่า ของสุขภาพกายคนปกติ
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ กลุ่มคนเหล่านี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจุดที่ตัวเองยืนอยู่หรือสิ่งที่ต้องแบกรับถูกนิยามว่าอะไร และมีความอันตรายอย่างไร พวกเขารู้เพียงว่าศักยภาพในการทำงานของพวกเขาลดน้อยถอยลงมากเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน ซึ่งส่งผลต่อหน้าที่การงาน ผลประกอบการ และการเงิน เชื่อมโยงไปถึงศักยภาพในการดูแลผู้คนภายในครอบครัวอีกด้วย
หนทางการแก้ไขหรือแบ่งเบาภาระกลุ่มคน Sandwich Generation ในเชิงปัจเจกคงต้องอาศัยความเข้าใจลักษณะการทำงานและความเป็นอยู่ของแต่ละครอบครัว ทว่าโดยภาพรวมแล้วคงปฏิเสธไม่ได้ว่าภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้คนในสังคมก็ต้องมีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน ภาครัฐอาจต้องช่วยในส่วนเงินสนับสนุนบำนาญผู้สูงอายุด้วยเงื่อนไขที่ง่าย ทั่วถึง และเพียงพอ ขณะที่สวัสดิการการเลี้ยงดูเด็กและเยาวชนต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในส่วนของภาคเอกชนอาจเข้ามามีบทบาทเรื่องมาตรการลดเวลางานหรือเพิ่มวันลาเพื่อดูแลครอบครัว ขณะเดียวกันผู้คนในสังคมอาจต้องพยายามลบภาพหรือมายาคติความเป็น 'ลูกกตัญญู' ที่ต้องดูแลพ่อแม่แบบถวายชีวิต เพื่อลดทอนความกดดันที่ต้องแบกรับทั้งจากงานและครอบครัว ซึ่งเรียกร้องแรงกายและแรงใจไม่ต่างกัน แน่นอนว่าการดูแลพ่อแม่และลูกเป็นสิ่งที่สำคัญและถูกต้อง แต่มันต้องอยู่ในความบาลานซ์ด้วย ถึงแม้การพูดมันดูง่ายกว่าการลงมือทำ แต่หากเราปรับความคิดสักเล็กน้อย อาจช่วยเราเยียวยาจิตใจตนเองได้บ้าง
ต้องขอย้ำชัดอีกครั้งว่าการดูแลใครสักคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่อย่าได้หลงลืมที่จะคิดดูแลตัวเองบ้าง เพราะหากวันหนึ่งคุณตายจากไปก่อนพวกเขา จะไม่มีใครเลยคอยมอบความรักและดูแลคนเหล่านั้น ทว่าการพูดอาจง่ายกว่าการลงมือทำ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าภายใต้ร่างกายที่ปกติต้องแบกรับภาระแบบไหนไว้ในใจบ้าง
เรื่อง : กนกวรรณ เชียงตันติ์
ภาพ : มณฑล ชลสุข
----------
ติดตาม SUM UP บนช่องทางต่าง ๆ https://linktr.ee/sumup.th
อ่านทุกเรื่องบนเว็บไซต์ https://www.sumupth.com/
----
#วิกฤตวัยกลางคน
#วัยกลางคน
#วัยทำงาน
#ลูกกตัญญู
#ภาระครอบครัว
#ครอบครัว