03/10/2018
สนใจเรียนพิเศษคณิตศาสตร์ ประถมปลาย-ม.ต้น และติวเข้มเตรียมสอบเข้า ม.1 รับสอนถึงบ้าน หรือ นัดเรียนนอกสถานที่ได้ ติดต่อครูเปิ้ลได้นะคะ มีประสบการณ์สอนค่ะ
ครูเปื้ล Line ID : pleappleka
22/04/2017
แด่น้องๆ ในวัยเรียน โลกราคาถูก แต่...อยู่ยาก?
ความเปลี่ยนแปลงของโลกมันเร็วจนผมตามไม่ทันหลายอย่าง คอมพิวเตอร์ที่ซื้อมา ใช้งานไม่ถึง 10 เปอร์เซนต์ ของสิ่งที่มันทำได้ เรามาถึงยุคที่ราคาสิ่งของในโลกมีราคาถูกลงอย่างรุนแรง
29/01/2017
#ห้องความรู้แบ่งปันความรู้ #หมวดความรู้ #หมวดคณิตศาสตร์ #เทคนิคคณิคศาสตร์
05/05/2016
ถ้าคะแนนที่สอบคณิตศาสตร์ที่ดี มันมาจากการที่เด็กเรียนล่วงหน้าเกินหลักสูตร ในระยะยาวจินตนาการในการแก้ปัญหา การใฝ่รู้หาที่มาที่ไปของสิ่งที่เรียน และความพยายามในการแก้ปัญหา อาจจะหมดไปก็ได้ คุ้มหรือที่จะแลก
.................................................................
ในช่วงเดือนที่มีการสอบแข่งขันในวิชาคณิตศาสตร์ชุกๆ ในแต่ละปี จะมีคุณพ่อคุณแม่คอยเอาโจทย์คณิตศาสตร์จากสนามแข่งขันมาสอบถามกับผมเสมอว่า ข้อนี้เฉลยอย่างไร ข้อนั้นต้องทำอย่างไร เชื่อไหมครับว่า - - ผมรู้สึกหนักใจมากขึ้นทุกๆ ปี - - และพอได้เห็นเฉลยอย่างเป็นทางการของหน่วยงานที่ออกข้อสอบ บางทีนี่รู้สึกแย่หนักกว่าเดิม นั่นเป็นเพราะว่า - - พอดู "เฉลยที่คนออกข้อสอบเฉลยอย่างเป็นทางการ" พบว่าใช้วิธีที่เกินหลักสูตรจากระดับที่นักเรียนเรียน - - นั่นหมายความว่า การที่เด็กทำโจทย์ข้อนั้นไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าเด็กขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ เพียงแต่เด็กยังไม่ได้เรียนเนื้อหาในส่วนที่ถูกนำมาออกข้อสอบต่างหาก
และนั่นยังหมายความอีกว่า - - เด็กที่ได้รางวัล อาจจะไม่ได้เป็นเด็กที่มีอัจฉริยภาพในทักษะการคิดขั้นสูง (Higher - Order Thinking Skill) เลยแต่เป็นเพียงเด็กที่เรียนเนื้อหามาล่วงหน้าก่อนคนอื่นก็เท่านั้นเอง - -
ผมเคยติดตามรายชื่อเด็กที่ได้รางวัลการสอบแข่งขันในวิชาคณิตศาสตร์ตามเวทีต่างๆ ปรากฎว่า เด็กๆ ที่มีชื่อได้เหรียญ ได้รางวัลในระดับประถมศึกษา พอขึ้นชั้นในระดับมัธยมศึกษา ปรากฎว่ามีมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ชื่อหายไปจากโผของเด็กที่ได้รับรางวัล
นั่นเป็นเพราะว่า - - รางวัลที่ได้มาในอดีตในระดับประถมศึกษา นั้นมากจากความได้เปรียบที่เรียนล่วงหน้า ที่ได้คะแนนมากกว่าคนอื่น ก็เพราะแค่รู้เนื้อหาบางเรื่องก่อนคนอื่นเท่านั้นเอง พอถึงวัยที่เด็กเรียนทันกัน ความได้เปรียบที่เคยมีมานั้น ก็ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป พอวัดกันที่ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่แท้จริง เด็กจำนวนไม่น้อยที่เคยเก่ง (ไม่จริง) จากการเรียนล่วงหน้า จึงมีผลการเรียนที่ไม่ดีเหมือนแต่ก่อน บางคนถึงกับไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์ไปเลยก็มี เพราะสูญเสียความมั่นใจในการเรียนไป นี่ล่ะครับ คือผลข้างเคียงเชิงลบของการเร่งให้เด็กเรียนล่วงหน้าก่อนเวลาที่ควรจะเป็น- - จากประสบการณ์ของผม และจากการที่ผมได้อ่านบทความนี้ http://www.bloombergview.com/articles/2015-04-06/want-kids-to-learn-math-stop-teaching-it ทำให้ผมพอที่จะสรุปถึงผลข้างเคียงในทางลบของการเรียนล่วงหน้าก่อนวัยที่ควรจะเป็น โดยที่เด็กขาดความพร้อม ได้ดังต่อไปนี้
1. คณิตศาสตร์มีจุดเด่นตรงที่ เด็กสามารถอธิบายเชื่อมโยงที่มาที่ไปของสิ่งที่เรียน โจทย์ที่ทำ อย่างมีเหตุมีผล กรณีที่เด็กถูกบังคับให้เรียนเกินหลักสูตร เรียนล่วงหน้า ก่อนเวลาอันควร เด็กจำนวนไม่น้อยนะครับ ที่ยังมีพื้นฐานความรู้ไม่เพียงพอที่จะเข้าใจที่มาที่ไปของแนวคิดในเรื่องที่ถูกสอนล่วงหน้าได้ ยิ่งอธิบายก็ยิ่งไปแตะเนื้อหาที่เด็กยังไม่ได้เรียนเข้าไปใหญ่ สุดท้ายครูผู้สอน หรือคุณพ่อคุณแม่ที่ทำหน้าที่เป็นติวเตอร์ ก็มักจะสอนให้เด็กแค่จำสูตร หรือจำวิธีการคิดแบบรวบรัด โดยที่เด็กไม่ได้มีความเข้าใจรากเหง้าที่มาของมัน การเรียนแบบท่องจำสูตร จำวิธีการแบบนี้ เป็นภาระที่หนักมากๆ ของสมอง ของเด็กนะครับ พอเด็กต้องจำมากๆ เข้า โดยที่ไม่สามารถเชื่อมโยงเนื้อหาต่างๆ ที่เรียนมาได้ สุดท้ายสมองก็รับไม่ไหวครับ ไม่อยากจำ พอเด็กถูกสอนให้จำสูตร จำวิธีการมาโดยตลอด พอจะสอนใก้เด็กพิสูจน์ รู้ที่มาที่ไป เข้าใจการเชื่อมโยงระหว่าบทเรียน เด็กก็รับไม่ได้ เพราะเด็กเรียนคณิตศาสตร์มาแบบไม่ถูกต้องนักมาโดยตลอด จากคนที่เคยเก่ง มาเป็นเด็กที่ไม่เก่งสู้ข้าไม่ได้ สุดท้ายเด็กก็จะรู้สึกเชิงลบต่อวิชาคณิตศาสตร์ และเลิกสนใจเรียนไปในที่สุด
2. การพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์ที่ดีที่สุด ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วนด้วยกันคือ
2.1) เด็กมีเวลาที่เพียงพอที่จะได้ลองคิด ลองผิดลองถูก ลองทำ กับวิธีที่เขาคิดว่าน่าจะแก้โจทย์ได้ การเรียนรู้มันจะเกิดขึ้นก็ตรงนี้ล่ะครับ ไม่ใช่เอะอะ ก็แทนค่าสูตรแล้วได้คำตอบ ทำตามวิธีรวบยอดโดยไม่เข้าใจความหมาย แต่ว่าทำๆ ไปเถอะ เดี๋ยวคำตอบก็ออกมา
2.2) การได้อ่านโจทย์ และสรุปจากโจทย์ที่อ่านว่า ข้อมูล เงื่อนไข และความสัมพันธ์ของข้อมูลที่โจทย์กำหนดให้นั้นมีอะไรบ้าง และคิดเชื่อมโยงต่อว่า จะใช้ข้อมูลเหล่านั้นอย่างไร ในการแก้โจทย์ได้อย่างไร นี่ช่วยพัฒนาทักษะการคิดได้ดีมากๆ นะครับ ถ้าเด็กถูกสอนมาให้ใช้สูตรลัด วิธีลัด เด็กจะไม่สนใจที่จะอ่านโจทย์เลย เวลาเจอโจทย์ ก็จะแค่หา Keywords แล้วเอาข้อมูลตาม Keywords มาแทนค่า เพื่อหาคำตอบ ซึ่งไม่มีประโยชน์ในการพัฒนาทักษะการคิดเท่าไหร่เลย
2.3) การได้รับโอกาสให้อธิบายเหตุผลว่าทำไมถึงคิดแบบนี้ ทำไมถึงทำแบบนี้ นี่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตรรกะ และความคิดเชิงเหตุผลมากๆ นะครับ แต่เด็กที่เก่งเพราะเรียนล่วงหน้า มักจะถูกสอนเพียงแค่ให้จำสูตร จำวิธีการ ไม่ต้องคอยมาอธิบายเหตุผลใดๆ ซึ่งการเรียนผิดๆ แบบนี้ จะทำให้เวลาที่เด็กเจอโจทย์ยากๆ และพออ่านโจทย์จบแล้วเด็กทำไม่ได้ แทนที่เด็กจะได้พยายามคิดว่าจะต้องใช้วิธีไหนดี ประยุกต์บทเรียนไหนมาใช้ในการแก้โจทย์ปัญหาดี เด็กมักจะล้มเลิก และบอกตัวเองว่า - - ที่ทำข้อนี้ไม่ได้เพราะไม่รู้สูตร โดยที่ไม่พยายามที่จะคิดอะไรเด็กบางคนแทนค่ามั่วๆ แบบไม่มีเหตุผลก็มี ลองถ้าเด็กมีเจตคติแบบนี้แล้ว และมีวิธีในการแก้โจทย์อบบนี้ "คณิตศาสตร์มันจะไปมีบทบาทอะไรในการพัฒนาทักษะการคิดให้กับเด็กล่ะครับ" ทีนี้พอเด็กโตขึ้นมาในบริบทแบบนี้ สุดท้ายฟองสบู่คะแนนสูงๆ ที่เคยได้มาก็แตก จะเปรียบกับต้นไม้ที่ใส่แต่ปุ๋ยเคมีก็ได้ครับ แรกๆ อาจจะให้ดอก ให้ผลดี แต่สุดท้ายพอให้ปุ๋ยเคมีมากไป ดินก็จะเค็ม สุดท้ายต้นไม้ก็เฉาตายไปเรื่อยๆ
ดังนั้นเวลาที่ผมจะฝึกเด็กคนหนึ่งให่เก่งคณิตศาสตร์ วิธีที่ผมทำ ก็เหมือนกับครูท่านอื่นๆ ล่ะครับ คือการพยายามหาแบบฝึกหัด ข้อสอบ โจทย์ต่างๆ ให้เด็กได้ฝึกทำ
แต่จุดที่แตกต่างก็คือ ผมจะย้ำกับเด็กเสมอว่า ให้ลองคิดด้วยตัวเอง แต่ถ้าข้อไหนทำไม่ได้ ให้ข้ามไป โดยให้เขียนคำถามมาว่า ที่ทำไม่ได้เป็นเพราะติดขัดที่ตรงไหน เพื่อที่เวลาผมกลับมาตรวจผมจะได้บอกใบ้ หรือชี้แนะแนวทางเพิ่มเติมให้กับเขาได้ โดยสิ่งที่ห้ามทำก็คือ การกากบาทสุ่มๆ หรือการเขียนคำตอบแบบมั่วๆ เพราะนั่นจะทำให้ผมไม่สามารถแยกแยะได้เลยว่า เด็กทำไม่ได้ (อาจจะเกินหลักสูตร) หรือว่าเด็กทำผิดเพราะความสะเพร่า ไม่รอบคอบ
ในกรณีที่ผมพบว่า - - การที่จะทำแบบฝึกหัดข้อนั้นได้ จะต้องใช้เนื้อหาที่เกินจากสิ่งที่เรียน โดยที่ผมไม่สามารถอธิบายให้เด็กเข้าใจที่มาที่ไปได้ - - ผมจะข้ามครับ และบอกกับเด็กว่าไม่ต้องทำข้อนี้ โดยที่ผมจะทำเครื่องหมายที่โจทย์ข้อนี้เอาไว้ และจะเอามาให้เด็กทำใหม่ เมื่อเด็กอยู่ในวัยที่เหมาะสม มีความพร้อมที่จะเรียนรู้เนื้อหานั้นๆ แล้ว เพื่อให้เด็กสามารถที่จะทำโจทย์ข้อนั้นได้อย่างเข้าใจ สามารถเชื่อมโยงกับเนื้อหาที่เรียนมาแล้วได้ (ไม่ใช่จำแค่สูตร แบบไม่รู้ที่มาที่ไป แล้วเอาไปแทนค่าหาคำตอบ)
ผมไม่ได้คัดค้านการสอนเกินหลักสูตรแบบหัวชนฝานะครับ คือ ถ้าเด็กบางคนที่มีอัจฉริยภาพจริงๆ ถ้าเด็กสามารถทำความเข้าใจกับเนื้อหาที่เกินหลักสูตรได้โดยไม่งง คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนได้ครับ เพียงแต่ผมไม่เห็นด้วยกับการพยายามไปสอนเด็กที่จริงๆ แล้ว เขายังไม่มีความพร้อมให้เรียนล่วงหน้า พออธิบายแล้วเขางง ก็สอนให้จำสูตร จำวิธีคิดแบบรวบยอดครึ่งๆ กลางๆ เพื่อเอาแค่ไปแทนค่าหาคำตอบให้ได้ โดยหวังสั้นๆ แค่อยากจะได้คะแนนเพื่อล่ารางวัล เท่านั้นน่ะครับ
ถ้าปล่อยให้เด็กเรียนคณิตศาสตร์ล่วงหน้า โดยไม่เข้าใจ ผลข้างเคียงเชิงลบมันเยอะครับ ผมเสียดาย "ความพยายามดิ้นรนของเด็กที่จะคิดแก้ปัญหาด้วยความรู้ที่เขามีอยู่" "การพยายามที่จะค้นหาที่มาที่ไปของสิ่งที่เรียนอยู่ตลอดเวลา โดยไม่จำอะไรส่งเดช" และ "จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาของเขา" ที่มันจะหายไปจากการสอนแต่สูตร สอนแค่ให้เขาจำวิธีการในบทเรียนที่เขายังไม่จำเป็นต้องรู้ต้องเรียนในตอนนี้ก็ได้ สิ่งเหล่านี้มันมีคุณค่ามากๆ นะครับ และผมคิดว่าไม่น่าจะคุ้มแลก
เรียนให้ลึก ฝึกทำโจทย์ยากๆ ซับซ้อน แบบที่เด็กต้องฝึกคิด ฝึกวิเคราะห์ โดยที่ไม่ต้องไปใช้วิธี หรือเนื้อหาที่เกินหลักสูตรจะช่วยพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง (Higher - Order Thinking Skill) ทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving Skill) ทักษะดารตัดสินใจ (Decision Making Skill) ตลอดจนตรรกะ และความคิดเชิงเหตุผล ให้กับเด็กได้มากกว่าครับ
รู้ลึก รู้จริง มันดีกว่าการรู้เยอะๆ แต่ฉาบฉวย มากนะครับ ผมว่า
.................................................................
#สอนลูก #เรื่องเรียนของลูก
สนับสนุนโดย SE-ED Learning Center (คณิตฯ อังกฤษ ระดับประถม)
"สิ่งที่เราทุ่มเท คือ การทำให้ลูกศิษย์ของเรา ลูกของคุณพ่อคุณแม่ ดีขึ้น"
Tel. 08-1832-2299, 0-2739-8888
เว็บไซต์: www.se-edlearning.com
สนใจร่วมธุรกิจโรงเรียนกับซีเอ็ด โทร. 08-1832-2299 หรือ www.se-edlearning.com/franchise
รายละเอียดสาขาของ SE-ED Learning Center: www.se-edlearning.com/branches
Cr. ภาพ: http://www.wisegeek.com/what-is-rote-learning.htm
02/09/2015
Kidmazon kids
เด็กยุคนี้ : เด็กเจเนอเรชั่นแอลฟา
__________
โลกยุคใหม่หมุนไกลเกินตามทัน จนพ่อแม่ยุคนี้ต้องยอมรับว่า เราไม่อาจเลี้ยงลูกในแบบเดียว กับที่เคยถูกพ่อแม่เลี้ยงมาในอดีตได้อีกต่อไป เพราะคนในแต่ละยุคล้วนมีบุคลิกภาพ แตกต่างตามสมัย ด้วยอิทธิพลจากสิ่งรอบตัวส่งผลต่อความคิดและทัศนคติการใช้ชีวิต เราได้ยินศัพท์ใหม่ๆ ที่เรียกคนแต่ละยุคว่า Gen X บ้าง Gen Y บ้าง เพื่อให้สามารถ เรียนรู้และเข้าใจบุคคลในวัยต่างๆ ได้ดีขึ้น พ่อแม่ที่มีลูกในแต่ละเจเนอเรชั่น โดยเฉพาะเด็กเจเนอเรชั่น อัลฟ่า ที่เกิดและเติบโตมาในโลกยุคไร้พรมแดน ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจในแต่ละเจเนอเรชั่น ดังนี้ค่ะ
เริ่มจาก เบบี้บูมเมอร์ ตามมาด้วยเจเนอร์เรชั่น เอ็กซ์ หรือเจนเอ็กซ์ เจนวาย และเจนซี ส่วนเด็กๆ ที่กำลังเกิดขึ้นมายุคปัจจุบันตั้งแต่ปี 2010 ขึ้นไป เรียกว่าเจน อัลฟ่า ซึ่งแต่ละช่วงอายุคน มีความแตกต่างทางสภาพสังคมอย่างมาก
__________
* Baby Boomers เบบี้บูมเมอร์ 1946-1964
คือกลุ่มคนที่เกิดระหว่าง ปีพ.ศ. 2489-2507 ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา อายุประมาณ 40-60 ปี เป็นคนมีแบบแผน เคารพกฎเกณฑ์ กติกา มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท ทำงานหนักเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว มีความอดทนแม้ความสำเร็จจะใช้เวลานาน มีความจงรักภักดีต่อองค์กร และมักอยู่องค์กรเดิมนานๆ ไม่เปลี่ยนงานบ่อย เป็นยุคที่คนใช้แรงกาย แรงสมองในการทำงานบุกเบิก
--------
* Generation X เจเนอเรชั่นเอ็กซ์ 1965-1976
เป็นกลุ่มที่เกิดระหว่าง ปีพ.ศ. 2508-2519 มีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น Baby Buster, Slacker เป็นกลุ่มที่มีอายุประมาณ 30-40 ปี วัยทำงาน ไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเท่ารุ่นก่อน ไม่ชอบการผูกมัด เปลี่ยนอาชีพบ่อย เลือกที่จะอยู่เฉยๆ มากกว่า ไม่ต้องการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง มักต้องใช้ชีวิตตามเส้นทางที่รุ่นพ่อวางไว้ให้
--------
* Generation Y เจเนอเรชั่นวาย 1977-1994
เกิดระหว่าง พ.ศ. 2520-2537อายุช่วง 20 ปลายๆ ถึง 30 ปลาย เป็นกลุ่มที่โตมาพร้อมๆ กับ เทคโนโลยี จึงรับข้อมูลข่าวสารจากหลายๆ ด้าน กล้าแสดงออก และมีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีความเชื่อว่าจะสำเร็จได้ต้องทำงานหนัก หากต้องเลือกจะเลือกงาน ทำให้แต่งงานช้า รักอิสระ ไม่ชอบอยู่ในกรอบและไม่ชอบการวางเงื่อนไข มีความเชื่อในศักยภาพตนเอง ติดหนี้ติดสินได้ง่าย นิยมเครดิต ชอบความสะดวกสบายทุกอย่าง
--------
* Generation Z เจเนอเรชั่นซี เกิดประมาณพ.ศ. 2538-2552 1995-2009
เกิดและโตมาในยุคเทคโนโลยีและโซเซียลเน็ตเวิร์ค จึงเปิดรับข้อมูลหลากหลายผ่านสื่อดิจิตอล มีทางเลือกเยอะ มีแนวทางอิสระเป็นของตัวเองชัดเจน เริ่มเรียนเร็วขึ้นและนานขึ้นกว่ารุ่นอื่นๆ ด้วยความสนใจเรื่องรอบตัวในหลากมิติ ทั้งเรื่องศิลปะ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และสังคม จึงทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกันและโลกแข่งขันทุกอย่าง
--------
* Generation Alpha เจเนอเรชั่นอัลฟ่า 2010
เกิดตั้งแต่ พ.ศ.2553 เป็นต้นไปเป็นรุ่นลูกของ Gen Y และ Z วัยนี้กำลังเป็นเด็กอนุบาลที่เกิดจากพ่อแม่ที่มีอายุมาก มีลูกน้อย มีเงินทองที่ไม่ต้องดิ้นรนมากเท่ารุ่นอื่น จับอุปกรณ์ดิจิตอล สัมผัสเทคโนโลยีตั้งแต่เกิด เรียนกันมาก นานและหลากหลาย อยู่กับสังคมทุนนิยม มีแนวโน้มเป็นคนวัตถุนิยม คุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลง เบื่อง่ายและความอดทนต่ำ นิยมความรวดเร็วทันใจ จึงมองหาสูตรความสำเร็จที่จะทำให้ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย
ดังนั้นเด็กยุคปัจุบันนี้ไม่ใช่เป็นรุ่นเจเนอเรชั่น Z แล้ว แต่เป็นเจเนอเรชั่นรุ่นอัลฟ่า ที่มีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น การปฏิสัมพันธ์กับบ้าน โรงเรียน วัด น้อยลง ซึ่งถ้าคนเราไม่มีความรักความผูกพันแล้ว ความเอื้ออาทรก็จะไม่มี ถ้าปล่อยให้สังคมเป็นสภาพแบบนี้ก็จะเกิดปัญหา
เด็กเจเนอเรชั่นอัลฟ่า เรียนมากและยาวนาน จนเขาใช้คำว่า Robust Education เรียนเป็นหุ่นยนต์ ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองไปหมด เกิดมาเพื่อเรียน
____________
รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี จากสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบาย เพิ่มเติมในเจเนอเรชั่นอัลฟ่าว่า
“เขารู้จักแต่สังคมที่มีเทคโนโลยี เกิดมาก็มีแต่การแข่งขันกัน จนมีคนนิยามให้เด็กยุคนี้ว่า The Ipad Generation และเราปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกเรากำลังเปลี่ยนไปในแนวของดิจิตอลเวิลด์ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่เปิดรับสื่อ เรามีตัวอย่างที่บางบ้าน พ่อแม่ตั้งกฎไว้ว่า ถ้าลูกอายุน้อยกว่า 18 ปี ไม่ให้ดูทีวี แล้วเอาโทรศัพท์ที่ใช้ข้างนอก พอก้าวเข้าบ้านปุ๊บ เอาโทรศัพท์มากองไว้ที่ศูนย์กลาง แต่ก็ไม่ได้เป็นกลไกในการป้องกันเลย สุดท้ายก็ตกเป็นเครื่องมือ มีปัญหาเพราะรู้ไม่เท่าทัน อ่อนต่อโลกไป”
-------
สังคมเปลี่ยน การเลี้ยงลูกจึงต้องเปลี่ยน
ตอนนี้เรากำลังเลี้ยงลูกหลานที่อยู่ในเจนอัลฟ่า แล้วพ่อแม่ปัจจุบันอยู่ในเจน X และ เจน Y ปล่อยให้ Baby Boommers ที่เป็นปู่ย่า ตายายเป็นคนเลี้ยง ไม่รู้จักเทคโนโลยีแล้วมาเลี้ยงเจน Z บ้าง เจนอัลฟ่าบ้าง ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี โดยเฉพาะผู้ปกครองยุคใหม่บางกลุ่มก็ปล่อยให้เด็กอยู่กับแท็บเล็ตหรือคอมพิวเตอร์ทั้งวันโดยไม่มีการควบคุมอย่างเหมาะสม อาจจะส่งผลเสียทำให้เด็กมีสมาธิสั้นและปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ได้
--------
เด็กเจนอัลฟ่า ใน ‘สังคมกลางอากาศ’
ปัจจุบันสังคมมีความเป็นพลวัตสูงมาก มีสังคมใหม่เกิดขึ้นคือ สังคมกลางอากาศที่เป็นสังคมไร้พรมแดน เด็กสมัยนี้อยู่กับเทคโนโลยีมากกว่าบ้าน วัด โรงเรียน ไม่เหมือนเด็กสมัยก่อน เด็กเจนอัลฟ่าจึงมีปัญหาเรื่องปฏิสัมพันธ์ทั้งพ่อแม่และชุมชน มีปัญหาทักษะการสื่อสาร เพราะขาดการสื่อสารกันด้วยแววตา กายสัมผัส วลีสัมผัส การที่ขาดตรงนี้ทำให้เป็นเด็กไม่มีน้ำใจ ไม่รู้จักความเอื้ออาทร ที่สำคัญหากเด็กเจนอัลฟ่าไม่ได้รับการพัฒนาอะไรเลย เขาจะอยู่ส่วนตัวมากขึ้น ความผูกพันกับองค์กรและถิ่นฐานเดิมไม่มี ฉะนั้นเขาไม่จำเป็นต้องอยู่ประเทศไทยก็ได้ รากเหง้าวัฒนธรรมตัวเองอาจไม่รู้จักด้วยซ้ำไป ทักษะการสื่อสารก็ไม่มี กลายเป็นโลกแห่งดิจิตอลเทคโนโลยีหมด คุมไม่ได้ กระแสโซเชียลมีเดียหากรู้ไม่ทันก็โดนล่อลวง สภาพแบบนี้มันจะเกิดขึ้นอีกมากหากเราไม่รับมือ
---------
แนวทางการเลี้ยงเด็กยุคใหม่ เจนอัลฟ่า
เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ทำให้สภาพของสังคมกลายเป็นสิ่งที่อยู่กลางอากาศหรือไร้พรมแดน ทั้งจากโซเชียลเน็ตเวิร์คและโซเชียลมีเดียที่อยู่ในมือ ส่งผลให้เด็กในยุคนี้ยึดติดกับตัวเอง ขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ผู้ใหญ่ หรือ ผู้ปกครอง ควรใช้แนวคิดเลี้ยงลูกแบบบันไดสามขั้น คือ รับฟังความคิดความรู้สึกของเด็ก แล้วสะท้อนความรู้สึกของเราเอง ก่อนจะโยนโจทย์ปัญหาให้ลูกได้ลองคิด และแก้ไขจากมุมของตัวเด็กเอง
รวมไปถึงการเลือกรับสื่อกับเด็ก พ่อแม่ควรใช้สื่อให้สร้างสรรค์ ควรจะต้องมีการเหลาความคิดให้รู้เท่าทันสื่อ ภาพความรุนแรงในละคร สามารถนำมาเหลาทางความคิด โดยครอบครัวหรือโรงเรียน ให้คำแนะนำในเชิงสร้างสรรค์ โรงเรียน บ้านและชุมชม ควรต้องกลับมาพัฒนาศักยภาพของเด็ก และร่วมกันหาทางรับมือกับสิ่งใหม่ๆ รวมทั้งไม่ให้เด็กๆ กลายเป็นพวกวัตถุนิยม บริโภคนิยม โดยการติดอาวุธทางปัญญาให้กับเด็ก เพราะโลกในยุคปัจจุบันเป็นทั้งโลกแห่งความเป็นจริงและโลกเสมือน ท่ามกลางสังคมแบบนี้ทำให้เด็กจำเป็นต้องอยู่คู่กับโลกทั้งสองแบบ ดังนั้นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องสอนให้ลูกมีความรู้เท่าทัน
1 พัฒนาทักษะการรู้คิด
ผู้ปกครองต้องมีการพัฒนาสมองในส่วนการรู้คิดให้กับลูกตั้งแต่เด็ก ฝึกให้ลูกคิดและวิเคราะห์เป็น เพราะบางครั้งการสอนแบบอบรมสั่งสอนอาจใช้ไม่ได้ผล ซึ่งการสอนให้เด็กคิดและวิเคราะห์นั้นเริ่มได้ง่ายๆ จากการชวนกันตั้งคำถาม ข้อสังเกต ให้เด็กรู้จักวิธีแก้ปัญหา การคิดอย่างมีวิจารณญาณไตร่ตรอง คือคิดว่าเรื่องที่ได้ฟัง ได้เห็น ได้รู้นั้นเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ สมควรเชื่อถือไหมสามารถพิจารณาจากข้อมูลที่ได้รับทั้งหมดจากทุกด้านมารวบรวมแล้วตัดสินใจว่าสุดท้ายเป็นอย่างไร
2 ทักษะการรู้เท่าทัน
เมื่อเด็กที่คิดเป็นจะรู้เท่าทันในทุกเรื่อง และสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย รู้จักคิด ตัดสินใจ วางแผน และแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง รู้เท่าทันคน ตลอดจนสามารถจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังได้ โดยพ่อแม่อาจใช้วิธีการยกกรณีศึกษาต่างๆ มาสร้างเสริมระบบความรู้เท่าทันให้กับเด็กก็ได้
3 การสร้างจิตสำนึกที่ดี
เกิดขึ้นได้จากพ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ทำดีให้เด็กดู ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตหรือการมีส่วนช่วยเหลือสังคม ปลูกฝังในสิ่งที่ดี ผู้ใหญ่ต้องใช้วิธีการสั่งสอนที่เกิดจากความรักและสัมพันธภาพที่ดี เมื่อหัวใจของเด็กเปิด สมองของเด็กก็จะเปิดตามไปด้วย เด็กก็จะค่อยๆ ซึมซับนำแบบอย่างที่ดีนั้นไปปฏิบัติจนเกิดเป็นจิตสำนึกที่ดี และกลายมาเป็นจิตอาสาร่วมกันพัฒนาสังคมให้เป็นสังคมที่ดีและมีคุณภาพได้ โดยทุกฝ่ายจะต้องมีส่วนช่วยกันไม่ว่าจะเป็นบ้าน ชุมชน และโรงเรียน
ที่สำคัญพ่อแม่ต้องรู้จักเปิดใจและเป็นผู้ฟังที่ดี ซึ่งจากการรับฟัง ผู้ปกครองสามารถสังเกต ทัศนคติ มุมมอง ความคิดของลูกได้ และใช้วิธีการพูดคุย แลกเปลี่ยน สั่งสอน ปลูกฝังสิ่งที่ดีต่างๆ ลงไป เพื่อเด็กจะได้เกิดวิธีคิดที่ดีและถูกต้อง รู้จักการเสียสละ รู้จักการแบ่งบัน เป็นครอบครัวแห่งประชาธิปไตยและนำไปสู่สังคมน่าอยู่ ตลอดจนชักชวนกันเป็นสังคมแห่งจิตอาสากันทั้งประเทศ ไม่ใช่สังคมแบบตัวใครตัวมันอย่างที่เห็นได้ในทุกวันนี้
ที่มา: Mother&Care
_________
เพิ่มเติม:
การ spoil เด็ก คือ การทารุณกรรมเด็ก
เด็กเจนแอลฟา เติบโตมาอย่างตายทั้งเป็น ไม่มีโอกาสได้ดิ้นรน
พ่อแม่ยุคใหม่ปนเปรอ ตามใจ และ เอาใจลูกกันมากเกินไป
เนื่องเพราะมีลูกน้อยและกลัวลุกลำบาก
* เลี้ยงลูกอย่างไร ในเจเนอเรชั่นแอลฟา ( อยากให้เปิดฟังกันมากๆๆค่ะ)
https://m.youtube.com/watch?v=l26TnD8FCFU
* แนวคิดเลี้ยงลูกแบบบันไดสามขั้น คือ
1. รับฟังความคิดความรู้สึกของเด็ก แล้ว
2.สะท้อนความรู้สึกของเราเอง
3.ก่อนจะโยนโจทย์ปัญหาให้ลูกได้ลองคิด และแก้ไขจากมุมของตัวเด็กเอง.
http://www.krobkruakao.com/ข่าวสังคม/112149/แนวทางการเลี้ยงเด็กยุคใหม่-เจนอัลฟ่า.html
26/08/2015
การรับสมัครนักเรียนเข้าโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพฯ ประจำปี 2558 ตั้งแต่วันที่ 1 - 30 สิงหาคม 2558
สมัครออนไลน์ได้ที่ http://genius.ipst.ac.th/