05/08/2026
PYGOMELIA WITH SCHISTOSOMUS REFLEXUS IN A BUFFALO - A CASE REPORT
Fulltext at: https://doi.org/10.56825/bufbu.2026.4514580
PYGOMELIA WITH SCHISTOSOMUS REFLEXUS IN A BUFFALO - A CASE REPORT
A full term she buffaloes at third parity was presented to the Veterinary Clinical Complex, Gannavaram with a history of dystocia. Clinical examination revealed presence of three limbs and the abdominal viscera of the fetus hanging out of the v***a. Detailed obstetrical examination revealed that dil...
05/08/2026
SUCCESSFUL CLINICAL MANAGEMENT OF ACUTE DIARRHEA DUE TO Abrus precatorius SEED IN A CROSS-BRED MURRAH BUFFALOES
Fulltext at: https://doi.org/10.56825/bufbu.2026.4515819
kuojs.lib.ku.ac.th
28/07/2026
ขาดทุนหลักแสนในข้ามคืน!
3 สัญญาณอันตราย!
วัวเดินกะเผลก น้ำลายยืด?
หายนะ "โรคปากและเท้าเปื่อย" อาจกำลังล้างบางคอกคุณ
สังเกตด่วน! วัวควายเดินกะเผลก น้ำลายยืดเป็นสาย นี่ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ แต่คือสัญญาณเตือน "โรคปากและเท้าเปื่อย" มหันตภัยเงียบที่อาจทำให้เกษตรกรหมดตัวในชั่วข้ามคืน!
ลองจินตนาการดูสิครับว่า คุณตื่นเช้ามาเดินเข้าคอกเพื่อจะให้อาหารวัวควายที่คุณรักและฟูมฟักมาเป็นปีๆ หวังจะขายได้ราคาหลักแสนเพื่อนำเงินมาปลดหนี้หรือส่งลูกเรียน แต่ภาพที่คุณเห็นคือ วัวตัวเก่งของคุณยืนซึม ไม่ยอมกินหญ้า เดินขากะเผลกเหมือนเหยียบหนาม และที่น่าตกใจที่สุดคือมีน้ำลายยืดเหนียวหนืดออกจากปากตลอดเวลา
เกษตรกรมือใหม่หลายคนมักชะล่าใจ คิดว่าสัตว์แค่เหยียบหินคมๆ หรือกินหญ้าที่บาดปาก ปล่อยทิ้งไว้เพียงไม่กี่วัน แผลพุพองก็เริ่มลุกลามไปยังตัวอื่นๆ ในคอกอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง กว่าจะรู้ตัว วัวควายทั้งฝูงก็ล้มป่วย กินอาหารไม่ได้ ซูบผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก แม่วัวที่กำลังให้นมก็เต้านมอักเสบจนต้องทิ้งนม ลูกวัวตัวน้อยทนพิษบาดแผลและไข้สูงไม่ไหวจนต้องตายจากไป ความสูญเสียนี้ไม่ได้ประเมินค่าแค่หลักพัน แต่หมายถึงเงินเก็บทั้งชีวิตที่ละลายหายไปพร้อมกับความหวังที่พังทลาย ยิ่งไปกว่านั้นคือค่าใช้จ่ายในการรักษาที่บานปลาย และการถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
อ่านบทความนี้จบ คุณจะได้อะไรบ้าง?
๑. ตาไว ดักทางโรคถูก: รู้จักวิธีสังเกตอาการผิดปกติของสัตว์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่โรคจะลุกลามและทำลายสัตว์ทั้งฝูง
๒. คู่มือปฐมพยาบาลฉุกเฉิน: ขั้นตอนการรับมือที่ถูกต้องทันทีเมื่อพบสัตว์ป่วย เพื่อจำกัดวงความเสียหายไม่ให้ระบาดสู่คอกข้างเคียง
๓. สูตรดูแลสัตว์ป่วยให้ฟื้นตัวไว: วิธีการทำแผล จัดการอาหาร และการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านร่วมกับการแพทย์สมัยใหม่เพื่อลดความทรมานของสัตว์
๔. กำแพงเหล็กป้องกันโรค: การสร้างระบบความปลอดภัยทางชีวภาพรอบสถานที่เลี้ยง เพื่อสกัดกั้นเชื้อโรคไม่ให้กล้ำกรายเข้ามาในพื้นที่ของคุณได้อีกตลอดกาล
๕. พลิกวิกฤตเป็นโอกาส: เข้าใจวงจรของโรคเพื่อนำไปวางแผนการจัดการฝูง สร้างฝูงสัตว์ปลอดโรคที่สามารถอัพราคาขายได้สูงกว่าท้องตลาดทั่วไป
เตรียมตัวให้พร้อมครับ หยิบสมุดและปากกามาจดบันทึกไว้ได้เลย เพราะความรู้ในบทความนี้อาจเป็นเกราะคุ้มภัยที่ช่วยรักษาทรัพย์สินหลักล้านในคอกของคุณไว้ได้!
ทำความรู้จัก "มหันตภัยเงียบ" ที่มากับสายลมและพื้นรองเท้า
โรคปากและเท้าเปื่อย เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับสัตว์กีบคู่ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น วัว ควาย หมู แพะ หรือแกะ โรคนี้เกิดจากเชื้อจุลชีพขนาดเล็กจิ๋วที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมอย่างเหลือเชื่อ ความน่ากลัวของมันไม่ได้อยู่ที่อัตราการทำให้สัตว์ตัวโตตาย (เพราะสัตว์ที่โตเต็มวัยมักจะไม่ตายทันที) แต่อยู่ที่ "ความรวดเร็วในการแพร่ระบาด" และ "ความเสียหายทางเศรษฐกิจ" ที่ตามมา
เชื้อโรคชนิดนี้สามารถแพร่กระจายได้ง่ายดายจนคุณคาดไม่ถึง มันติดไปกับสายลมที่พัดผ่านคอกสัตว์ป่วย ติดไปกับหยดน้ำลาย ลมหายใจ อุจจาระ ปัสสาวะ หรือแม้กระทั่งสิ่งที่ดูไม่มีชีวิต เช่น ล้อรถกระบะของพ่อค้าที่มารับซื้อสัตว์ พื้นรองเท้าบูทของเพื่อนบ้านที่แวะมาเยี่ยม รอยเท้าสุนัขที่วิ่งเล่นข้ามคอก หรือแม้แต่อุปกรณ์ตักมูลสัตว์ หากสถานที่เลี้ยงของคุณไม่มีระบบป้องกันที่แน่นหนาเพียงพอ เชื้อโรคนี้ก็พร้อมจะแทรกซึมเข้ามาทำลายฝูงสัตว์ของคุณได้ทุกวินาที
๒: ถอดรหัสสัญญาณอันตราย รู้ให้ทันก่อนลุกลาม
การสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญที่สุดในการกู้สถานการณ์ นี่คือลำดับเหตุการณ์และอาการที่คุณต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด:
ระยะที่ ๑: สัญญาณเตือนเงียบ (ช่วงหนึ่งถึงสามวันแรก)
สัตว์จะเริ่มมีอาการซึม ไม่ร่าเริงเหมือนปกติ แยกตัวออกจากฝูง หากเข้าไปใกล้จะพบว่าตัวร้อนจัดเพราะมีไข้สูง ปริมาณการกินอาหารและน้ำลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม่วัวที่เคยรีดนมได้ปกติ ปริมาณน้ำนมจะหดหายไปอย่างกะทันหัน ในระยะนี้เกษตรกรหลายคนมักมองข้ามเพราะคิดว่าสัตว์แค่อ่อนเพลียจากอากาศร้อน
ระยะที่ ๒: อาการชัดเจน (เข้าสู่วันที่สามถึงสี่)
นี่คือช่วงเวลาที่อาการแสดงออกอย่างชัดเจนที่สุด สัตว์จะเริ่มมีน้ำลายยืดเหนียวไหลย้อยออกจากปากตลอดเวลา มีเสียงดังแจ๊บๆ ในปากเวลาเคี้ยว เพราะเริ่มมี "ตุ่มน้ำใส" ขนาดเท่าเม็ดถั่วเหลืองไปจนถึงเหรียญสิบ ขึ้นตามเยื่อบุช่องปาก ริมฝีปาก เหงือก ลิ้น และเพดานปาก
ในเวลาไล่เลี่ยกัน ตุ่มน้ำใสเหล่านี้จะไปปรากฏที่บริเวณง่ามกีบเท้า ขอบกีบ และส้นเท้า ทำให้สัตว์รู้สึกปวดแสบปวดร้อนอย่างรุนแรงเมื่อต้องลงน้ำหนัก สัตว์จะเริ่มยืนยกขา เดินกะเผลก หรือถึงขั้นทรุดตัวลงนอนและไม่อยากลุกขึ้นยืนอีกเลย
ระยะที่ ๓: แผลแตกและการติดเชื้อแทรกซ้อน
เมื่อตุ่มน้ำใสเหล่านี้เต่งจนถึงขีดสุด มันจะแตกออก กลายเป็นแผลหลุมลึกสีแดงสด ความเจ็บปวดจะทวีคูณจนสัตว์ไม่สามารถเคี้ยวหญ้าหรือกลืนอาหารได้เลย หากปล่อยไว้ไม่ดูแลรักษาความสะอาด แผลที่เท้าจะถูกสิ่งสกปรกและแบคทีเรียในคอกแทรกซึมเข้าไปจนเกิดการอักเสบเป็นหนอง บางรายรุนแรงถึงขั้นกีบเท้าหลุดลอก แมลงวันจะมาตอมและวางไข่จนกลายเป็นแผลมีหนอนไช ซึ่งเป็นความทรมานที่แสนสาหัสสำหรับสัตว์
ข้อควรระวังพิเศษสำหรับลูกสัตว์: สำหรับลูกวัวหรือลูกควายที่อายุยังน้อย เชื้อโรคชนิดนี้สามารถทำลายกล้ามเนื้อหัวใจได้โดยตรง ทำให้เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันและตายได้โดยที่ยังไม่ทันแสดงอาการพุพองที่ปากหรือเท้าให้เห็นด้วยซ้ำ!
๓: หายนะทางเศรษฐกิจ ที่ไม่ใช่แค่ค่ารักษา
ทำไมเราถึงต้องกลัวโรคนี้? คำตอบคือเพราะมันทำลาย "มูลค่า" ของสัตว์อย่างย่อยยับ การที่สัตว์เป็นโรคปากแล.ะเท้าเปื่อยหนึ่งครั้ง จะทิ้งบาดแผลทางเศรษฐกิจไว้ให้เจ้าของอย่างลึกซึ้ง:
น้ำหนักหดหาย: สัตว์ที่กินอาหารไม่ได้ติดต่อกันหลายสัปดาห์ จะสูญเสียน้ำหนักตัวไปอย่างมหาศาล วัวขุนที่กำลังจะจับขายอาจน้ำหนักลดลงไปหลายสิบกิโลกรัม ทำให้สูญเสียรายได้ไปอย่างน่าเสียดาย
ระบบสืบพันธุ์พังทลาย: แม่วัวที่ป่วยจะมีความเครียดสูง ระบบฮอร์โมนแปรปรวน ทำให้ผสมติดยาก รอบการเป็นสัดเลื่อนออกไป หรือหากกำลังอุ้มท้องก็อาจจะแท้งลูกได้
ค่าใช้จ่ายบานปลาย: ค่ายาฆ่าเชื้อ ค่ายารักษาแผล ค่าจ้างสัตวแพทย์ และค่าอาหารเสริมเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ล้วนเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดนกีดกันทางการค้า: เมื่อเกิดโรคระบาด ทางการจะสั่งปิดพื้นที่ ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์เด็ดขาด คุณจะไม่สามารถขายสัตว์ออกไปได้ พ่อค้าไม่รับซื้อ หรือถ้ารับก็โดนกดราคาจนขาดทุนป่นปี้
บทที่ ๔: กฎเหล็กสามข้อ เมื่อพบสัตว์ป่วยในคอก
หากเช้าวันหนึ่งคุณเดินเข้าคอกและพบว่าวัวของคุณเดินกะเผลกและมีน้ำลายยืด อย่าเพิ่งตื่นตระหนก แต่จงตั้งสติและลงมือทำตามกฎเหล็กสามข้อนี้ทันที!
ข้อที่ ๑: แยกเดี่ยวทันที (กักบริเวณ)
ห้ามปล่อยให้สัตว์ที่สงสัยว่าป่วยปะปนกับฝูงเด็ดขาด ให้ต้อนสัตว์ป่วยไปไว้ในคอกแยกที่เตรียมไว้ต่างหาก (คอกกักโรคควรอยู่ห่างจากคอกหลักและอยู่ใต้ลม) อุปกรณ์ที่ใช้กับสัตว์ป่วย เช่น ถังน้ำ รางหญ้า เชือกจูง ต้องแยกใช้เด็ดขาด ห้ามนำกลับไปใช้กับสัตว์ปกติ
ข้อที่ ๒: ล็อกดาวน์สถานที่เลี้ยง
งดการนำสัตว์เข้าและออกจากพื้นที่โดยเด็ดขาด ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอก โดยเฉพาะพ่อค้าเร่รับซื้อสัตว์หรือเกษตรกรจากคอกอื่นเข้ามาในพื้นที่ของคุณ งดการผสมเทียมชั่วคราว หากจำเป็นต้องมีคนเข้าออก. ต้องให้เปลี่ยนชุดและรองเท้า และจุ่มเท้าในน้ำยาฆ่าเชื้อทุกครั้ง
ข้อที่ ๓: แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์
อย่าพยายามปิดบังข้อมูล เพราะโรคนี้แพร่กระจายเร็วกว่าที่คุณคิด การแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ให้เร็วที่สุด จะทำให้คุณได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง ได้รับน้ำยาฆ่าเชื้อ และเจ้าหน้าที่จะได้ประเมินสถานการณ์เพื่อควบคุมโรคไม่ให้ระบาดทำลายชุมชนของคุณ
บทที่ ๕: ศาสตร์แห่งการพยาบาล ประคับประคองให้รอดพ้นวิกฤต
เมื่อสัตว์ป่วยไปแล้ว สิ่งที่เราทำได้คือการรักษาตามอาการ เพื่อประคับประคองให้ร่างกายของสัตว์สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อโรคเอง การดูแลอย่างใกล้ชิดคือยาขนานเอกที่จะช่วยชีวิตพวกมันไว้:
การจัดการแผลที่ปาก:
สัตว์จะเจ็บปากมากจนไม่อยากเคี้ยวอะไรเลย ให้ใช้น้ำเกลือสะอาดหรือน้ำสารส้มเจือจาง ฉีดล้างทำความสะอาดแผลในช่องปากเบาๆ วันละสองครั้ง เพื่อลดการสะสมของแบคทีเรีย จากนั้นใช้ยาสมานแผลสีม่วงสำหรับสัตว์ ทาบริเวณที่มีแผลพุพอง
การจัดการอาหารสำหรับสัตว์ป่วย:
ห้ามให้หญ้าแก่ หญ้าสดที่มีขอบใบคม หรือฟางแห้งแข็งๆ เด็ดขาด เพราะจะยิ่งไปบาดแผลในปาก ให้เปลี่ยนมาเป็น "อาหารอ่อน" เช่น การต้มข้าวต้มผสมรำละเอียด รดด้วยน้ำตาลทรายแดงหรือน้ำกากน้ำตาลเล็กน้อยเพื่อเพิ่มพลังงาน หรือหากมีหญ้าสดก็ต้องนำไปเข้าเครื่องสับให้ละเอียดจนนุ่มเสียก่อน สัตว์จะสามารถใช้ลิ้นตวัดกลืนลงไปได้โดยไม่ต้องเคี้ยวมากนัก ช่วยให้ร่างกายไม่ขาดสารอาหารและมีแรงลุกยืน
การจัดการแผลที่กีบเท้า:
นี่คืองานที่ต้องอาศัยความอดทน พื้นคอกของสัตว์ป่วยต้องแห้งสนิท ห้ามแฉะเด็ดขาด หมั่นโรยปูนขาวเพื่อดูดซับความชื้นและฆ่าเชื้อโรคที่พื้น ล้างทำความสะอาดกีบเท้าด้วยน้ำยาด่างทับทิมเจือจาง ซับให้แห้ง แล้วชโลมด้วยยารักษาแผล หากแผลมีรอยลึกและแมลงวันชุม ให้ใช้ยาทาป้องกันแมลงวันเพื่อไม่ให้เกิดหนอนไชแผล หากแผลอักเสบมาก เจ้าหน้าที่อาจพิจารณาฉีดยาลดไข้และยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน
บทที่ ๖: สร้างกำแพงเหล็ก "ระบบป้องกันโรคทางชีวภาพ"
การรอให้ป่วยแล้วค่อยรักษานั้นคือการลงทุนที่สูญเปล่า วิธีที่ฉลาดที่สุดของเกษตรกรยุคใหม่คือ การสร้างกำแพงป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้ามาในพื้นที่ได้ตั้งแต่แรก นี่คือแนวทางการทำระบบความปลอดภัยที่ทุกคอกต้องมี:
บ่อน้ำยาฆ่าเชื้อหน้าทางเข้า: ทุกทางเข้าออกของสถานที่เลี้ยง ต้องมีบ่อน้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับให้รถทุกคันขับผ่าน หรือมีเครื่องพ่นละอองน้ำยาฆ่าเชื้อรอบคันรถ และต้องมีอ่างน้ำยาสำหรับให้ผู้ปฏิบัติงานจุ่มรองเท้าบูทก่อนเข้าคอกทุกครั้ง น้ำยาฆ่าเชื้อต้องเปลี่ยนใหม่เป็นประจำเพื่อให้คงประสิทธิภาพ
เสื้อผ้าเฉพาะกิจ: ผู้ที่ทำงานในคอก ควรมีชุดและรองเท้าบูทเฉพาะที่ใช้ใส่เฉพาะในพื้นที่เลี้ยงสัตว์เท่านั้น ไม่ควรใส่ชุดเดียวกันนี้ออกไปตลาด หรือไปคอกสัตว์ของคนอื่น
การจัดการสัตว์ใหม่: สัตว์ที่ซื้อเข้ามาใหม่ ไม่ว่าจากแหล่งใดก็ตาม ต้องถูกนำไปเลี้ยงไว้ใน "คอกกักโรค" อย่างน้อยสองถึงสามสัปดาห์ เพื่อสังเกตอาการ หากพ้นระยะนี้แล้วไม่มีอาการป่วย ถึงจะอนุญาตให้นำไปรวมกับฝูงหลักได้
ควบคุมสัตว์พาหะ: ทำรั้วรอบขอบชิด ป้องกันไม่ให้สุนัขจรจัด แมว หรือนก เข้ามาคุ้ยเขี่ยแหล่งอาหารหรือมาปะปนกับสัตว์ในคอก เพราะสัตว์เหล่านี้นี่แหละคือพาหะชั้นดีที่พาเชื้อโรคข้ามเขตมาให้เรา
บทที่ ๗: ภูมิคุ้มกันคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด
กำแพงเหล็กที่กล่าวมาข้างต้นอาจช่วยป้องกันได้ระดับหนึ่ง แต่เกราะป้องกันที่แท้จริงต้องมาจากภายในร่างกายของสัตว์เอง นั่นคือการรับบริการ "ฉีดยาสร้างภูมิคุ้มกันโรคปากและเท้าเปื่อย" อย่างสม่ำเสมอ
ทางการมักจะมีรอบรณรงค์ฉีดยาป้องกันโรคนี้ให้กับสัตว์กีบของเกษตรกรทั่วประเทศ สิ่งที่คุณต้องทำคือให้ความร่วมมืออย่างเคร่งครัด สัตว์ทุกตัวที่มีอายุถึงเกณฑ์ควรได้รับการฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันอย่างน้อยปีละสองครั้ง หรือทุกๆ หกเดือน
ข้อควรระวังคือ ยาเหล่านี้ต้องได้รับการเก็บรักษาในระบบความเย็นที่เหมาะสมตลอดเวลา หากนำยามาตั้งทิ้งไว้กลางแดดหรือแช่น้ำแข็งที่ไม่เย็นพอ ยาจะเสื่อมสภาพและฉีดไปก็ไม่ได้ผล ดังนั้นการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด อย่าแอบซื้อยามาฉีดเองหากคุณไม่เข้าใจวิธีการเก็บรักษาที่ถูกต้อง
บทสรุป: วิกฤตคือโอกาสในการยกระดับมาตรฐาน
การเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การตัดหญ้าให้กินแล้วรอนับเงินอีกต่อไป โลกเปลี่ยนไป เชื้อโรคก็พัฒนาขึ้น เกษตรกรที่อยู่รอดและทำกำไรได้สูงสุด คือเกษตรกรที่ปรับตัวเข้าหาความรู้และให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคมากกว่าการรักษา
หากคอกของคุณสามารถรักษามาตรฐานความสะอาด มีระบบป้องกันโรคที่เข้มงวด และฝูงสัตว์ของคุณไม่เคยมีประวัติการติดโรคปากและเท้าเปื่อยเลย นี่คือ "จุดขาย" ที่ทรงพลังที่สุด! คุณสามารถนำสิ่งนี้ไปสร้างเรื่องราว นำเสนอให้พ่อค้าหรือผู้บริโภคเห็นว่า วัวควายจากคอกของคุณคือสินค้าเกรดพรีเมียม สุขภาพดี แข็งแรง และปลอดภัย ซึ่งจะเปิดโอกาสให้คุณสามารถต่อรองราคาและอัพเกรดมูลค่าสัตว์ของคุณให้สูงขึ้นกว่าคอกทั่วไปที่เลี้ยงแบบตามมีตามเกิดได้อย่างแน่นอน
---
เสียงเรียกให้ลงมือทำ (เริ่มต้นสำรวจคอกของคุณเดี๋ยวนี้!)
อ่านมาถึงตรงนี้ คุณคงเห็นแล้วว่า "โรคปากและเท้าเปื่อย" ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และความประมาทเพียงเล็กน้อยอาจแลกมาด้วยน้ำตาและหนี้สินที่ท่วมท้น
เย็นนี้ ตอนที่คุณเดินถือถังอาหารเข้าไปในคอก ขอให้คุณใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกสักห้านาที จงใช้สายตาพิจารณาสัตว์ของคุณทีละตัว... มีตัวไหนยืนซึมไหม? มีตัวไหนเดินกะเผลกผิดปกติหรือเปล่า? มีรอยน้ำลายยืดเปื้อนที่มุมปากหรือไม่? หากทุกตัวยังกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยและแข็งแรงดี ขอให้คุณเริ่มต้นวางแผนทำ "บ่อน้ำยาฆ่าเชื้อ" ที่หน้าประตูทางเข้าเสียตั้งแต่วันพรุ่งนี้เลย อย่ารอให้เกิดเรื่องแล้วค่อยล้อมคอก!
💬 มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันครับ! คุณเคยมีประสบการณ์เฉียดฉิว หรือเคยรับมือกับโรคนี้ในพื้นที่ของคุณอย่างไรบ้าง? หรือคุณมีสูตรสมุนไพรพื้นบ้านที่ช่วยล้างแผลสัตว์ป่วยให้หายไวขึ้นไหม? คอมเมนต์แบ่งปันความรู้ของคุณที่ด้านล่างนี้ได้เลยครับ! ความรู้เพียงเล็กน้อยของคุณ อาจช่วยรักษาคอกวัวของเพื่อนเกษตรกรอีกหลายสิบครอบครัวให้รอดพ้นจากหายนะครั้งนี้ได้
🔄 และถ้าคุณคิดว่าข้อมูลแบบเจาะลึกรู้จริงแบบนี้มีประโยชน์ อย่าลืมกดแชร์ (ส่งต่อ) บทความนี้ ไปยังกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ กลุ่มไลน์หมู่บ้าน หรือหน้ากระดานข่าวของคุณ เพื่อเป็นวิทยาทานและเป็นการสร้างความตระหนักรู้ให้วงการปศุสัตว์ไทย ก้าวข้ามผ่านวิกฤตโรคระบาดไปด้วยกันอย่างยั่งยืนครับ!
28/07/2026
๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
ข้าพระพุทธเจ้า
ศูนย์สนเทศทางกระบือนานาชาติ
สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
23/07/2026
เลี้ยงควายไทย...จากแรงงานคู่ท้องนา สู่สัตว์เศรษฐกิจมูลค่าสูงของเกษตรกรยุคใหม่
ครั้งหนึ่ง "ควายไทย" คือกำลังสำคัญของผืนนา ทุกฤดูเพาะปลูกภาพของควายที่ลากไถอยู่กลางท้องทุ่ง คือวิถีชีวิตที่ผูกพันกับเกษตรกรไทยมายาวนานหลายร้อยปี แต่เมื่อเครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาแทนที่ บทบาทของควายก็ค่อย ๆ ลดลง หลายพื้นที่เลิกเลี้ยงควายจนเกือบกลายเป็นเพียงความทรงจำ
ทว่าในวันนี้ เรื่องราวกำลังเปลี่ยนไป
ควายไทยไม่ได้กลับมาในฐานะ "แรงงาน" หากแต่กลับมาในฐานะ สัตว์เศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาล ทั้งการพัฒนาสายพันธุ์ การผลิตเนื้อคุณภาพ การประกวดความสวยงาม การอนุรักษ์สายพันธุ์พื้นเมือง ตลอดจนการซื้อขายที่มีมูลค่าสูง จนกลายเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าจับตามองของเกษตรกรยุคใหม่
รู้จักควายไทยก่อนเริ่มเลี้ยง
ประเทศไทยมีควายอยู่ 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ควายป่า และ ควายบ้าน โดยควายบ้านแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ควายปลัก และ ควายแม่น้ำ แม้ว่าทั้งสองชนิดจะสามารถผสมพันธุ์กันได้ แต่ก็มีลักษณะ รูปร่าง และวัตถุประสงค์ในการเลี้ยงที่แตกต่างกัน
ควายปลัก...เจ้าของท้องนาไทย
ควายปลักเป็นสายพันธุ์ที่พบมากที่สุดในประเทศไทย เป็นควายที่เกษตรกรคุ้นเคยมายาวนาน มีนิสัยเชื่อง เลี้ยงง่าย แข็งแรง และสามารถกินหญ้ารวมถึงวัชพืชได้หลากหลายชนิด
ลักษณะเด่นคือ ลำตัวสีดำ เขาโค้งยาวเป็นวง มีขาทั้งสี่เป็นสีขาวคล้ายสวมถุงเท้า ใบหน้ามีแต้มสีขาว และใต้คอมีแถบสีขาวรูปตัววีอันเป็นเอกลักษณ์ หลายตัวมีรูปร่างงดงามจนถูกนำไปเลี้ยงเพื่อการประกวดและอนุรักษ์สายพันธุ์ ส่วนควายที่มีผิวหนังสีชมพูหรือสีอ่อน มักเรียกว่า "ควายเผือก" ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้สะสมและผู้เลี้ยงเพื่อความสวยงาม
ควายแม่น้ำ...ผู้ให้ผลผลิตน้ำนม
ควายแม่น้ำพบในประเทศไทยไม่มากนัก เพราะนิยมเลี้ยงเพื่อผลิตน้ำนมเป็นหลัก ลักษณะตัวจะสูงใหญ่กว่าควายปลัก ลำตัวสีดำ เขาโค้งม้วนเข้าหาศีรษะ และมีโหนกบริเวณสันหลัง แม้จะให้เนื้อน้อยกว่าควายปลัก แต่ก็มีคุณค่าในด้านการผลิตน้ำนมและการปรับปรุงพันธุ์
สัตว์ที่อ่อนโยน แต่แข็งแกร่ง
ควายปลักเป็นสัตว์ที่มีนิสัยสงบ เชื่อง และปรับตัวเก่ง กินอาหารได้หลากหลาย ทั้งหญ้าสด หญ้าแห้ง หญ้าหมัก รวมถึงเศษเหลือทางการเกษตร เช่น ต้นข้าวโพด ยอดอ้อย ใบมันสำปะหลัง ต้นถั่ว และฟางข้าว จึงช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่ควายชื่นชอบคือการนอนแช่ปลักหรือโคลน เพราะช่วยลดอุณหภูมิของร่างกาย ป้องกันแมลง และคลายความร้อน ควายว่ายน้ำเก่ง ทนฝนได้ดี แต่ไม่ชอบแดดจัด จึงควรมีร่มไม้หรือหลังคาให้หลบแดดอยู่เสมอ
โรงเรือน...ไม่ต้องหรู แต่ต้องเหมาะสม
สมัยก่อนเกษตรกรมักให้ควายนอนใต้ถุนบ้านเพื่อป้องกันโจรขโมย แต่ปัจจุบันนิยมสร้างคอกหรือโรงเรือนแยกออกจากตัวบ้าน มีพื้นที่กว้าง อากาศถ่ายเทสะดวก พื้นไม่แฉะ และมีร่มเงาเพียงพอ บางฟาร์มยังติดมุ้งหรืออุปกรณ์ป้องกันยุงและแมลง เพื่อให้ควายพักผ่อนได้อย่างเต็มที่
การผสมพันธุ์และการขยายฝูง
ควายเพศเมียเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุประมาณ 2 ปีครึ่ง ส่วนเพศผู้ควรมีอายุไม่น้อยกว่า 3 ปี ระยะตั้งท้องเฉลี่ยอยู่ที่ 308-337 วัน และโดยทั่วไปจะคลอดลูกครั้งละ 1 ตัว
แม่ควายส่วนใหญ่สามารถคลอดลูกเองได้ตามธรรมชาติ ผู้เลี้ยงเพียงเฝ้าสังเกตอาการ หากพบว่าลูกควายอยู่ในท่าผิดปกติ หรือแม่ควายเบ่งนานผิดปกติ จึงค่อยให้ความช่วยเหลือหรือรีบติดต่อสัตวแพทย์
โรคสำคัญที่ผู้เลี้ยงควรรู้
แม้ควายจะเป็นสัตว์ที่แข็งแรง แต่ก็มีโรคสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่
โรคปากและเท้าเปื่อย
โรคคอบวม
โรคแท้งติดต่อ
วัณโรค
หากพบว่าควายซึม เบื่ออาหาร ไม่เคี้ยวเอื้อง จมูกแห้ง หรือหายใจผิดปกติ ควรรีบให้สัตวแพทย์ตรวจทันที เพราะการรักษาตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยลดความสูญเสียได้มาก การฉีดวัคซีนตามกำหนดก็เป็นอีกวิธีสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันโรค
อัตลักษณ์ของควายไทยแท้
ภูมิปัญญาชาวบ้านใช้ลักษณะภายนอกในการพิจารณาความงามและความเป็นควายไทยแท้ โดยมีจุดสังเกตสำคัญ 5 ประการ ได้แก่
แถบสีขาวใต้คอหรือ "อ้องคอ" รูปตัววีชัดเจน
จุดสีขาวบนใบหน้า 7 จุด หรือที่เรียกว่า "ตาแต้ม แก้มจ้ำ"
ขาทั้งสี่มีสีขาวคล้ายสวมถุงเท้า
ลักษณะอวัยวะเพศของตัวผู้เป็นแบบเฉพาะของควายไทย
ผิวหนังสีดำ ขนสีเทาดำหรือสีดอกเลา ไม่ดกหนาเหมือนควายต่างสายพันธุ์
ควายที่มีลักษณะครบถ้วน มักได้รับการยอมรับว่ามีความสวยงามและมีคุณค่าทางสายพันธุ์ ส่งผลให้ราคาซื้อขายสูงกว่าควายทั่วไป
จากสัตว์แรงงาน...สู่ทรัพย์สินของเกษตรกร
ทุกวันนี้การเลี้ยงควายไม่ได้มีเป้าหมายเพียงผลิตเนื้อเท่านั้น แต่ยังเน้นการปรับปรุงพันธุ์เพื่อเพิ่มคุณภาพ ความสวยงาม และมูลค่าทางเศรษฐกิจ ควายหลายตัวมีราคาหลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท ขณะเดียวกันตลาดเนื้อควายและการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง
การเลี้ยงควายจึงกลายเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สร้างรายได้มั่นคง ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นได้อย่างคุ้มค่า และยังช่วยอนุรักษ์สัตว์พื้นเมืองที่เป็นมรดกของชาติไว้ให้คนรุ่นหลัง
จากอดีตที่เคยเป็นเพื่อนคู่ไถของชาวนา วันนี้ควายไทยกำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะสัตว์เศรษฐกิจที่มีคุณค่า ทั้งด้านวัฒนธรรม การอนุรักษ์ และการสร้างรายได้ หากได้รับการพัฒนาสายพันธุ์และบริหารจัดการอย่างเหมาะสม "ควายไทย" ก็จะยังคงเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเกษตรกรไทย และเดินเคียงข้างภาคการเกษตรไทยต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน
16/07/2026
Early Bird ends soon! ⏳
Only a few days left to secure your place at the 14th World Buffalo Congress at the special Early Bird rate.
Join researchers, veterinarians, breeders, producers and industry experts from around the world for three days of science, innovation and international exchange.
📍 Sorrento, Italy
📅 28–30 October 2026
Register now: https://wbc2026.org/
04/07/2026
เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ
สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี
วันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า
ศูนย์สนเทศทางกระบือนานาชาติ
สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
29/06/2026
🐃 รู้จักนมควายไทย EP.1 | นมควายไทย…คืออะไร?
หลายคนอาจเคยดื่มนมวัว แต่รู้ไหมว่า “ควายไทยก็ให้น้ำนมได้” และน้ำนมของควายไทยยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพได้หลากหลายชนิด
ที่ สอนศิริ ฟาร์มควายไทย เราเริ่มต้นจากการดูแลแม่ควายด้วยความรักและความใส่ใจ เพราะเราเชื่อว่า น้ำนมที่ดี เริ่มต้นจากคุณภาพชีวิตที่ดีของแม่ควาย
นมควายไทยมีรสชาติหอม มัน และเนื้อสัมผัสเข้มข้นตามธรรมชาติ จึงนิยมนำมาแปรรูปเป็นนมพาสเจอร์ไรส์ โยเกิร์ต ชีส และเจลาโต้ ที่หลายคนหลงรัก
ซีรีส์นี้ เราจะพาทุกคนไปรู้จัก “นมควายไทย” ตั้งแต่ต้นกำเนิด กระบวนการเลี้ยง การรีดนม คุณค่าทางโภชนาการ ไปจนถึงการแปรรูปเป็นเมนูอร่อย ๆ จากฟาร์มของเรา
เพราะเราอยากให้ทุกคนได้รู้ว่า…
🐃 ควายไทยไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของวิถีเกษตรไทย แต่ยังเป็นแหล่งของวัตถุดิบคุณภาพที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และต่อยอด
✨ ติดตาม EP.2 : จากแม่ควาย…สู่นมหนึ่งแก้ว เราจะพาไปดูว่า น้ำนมสดหนึ่งขวด ผ่านขั้นตอนใดบ้างกว่าจะมาถึงมือคุณ
#นมควายไทย #รู้จักนมควายไทย #ฟาร์มควายไทย #บ้านสร้าง #ปราจีนบุรี
22/06/2026
หมดเขต 30 มิ.ย. นี้ครับ
ส่งเอกสารการสมัคร
E-mail: [email protected]
หรือโทรสอบถาม 081-9487809
ขอเชิญเสนอผลงานเพื่อรับรางวัลนักวิจัยดีเด่นด้านกระบือไทย
รางวัลเกียรติคุณ “ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.จรัญ จันทลักขณา” ประจำปี พ.ศ. 2569
ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับกรมปศุสัตว์ มหาวิทยาลัยเครือข่ายสัตวศาสตร์ภาคกลาง ภาคีเครือข่ายสัตวศาสตร์แห่งประเทศไทย และสมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ
ขอเชิญนักวิจัย เกษตรกร ผู้ปฏิบัติงานด้านบริการวิชาการ และผู้ประกอบการฟาร์มเอกชน ที่มีผลงานโดดเด่นด้านกระบือไทย สมัครหรือได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการพิจารณารางวัลเกียรติคุณ ประจำปี พ.ศ. 2569
ประเภทผลงานที่เปิดรับสมัคร
ด้านการวิจัย
ด้านเกษตรกร
ด้านบริการวิชาการ
ด้านฟาร์มเอกชน
กำหนดการสำคัญ
• เปิดรับสมัคร/เสนอชื่อ ตั้งแต่บัดนี้ – 30 มิถุนายน 2569
• ประกาศผลการตัดสิน วันที่ 15 กรกฎาคม 2569
• มอบรางวัลภายในงานประชุมวิชาการสัตวศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 14
ระหว่างวันที่ 2 – 4 สิงหาคม 2569
ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวชั่น กรุงเทพมหานคร
เอกสารประกอบการสมัคร (ไฟล์ PDF)
• แบบฟอร์มการเสนอชื่อ/ใบสมัคร
• เอกสารประกอบ เช่น ประวัติ ผลงานรับรอง บทความตีพิมพ์ และหลักฐานเชิงประจักษ์
ลิงค์เอกสารแนบ
ประกาศขอเชิญสมัครเพื่อรับรางวัล
แบบฟอร์มเสนอชื่อหรือสมัคร
https://drive.google.com/drive/folders/12P05hJ7wzczdl16fEY3iojBlGAFaslAF?fbclid=IwY2xjawSl0J9leHRuA2FlbQIxMABicmlkETFYeG1Ua01TUDRYTnI0WDZVc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHgSvtzySwV771LMSvfBO0TCQxocNBERq98bpcvlFHkQIIBbgtO2VNTN-eWMs_aem_AiRfxUT93e60n0IvyF399w
ช่องทางการส่งเอกสาร
E-mail: [email protected]
สอบถามเพิ่มเติม
นางทวีพร เรืองพริ้ม
โทรศัพท์ 081-9487809
#สัตวศาสตร์แห่งชาติครั้งที่14
#กระบือไทย