กฎหมายไทย

กฎหมายไทย

แชร์

แสดงความเห็นทางกฎหมาย

ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมายไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ในฐานะตำแหน่งหรือ
เงื่อนไขใดย่อมอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายของแผ่นดินและอยู่ใน
อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเหมือนกันทั้งสิ้น

24/05/2026

คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับ ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 (ภาระการพิสูจน์)

📌1. บททั่วไป: ผู้อ้างข้อเท็จจริงสนับสนุนคำคู่ความย่อมมีภาระการพิสูจน์

🔻ฎีกาที่ 10629/2551 (กู้ยืม-จำเลยสู้ว่าเอกสารปลอม/ไม่มีมูลหนี้): โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญา เมื่อจำเลยปฏิเสธเด็ดขาดว่าสัญญากู้เป็นเอกสารปลอมที่นำกระดาษลงชื่อเปล่าไปกรอกข้อความเอง ภาระการพิสูจน์เรื่องความแท้จริงของมูลหนี้และเอกสารย่อมตกอยู่แก่โจทก์ โจทก์นำสืบไม่สมฟ้องจึงแพ้คดี แม้จำเลยจะไม่นำพยานเข้าสืบเลยก็ตาม

🔻ฎีกาที่ 1206/2554 (ตั๋วเงิน-จำเลยสู้ว่าลายมือชื่อสลักหลังปลอม): โจทก์อ้างสิทธิเรียกร้องจากการสลักหลังเช็ค เมื่อจำเลยที่ 4 ปฏิเสธว่าไม่ได้ลงชื่อ โจทก์มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าลายมือชื่อนั้นเป็นของจำเลยจริง ไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยที่ต้องนำสืบว่าเป็นของปลอม

🔻ฎีกาที่ 4464/2554 (จำนอง-จำเลยสู้ว่าหนังสือมอบอำนาจปลอม): จำเลยปฏิเสธว่าไม่เคยกู้เงินและไม่เคยตั้งตัวแทนไปจดจำนอง ลายมือชื่อในใบมอบอำนาจเป็นของปลอม โจทก์ไม่มีสัญญากู้มาแสดงและไม่นำสืบพยานที่เกี่ยวข้อง ทั้งศาลตรวจเทียบแล้วต่างจากลายมือชื่อจริงในสารบบ สัญญาจำนองจึงไม่ผูกพันจำเลย

🔻ฎีกาที่ 6034/2554 (ซื้อขาย-สินค้าคุณสมบัติไม่ตรงตามฉลาก): โจทก์ฟ้องเรียกราคาค่าส่งมอบยาฆ่าเชื้อที่ฉลากระบุสารสำคัญ 12.5% จำเลยสู้ว่าสารไม่ครบ โจทก์เป็นผู้ผลิตและระบุสรรพคุณย่อมมีภาระพิสูจน์ว่ายามีส่วนประกอบจริง เมื่อพิสูจน์ไม่ได้ ถือว่าส่งมอบสินค้าไม่ถูกต้อง จำเลยมีสิทธิปฏิเสธชำระราคาตาม ป.พ.พ. มาตรา 369

🔻ฎีกาที่ 14919/2557 (คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา-สิทธิในการสืบพยานค่าเสียหาย): โจทก์ร่วมยื่นคำร้องส่วนแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทน ย่อมมีภาระการพิสูจน์ความเสียหายตามมาตรา 84/1 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 แม้คดีอาญาจำเลยจะรับสารภาพ ศาลชั้นต้นจะด่วนกำหนดค่าเสียหายให้เองโดยงดสืบพยานส่วนแพ่งไม่ได้ เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดกฎหมาย

🔻ฎีกาที่ 17869/2557 (ละมิดลิขสิทธิ์-ทางนำสืบของโจทก์ไม่ชัดเจน): โจทก์อ้างว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมแบบเรียน โจทก์มีภาระพิสูจน์นำสืบให้ชัดเจนว่างานชิ้นใดถูกละเมิดและใช้อย่างไร เมื่อทางนำสืบคลุมเครือ พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนัก (แต่จำเลยยังต้องรับผิดเบี้ยปรับฐานผิดสัญญาข้ออื่น)

🔻ฎีกาที่ 722/2561 (พินัยกรรม-ข้ออ้างเรื่องสติสัมปชัญญะและกลฉ้อฉล): โจทก์อ้างว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะผู้ตายชราจนสติไม่สมบูรณ์และเกิดจากกลฉ้อฉล โจทก์มีภาระพิสูจน์ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ตายพิมพ์นิ้วมือต่อหน้าพยานครบถ้วนตามกฎหมาย พินัยกรรมย่อมมีผลบังคับ

🔻ฎีกาที่ 3825/2562 (อำนาจฟ้อง-ตราสารไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์): จำเลยปฏิเสธเรื่องอำนาจฟ้องของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ โจทก์ต้องใช้หนังสือมอบอำนาจเป็นพยานพิสูจน์ แต่หนังสือมอบอำนาจนั้นติดแสตมป์โดยไม่ขีดฆ่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ห้ามรับฟังเป็นพยานในคดีแพ่ง โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานมาสืบตามภาระการพิสูจน์และต้องแพ้คดี

🔻ฎีกาที่ 5397/2553 (ประกันภัย-อ้างเหตุข้อยกเว้นจำกัดความรับผิด): โจทก์บรรยายฟ้องว่าสินค้าสูญหายเพราะจำเลยทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเพื่อก้าวข้ามข้อตกลงจำกัดความรับผิด โจทก์จึงมีภาระพิสูจน์ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน จำเลยย่อมมีสิทธิยกข้อจำกัดความรับผิดขึ้นอ้าง

🔻ฎีกาที่ 2210/2563 (สัญญาจะซื้อจะขาย-ศาลชั้นต้นกำหนดภาระการพิสูจน์ไม่ชอบ): โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญา จำเลยต่อสู้ว่าสัญญาเป็นโมฆะเพราะที่ดินเป็นที่ชายตลิ่งสาธารณะ โจทก์ย่อมมีภาระพิสูจน์ให้เห็นว่าสัญญามีผลบังคับได้ตามกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นผลักภาระให้จำเลยจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาแก้ไขได้

🔻ฎีกาที่ 131/2565 (ลาภมิควรได้-จุดนับอายุความ 1 ปี): โจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนฐานลาภมิควรได้ โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าตนรู้สิทธิเรียกเงินคืนตั้งแต่เมื่อใดเพื่อเริ่มนับอายุความ เมื่อปรากฏว่าผู้ตายเคยทวงเงินก่อนตาย ถือว่ารับรู้สิทธิตั้งแต่วันนั้น เมื่อฟ้องเกิน 1 ปีคดีจึงขาดอายุความ

🔻ฎีกาที่ 907/2567 (ละเมิด-ภาระการพิสูจน์จำนวนค่าเสียหาย): ข้อเท็จจริงยุติว่าจำเลยทำละเมิดทุบรื้อกำแพงโครงการ แต่มีข้อพิพาทเรื่องจำนวนค่าเสียหาย ความเสียหายมีมากน้อยเพียงใดโจทก์มีภาระพิสูจน์ เมื่อโจทก์ไม่นำสืบพยานหลักฐานถึงค่าเสียหายโดยตรง ศาลจึงไม่กำหนดค่าเสียหายให้

📌2. ฝ่ายจำเลยยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ ย่อมมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นนั้น

🔻ฎีกาที่ 1446/2548 (ร้องขอคืนของกลาง-ข้ออ้างไม่รู้เห็นเป็นใจ): ผู้ร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ที่ศาลสั่งริบในคดีแข่งรถ การร้องขอตาม ป.อ. มาตรา 36 เป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่มีภาระพิสูจน์ว่าตนไม่รู้เห็นเป็นใจ เมื่อพฤติการณ์ชี้ว่าผู้ร้องปล่อยให้สามีนำรถไปใช้ได้ตลอดเวลา ถือว่ารู้เห็นเป็นใจแล้ว

🔻ฎีกาที่ 3215/2552 (รับขนของทางทะเล-อ้างว่าความเสียหายเกิดก่อนถึงตน): จำเลย (ผู้ขนส่ง) ต่อสู้ปฏิเสธความรับผิดว่าสินค้าสูญหายตั้งแต่ขั้นตอนการบรรจุที่ท่าเรือต้นทางโดยผู้ส่ง ถือเป็นเรื่องที่จำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เพื่อปฏิเสธความรับผิด จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์

🔻ฎีกาที่ 6325/2552 (ซื้อขาย/ค้ำประกัน-อ้างการชำระหนี้และการบอกเลิกสัญญา): จำเลยที่ 1 รับว่าซื้อสินค้าจริงแต่สู้ว่าสถาบันการเงินจ่ายแทนไปเกินแล้ว จำเลยร่วมรับว่าค้ำประกันจริงแต่สู้ว่าบอกเลิกค้ำประกันแล้ว เมื่อยอมรับมูลหนี้เดิมแต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ ภาระการพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายจำเลย

🔻ฎีกาที่ 22631/2555 (กู้ยืม-จำเลยยอมรับหนี้แต่อ้างว่าชำระแล้ว): จำเลยยอมรับว่ากู้จริงแต่สู้ว่าชำระหนี้ครบแล้ว ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลย เมื่อจำเลยมีสมุดบันทึกที่โจทก์ลงชื่อกำกับ แม้ไม่ระบุว่าค่าอะไรแต่รายละเอียดสอดคล้องกับงวดหนี้ ถือเป็นหลักฐานการชำระหนี้เป็นหนังสือ จำเลยยกสู้ได้

🔻ฎีกาที่ 1518/2561 (ผู้จัดการมรดก-อ้างพินัยกรรมทำขึ้นเพราะถูกหลอก): ผู้ร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง ผู้คัดค้านรับว่ามีการทำพินัยกรรมจริงแต่ยกข้ออ้างใหม่ว่าผู้ตายถูกหลอกและสติไม่สมบูรณ์ ภาระการพิสูจน์ตกแก่ผู้คัดค้าน เมื่อไม่มีหลักฐานหักล้าง พินัยกรรมย่อมสมบูรณ์

🔻ฎีกาที่ 13965/2558 (ฟ้องหย่า-ศาลสั่งงดสืบพยานไม่ชอบ): โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยปฏิเสธ โจทก์มีภาระพิสูจน์และมีสิทธินำพยานเข้าสืบ คดีแพ่งสามัญกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจศาลเรียกพยานมาไต่สวนเองทั้งหมดแล้วสั่งงดสืบพยานคู่ความ
ฎีกาที่ 9173/2558 (ครอบครองปรปักษ์-การเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน): ผู้ร้องขอให้ศาลสั่งว่าตนได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์เกิน 10 ปี ผู้คัดค้านสู้ว่าอยู่โดยอาศัยสิทธิ์ของเจ้าของเดิม ผู้ร้องเป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ผู้ร้อง

🔻ฎีกาที่ 2208-2209/2563 (ตั๋วเงิน-อ้างเหตุหักกลบลบหนี้ที่จ่ายเกิน): จำเลยยอมรับว่ากู้เงินและสั่งจ่ายเช็คจริงแต่สู้ว่าชำระหนี้ครั้งก่อน ๆ ไว้เกินจึงขอหักกลบลบหนี้ จำเลยอ้างข้อเท็จจริงใหม่เพื่อให้ตนพ้นผิดจึงมีภาระพิสูจน์ เมื่อนำสืบไม่ชัดเจนว่าชำระเกินไว้เท่าใด ข้ออ้างจึงฟังไม่ขึ้น

🔻ฎีกาที่ 1003/2566 (กู้ยืม-จำเลยต่อสู้ว่ามูลหนี้เดิมเป็นโมฆะ): โจทก์ฟ้องตามสัญญากู้ จำเลยยอมรับว่าทำสัญญาจริงแต่สู้ว่าหนี้บางส่วนมาจากค่าแชร์ที่เป็นโมฆะตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ฯ จำเลยเป็นฝ่ายอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เพื่อปฏิเสธหนี้ จำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบ

🔻ฎีกาที่ 514/2567 (กู้ยืม-ข้อจำกัดเรื่องพยานบุคคลในการชำระหนี้): จำเลยรับว่ากู้จริงแต่วางข้อต่อสู้ใหม่ว่าชำระหนี้ครบแล้ว จำเลยมีภาระพิสูจน์เรื่องการชำระหนี้ เมื่อจำเลยมีเพียงพยานบุคคลเบิกความลอย ๆ ไม่มีหลักฐานชำระหนี้เป็นหนังสือ ย่อมต้องห้ามตามกฎหมาย ฟังไม่ได้ว่าชำระแล้ว

🔻ฎีกาที่ 4656/2567 (กรรมสิทธิ์รวม-อ้างตนเป็นผู้ผ่อนชำระฝ่ายเดียว): คู่หย่าอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียน จำเลยต่อสู้ว่าตนเป็นผู้กู้เงินมาซื้อและผ่อนทรัพย์สินทั้งหมดเพียงผู้เดียว โจทก์ไม่เกี่ยวข้อง จำเลยอ้างข้อเท็จจริงใหม่เพื่อปฏิเสธกรรมสิทธิ์รวม จำเลยมีภาระพิสูจน์

🔻ฎีกาที่ 3615/2568 (แบ่งสินสมรส):
ประเด็นที่ 1: จำเลยรับว่าเคยมีสินสมรสแต่ปัจจุบันไม่มีอยู่แล้ว ถือเป็นข้ออ้างใหม่ ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลย
ประเด็นที่ 2: รถยนต์มีชื่อจำเลยขณะฟ้อง จำเลยให้การไม่ชัดแจ้งว่าจำหน่ายไปอย่างไร คำให้การที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบตามมาตรา 177 วรรคสอง ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้อง และกฎหมายถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อนำมาจัดแบ่ง

🔻ฎีกาที่ 4158/2563 (คดีอาญา-คำแถลงประกอบคำรับสารภาพถือเป็นการปฏิเสธ): จำเลยยื่นคำแถลงประกอบคำรับสารภาพว่านำเงินไปใช้ในราชการ ไม่ได้แสวงประโยชน์โดยมิชอบ เป็นการยกข้อต่อสู้ใหม่ว่าไม่มีเจตนากระทำความผิด ถือเป็นคำให้การปฏิเสธ เมื่อศาลวินิจฉัยว่าข้ออ้างรับฟังไม่ได้ จำเลยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ได้

🔻3. ข้อยกเว้น: กรณีมีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายเป็นคุณแก่คู่ความ
ฎีกาที่ 1090/2558 (สิทธิครอบครองปรปักษ์ปะทะบุคคลภายนอกสุจริต): บุคคลภายนอกซื้อที่ดินจดทะเบียนถูกต้อง ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานกฎหมายว่ากระทำการโดยสุจริต จำเลยอ้างว่าบุคคลภายนอกรับโอนโดยไม่สุจริตเพราะรู้ว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์อยู่ก่อน จำเลยจึงมีภาระพิสูจน์ เมื่อนำสืบไม่ได้จำเลยแพ้คดี

🔻ฎีกาที่ 6150/2558 (ข้อสันนิษฐานทางทะเบียนที่ดิน): โจทก์มีชื่อในทะเบียนที่ดิน ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย จำเลยกล่าวอ้างครอบครองปรปักษ์หักล้างทะเบียน ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลย

🔻ฎีกาที่ 6454/2558 (เพิกถอนนิติกรรม-ข้อสันนิษฐานความสุจริตทั่วไป): โจทก์ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินเนื่องจากทำใบมอบอำนาจปลอม จำเลยสู้ว่ารับโอนมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน กฎหมายสันนิษฐานว่าทุกคนกระทำโดยสุจริต จำเลยได้รับประโยชน์ โจทก์ผู้กล่าวอ้างความไม่สุจริตจึงมีภาระพิสูจน์

🔻ฎีกาที่ 3558/2553 และ 12476/2553 (ครอบครองปรปักษ์ปะทะโฉนดที่ดิน): โจทก์มีชื่อในโฉนดได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานทางทะเบียนตามมาตรา 1373 หน้าที่นำสืบหักล้างตกแก่จำเลยที่อ้างครอบครองปรปักษ์ แม้จำเลยจะมีคำสั่งศาลเดิมในคดีไม่มีข้อพิพาทมาแสดง ก็ต้องนำสืบพิสูจน์หักล้างในคดีใหม่นี้ให้ได้ความจริง

🔻ฎีกาที่ 1167/2562 (ตั๋วเงิน-ข้อสันนิษฐานการเป็นผู้ทรงโดยชอบ): โจทก์ถือเช็คที่จำเลยลงชื่อสั่งจ่าย โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้ทรงโดยชอบตามกฎหมาย จำเลยอ้างว่าโจทก์แอบหยิบเช็คไปลงวันที่เองโดยไม่ชอบ จำเลยจึงมีภาระพิสูจน์หักล้าง

🔻ฎีกาที่ 1478/2565 (ที่ดินโฉนดเป็นเอกสารมหาชน): โฉนดที่ดินเป็นเอกสารมหาชน ให้สันนิษฐานว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง โจทก์มีชื่อได้รับประโยชน์ จำเลยฟ้องแย้งอ้างว่าออกอุบายยกที่ดินให้เพื่อหลบเจ้าหนี้ จำเลยมีหน้าที่นำสืบหักล้าง

🔻ฎีกาที่ 2451/2567 (สัญญาจำนองระบุรับเงินเสร็จแล้ว): สัญญาจำนองทำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเอกสารมหาชน สันนิษฐานว่าถูกต้อง จำเลยสู้ว่ายังไม่ได้รับเงินจริง จำเลยมีภาระพิสูจน์ การที่โจทก์ไม่นำสืบหลักฐานการจ่ายเงินยังไม่พอให้ฟังว่าการกู้ยืมไม่บริบูรณ์

🔻ฎีกาที่ 3615/2568 (ประเด็นพระเครื่อง-ข้อสันนิษฐานสินสมรส): โจทก์ฟ้องแบ่งสินสมรส จำเลยสู้ว่าพระเครื่องเป็นสินส่วนตัว กฎหมายมีข้อสันนิษฐานว่าถ้าสงสัยให้ถือว่าเป็นสินสมรส โจทก์ได้รับประโยชน์ จำเลยอ้างเป็นสินส่วนตัวจำเลยมีภาระพิสูจน์หักล้าง เมื่อนำสืบเพียงพยานบุคคลผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ได้รู้เห็นการได้มา จึงหักล้างไม่ได้

📌4. ข้อยกเว้นตามกฎหมายพิเศษ และข้อสันนิษฐานตามปกติของเหตุการณ์
ฎีกาที่ 2065/2563 และ 454/2567 (คดีผู้บริโภค-ข้อเท็จจริงอยู่ในความรู้เห็นเฉพาะฝ่าย): โจทก์ฟ้องผู้ประกอบการเรื่องถมดินต่ำเป็นแอ่งกระทะและไม่ตรงตามแบบ ข้อเท็จจริงเรื่องสภาพธรณีวิทยาและการปรับถมที่ดินอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา 29

🔻ฎีกาที่ 2624/2568 (คดีผู้บริโภค-ระบบความปลอดภัยบัตรเครดิต): ธนาคารฟ้องลูกค้าให้ชำระเงินเนื่องจากมีผู้ลักบัตรเครดิตไปรูดซื้อสินค้า ประเด็นระบบปลอดภัยของบัตรอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของธนาคารผู้ประกอบธุรกิจ ธนาคารจึงมีภาระพิสูจน์ตามมาตรา 29 เมื่อธนาคารไม่พิสูจน์ให้ชัดเจน จำเลยไม่ต้องรับผิด

🔻ฎีกาที่ 9813-9817/2560 (พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน): เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทำผิดมูลฐาน กฎหมายฟอกเงินให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิด ภาระการพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายผู้คัดค้าน (จำเลยและญาติ) ที่ต้องนำสืบหักล้างว่าได้มาโดยสุจริต

🔻ฎีกาที่ 8718/2554 (กฎหมายพิเศษ-ข้อเท็จจริงอยู่ในความรู้เห็นฝ่ายเดียว): รัฐเรียกเก็บค่าใช้น้ำบาดาลอัตราสูงสุดเพราะจำเลยไม่ติดเครื่องวัด ปริมาณการใช้น้ำเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ความรู้เห็นของจำเลยฝ่ายเดียว รัฐได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานทางกฎหมายนี้ โจทก์ (รัฐ) ไม่มีหน้าที่ภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยใช้น้ำจริงหรือไม่

🔻ฎีกาที่ 5416/2560 (ข้อสันนิษฐานปกติธรรมดา-ทรัพย์มรดกตกแก่ทายาท): บุตรฟ้องรับมรดก จำเลยอ้างพินัยกรรมที่ทำขึ้นในเงื่อนไขผิดปกติวิสัยขณะป่วย ตามปกติมรดกย่อมตกแก่บุตร โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามปกติเหตุการณ์ โจทก์พิสูจน์เพียงว่าเป็นทายาทพอ ส่วนจำเลยมีภาระพิสูจน์ว่าพินัยกรรมไม่ใช่เอกสารปลอม

🔻ฎีกาที่ 1320/2559 และ 4238/2564 (ข้อสันนิษฐานปกติธรรมดา-ความรับผิดของต้นเพลิง/ผู้ครอบครอง): ไฟเริ่มไหม้จากบ้านจำเลยลามไปบ้านโจทก์ หรือไฟไหม้รถขณะอยู่ในความครอบครองของจำเลย โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานปกติธรรมดาของเหตุการณ์ว่าผู้ครอบครองดูแลไม่ดี ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยที่ต้องนำสืบหักล้างว่าไม่ใช่ความประมาทของตน (หากจำเลยพิสูจน์ได้ว่าไฟไหม้จากระบบตัวรถเอง จำเลยพ้นผิด)

🔻ฎีกาที่ 5925/2562 (ทางสาธารณประโยชน์-อ้างเหตุธรรมชาติกัดเซาะ): จำเลยยอมรับที่ดินอยู่ในเขตโฉนดโจทก์ แต่สู้ว่าตกเป็นทางสาธารณะเพราะน้ำกัดเซาะกลายเป็นคลอง ถือเป็นข้ออ้างใหม่ ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ยังคงหวงกันและไปดูแลที่ดินทุกปี ที่ดินจึงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์

📌5. ข้อจำกัดและข้อยกเว้นการใช้นำสืบ (ป.วิ.พ. มาตรา 84)

🔻ฎีกาที่ 2008/2567 (วินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ชอบด้วยกฎหมาย): โจทก์ฟ้องว่าไฟไหม้รถเพราะจำเลยประมาทไม่ดับไฟ ศาลอุทธรณ์ยกข้อสันนิษฐานมาตรา 84/1 เรื่องทรัพย์อันตราย (กระแสไฟฟ้าลัดวงจร) มาวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดเองโดยที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องมา ถือเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

🔻ฎีกาที่ 13076/2558 (ข้อกฎหมายที่ศาลรู้ได้เองตามมาตรา 84): จำเลยแนบกฎกระทรวงท้ายอุทธรณ์เพื่อสู้คดีเรื่องขอบเขตความรับผิดโดยไม่ได้นำสืบในชั้นพิจารณา กฎกระทรวงที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับเช่นเดียวกับกฎหมาย ศาลย่อมรู้ได้เองตามมาตรา 84 แม้จำเลยไม่ได้นำสืบตามมาตรา 84/1 ศาลก็ยกขึ้นมาวินิจฉัยได้

🔻ฎีกาที่ 2278/2565 (พฤติการณ์สมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยาย): โจทก์ส่งงานช้าแต่จำเลยอนุมัติจ่ายเงินโดยไม่โต้แย้ง แสดงว่าไม่ถือกำหนดเวลาเป็นสาระสำคัญ เมื่อจำเลยไม่จ่ายงวดถัดไปโจทก์มีสิทธิหยุดงาน การที่ต่างฝ่ายต่างเพิกเฉยและจำเลยไปจ้างบุคคลภายนอก ถือเป็นพฤติการณ์สมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย ศาลรับฟังจากพฤติการณ์ได้เอง คู่ความต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม

24/05/2026

✔️สรุปแนววินิจฉัยในประเด็น "ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป" และ "สิ่งที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป"

1. ประเด็นที่เป็น "ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป" (ไม่ต้องนำสืบ)

📌กลุ่มความผิดที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวม

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5721/2544
• ข้อเท็จจริง: จำเลยมีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษ (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำเลยสถานหนักโดยระบุว่ายาเสพติดเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม จำเลยฎีกาว่าศาลคิดไปเอง โจทก์ไม่ได้นำสืบพฤติการณ์นี้
• แนววินิจฉัย: ยาเสพติดแพร่ระบาดและทำลายเยาวชน รวมถึงความมั่นคงของชาติอย่างกว้างขวาง เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป ศาลหยิบยกมาประกอบดุลพินิจลงโทษสถานหนักได้โดยโจทก์ไม่ต้องนำสืบ

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4636/2543
• ข้อเท็จจริง: จำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ และศาลใช้เหตุผลเรื่อง "ภัยร้ายแรงต่อสังคมและประเทศชาติ" ในการไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลย
• แนววินิจฉัย: พิพากษาไปในแนวทางเดียวกันว่า เรื่องภัยร้ายแรงของยาเสพติดเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป ศาลใช้ประกอบดุลพินิจได้เอง

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1876/2533
• ข้อเท็จจริง: จำเลยร่วมกันมีและพกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนจำนวนมากไปในเมืองและทางสาธารณะ ศาลนำเรื่อง "ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน" มาเป็นเหตุผลในการลงโทษหนักและไม่รอลงอาญา
• แนววินิจฉัย: พฤติการณ์การพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะอันอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวม ถือเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป ศาลย่อมหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยประกอบดุลพินิจได้

📌กลุ่มวันหยุดราชการ และการเปลี่ยนแปลงของหน่วยงานรัฐ

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3230/2532
• ข้อเท็จจริง: โจทก์ยื่นฟ้องคดีในวันจันทร์ ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่าวันสุดท้ายของอายุความตรงกับวันอาทิตย์ จำเลยจึงสู้คดีว่าโจทก์มาฟ้องช้า คดีขาดอายุความไปแล้ว
• แนววินิจฉัย: ปฏิทินและ "วันใดเป็นวันหยุดราชการหรือไม่" เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป ศาลรู้ได้เอง เมื่อวันสุดท้ายตรงกับวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ โจทก์ย่อมยื่นฟ้องในวันเปิดทำการแรก (วันจันทร์) ได้ คดีจึงไม่ขาดอายุความ

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4806/2540
• ข้อเท็จจริง: คดีมีการอ้างถึงตำแหน่งหรือหน่วยงานราชการที่จำเลยสังกัดอยู่ แต่จำเลยโต้แย้งในประเด็นเรื่องชื่อของหน่วยงานที่เปลี่ยนไปตาม พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม
• แนววินิจฉัย: การประกาศเปลี่ยนชื่อหน่วยงานรัฐตามกฎหมาย (เช่น จากกรมพะลำภังค์ เป็น กรมการปกครอง) เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป ศาลรับรู้ได้เองโดยคู่ความไม่ต้องนำสืบ

📌กลุ่มถ้อยคำ วัตถุ และพฤติการณ์ทั่วไป

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3226/2525
• ข้อเท็จจริง: จำเลยยืนด่าผู้เสียหายต่อหน้าว่า "มารศาสนา" โจทก์ฟ้องฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า แต่ในชั้นศาล โจทก์ไม่ได้นำพยานมาสืบเพื่อแปลความหมายของคำนี้ จำเลยจึงสู้ว่าฟ้องไม่มีพยานหลักฐานรองรับ
• แนววินิจฉัย: คำว่า "มารศาสนา" ตามพจนานุกรมหมายถึงคนใจบาปหยาบช้าที่สาธารณชนรังเกียจ ถือเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป โจทก์ไม่ต้องนำสืบแปลความหมายอีก จำเลยมีความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าตาม ป.อ. มาตรา 393

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3604/2533
• ข้อเท็จจริง: จำเลยขับรถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไปบนทางหลวงแผ่นดิน โจทก์ขอให้ศาลสั่งริบรถยนต์รถบรรทุกของกลาง จำเลยคัดค้านว่าการริบรถเป็นโทษที่รุนแรงเกินไป
• แนววินิจฉัย: การบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราเป็นจำนวนมาก ย่อมทำให้ถนนหลวงชำรุดเสียหายและรัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม พฤติการณ์นี้เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป ศาลจึงนำมาใช้ประกอบดุลพินิจสั่งริบรถบรรทุกของกลางได้

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4944/2549
• ข้อเท็จจริง: ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคดีโดยอ้างอิงข้อความใน "หนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ" เพื่ออธิบายกลไกการส่งสัญญาณของโทรศัพท์ จำเลยโต้แย้งว่าศาลนำข้อเท็จจริงนอกสำนวนที่ไม่มีใครนำสืบมาตัดสิน
• แนววินิจฉัย: ความหมายและกลไกทั่วไปของเทคโนโลยีโทรศัพท์ที่ค้นหาได้จากเอกสารอ้างอิงสากล เป็นสิ่งที่วิญญูชนทั่วไปทราบได้ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป ศาลหยิบยกมาวินิจฉัยได้เอง ไม่ถือเป็นการนำข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาตัดสิน

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4200/2559
• ข้อเท็จจริง: คดีความผิดต่อชีวิต (ป.อ. มาตรา 288) มีประเด็นต้องตีความนิยามคำว่า "ฆ่า" และสภาวะการตายของผู้เสียหาย
• แนววินิจฉัย: คำว่า "ฆ่า" เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไปว่าคือการทำให้คนตาย แต่ถ้าเป็นภาวะ "สมองตาย" (Brain Death) ในทางการแพทย์ ถือเป็นเรื่องเทคนิคเฉพาะทาง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั่วไป ศาลต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญนำสืบ

2. ประเด็นที่ "ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป" (ต้องนำสืบ)

📌กลุ่มอำนาจฟ้องและตำแหน่งบุคคล (เมื่อจำเลยปฏิเสธชัดแจ้ง)

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2431/2539
• ข้อเท็จจริง: โจทก์ (กรมสรรพากร) ยื่นฟ้องจำเลย โดยระบุในคำฟ้องว่าอธิบดีได้มอบอำนาจให้รองอธิบดีปฏิบัติราชการแทนและมีอำนาจฟ้องคดีนี้ แต่จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้ว่ารองอธิบดีไม่มีอำนาจฟ้อง และโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานในประเด็นนี้เลย
• แนววินิจฉัย: การได้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนจริงหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงภายในหน่วยงาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป เมื่อจำเลยโต้แย้ง โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานการมอบอำนาจเข้ามาในสำนวน เมื่อไม่นำสืบ ศาลต้องยกฟ้องเพราะถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4822/2533
• ข้อเท็จจริง: โจทก์ยื่นฟ้องจำเลย โดยจำเลยยื่นคำให้การปฏิเสธชัดเจนว่า บุคคลที่ลงชื่อในฟ้องไม่ใช่เป็นอธิบดีและไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในขณะฟ้องคดี และโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ตำแหน่งดังกล่าว
• แนววินิจฉัย: ตัวบุคคลที่ดำรงตำแหน่งและอำนาจการเป็นผู้แทนในขณะฟ้องคดี ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานตามประเด็นข้อพิพาทเพื่อแสดงอำนาจฟ้องของตน

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 917/2498
• ข้อเท็จจริง: โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทอธิบดีกรมอัยการ (หลวงอรรถปรีชาชนูปการ) แต่ในชั้นพิจารณา โจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานเพื่อยืนยันว่าหลวงอรรถปรีชาชนูปการดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมอัยการในขณะเกิดเหตุจริง
• แนววินิจฉัย: ข้อเท็จจริงที่ว่า "บุคคลใดดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอัยการ ณ ขณะเกิดเหตุ" ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลจะรู้ได้เองหรือรู้กันอยู่ทั่วไป โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานเข้ามาพิสูจน์ให้ได้ความตามฟ้อง

📌กลุ่มผลของคดีอื่น

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2394/2527
• ข้อเท็จจริง: โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีอาญาข้อหา "เบิกความเท็จ" (ตาม ป.อ. มาตรา 177) โดยโจทก์ส่งเพียงคำพิพากษาในคดีแพ่งก่อนหน้านี้ (ซึ่งศาลคดีแพ่งตัดสินว่าไม่เชื่อคำพยานของจำเลย และให้โจทก์ชนะคดีจนถึงที่สุดแล้ว) เพื่อให้ศาลคดีอาญาฟังทันทีว่าจำเลยมีความผิดฐานเบิกความเท็จ
• แนววินิจฉัย: คำพิพากษาในคดีแพ่งมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ และมาตรฐานการวินิจฉัยคดีแพ่งกับคดีอาญาก็ต่างกัน ผลของคดีแพ่งจึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไปหรือไม่อาจโต้แย้งได้ โจทก์ในคดีอาญายังคงมีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความจริงใหม่ว่าจำเลยเบิกความเท็จ (มิฉะนั้นทุกคนที่แพ้คดีแพ่งจะต้องติดคุกฐานเบิกความเท็จเสมอไป)

14/03/2026

7563/2568

• คดีนี้เป็นคดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำเลยที่ประสงค์จะฎีกาในปัญหาดังกล่าว มีหน้าที่ต้องดำเนินการ ตามมาตรา 221 คือต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมกับคำฟ้องฎีกา โดยระบุขอให้ผู้พิพากษาที่เคยพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์เป็นผู้อนุญาต แต่ปรากฏว่าจำเลยยื่นคำร้องโดยมิได้ระบุขอให้ผู้พิพากษาดังกล่าวเป็นผู้อนุญาตให้ถูกต้องตามเงื่อนไข

• พฤติการณ์ที่จำเลยยื่นคำร้องไม่ชอบด้วยมาตรา 221 นี้ ศาลพิเคราะห์ว่า คำร้องขออนุญาตฎีกาไม่ใช่คำคู่ความ (เช่น คำฟ้อง หรือคำให้การ) ที่ศาลจะมีอำนาจสั่งให้แก้ไขได้ตามหลักการตรวจรับคำคู่ความทั่วไป แต่เป็น "ขั้นตอนพิเศษ" ที่กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้โดยเฉพาะเพื่อปลดล็อกข้อห้ามฎีกา เมื่อจำเลยดำเนินการไม่ครบถ้วนตามแบบแผนที่กฎหมายกำหนด ย่อมส่งผลให้คำร้องนั้นเสียไป และศาลไม่อาจใช้ดุลพินิจสั่งให้จำเลยกลับไปแก้ไขข้อที่มิชอบนั้นได้เหมือนการตรวจคำฟ้องทั่วไป

• ศาลชั้นต้นมีอำนาจยกคำร้องได้ทันที

24/02/2026

ฎีกาที่ 324/2568 (ป.) (อำนาจพิจารณาคดีแพ่งแม้โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนอาญา)

• คดีนี้จำเลยขับรถชนผู้ตาย แต่เนื่องจากผู้ตายมีส่วนประมาทในเหตุการณ์ด้วย ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ส่งผลให้ภรรยา (โจทก์ร่วม) ไม่มีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา 5 (2) และไม่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีส่วนอาญาตามมาตรา 30 รวมถึงไม่มีสิทธิฎีกาในประเด็นอาญาด้วย
• อย่างไรก็ตาม ในชั้นฎีกาเกิดความผิดพลาดทางขั้นตอนเมื่อศาลชั้นต้นกลับไปอนุญาตและรับฎีกาของโจทก์ร่วมในปัญหาข้อเท็จจริงส่วนอาญา ทั้งที่ตามหลักแล้วไม่สามารถทำได้ เมื่อศาลชั้นต้นได้สั่งรับฎีกาและส่งสำนวนขึ้นมาแล้ว ศาลฎีกาจึงมองว่า "คดีได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว" แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยภายหลังว่าการรับฎีกาส่วนอาญานั้นไม่ชอบก็ตาม
•สรุป เมื่อคดีส่วนอาญาขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว (แม้จะขึ้นมาโดยไม่ชอบ) ศาลฎีกาจึงมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งได้ โดยผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายเป็นผู้เสียหายในทางแพ่งยังคงมีสิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1

23/02/2026

ฎีกาที่ 2298/2564 (อำนาจฟ้องของแม่ทีมที่ถูกหลอกในคดีฉ้อโกง)
• คดีนี้จำเลยที่ 1 และ 2 ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ให้ลงทุนในบริษัท ว. ซึ่งไม่มีอยู่จริง โดยอ้างผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 1 ต่อวัน โจทก์หลงเชื่อจึงร่วมลงทุนและได้ไปชักชวนคนอื่นเข้ามาเป็นสมาชิกเพิ่มตามคำจูงใจของจำเลยเพื่อหวังรางวัล ต่อมาความแตกและโจทก์ฟ้องจำเลยฐานฉ้อโกง แต่มีประเด็นว่าโจทก์ที่ไปชักชวนคนอื่นต่อนั้นถือเป็น "ผู้เสียหายโดยนิตินัย" หรือไม่
• พฤติการณ์ที่โจทก์ไปชักชวนบุคคลอื่นเข้ามาลงทุนเพิ่มนั้น ศาลพิเคราะห์ว่าเกิดจากการที่โจทก์ถูกจำเลยหลอกลวงมาก่อน และทำไปโดยสุจริตเพื่อหวังรางวัลตามที่จำเลยจูงใจไว้เท่านั้น มิได้มีเจตนาหลอกลวงบุคคลอื่นร่วมกับจำเลยมาแต่แรก ความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการนำเงินไปลงทุนจึงเป็นความเสียหายโดยตรง โจทก์ไม่ใช่ผู้ที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด จึงถือเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ในความผิดฐานฉ้อโกง

23/02/2026

ฎีกาที่ 210/2566 (อำนาจฟ้องของผู้รับจ้างในความผิดฐานแจ้งความเท็จ)
• คดีนี้เริ่มจากโจทก์ (ผู้รับจ้าง) ฟ้องจำเลย (ผู้ว่าจ้าง) ว่าจำเลยแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยจำเลยระบุในคำร้องขอกักขังลูกหนี้ว่า "ไม่พบเอกสารการขอกักขังเดิมที่ศาล" ทั้งที่โจทก์ได้ดำเนินการให้แล้ว โจทก์อ้างว่าจำเลยแกล้งแจ้งเท็จเพื่อเป็นข้ออ้างว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เพื่อจะไม่จ่ายค่าจ้าง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย
• แม้หากข้อความที่จำเลยอ้างในคำร้องจะเป็นความเท็จจริง แต่ศาลพิเคราะห์ว่า "เจตนารมณ์ของกฎหมาย" ในเรื่องการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานนั้น มุ่งคุ้มครองกระบวนการยุติธรรมและผู้ที่ถูกพาดพิงโดยตรงในคำร้องนั้น เมื่อเนื้อหาคำร้องของจำเลยมุ่งหมายให้เจ้าพนักงานรายงานศาลเพื่อ "จับกุมลูกหนี้" ผลกระทบโดยตรงจึงตกอยู่ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ได้มีข้อความใดที่กล่าวหาหรือพาดพิงถึงการทำหน้าที่ของโจทก์โดยตรง
• โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ประกอบมาตรา 28

23/02/2026

ฎีกาที่ 3578/2564 (อำนาจฟ้องในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ของผู้ยืม)
• คดีนี้เริ่มจากผู้เสียหายได้ยืมรถจักรยานยนต์จากเพื่อนรุ่นน้อง (ซึ่งเพื่อนรุ่นน้องก็ไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง แต่เป็นของ ล.) มาใช้งาน แล้วรถคันดังกล่าวถูกจำเลยที่ 1 ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ผู้เสียหายจึงไปแจ้งความร้องทุกข์และมีการฟ้องร้องดำเนินคดี รวมถึงเรียกค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชดใช้ค่าซ่อมรถ แต่ทางเจ้าของรถ (ล.) ไม่ได้เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์ด้วยตนเอง
• แม้ผู้เสียหายจะเป็นผู้ครอบครองรถในขณะเกิดเหตุ แต่เป็นการยืมต่อกันมาโดยไม่ปรากฏว่าเจ้าของทรัพย์ (ล.) ได้มอบหมายโดยตรงให้ผู้เสียหายเป็นผู้ดูแลรักษาตามสิทธิของเจ้าของ การครอบครองของผู้เสียหายจึงไม่มี "จุดเกาะเกี่ยวทางอำนาจ" ที่จะถือว่าเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ (ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว) เมื่อผู้เสียหายที่แท้จริง (ล.) ไม่ได้ร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และผู้เสียหายไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่ง

19/02/2026

ฎีกาที่ 1664/2565
• คดีนี้เริ่มจากจำเลยทั้งสามบุกเข้าไปในร้านของโจทก์ร่วมในเวลากลางคืน โดยแอบอ้างว่าเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ขอทำการตรวจค้น และได้ใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการใส่กุญแจมือโจทก์ร่วมเพื่อไม่ให้ขัดขืนหรือหลบหนี แต่ในระหว่างนั้นจำเลยได้ลักเอาฮาร์ดดิสก์ของโจทก์ร่วมไปด้วย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายหลักฐานการกระทำความผิดของพวกตน โจทก์ร่วมจึงฟ้องในข้อหาปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน

• พฤติการณ์การเอาฮาร์ดดิสก์ไปเพื่อทำลายหลักฐาน ถือเป็นการกระทำ "โดยทุจริต" ตามมาตรา 1 (1) แม้จำเลยจะไม่ได้ต้องการเอาทรัพย์ไปขายหรือแสวงหาประโยชน์ในทางทรัพย์สิน แต่การเอาไปเพื่อมิให้มีหลักฐานลงโทษตน ถือเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองแล้ว จึงครบองค์ประกอบฐานลักทรัพย์โดยทุจริต

• ศาลพิเคราะห์ว่าการใช้กำลังประทุษร้าย (ใส่กุญแจมือ) กระทำไปเพื่อควบคุมตัวโจทก์ร่วมไม่ให้ขัดขืนการตรวจค้นในฐานะเจ้าพนักงานกำมะลอ มิได้กระทำเพื่อความสะดวกในการเอาฮาร์ดดิสก์ไปแต่แรก เจตนาลักทรัพย์จึงเกิดขึ้น "ภายหลัง" การประทุษร้ายสิ้นสุดลง เมื่อการประทุษร้ายกับการลักทรัพย์ขาดตอนจากกัน จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ (ซึ่งต้องมีการประทุษร้ายเพื่อความสะดวกในการเอาทรัพย์ไป)

• จำเลยทั้งสามไม่มีความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ แต่มีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน และโดยมีอาวุธปืน

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10530